walgreens viagra generic
cialis dosage options
cialis low prices
maximum dosage of viagra
cialis cost 20mg
cialis 10
cheapest price for cialis
viagra pay after delivery
how much is cialis daily
buy viagra usa
fast generic cialis
best price for cialis
viagra no prescription overnight delivery
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2014018

เรียนรู้จากเพิ่อนบ้าน กรณี “บังสาโมโร”: อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

Filed under : POLITICS > SOCIAL SCIENCE

“การต่อสู้และการเจรจาระหว่างรัฐบาลฟิลิปปินส์กับกลุ่ม MNLF ดำเนินมานานกว่ายี่สิบปี มีการเจรจาหยุดยิงและมีข้อตกลงเพื่อขจัดข้อขัดแย้งหลายครั้ง จนกระทั้งล่าสุดนี้ก็ได้เกิด “ข้อตกลงร่วมสมบูรณเรื่องการปกครองเขตโมโร” ซึ่งทำให้หลายฝ่ายรู้สึกว่าความหวังที่จะจัดการข้อพิพาทนี้น่าจะใกล้บรรลุผลแล้ว”

 

MNLF-rebels.1

 

เรียนรู้จากเพิ่อนบ้าน กรณี “บังสาโมโร”

 

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

 

การเจรจากันครั้งสุดท้ายระหว่างรัฐบาลฟิลิปปินส์กับกลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลในนาม MILF (The Moro Islamic Liberation Front) ในวันที 27 มีนาคม ที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายได้เซ็นข้อตกลงร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอันมีมายาวนาน เรียกว่า “ข้อตกลงร่วมสมบูรณเรื่องการปกครองเขตโมโร“ (Comprehensive Agreement on Bangsamoro)

 

ในความเป็นจริง ผมแปลคำว่า Bangsamoro เป็นการปกครองเขตโมโรนั้นไม่ค่อยตรงกับความหมายมากนัก เพราะคำว่า Bangsa มีความหมายถึง “ชาติ” เช่น Bangsa Malaysia ชาติมาเลย์เซีย แต่เพื่อทำให้เข้าใจง่ายๆ ว่าไม่ใช่การแยกออกมาเป็นอีกประเทศหนึ่ง แต่เป็นการจัดการปกครองตนเองรูปแบบใหม่

 

คำว่า Bangsamoro ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงต้นทศวรรษ 1980 เมื่อกลุ่มแบ่งแยกดินแดนจากฟิลิปปินส์ที่เรียกว่า Moro National Liberation Front (MNLF) เริ่มต้นการต่อสู้เพื่อเอกราชของเขตเกาะมินดาเนาให้เป็นประเทศอิสลาม (เกามินดาเนามีประชากรนับถือศาสนาอิสลามมากที่สุด) จึงได้สร้างคำที่หมายความถึงประเทศโมโรขึ้นมาเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนต่อสู้

 

การต่อสู้และการเจรจาระหว่างรัฐบาลฟิลิปปินส์กับกลุ่ม MNLF ดำเนินมานานกว่ายี่สิบปี มีการเจรจาหยุดยิงและมีข้อตกลงเพื่อขจัดข้อขัดแย้งหลายครั้ง จนกระทั้งล่าสุดนี้ก็ได้เกิด “ข้อตกลงร่วมสมบูรณเรื่องการปกครองเขตโมโร” ซึ่งทำให้หลายฝ่ายรู้สึกว่าความหวังที่จะจัดการข้อพิพาทนี้น่าจะใกล้บรรลุผลแล้ว

 

