pharmacy rx one
how to get cialis or viagra
best cialis price
viagra to buy online
no rx viagra
cialis pills
buy cialis
buy cialis next day delivery
viagra cheap
propecia blogs
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2014008

อุดมการณ์กับพัฒนาการประชาธิปไตย สังคมไทยต้องการเลือกตั้ง

Filed under : POLITICS

“ความหมายของรัฐประหาร 2557 ที่ต่างไปจากครั้งก่อน คือ มีการดักคอไว้ก่อนจากทั้งสองฝ่าย ฝ่ายที่จะชกก็เกร็งไปหมดเพราะยังไม่ได้ชกสักที ขณะที่ฝ่ายจะถูกชกก็ไม่ได้นั่งเฉย หรือมีกระบวนการก่อตัวของผู้ที่ต่อต้านรัฐประหาร”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“อุดมการณ์กับพัฒนาการประชาธิปไตยในประเทศไทย สังคมไทยต้องการเลือกตั้ง!!!”

 

12 ม.ค. 2557 ห้องประชุมตึกปฏิบัติการชั้น 4 คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สหพันธ์ประชาชนเสรีเพื่อประชาธิปไตย (สปป.) สมัชชาปกป้องเสรีเพื่อประชาธิปไตย (สปป.) สมัชชาปกป้องประชาธิปไตยล้านนา (สปป.ล้านนา) ร่วมกับคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดเสวนาวิชาการสาธารณะ สปป.ครั้งที่ 2 “อุดมการณ์กับพัฒนาการประชาธิปไตยในประเทศไทย สังคมไทยต้องการเลือกตั้ง!!!”

 

สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เกริ่นนำว่าจะเกิดรัฐประหารหรือไม่รู้ สิ่งที่อยากจะนำเสนอดังนี้ การเคลื่อนไหวที่นำโดยคุณสุเทพและกปปส. เป็นภาวการณ์ลงแดงทางปัญญา เราเห็นการเคลื่อนไหวและโฆษณาซึ่งไม่น่าจะถูกยอมรับได้ในภาวะปกติที่ไม่มีความขัดแย้ง เช่น เรื่องคนไม่เท่ากัน ในแง่หนึ่งสังคมไทยกำลังอยู่ในภาวะที่คนกลุ่มหนึ่งไม่รับฟังอะไร จึงทำให้เกิดความยุ่งยากสำหรับคนที่พยายามโต้แย้ง ดังนั้น การจุดเทียนที่เกิดขึ้นจึงน่าสนใจ เพราะเป็นการเปลี่ยนวิธีการสื่อสาร เมื่อหูเขาไม่รับฟังจึงใช้แสงสว่างให้เขาเห็น และยังเป็นการสื่อสารถึงสังคมไทย และเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับ Shutdown กรุงเทพ คือเรากำลังเห็นการจุดความสว่างไสวกับให้ประเทศไทย สิ่งนี้สำคัญมากถ้าสิ่งที่คุณสุเทพคิดว่ากรุงเทพคือศูนย์กลาง หรือกรุงเทพเท่ากับประเทศไทย แต่การจุดเทียนที่กระจายไปทั่วประเทศมันทำให้เห็นว่ากรุงเทพไม่ใช่ประเทศไทย และส่วนอื่นๆ กำลังเคลื่อนไหว

 

“การจุดเทียนเป็นสัญลักษณ์ที่ดีคือ ทำให้เกิดความสว่างไสว เราจะกำลังจะทำสิ่งที่ต่างการปิดกรุงเทพอย่างเห็นได้ชัด ที่ใช้อำนาจบังคับ คุกคามบุคคลอื่น และมุ่งเผด็จศึก”

 

สมชาย กล่าวว่าหากอธิบายการปิดกรุงเทพ คิดว่าเป็นการพยายามทำให้ระบบราชการหยุดทำงาน และการทำความปั่นป่วนให้เกิดขึ้น เพื่อเป็นบัตรเชิญให้ทหารและองค์กรอิสระทำอะไรบางอย่าง แล้วคำถามจึงมีอยู่ว่า เราควรทำอะไร ดังนั้นการโต้แย้งที่เป็นอารยะคือทุกคนพากันไปทำงานตามปกติ โดยต้องระมัดระวังเรื่องความรุนแรงที่อาจมีการสร้างให้เกิดขึ้นจากทุกฝ่าย

 

