buy online pharmacy
real viagra vs generic viagra
buy branded cialis
what dosage of viagra is best
buy generic cialis online
best place to buy viagra online forum
generie viagra pills
order viagra online
buy discount viagra online
viagra next day delivery
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2013005

เสวนาเรื่อง การใช้กฎหมายในสังคมไทย

Filed under : SOCIAL SCIENCE

“Law is too important to be left to the lawyers”

 

เสวนาเรื่อง การใช้กฎหมายในสังคมไทย

http://www.prachatham.com/detail.htm?code=n6_18012013_01

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนร่วมกับคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดการเสวนาวิชาการในหัวข้อ “การใช้กฎหมายในสังคม” ณ ห้องประชุมคณะสังคมศาสตร์ชั้น 2 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วิทยากรประกอบด้วย ศ.เดวิด เอ็ม เองเกล รศ.ดร. อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ และอ.ดร.นัทมน คงเจริญ โดยมีอาจารย์ชำนาญ จันทร์เรือง เป็นผู้ดำเนินรายการ เมื่อ 17 มกราคม 2556

อ.ดร.นัทมน คงเจริญ คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เกริ่นนำว่าทุกวันนี้มันมีปัญหาในการใช้กฎหมายทั้งคนไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและตัวกฎหมายไม่เป็นธรรม โดยสะท้อนจากปัญหาประการแรก กล่าวคือ ระบบการศึกษากฎหมาย ซึ่งจะเรียนในแง่ตัวบทบัญญัติและอาศัยการตีความผ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาทั้งที่ไทยไม่ได้ใช้กฎหมายระบบจารีตประเพณี (Common Law) เมื่อพ้นจากโรงเรียนกฎหมายเข้าสู่แวดวงวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นทนายความ อัยการ ผู้พิพากษา หรือในกระบวนการยุติธรรมอื่นๆ เช่น ตำรวจ ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา เป็นต้น นักเรียนกฎหมายทั้งหมดจะต้องผ่านการเรียนจากเนติบัณฑิตยสภา ซึ่งก็จะใช้แนวการอธิบายจากศาลฎีกาเช่นกัน

ต่อมาเมื่ออยู่ในกระบวนการยุติธรรมก็จะเน้นให้พิจารณาตาม “ยี่ต๊อก” หรือบรรทัดฐานในการตัดสินของศาล ประเด็นสำคัญมีอยู่ว่าถ้านักเรียนกฎหมาย และผู้ที่อยู่ในวิชาชีพ ถูกกำหนดกรอบเอาไว้แบบนี้ ย่อมเป็นไปตามสิ่งที่ ศ.ดร.นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์วิจารณ์ว่านักกฎหมายแคบ ที่ยึดกับตัวบทกฎหมายและวัฒนธรรมการใช้กฎหมายที่เรียนมาจากตำรากฎหมายดั้งเดิม

ดร.นัทมน กล่าวอีกว่า “ทำอย่างไรเราจะเปิดตานักกฎหมายให้กว้างขึ้น การใช้กม.ต้องดูในภาพกว้าง โดยพิจารณาบริบททั้งประวัติศาสตร์และสังคมศาสตร์ งานที่อาจารย์เดวิด เองเกล จะนำเสนอต่อไปคือการใช้คือแนวคิดที่เรียกว่า นิติสำนึก หรือ Legal Consciousness เพื่อพิจารณาสำนึกการใช้กฎหมายของแต่ละคน แล้วนำมาสะท้อนว่าสังคมโดยรวมมีโครงสร้างทางกฎหมายอย่างไรบ้าง ประวัติศาสตร์ไม่ใช่สิ่งที่ตายแล้ว โดยเฉพาะการศึกษากฎหมายกับสังคม เพราะประวัติศาสตร์กฎหมายจะมีอิทธิพลแน่นแฟ้นกับที่มาที่ไปของกฎหมายที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นประวัติศาสตร์ไม่ใช่การศึกษามังรายศาสตร์ในยุค 700 กว่าปีที่ผ่านมาหรือกฎหมายตราสามดวงเท่านั้น แต่ศึกษาอิทธิพลทางความคิด หรือการสืบทอดแนวคิดที่มีอยู่ บนการเปลี่ยนแปลงอย่างมีวิวัฒนาการ”

 