ผมสนใจเรื่องความขัดแย้ง การต่อสู้และ การเจรจาที่นำมาซึ่งการจัดการการปกครองเขตปกครองโมโรที่ฟิลิปปินส์ก็เพราะกังวลในเรื่องความขัดแย้งในกรณีสาม-สี่จังหวัดภาคใต้ของไทย ที่แม้ว่าจะปะทุรุนแรงขึ้นมาประมาณสิบปีก็ตามแต่ก็ที่เป็นปัญหาที่นานมากแล้วเช่นกัน การเรียนรู้บทเรียนจากเพื่อนบ้านที่จัดการปัญหาลักษณะคล้ายคลึงกันก็เป็นเรื่องสำคัญที่อาจจะนำทางให้เรามองเห็นแนวทางการแก้ไขปัญหาของเราเองได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ต้องถือว่าผมโชคดีอย่างมากที่ได้โอกาสพูดคุยกับผู้ที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องและผู้รู้ในเรื่องการเจรจาและเรื่องของพี่น้องมุสลิมในมินดาเนาหลายท่าน ที่สำคัญที่ต้องให้เกียรติท่านไว้ในที่นี้ ได้แก่ คุณ Nestor R.Mijares IV , ดำรงตำแหน่ง Deputy Director-General, OFFICE OF THE DEPUTY DIRECTOR-GENERAL และได้ทำหน้าที่ประธานร่วมของ The Philippine Government Peace Panel and MNLF Peace Negotiation’s Support Committee on Economic., อาจารย์ ดร. Julkipli M. Wadi คณบดีสถาบันอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งชาติฟิลิปปินส์ คุณ Joseph Purugganan แห่ง Focus on the Global South- Philippine Office คุณ Judy Pasimio แห่ง LILAK (Purple Action for Indigenous Women’s Rights) และอาจารย์ ดร. Neric Acosta ดำรงตำแหน่ง Presidential Adviser for Environmental Protection และ General Manager of the Laguna Lake Development Authority (สำหรับท่านสุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณอาจารย์คารินา โชติรวี แห่งอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ ครับ)

 

อย่างไรก็ตาม ความเห็นที่จะกล่าวต่อไปนี้หากผิดพลาดหรือเกินเลยไปในเรื่องใดเป็นการตีความของผมเอง  ท่านทั้งหลายข้างต้นไม่ต้องรับผิดชอบทั้งสิ้นนะครับ

 

หากจะเข้าใจปัญหาความขัดแย้ง การต่อสู้และการเจรจาที่เกิดขึ้นในมินดาเนา จำเป็นที่จะต้องเข้าใจความสลับซับซ้อนของกระบวนการทั้งหมด ไม่ใช่เพียงแค่ภายในประเทศ/ภายในเกาะมินดาเนา หากต้องพิจารณาจากมุมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย และที่สำคัญจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องเข้าใจความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์ทั้งหมดด้วย ซึ่งความเข้าใจทั้งหมดนี้จะทำให้เราพอจะมองเห็นได้ว่าการเจรจา “ข้อตกลงร่วมสมบูรณเรื่องการปกครองเขตโมโร” นั้นมีจุดอ่อน จุดแข็งอะไรที่เราจะได้เรียนรู้บ้าง

 

ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของดินแดนในเกาะมินดาเนามีส่วนในการกำหนดความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันอย่างมากทีเดียว ก่อนสเปนจะขยายอำนาจจักรวรรดินิยมยุคกลางเข้ามาในดินแดน ฟิลิปปินส์ คนพื้นเมืองในเกาะมินดาเนามีความหลากหลายทางชาติพันธ์และภาษา นักมานุษยวิทยาพบว่ามีภาษาที่แตกต่างกันอย่างน้อยสิบภาษาขึ้นไป

 

ภายหลังจากที่ศาสนาอิสลามจากทั้งทางอาหรับและจีนได้แพร่เข้ามาพร้อมกับการค้าก็ได้ทำให้เกิดอาณาจักรของสุลต่าน(Sultanate) ขึ้นมาหลายแห่ง ที่สำคัญและครอบครองพื้นที่ได้กว้างขวางได้แก่ อาณาจักรสุลต่านแห่งมากัวดาเนา (Maguindanao)  ที่ตั้งขึ้นมาเกาแก่แต่อำนาจน้อยลงมาบ้าง ได้แก่ อาณาจักรแห่งสุลต่านโบวยัน (Buayan) ส่วนที่ครอบครองหมู่เกาะคาบสมุทรติดกับดินแดนมาเลย์เซีย  ได้แก่ อาณาจักรสุลต่านแห่งซูลู (Sulu)

 

แม้ว่าเกิดอาณาจักรสุลต่านขึ้นมาครอบครองดินแดนแล้วก็ตาม ความหลากหลายของชาติพันธ์ก็ยังคงดำรงอยู่ ในดินแดนสุลต่านเดียวกัน ก็ยังใช้กันหลายภาษา เช่น อาณาจักรสุลต่านซูลูมีภาษาใช้สามภาษา ได้แก่ ทะไว-ทะไว (Tawi-Tawi) สามา (Sama) และเตาซุก (Tausug) ในแถบตอนกลางของเกาะมินดาเนาซึ่งมีอาณาจักรสุลต่านหลายแห่งก็ใช้ภาษาที่หลากหลายกันออกไป เช่น มาราเนา (Maranao) มากัวดาเนา (Maguindanao) อีรานัน (Iranun) เป็นต้น