“ทุกกลุ่มในสังคมไทยในเวลานี้ควรจะตระหนักร่วมกันว่าต้องอยู่ร่วมกับคนที่มีความเห็นต่างกับเรา ในแง่หนึ่งต้องปล่อยให้เขามีเสรีภาพที่จะพูดตราบเท่าที่ไม่เป็นการละเมิดหรือเหยียบหยามคนอื่น”

 

“ผมไม่แน่ใจว่าการรัฐประหารจะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่หากมองปรากฏการณ์ในรอบ 1-2 อาทิตย์ที่ผ่านมา การรัฐประหารที่อาจเกิดขึ้นจะเจอกับความยุ่งยากอย่างที่ไม่เคยเผชิญมาก่อน เราไม่ค่อยเห็นการออกมาค้านรัฐประหารก่อน 19 กันยายน 2549 เท่าไหร่ แต่ปัจจุบันเราเห็นการคัดค้านการใช้อำนาจนอกระบบอย่างกว้างขวางไม่เพียงในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยเท่านั้น ถ้าทหารฉลาดพอ ผมไม่ได้ขอร้องว่าอย่าทำ แต่เตือนว่าอย่าทำ เพราะจะทำให้สังคมไทยเจอกับความยุ่งยาก และทหารจะยุ่งยากมากขึ้น ดังนั้นทหารต้องโยนทิ้งความคิดในการรัฐประหาร และปล่อยความขัดแย้งทางการเมืองมันดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ที่มีอยู่”

 

สมชาย เสนอแนะว่า อนาคตเบื้องหน้าต้องคิดถึงปัญหาโครงสร้างทางการเมือง 2 เรื่อง อย่างแรก พบว่ามีเครือข่ายปิดล้อมสถาบันทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ประกอบด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และศาลรัฐธรรมนูญ ต่อให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นทั้ง 3 องค์กรนี้ก็ยังจะทำหน้าที่ในลักษณะแบบเดิม ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการทำให้ความขัดแย้งและความรุนแรงในสังคมไทยเกิดขึ้นต่อไป ประเด็นคือถ้าการเลือกตั้งและการเมืองเคลื่อนต่อไปได้เราจะทำให้เกิดการถ่วงดุล ตรวจสอบเครือข่ายเหล่านี้ได้อย่างไร

 

เรื่องที่สองจะสร้างอำนาจของประชาชนที่เหนือสถาบันทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งได้อย่างไร กรณีกฎหมายนิรโทษกรรมชี้ว่าเรากำกับรัฐสภาได้ไม่มากเท่าที่ควร หรือถามว่าพลังของประชาชนหรือเสื้อแดงกำกับพรรคเพื่อไทยได้แค่ไหน ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ต้องปรับเปลี่ยน เมื่อครั้งมีการเลือกตั้งซ่อมมีความพยายามเสนอเรื่องไพรมารี่โหวต หรือหยั่งคะแนนเสียงล่วงหน้าแต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเพื่อไทยก็ชี้นิ้วเลือกคนลงสมัคร เป็นต้น

 

“แน่นอนการเลือกตั้งเกิดความวุ่นวายแน่ๆ แต่เราคงต้องผลักดันให้เกิดการเลือกตั้งต่อไป หากเขตไหนเลือกตั้งไม่ได้ หรือไม่ครบ ก็ค่อยๆ จัดการเลือกตั้งเพิ่มเข้าไปจนกระทั่งสุดทาง เพราะนี่คือเส้นทางเดียวที่จะทำให้ความขัดแย้งของสังคมไทยคืนกลับภาวะปกติ และไม่แปรไปสู่ความรุนแรง ถ้าเมื่อไหร่ที่ไม่มีการเลือกตั้ง ตนเป็นกังวลว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นจะรุนแรงจนยากเกินเยียวยากว่าทุกๆ ครั้ง”

 

พิชิต ลิขิตสมบูรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งประเด็นว่า รัฐประหารครั้งนี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ขึ้นกับเงื่อนไขหลายอย่าง เพราะการเคลื่อนกำลังการยึดหน่วยงานต้องอาศัยความร่วมมือจากคนกรุงเทพทั้งโดยเปิดเผยและไม่เปิดเผย เช่น ให้ความร่วมมือด้วยการไม่ขัดขวาง หรือออกหน้าอย่างชัดเจนด้วยการให้ดอกไม้อย่างครั้งปี 2549 หากคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ไม่เอารัฐประหารแต่ยังมีการลงมือจะเจอโจทย์ที่ยาก เช่น การรัฐประหารในปี 2534 ของรสช. ที่เกิดขึ้นได้เพราะความเชื่อเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นของรัฐบาลชาติชาย เกิดข่าวลือหนาหูเรื่องการโกงกินภายในรัฐบาล พอทำรัฐประหารคนกรุงเทพฯดีใจกันมาก แต่สุดท้ายคนกลุ่มเดียวกันนี้ก็ออกมาขับไล่นายกสุจินดาในอีกปีถัดมา เช่นเดียวกับเสื้อขาวที่ออกมาในเวลานี้จำนวนมากก็เคยเชียร์รัฐประหารในปี 2549 มาก่อน