ศ. เดวิด เอ็ม เองเกล ศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ของ State University of New York at Buffalo (UB) ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวเริ่มต้นการนำเสนอว่า “Law is too important to be left to the lawyers” และสรุปสาระสำคัญจากข้อเขียนเรื่อง The Quest for Justice and the Conundrum of Rights: Law, Religion and History in Lanna และจากงานวิจัย Tort, Custom and Karma Globalization and Legal Consciousness in Thailand มีข้อค้นพบที่น่าสนใจคือคนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสเกือบทุกคนรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่ไม่มีใครพูดถึงความใช้กฎหมายหรือสิทธิตามกฎหมาย ตัวอย่างคนที่ถูกรถชนจากคนในหมู่บ้านเดียวกันซึ่งเมาเหล้า แต่ได้ค่าเสียหายน้อยมาก โดยเขาบอกว่าไม่เป็นไร ถ้าขึ้นศาลก็คงไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งเขาบอกว่า

“ความเป็นธรรมไม่ใช่ผลจากการตัดสินของศาล สิทธิเป็นสิ่งที่กฎหมายกำหนดขึ้นโดยไม่มีความยืดหยุ่น ความเป็นธรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำตัดสินคดี เราบอกล่วงหน้าไม่ได้ว่าความเป็นธรรมจะออกมาอย่างไร มันขึ้นอยู่กับความพอใจของทั้งสองฝ่าย”

ศ.เดวิด กล่าวต่อไปว่าคนเมืองที่ให้สัมภาษณ์เกือบทุกคนเห็นสอดคล้องกันว่าการใช้สิทธิตามกฎหมายเป็นการขัดต่อความเชื่อเรื่องความเป็นธรรมของคนล้านนา หากแต่ขึ้นอยู่กับ 3 สิ่งสำคัญ อย่างแรก Locality สถานที่เกิดข้อพิพาท ประเพณี และผู้ใหญ่ผู้รู้ สอง Sacred Things สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น ผีปู่ย่า ผีเจ้าบ้าน หลักเมือง และพุทธสถาน เป็นต้น และสาม Inter subjectivity หรือความสัมพันธ์และความรู้สึกเป็นชุมชนของคนในหมู่บ้านเดียวกัน

ฉะนั้นเมื่อคนในหมู่บ้านบาดเจ็บจะมีผลกระทบต่อทุกคนในหมู่บ้าน การชดใช้ผู้เสียหายจะช่วยให้คนทั้งหมู่บ้านพ้นเคราะห์และภัยอันตรายด้วย อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าทั้งสามสิ่งข้างต้นไม่เกี่ยวข้องกับกฎหมายสมัยใหม่ ทั้งที่ตามทฤษฎีของกฎหมายสมัยใหม่ควรเหมือนกันทุกแห่งที่ ไม่มีการแยกชั้น วรรณะ ชาติพันธุ์ ของคู่พิพาท หรือนำแนวคิดเรื่องศาสนา หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาใช้ในการตัดสินคดี กล่าวคือกฎหมายสมัยใหม่จะเป็นอิสระจากวัฒนธรรม แต่กฎหมายสมัยใหม่ตามทฤษฎีอาจจะไม่มีจริงในโลกนี้ หรือจับต้องได้

“คนทั่วไปเข้าใจว่ากฎหมายสมัยใหม่มาถึงประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งมีการยกเลิกกฎหมายตราสามดวง แต่ความเข้าใจของตนคิดว่าอาจมีการใช้กฎหมายตราสามดวงเฉพาะศาลในกรุงเทพหรือในภาคกลาง หากเราดูจุดประสงค์ของการนำกฎหมายสมัยใหม่เข้ามาในล้านนาที่มักใช้กฎหมายมังรายศาสตร์มากกว่ากฎหมายตราสามดวง ในแง่นี้จะพบว่ากฎหมายมังรายศาสตร์รวมศาสนาและวัฒนธรรมล้านนาเข้าด้วยกันเพื่อใช้ในการระงับข้อพิพาท เช่น คดีบาดเจ็บ โดยในโลกของมังรายศาสตร์เมื่อเกิดคดีบาดเจ็บ คนเมืองไม่สามารถแบ่งแยก 3 สิ่งที่กล่าวข้างต้นได้ นอกจากนั้นมังรายศาสตร์ยังเป็นพื้นฐานของอำนาจที่เจ้าเมืองล้านนาใช้ในการปกครองด้วย”