 

อำนาจแห่งอาณาจักรสุลต่านมีความเข้มแข็งไม่น้อยและได้ขยายอำนาจออกไปได้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะสุลต่านแห่งซูลูได้ขยายอำนาจเข้าครอบครอบตอนเหนือของรัฐซาบาห์ของประเทศมาเลย์เซียในปัจจุบัน (ซึ่งก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศขึ้นมาในช่วงหลังนี้)

 

การขยายอำนาจของสเปนเข้ามาในมินดาเนาได้พบกับการต่อสู้/ต่อต้านจากอาณาจักรแห่งสุลต่านทั้งหลายอย่างเข้มแข็ง นักประวัติศาสตร์ฝ่ายซ้ายที่เน้นการต่อสู้ของประชาชนกับอำนาจจักรวรรดินิยม (Renato Constantino) กล่าวว่าประวัติศาสตร์ฟิลิปปินส์ไม่มีทางสมบูรณได้ หากไม่ศึกษาและเข้าใจการต่อสู้ของมุลลิมในตอนใต้ของประเทศ

 

การต่อสู้ของอาณาจักรสุลต่านเหล่านี้ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การกู้ชาติ/กู้เอกราชจากอาณานิคมสเปนเลย เพราะหน้าประวัติศาสตร์ชาติแนวขนบของฟิลิปปินส์เน้นขบวนการชาตินิยมยุคสมัยใหม่และวีรบุรุษของชาติที่เป็นผู้มีการศึกษาและปัญญา (Ilustrado) เช่น ริซาล เป็นต้น

 

แม้ว่าอาณาจักรแห่งสุลต่านจะสลายลงในช่วงของการได้รับเอกราช แต่ความสำนึกของผู้คนในความหลากหลายนี้ยังคงดำรงอยู่อย่างเหนียวแน่น ซึ่งความแตกต่างหลากหลายนี้ก็ส่งผลให้เกิดความผันแปรเปลี่ยนแปลงในการต่อรองระหว่างรัฐบาลฟิลิปปินส์กับกลุ่มโมโรในช่วงเวลาที่ผ่านมา

 

ความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธ์และระบบการเมืองแบบสุลต่านที่สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้ปัญหาและการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างมุลสิมในมินดาเนากับรัฐฟิลิปปินส์ยุ่งยากมากขึ้น   ภายหลังจากการต่อสู้ด้วยอาวุธมายาวนาน ต่างฝ่ายต่างก็พบว่าไม่มีทางที่ยุติกันได้ด้วยการใช้กำลัง ความพยายามที่จะเจรจาเพื่อหาข้อยุติความขัดแย้งในพื้นที่เกิดขึ้นหลายครั้ง

 

แต่ดังที่ได้กล่าวมาในคราวก่อนว่าความหลากหลายของกลุ่ม “ชาติพันธ์” ในพื้นที่มินดาเนามีมาก พร้อมกันนั้นความหลากหลายนี้จำนวนหนึ่งก็ถูกครอบคลุมด้วยระบบการปกครองแบบสุลต่าน รัฐสุลต่านบางรัฐก็มีกลุ่มคนที่พูดภาษาและมีวัศนธรรมไม่เหมือนกันสอง-สามภาษา เป็นต้น

 

ความหลายหลายของแต่ละกลุ่มก็มีเป้าหมายในการต่อสู้กับรัฐบาลฟิลิปปินส์ไม่ตรงกัน ในช่วงแรกๆ ที่เริ่มต่อสู้นั้น  แต่ละกลุ่มพยายามลบความแตกต่างและสร้างเป้าหมายกว้างๆรวมกัน ได้แก่ ความเป็นอิสระของคนในพื้นที่มินดาเนา แต่กรอบคิดที่แตกต่างกันของแต่ละกลุ่มทำให้การเจรจาที่เพื่อยุติการสู้รบที่ผ่านมาไม่ประสบผลสำเร็จ

 