 

เมื่อมีคนเสื้อขาวออกมาปรากฏตัว จึงเกิดคำถามว่าคนกรุงเทพฯ สนับสนุนการรัฐประหารมากน้อยแค่ไหน คนที่จะทำรัฐประหารก็ต้องคิดหลายตลบแม้จะมีคำสั่งเปิดไฟเขียวมาแล้ว เช่นเดียวกับปี 2551 ที่มีไฟเขียวยึดอำนาจจากรัฐบาลคุณสมชายลงมา แต่สุดท้ายเขาก็ใช้วิธีการตั้งรัฐบาลในค่ายทหารแทน ถ้าเราไม่เปิดช่องให้เขาทำ หากเขาทำ โอกาสของการรัฐประหารก็จะล้มเหลวค่อนข้างสูง

 

“เวลานี้การต่อสู้ที่สำคัญเฉพาะหน้าอยู่ที่ว่า “จะเอาเลือกตั้งหรือไม่” สถานการณ์ขณะนี้จะคล้ายปี 2549 คือมีความพยายามขัดขวางการเลือกตั้ง หรือหากเลือกตั้งได้ขั้นตอนต่อไปคือล้มเลือกตั้ง หรือทำให้เลือกตั้งเป็นโมฆะ ซึ่งการเลือกตั้ง 2 ก.พ. ก็มีปัจจัยหลายอย่างที่อาจไปไม่รอด เช่น จำนวนส.ส.ในการเปิดประชุมสภาที่ต้องถึง 95% อย่างไรก็ตามกฎหมายกำหนดว่าหากเลือกตั้งได้ส.ส.ไม่ครบ กกต.ก็มีหน้าที่ในการจัดเลือกตั้งในพื้นที่จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามเวลาที่กำหนด ดังนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลัง 2 ก.พ. 57 คือ สภาผู้แทนราษฎร์ไม่ครบองค์ประชุม ต้องรอเลือกตั้งรอบที่สอง นี่เป็นช่องว่างให้อีกกลุ่มเคลื่อนไหวผ่านทางศาลต่างๆ รวมถึงอำนาจนอกระบบเข้ามาแทรกแซงกลไกในระบบ เหตุการณ์ก็ยืดเยื้อต่อไปถ้าไม่เกิดการยึดอำนาจก่อน”

 

อย่างไรก็ตาม การรัฐประหารในระยะหลายปี เราจะชินกับรูปแบบรัฐประหารของศตวรรษที่ 20 ที่มีการเคลื่อนพล ยึดสถานีโทรทัศน์ ซึ่งสุดท้ายหากจะได้รับความชอบธรรมก็ต่อเมื่อมีการรับรองด้วยลายเซ็นทุกครั้ง แต่หากครั้งนี้จะเกิดขึ้นรัฐประหารขึ้น ส่วนตัวเชื่อว่าจะเกิดในรูปแบบของศตวรรษที่ 21 ที่มาในนามปฏิวัติประชาชน people revolution คือให้ประชาชนในกลุ่มตัวเองออกมาก่อการจลาจล สร้างภาพให้เห็นว่ารัฐบาลที่มีอยู่ไม่มีความชอบธรรม อาจมีการบาดเจ็บล้มตาย ถ้ารัฐบาลไม่ได้สั่งปราบประชาชน ประชาชนก็จะปะทะกันเองจนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนหนึ่ง เพื่อก่อให้เกิดภาวะรัฐล้มเหลว เพราะรัฐบาลไม่สามารถป้องกันเหตุใด จึงเป็นเงื่อนไขให้ทหารออกมาสนับสนุนประชาชน อาจจะมีประชาชนจำนวนติดอาวุธเข้ามายึดสถานที่ราชการ เป็นต้น

 