“ร.5 ไม่ใช่รัชกาลแรกที่พยายามบังคับให้ชาวล้านนาเปลี่ยนการปฏิบัติของกฎหมายหรือศาสนาในบางแง่มุม ศ.ดร.นิธิ อ้างในงานเขียนว่ารัชกาลที่ 5 ทรงดำเนินตามรัชกาลต้นๆ ที่มีการปฏิรูปศาสนา และกฎหมายเพื่อให้เป็น Rationalism มากขึ้น ซึ่งในที่นี้หมายถึงชาวล้านนาควรเลิกนับถือผี หรือการปฏิบัติแนวทางตามศาสนาพุทธแบบล้านนา และควรยกเลิกการใช้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ของล้านนาเข้ามาประกอบในการพิจารณาคดี ถ้ามองแบบนี้จะเห็นว่าการปฏิรูปกฎหมายในสมัยรัชกาลที่ 5 มีความเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปศาสนาเป็นอย่างมาก เราอาจเรียกว่ากฎหมายของรัชกาลที่ 5 เป็นกฎหมายสมัยใหม่ (Modern Law) ก็ได้เพราะเป็นไปตามแนวของยุโรป แต่คนล้านนาคงไม่สนใจว่ากฎหมายของรัชกาลที่ 5 จะเป็น Modern Law หรือ Rational หรือไม่ คนล้านนาคิดเพียงว่ากฎหมายรัชกาล มีอำนาจในการท้าทายกฎหมายมังรายศาสตร์และท้าทายอำนาจของเจ้าเมืองและผู้พิพากษาด้วย”

ศ.เดวิด ขยายความว่า แม้กฎหมายสมัยใหม่เป็นอิสระจากศาสนาและวัฒนธรรม แต่กฎหมายสมัยรัชกาลที่ 5 มีจุดมุ่งหมายแฝงที่ต้องการเปลี่ยนแปลงทั้งศาสนาและวัฒนธรรม ความเชื่อของคนเมืองปลูกฝังอยู่กับวัฒนธรรมล้านนา สำหรับคนเมือง Modern Law ไม่มีอะไรน่าสนใจอะไรเป็นพิเศษ เวลาได้รับบาดเจ็บคนเมืองจะคิดว่าการใช้กฎหมายเป็นการขัดกับประเพณีและความเชื่อของศาสนาพุทธแบบล้านนาด้วย แต่ปัจจุบันชาวบ้านมีการเคลื่อนไหวเข้า-ออกจากหมู่บ้านมากขึ้น ทำให้ประเพณีเกี่ยวความเชื่อแบบเดิมสูญหายไปบ้าง หรืออุบัติเหตุอาจเกิดขึ้นในที่ที่ไกลจากหมู่บ้าน หรือคู่พิพาทไม่ได้อยู่หมู่บ้านเดียวกัน ซึ่งอาจมีความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างกัน ไม่ไว้วางใจกัน หรือมีผู้ใหญ่ผู้รู้ที่รู้จักคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่อาจตกลงกันได้ตามประเพณี ทว่าผลการสัมภาษณ์คนเมืองปัจจุบัน พบว่า ผู้บาดเจ็บไม่มีหนทางเรียกร้องค่าชดใช้เสียหาย เพราะพึ่งกฎหมายก็ไม่ได้ พึ่งประเพณีก็ไม่ได้ ได้แต่อดทนและคอยให้กรรมตามสนองผู้กระทำผิดเท่านั้น

“ในขณะที่เราอยากให้กฎหมายของรัฐยอมรับและเข้าใจกฎหมายของท้องถิ่นได้ แต่เมื่อไหร่ที่นำกฎหมายประเพณีเข้ามาจะต้องทำเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือมีอิทธิผลต่อสังคมด้วย เพราะว่าว่ากฎหมายประเพณีเป็นสิ่งที่กำหนดอย่างแน่นอนไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ที่รัฐไม่ยอมรับ เช่น คู่ความเป็นใคร มีภูมิหลัง หรือความเชื่อแบบไหน หรือถ้าดูประเทศต่างๆ ที่เอากฎหมายประเพณีเข้ามาก็มีทั้งผลดี ผลเสียแตกต่างกันไป แต่เราไม่ควรเข้าใจว่ากฎหมายประเพณีที่เอาเข้ามาในศาลจะเหมือนกับกฎหมายประเพณีที่อยู่ในหมู่บ้านเช่นกัน” ศ.เดวิด กล่าวสรุป

ด้าน รศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่าหากนิยามประวัติศาสตร์ว่าหมายถึงการศึกษาความเปลี่ยนแปลงของระบบความสัมพันธ์ของสังคมในทุกมิติในเงื่อนไขของเวลาและสถานที่ สิ่งที่น่าสนใจก็คือนักประวัติศาสตร์ไม่ได้ใช้กฎหมายอย่างเป็นระบบ อาจมีการใช้กฎหมายมายืนยันว่ารัฐออกกฎหมายเรื่องต่างๆ อย่างไร แต่งานของอ.เดวิด ชี้ให้เห็นว่ายังมีอีกส่วนอื่นที่ซ้อนทับและดำรงอยู่ในสังคมคือสำนึกต่อกฎหมายที่เป็นปฏิบัติการจริงในสังคม แม้กฎหมายว่าไว้อย่างหนึ่ง แต่คนในสังคมล้านนาในสมัยใหม่ใช้ในการปฏิบัติชีวิตในการจัดการความสัมพันธ์ทั้งหมดไม่ใช่กฎหมายแต่เป็นสิ่งที่อาจารย์เดวิดเรียกว่า Legal Consciousness ซึ่งเราจะเรียกว่าความยุติธรรมหรืออะไรก็ได้ ดังนั้นกฎหมายกับความยุติธรรมของชาวบ้านล้านนามันไม่ใช่เนื้อเดียวกัน