การรวมตัวเพื่อต่อสู้/ต่อรองกับรัฐบาลฟิลิปปินส์ของคนในมินนาเนาจึงผสมผสานกันในหลากหลายมิติ  ช่วงแรกสุดเป็นกลุ่มคนพื้นเมืองเรียกตนเองว่ากลุ่มลูมัค (LUMAD) ซึ่งเป็นการต่อสู้เพื่อยืนยันการใช้สิทธิบนที่ดินตามบรรพบุรุษ แต่ต่อมาได้เกิดการรวมหลายกลุ่มให้อยู่ภายใต้กรอบร่วมกัน คือ การเป็นอิสระจากการปกครองของฟิลิปปินส์ในนามของ แนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติโมโร (Moro National Liberation Front : MNLF) ซึ่งการเจรจาของกลุ่ม MNLF นี้ได้รับการสนับสนุนจากอดีตประธานาธิบดี กัดกาฟี ประเทศลิเบีย และต่อมาองค์กรที่ช่วยในการเจรจาได้แก่ Organization of Islamic Cooperation (OIC) ซึ่งได้ข้อยุติในระดับของการปกครองตนเองที่มีอิสระโดยสัมพัทธ์จากรัฐบาลกลาง (ข้อตกลงที่เกิดขึ้นในการเจรจาที่เกิดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ.1976  จึงเรียกว่า Tripoli Agreement)

 

แต่ความแตกต่างและหลากหลายของกลุ่มทำให้ข้อตกลงในปี 1976 ล้มเหลว ทำให้เกิดการแยกตัวของกลุ่มที่เน้นการต่อสู้เพื่อเป็นประเทศอิสลาม ไม่ใช่เพียงแต่ได้รับการปกครองตนเองภายใต้อำนาจส่วนกลาง กลุ่มใหม่ที่แยกตัวออกมานี้ เรียกตนเองว่าแนวร่วมอิสลามเพื่อการปลดปล่อยชาติโมโร Moro Islamic Liberation Front (MILF) และได้กลับมาสุ่การใช้กำลังอาวุธต่อสู้อย่างรุนแรงต่อไป

 

พร้อมกับการแยกตัวของ MILF จาก MNLF ก็เกิดการแยกกลุ่มย่อยที่ใช้แนวทางการต่อสู้ด้วยความรุนแรงทุกรูปแบบที่สำคัญมากที่สุด ได้แก่ กลุ่ม Abu Sayaf Group( ASG) ซึ่งปฏิบัติการทางการเมืองของกลุ่มนี้เน้นการใช้ทุกวิถีทางอันทำให้สังคมตื่นตระหนกมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

ความหลากหลายของกลุ่มทำให้ไม่ง่ายที่จะสร้างข้อตกลงกลางร่วมกัน  แต่การเจรจาก็ยังคงดำเนินต่อไปพร้อมๆ กับการสู้รบในพื้นที่ แต่ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกิดขึ้นในปลายทศวรรษ 1990 ต่อ 2000 ได้แก่ การเข้ามามีบทบาทเป็นผู้ประสานการเจรจาของประเทศมาเลเซียแทน และการขยายตัวของการปลูกพืชทางเศรษฐกิจในบางส่วนของพื้นที่มินดาเนา

 

การเข้ามามีบทบาทในการเจรจาของประเทศมาเลเซียเกิดขึ้นเพราะการรื้อฟื้น “อำนาจ” ของระบบสุลต่านของซูลูได้เริ่มมีผลกระทบต่อมาเลเซียมากขึ้น กล่าวคือภายใต้เงื่อนไขของการต่อสู้กับรัฐบาลฟิลิปปินส์ของกลุ่มต่างๆ ได้ทำให้หลายกลุ่มหันกลับไปสู้การสร้างพลังของวัฒนธรรมการเมืองเดิมขึ้นมา ระบบสุลต่านได้รับการรื้อฟื้นเข้าข้นมากขึ้นในหลายพื้นที่ (ท่านผู้อ่านสามารถดูพิธีกรรมในเชิงราชพิธีของสุล่านได้ทางอินเตอร์เน็ตครับ) โดยเฉพาะสุลต่านแห่งซูลู ที่เดิมก่อนอาณานิคมเข้ามานั้นมีอำนาจครอบคลุมไปถึงพื้นที่รัฐซาบาห์ของประเทศมาเลเซียปัจจุบัน

 

การรื้อฟื้นอำนาจในระบบสุลต่านแห่งซูลูทำให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องไปสู่การเรียกร้องการปกครองตนเองแบบอิสลามในพื้นที่รัฐซาบาห์  การอพยพคนจากหมู่เกาซูลูของฟิลิปปินส์ไปยังพื้นที่ซาบาห์ได้เพิ่มมากขึ้นจากเดิมมาก ทำให้มาเลเซียวิตกกังวลและตัดสินใจเข้ามามีบทบาทเป็นผู้ประสานการเจรจาเพื่อความสงบในพื้นที่มินดาเนาอันจะส่งผลให้ลดการเคลื่อนไหวในพื้นที่ซาบาห์ของตน