พิชิต กล่าวต่อไปว่า ท้ายสุดจะตามมาด้วยทหารโดยอ้างว่ามีการปฏิวัติโดยประชาชน รัฐบาลจึงหมดความชอบธรรมไปแล้ว เขาอาจไม่ฉีกรัฐธรรมนูญ เพราะฝ่ายนิติบัญญัติที่เรามีอยู่ในขณะนี้คือ ส.ว.ซีกลากตั้ง และส.ว.เลือกตั้งบางส่วนที่มีกลุ่ม 40 ส.ว.เป็นแกน ขณะที่ส.ว.อีกจำนวนหนึ่งถูกป.ป.ช. และศาลตัดสินเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะฉะนั้นส.ว.ที่เหลืออยู่กำลังทำหน้าที่นิติบัญญัติ ซึ่งมีนักกฎหมายจากค่ายธรรมศาสตร์ ออกมาเสนอว่าอำนาจนิติบัญญัติที่ยังเหลืออยู่สามารถเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้ แต่เนื่องรัฐธรรมนูญระบุอย่างชัดเจนว่าต้องมาจากส.ส. ดังนั้นก็อาศัยมาตรา 7นี่คือความพยายามที่หาช่องทางรองรับการรัฐประหารโดยไม่ต้องมีลายเซ็น ไม่มีความสุ่มเสี่ยงต่อสถาบัน ซึ่งสามารถอ้างได้ว่าเป็นกระบวนการที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ

 

“ข้อจำกัดที่เขาต้องหาวิธีการที่ซับซ้อนมากขึ้นนอกจากแรงต่อต้านจากประชาชนแล้ว ปัจจัยที่สำคัญมากไม่อาจมองข้ามได้ คือ ประชามติจากนานาชาติ เพราะในเวลานี้รัฐบาลและสื่อต่างชาติต่างรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ใครเป็นประธาน และรองประธานกปปส. เพราะฉะนั้นสถานทูตทั้ง 40 กว่า ยังแสดงออกอย่างชัดเจนให้ประเทศไทยมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.57”

 

ส่วนกรณีของคนเสื้อขาว พิชิต กล่าวว่า คนเสื้อขาวไม่ใช่คนเสื้อแดงแอ๊บขาวแน่นอน คนเหล่านี้เป็นคนเมือง ถ้าในต่างจังหวัดก็คือคนในเขตตลาด เทศบาล เป็นชนชั้นกลางที่มีฐานะมีการศึกษา ในอดีตเขาอาจเป็นพลังเงียบหรือสวิงโหวต เป็นกลุ่มเดียวที่สนับสนุนให้รสช.ยึดอำนาจจากรัฐบาลชาติชาย เป็นกลุ่มเดียวที่ออกมาขับไล่นายกสุจินดา เป็นกลุ่มเดียวที่เชียร์รัฐประหารปี 2549 การเลือกตั้งที่ผ่านมาบางส่วนเลือกพรรคประชาธิปัตย์ หรือเลือกชูวิทย์ กลุ่มนี้โดยทั่วไปไม่ได้ชอบพรรคเพื่อไทยเป็นหลัก และคนเสื้อขาวจำนวนหนึ่งก็เป็นคนที่อยู่ในขบวนการเป่านกหวีดที่ต่อต้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรมเหมาเข่ง คนเหล่านี้ไม่ใช่พวกสุดขั้วทางการเมือง จะไม่ชอบพรรคการเมืองที่มาจากต่างจังหวัด ไม่ชอบรัฐบาลที่มาจากเถ้าแก่ เชื่อในวาทกรรมการซื้อสิทธิ์ขายเสียง เชื่อเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่อย่างน้อยเขาก็เชื่อในระบบการเลือกตั้ง

 

ก่อนหน้าคนกลุ่มนี้เขาไม่มีพื้นที่ในการแสดงออก เขาไม่ใช่เสื้อแดง หรือไม่ชอบพวกเสื้อแดง เพราะยังคิดว่าเสื้อแดงเป็นคนอีกระดับชั้นหนึ่ง หรือยังติดภาพความรุนแรงของปี 2553 ซึ่งหลายคนยังกล่าวโทษคนเสื้อแดงอยู่ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ 2 อย่างที่ทำให้เกิดการรวมกลุ่มขึ้นมาอย่าง respect my vote และกรณีของอ.เจษฎา ที่ชวนมาจุดเทียน สองเหตุการณ์นี้เป็นตัวจุดให้เขาเห็นทางออกในการแสดงออกผ่านรูปแบบที่เหมาะสมกับเขา กล่าวคือเป็นคนเมืองที่ชอบแสดงออกผ่านสัญลักษณ์ ไม่ชอบการพูดจารุนแรงเหมือนเสื้อแดง ซึ่งถือว่าเป็นแง่บวกสำหรับพัฒนาการการเมืองไทย ซึ่งเคยสวิงไปมา บางครั้งก็เชียร์รัฐประหารด้วยความสะใจ แต่ก็เริ่มความเข้าใจไม่ว่าในความขัดแย้งทางการเมืองจะอยู่ฝั่งไหนก็ต้องไปที่คูหาเลือกตั้ง ถ้าไม่พอใจกฎกติกาก็ไปปฏิรูป ไม่ต้องใช้วิธีการบนท้องถนนที่เป็นการฆ่ากันตาย เอาทหาร เอารถถังออกมา

 

“นี่เป็นเรื่องดีเป็นการตื่นของชนชั้นกลาง เป็นพลังที่สาม เป็นของจริง แต่จะหวือหวาอยู่ได้นานแค่ไหนก็ต้องเฝ้าดูกันต่อไป และเป็นแนวโน้มที่ดีที่จะทำให้การรัฐประหารน้อยลง ถ้าอำนาจที่อยู่หลังองค์กรอิสระ ทหาร กปปส. พรรคประชาธิปัตย์ ถ้าอำนาจนั้นในใจกว้างพอที่จะเห็นว่าการเกิดสิ่งนี้ทำให้การยึดอำนาจและรัฐบาลที่มาจากการแต่งตั้งมัน work แล้ว เพราะอย่างน้อยคนชั้นกลางในเมือง ในหัวเมือง ไม่ว่าจะเป็นเสียงข้างมาก หรือเสียงข้างน้อยก็ออกมาแสดงออก ถ้ายังดื้อดึงก่อการยึดอำนาจแบบศตวรรษที่ 20 หรือ ศตวรรษที่ 21 ก็ดี เพื่อจะหยุดการเลือกตั้งด้วยการอ้างปฏิรูป ตนคิดว่าเป็นเรื่องที่อันตรายมาก และหวังว่าคนที่จะกุมสภาพทั้งหมดจะเข้าใจว่า การให้ไฟเขียวยึดอำนาจ รัฐประหารเป็นหนทางไปสู่นรกสำหรับคนที่มีอำนาจในสังคม เพราะประชาคมในไทย และในโลกเขาไม่เอารัฐประหารแล้ว” รศ.ดร.พิชิต กล่าวสรุป

 

ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สิ่งแวดล้อมรัฐประหารรวมทั้งความพยายามในการต่อต้านรัฐประหารครั้งนี้ มีความน่าสนใจหลายอย่าง ส่วนแรก ทำไมคนกรุงเทพถึงตื่นตัว หรือการรัฐประหารครั้งนี้หมายความว่าอย่างไร

 

หลายคนวิเคราะห์ว่าเป็นความขัดแย้งของสองขั้วอุดมการณ์ระหว่างประชาธิปไตยvs เผด็จการ หรือปฏิรูปกับการยืนยันในระบอบประชาธิปไตย หรืออาจเรียกว่าเป็นสองขั้วของประชาธิปไตยตัวแทน vs ประชาธิปไตยทางตรง ซึ่งแน่นอนการรัฐประหารที่ผ่านมาก็สะท้อนสองขั้วอุดมการณ์ แต่ครั้งนี้เป็นเราจะเห็นการแอ๊บ หรือแสร้งว่าเป็นประชาธิปไตยอยู่ในความเป็นเผด็จการอย่างแยบยลด้วย รวมถึงรัฐประหารครั้งนี้ก็ก็ลากโยงไปถึงความขัดแย้งของชนชั้นบน ขัดแย้งระหว่างสถาบันเชิงประเพณีกับชนชั้นนำหน้าใหม่ด้วย การรัฐประหารครั้งนี้จึงเป็นความสืบเนื่องจากรัฐประหาร 2549

 