 

ขณะเดียวกัน การขยายตัวของบริษัทอุตสาหกรรมการเกษตรได้เข้าไปใช้พื้นที่ที่อุดมสมบูรณของมินดาเนาเข้าข้นมากขึ้น บริษัทเหล่านี้รู้ดีว่าจำเป็นที่จะต้องให้ความหวังแก่ผู้คนในพื้นที่ว่าการทำงานการผลิตร่วมกับบริษัทจะทำให้ชีวิตก้าวหน้ามากขึ้น นโยบายของบริษทจึงเน้นการขูดรีดไม่มากนักเพื่อผลประโยชน์ของบริษัทในระยะยาว การขยายตัวของการผลิตสินค้าเกษตรเชิงพาณิชย์นี้เข้มข้นมาในพื้นที่ของกลุ่ม MILF

 

ความเปลี่ยนแปลงอย่างน้อยสองด้านที่กล่าวมานี้ ได้ทำให้เกิดการเจรจาครั้งสำคัญเกิดขึ้น ได้แก่ การมีข้อตกลงร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอีนมีมายาวนาน เรียกว่า “ข้อตกลงร่วมสมบูรณเรื่องการปกครองเขตโมโร“ (Comprehensive Agreement on Bangsamoro) ซึ่งเป็นการเจรจาระหว่างรัฐบาลฟิลิปปินส์กับกลุ่ม MILF ในวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา

 

ถือได้ว่าบทบาทของมาเลเซียในฐานะผู้ประสานงานเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้การเจรจาตกลงกันได้  แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความเปลี่ยนแปลงชีวิตทางเศรษฐกิจของคนในพื้นที่ MLFก็มีส่วนอย่างมากในการทำให้ผู้นำกลุ่มต้องยอมรับในการตกลง

 

แต่ข้อตกลงนี้ไม่ได้นำมาสู่ความสงบเรียบร้อยในเร็ววัน เพราะทางกลุ่ม MNLF กลับถูกทิ้งหรือหลุดออกจากกรอบการเจรจา ซึ่งทำให้เกิดปฏิบัติการทางการเมืองที่จะทำให้ต้องเกิดการเจรจารอบใหม่ที่จะต้องครอบคลุมประเด็นต่างๆของแต่ละกลุ่มมากขึ้น การบุกเข้าไปยึดพื้นที่ในรัฐซาบาห์ ประเทศมาเลเซียของกลุ่มนิยมสุลต่านแห่งซูลูเป็นหนึ่งในปฏิบัติการที่จะดึงให้มาเลเซียต้องขยายหรือเปลี่ยนบทบาทตนเองให้ไม่จำกัดเฉพาะการเจรจากลุ่ม MILF

 

นอกจากนั้น “ข้อตกลงร่วมสมบูรณเรื่องการปกครองเขตโมโร“ ก็ยังต้องการการทำให้รายละเอียดของชีวิตพลเมืองในพื้นที่ “บังสาโมโร” ว่าจะเป็นไปในรูปที่ผสานความหลากหลายทางชาติพันธ์ได้หรือไม่ เช่น ภาษากลางจะใช้ภาษาของกลุ่มชาติพันธ์ใด หรือสิทธิตามบรรพบุรุษในกลุ่มคนพื้นเมืองที่ไม่ใช่มุลลิมจะดำรงอยู่อย่างไร

 

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจึงเป็นการประสานกันระหว่างเงื่อนไขความเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนในพื้นที่ บทบาทของผู้ประสานงานการเจรจา บทบาทของรัฐที่จะทำให้กลุ่มที่แข็งแรงมากที่สุดมาเป็นพวกก่อนแล้วค่อยหาทางในการแก้ไข/จัดการกลุ่มอื่นๆ ที่เหลือต่อไป

 

แน่นอนว่า ปัญหายังคงมีอยู่ให้แก้ไขในมินดาเนา แต่อย่างน้อยการเจรจาจนได้ข้อตกลงที่คนกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งเห็นพ้องด้วยก็เป็นการก้าวเดินหน้าที่สำคัญอย่างยิ่ง

 

สังคมไทยของเราล่ะครับ เราจะก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างไร หากแต่ละฝ่ายไม่ยอมฟัง/เจรจากันเลย