ในอีกด้านหนึ่งรัฐประหารแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งของชนชั้นกลางเก่า (เสื้อเหลือง) ที่มั่นคงปลอดภัยกับระบบที่เป็นมา แต่เมื่อมีรัฐบาลใหม่ไปจับมือร่วมกับชนชั้นกลางใหม่ (เสื้อแดง) ที่จับมือกับรัฐบาลสร้างความมั่นคงขึ้นมา ชนชั้นกลางก็รู้สึกกระทบกระเทือน ฉะนั้นเราเห็นความแตกต่างของสองขั้วอุดมการณ์ ชนชั้นนำสองกลุ่ม และชนชั้นกลางสองกลุ่ม แต่รัฐประหารครั้งนี้คือการสืบทอดจากรัฐประหาร 2549 ที่ขั้วอำนาจหนึ่งเคยคิดว่ารัฐประหาร 49 ควรจะ “ฟินาเล่” หรือจบไปแล้ว แต่ความจริงมันยังไม่จบ นักวิชาการที่เคยสนับสนุนรัฐประหารในปี 2549 และยังเคลื่อนไหวกับกปปส.ในขณะนี้กล่าวกับตนเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมาว่า การรัฐประหาร 2549 ไม่ได้ใช้อำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดจริง จึงเดาได้ว่าหากครั้งนี้จะเกิดขึ้นว่าจะรุนแรงแค่ไหน

 

อย่างไรก็ตาม ความหมายของรัฐประหาร 2557 ที่ต่างไปจากครั้งก่อน คือ มีการดักคอไว้ก่อนจากทั้งสองฝ่าย ฝ่ายที่จะชกก็เกร็งไปหมดเพราะยังไม่ได้ชกสักที ขณะที่ฝ่ายจะถูกชกก็ไม่ได้นั่งเฉย หรือมีกระบวนการก่อตัวของผู้ที่ต่อต้านรัฐประหาร ซึ่ง แบ่งสองกลุ่มใหญ่ กลุ่มแรก ประชาชนที่เป็นฐานมวลชน คนของพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นแนวร่วมที่ค่อนข้างหลวม อย่างไรในแง่พลังของการแสดงออกก็มีคนประเมินกันว่ามันไม่เด่นชัด หรืออาจหมดความหมายไปแล้ว เพราะถึงไม่ต้องชุมนุม คนก็รู้ว่ามีอยู่ การชุมนุมเพื่อต่อต้านรัฐประหารไม่ปรากฏเป็นข่าว เช่น คุณเอกคนเดียวปรากฏเป็นข่าว แต่การชุมนุม 20 จังหวัดพร้อมกันไม่เป็นข่าว ดังนั้นการต่อต้านรัฐประหารของชนชั้นกลางใหม่อาจต้องคิดถึงยุทธวิธีใหม่ๆ หรือไม่ ทำอย่างไรจะให้มวลชนที่สนับสนุนนปช. มวลชนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยมีความหมายขึ้นมาได้

 

กลุ่มที่สอง คือคนชั้นกลางที่ชอบใช้ภาษาอังกฤษ ใส่เสื้อสีขาว จุดเทียน เครื่องหมายสันติภาพ ซึ่งดูโลกสวย แต่ก็ยอมรับว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่มีพลัง อย่างไรก็ตามมันน่าสนใจตรงที่แม้ในการต่อต้านรัฐประหารยังมีความเหลื่อมล้ำ เสียงของการต่อต้านที่มาจากชนชั้นกลางระดับล่างหรือชนชั้นกลางใหม่กลับไม่ค่อยได้รับการเหลียวแล เท่ากับชนชั้นกลางที่อยู่ในเมือง สิ่งที่น่าคิดคือทำอย่างไรจะให้เกิดแนวร่วมการต่อต้านของคนในเมืองกับคนชนบท หรือเกิดความเสมอภาคกันของการต่อต้านรัฐประหาร และเป็นขบวนที่ต่อต้านรัฐประหารก่อนการรัฐประหาร

 

ส่วนที่สอง การพยายามสร้างแนวร่วมที่ดูเป็นไปไม่ได้ “การสร้างแนวร่วมของคนต้านรัฐประหารในเมืองกับคนชนบท จากประสบการณ์ของเครือข่ายสองเอาสองไม่เอา จึงมีการเชื่อมต่อข้ามเครือข่าย คำถามที่น่าพิจารณากันต่อคือ หนึ่ง ทำไมกลุ่มของทีดีอาร์ไอและเอ็นจีโอ เครือข่ายของนายแพทย์สมศักดิ์ ทำไมต้องมาร่วมกับสปป.ด้วย หรือทำไมสายปฏิรูปต้องมาร่วมกับสายเลือกตั้ง สอง พวกเขามีข้อกังวลอะไรหรือไม่ถึงต้องร่วมกันกับสปป. คำตอบเท่าที่ให้กันเองคือเขากลัวสองสิ่งที่สปป.กลัวเหมือนกันคือ ความรุนแรง และการรัฐประหาร นี่แสดงให้เห็นถึงความหวังของสังคมในการที่จะสร้างแนวร่วม หรือจุดตัดอะไรบางอย่าง หลังจากวิกฤติครั้งนี้ค่อยมาถกเถียงกันต่อ

 

“ปัญหาที่เรากำลังเผชิญหน้าอยู่ตอนนี้ คือ การล้มรัฐบาลด้วยการล้มระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย แต่มันไม่ได้เป็นการล้มระบอบอย่างแท้จริง แต่มันเป็นความย้อนแย้งของการเคลื่อนไหวของกปปส. และเป็นความย้อนแย้งของรัฐประหารในปี 2549 ด้วยจากการบอกว่าเป็นรัฐประหารเพื่อประชาธิปไตย สิ่งที่อันตรายคือมันคือการขี่ช้างจับตักกะแตน  มวลชนที่เข้าร่วมกับกปปส.ควรต้องแยกให้ออกระหว่างการล้มรัฐบาลเป็นคนละเรื่องกับการล้มระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย หรือระหว่างการปรามเรื่องความรุนแรงกับการปรามเรื่องรัฐประหารอันไหนสำคัญกว่ากัน ผมยืนยันว่าจะต้องปรามเรื่องรัฐประหารก่อน เพราะการรัฐประหารฉีกกติกาทั้งหมด ในขณะที่ความรุนแรงจะมีบางคนละเมิดกติกา แต่กติกายังอยู่”

 

ณัฐกร วิทิตานนท์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวถึงประเด็นเลือกตั้งสองประเด็นว่า เลือกตั้งคือคำตอบ ทางออก รัฐประหารคือหายนะ จากข้อมูลที่สืบค้นว่าก่อนปี 2006 ว่ามีการรัฐประหารในประเทศอื่นหรือไม่ ซึ่งในรอบ 20 กว่าปี แถบอาเซียนมีประเทศเดียวเท่านั้นที่เกิดรัฐประหาร คือ ประเทศไทย ก่อนหน้าประเทศไทยคือประเทศพม่าที่เกิดรัฐประหารในปี 1988 หลังจากที่คนลุกฮือกันก็มีการรัฐประหารหลังจากนั้น ทำให้นึกถึงโฆษณาที่บอกว่าประเทศไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก แน่นอนว่าเรื่องรัฐประหารเราไม่แพ้ใครในอาเซียน เราเป็นที่หนึ่งในอาเซียน เป็นที่สองของเอเชีย และเป็นที่สี่ของโลก อย่างกรณีในประเทศฟิลิปปินส์มีรัฐประหารเกิดขึ้นในปีเดียวกับไทย คือปี 2006 ในประเทศติมอร์ปี2008 และประเทศลาวมีรัฐประหารปี 2007 ทั้งนี้ประเทศข้างต้นมีรัฐประหารที่ล้มเหลวหมด แต่ประเทศที่มีการรัฐประหารสำเร็จ คือ ประเทศไทย

 

ประเด็นที่สอง คือ น่าแปลกใจว่าสังคมไทย มอตโต้ของการเรียกร้องสมัยพฤษภาคือ นายกจะต้องมาจากการเลือกตั้ง นั่นคือมอตโต้หลักของการเรียกร้อง แท้จริงแล้วการเลือกตั้งไม่ใช่เป็นทางออกเพียงอย่างเดียว การเกิดการเลือกตั้งมันมีทั้งสาเหตุแห่งความรุนแรงขนานใหญ่ ขณะเดียวกันการเลือกตั้งคือ ทางออกของความรุนแรงขนานใหญ่ เราต้องดูบริบทว่า ณ วันนี้ถ้าไม่เลือกตั้งมันจะเกิดความรุนแรงหรือไม่ กรณีตัวอย่างในประเทศบังคลาเทศเป็นคนละแบบกับประเทศไทยซึ่งบังคลาเทศยิ่งไม่เลือกตั้งก็ยิ่งจะเกิดความรุนแรง แต่ของไทยมันจะต้องคิดกลับกันและตั้งข้อสังเกตว่าหลายๆ เครือข่ายที่เขาไม่คิดจะมายืนข้างเลือกตั้ง เขาก็กลับมายืนข้างเลือกตั้งเพราะความรุนแรงมันไม่เหมือนในอดีต

 

ทั้งนี้การเลือกตั้งมันเป็นทั้งตัวกระตุ้นให้เกิดความรุนแรง อย่างในหลายประเทศมีการเลือกตั้งก็เกิดความรุนแรง ตัวอย่างง่ายๆช่วงพฤษภาความรุนแรงเกิดขึ้นได้อย่างไรทั้งที่มีการเลือกตั้ง ก็เพราะเลือกตั้งมันฝืนมติมหาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

 

อาจารย์ณัฐกร ยกตัวอย่างถึงการแต่งเพลงของแอ๊ด คาราบาวในช่วงธันวาคม ปี2534 ที่มีนัยทางการเมืองแฝงและตั้งข้อสังเกตว่า แอ๊ด คาราบาวได้แต่งเพลงอัลบั้ม วิชาแพะ ออกช่วงเดียวที่มีรัฐธรรมนูญปี 2534ใช้ ในเนื้อเพลงบอกว่าทางเขามีให้เดินทำไมจึงไม่เดิน มันไม่เพลิดไม่เพลินเดินไม่เป็นหรือไร นายก.ต้องมาจากการเลือกตั้ง ไม่ได้มาด้วยกำลัง ไม่ได้มาด้วยเงินทอง นายก.ต้องเดินตามครรลองให้ประชาชนทั้งผองได้เป็นคนเลือกนายก. “แต่ว่าตอนนี้เขาไม่อยากให้เราเลือก

 

“มองว่ามันน่าจะเดินมาถึงจุดที่เราเดินร่วมกันได้แล้วว่า นายกจะต้องมาจากการเลือกตั้ง แต่มันกลับมาสู่ยุคม.7 กลับมาสู่นายกพระราชทานรวมถึงหลายๆ วิธีที่จะหานายกคนนอกให้ได้ ทั้งๆ ที่มีนายกรักษาการอยู่และกำลังสู่กระบวนการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตามที่สุดแล้วเมื่อเกิดความรุนแรงจะต้องกลับมาสู่การเลือกตั้ง”อาจารย์ณัฐกรกล่าว

 

ทั้งนี้ ณัฐกรกล่าวถึงรายงานของสถาบันพระปกเกล้า ประเด็นการทำวิจัยในส่วนที่เป็นการรีวิว การสำรวจใน 10ประเทศที่มีแรงปะทะกันอย่างหนักจนมีการตายเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก อย่างเช่นประเทศเกาหลีใต้ ลาวันดา อังกฤษในไอซ์แลนด์เหนือ โบลีเวีย เป็นต้น สุดท้ายจบด้วยการเลือกตั้ง สำหรับประเทศไทยทำไมไม่เลือกตั้งให้เป็นระบบ อย่างเช่นกรณีประเทศเขมรเขาก็มีการมีการชุมนุมแบบ กปปส.เช่นเดียวกัน แต่ข้อเรียกร้องของเขมรเขาไม่เชื่อว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาของฮุนเซนบริสุทธิ์โปร่งใส และเขาอยากให้มีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งถ้าฮุนเซนยอม เขาก็จบแต่ขณะเดียวกันกรณีกปปส. เมื่อรัฐบาลยุบสภาไปแล้วและมีการเลือกตั้งใหม่ ทำไมไม่จบ หรืออาจเป็นเพราะที่สุดแล้วความคิดเขา เขาอาจจะเรียกร้องประชาธิปไตยแต่เนื้อแท้แล้วเขาอาจจะไม่ต้องการประชาธิปไตย อาจารย์ท่านหนึ่งที่ออกรายการสรยุทธ์ บอกว่า อย่าให้เลือกตั้งเป็นอุปสรรคของประชาธิปไตย ผมกล้าพูดได้เลยว่าไม่มีประชาธิปไตยที่ใดในโลกที่จะปฏิเสธการเลือกตั้ง

 

ข้อมูลของ Freedom House ที่มีการสำรวจว่าประเทศใดเป็นประชาธิปไตย ประเทศใดไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งฟรีดอมเฮาท์ได้จัดกลุ่มสองประเทศ คือประเทศที่มีการเลือกตั้ง กับประเทศที่ไม่มีการเลือกตั้ง ในโลกมีประเทศที่เอาการเลือกตั้งกว่า123 ประเทศ จากประเทศในโลกประมาณ 192 ประเทศ คิดเป็น 60 เปอร์เซ็นต์ของโลกได้เลือกผู้นำของตัวเอง

 

“ถ้าเชื่อว่าคนเขามีความสามารถในการเลือก เขาจะรู้ว่าจะเลือกแบบใดให้หนีจากความรุนแรง ให้มันเป็นไปตามระบบ”อ.ดร.ณัฐกร กล่าวย้ำ