ดังนั้น หากประวัติศาสตร์จะศึกษาความสัมพันธ์ในทุกมิติของสังคมบนเวลาและสถานที่ ต้องมองลึกลงไปสู่ปฏิบัติการจริงของคนในล้านนา ในกรณีที่มีการพิพาทหรือแก้ไขความขัดแย้งอื่นๆ ตัวอย่างของอาจารย์เดวิด คือ ผู้ที่ประสบอุบัติเหตุรถชนเพื่อจะบอกว่าเขาคิดอย่างไรกับผู้กระทำความผิดนั้นๆ ถ้าไม่ขุดไปให้ลึกจากข้อเท็จจริง จะไม่มีวันเข้าใจความเป็นจริง อาจารย์เดวิดได้ขุดลึกลงไปกว่าตัวกฎหมายเพื่อให้เห็นความเป็นจริงของสิ่งที่เรียกว่าความยุติธรรมในสำนึกของชาวบ้านทั่วไป หากจะบอกว่านักนิติศาสตร์แคบ นักประวัติศาสตร์เชิงขนบของประเทศไทยก็แคบเช่นกัน ดังนั้น งานศึกษานี้จึงกระตุกเตือนให้มองลึกลงไปถึงโครงสร้างทางอารมณ์ที่จำเป็นที่สุดของสังคม อย่างความยุติธรรม
 
รศ.ดร.อรรถจักร์ กล่าวว่า “ถ้าหากเรามอง Legal Consciousness อย่างเป็นประวัติศาสตร์ คิดว่าจะเห็นอะไรอีกมากมายในการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ ความสำนึกเรื่องความยุติธรรมที่เกิดขึ้นในช่วงสมัยต้นของรัตนโกสินทร์ กับความยุติธรรมที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 และความสำนึกเรื่องความยุติธรรมในกลุ่มชนชั้นต่างๆ ในสังคมไทย มันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย หากเข้าใจมันได้คงจะหาทางทำให้กฎหมายกับความยุติธรรมเคลื่อนเข้ามาใกล้กันมากกว่านี้ หรือถ้าจะทำให้ความยุติธรรมมันทำงานต้องคิดถึงกระบวนการสร้างทั้งสามสิ่งที่อาจารย์เดวิดนำเสมอใหม่ จะทำอย่างไรให้กฎหมายสมัยใหม่และกฎหมายประเพณีเป็นโครงสร้างที่อำนวยความยุติธรรมในชุมชน”

ขณะที่ ศ. สายชล สัตยานุรักษ์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แสดงความคิดเห็นว่าชนชั้นนำของไทยพยายามจะตอบปัญหาการเชื่อมต่อระหว่างขนบธรรมเนียมประเพณีในท้องถิ่นกับกฎหมายของส่วนกลางอยู่เหมือนกัน แต่แน่นอนว่าชนชั้นนำของไทยจะมองการออกกฎหมายในแง่ที่จะตอบสนองการใช้อำนาจรัฐแบบรวมศูนย์ค่อนข้างมากทำให้ต้องละทิ้งวัฒนธรรมของท้องถิ่นไป แม้ว่าชนชั้นนำจะรู้ว่ามันช่วยในการจัดระเบียบสังคมอยู่พอสมควร

ประเด็นที่อยากเสนอความคิดเห็นคือในปัจจุบันชาวบ้านยังไม่ค่อยเชื่อว่าอำนาจศาลจะให้ความยุติธรรมกับเขาและพลังของวัฒนธรรมท้องถิ่นยังเหลืออยู่ มันเป็นไปได้หรือไม่ที่จะทำให้เกิดกลไกการเจรจาต่อรองในชุมชนต่างๆ ให้มีกลไกในการช่วยให้คู่ขัดแย้ง หรือคู่พิพาทได้ต่อรองกัน โดยปรับทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีในท้องถิ่น ปรับทั้งกฎหมายสมัยใหม่เข้ามาในการเจรจาต่อรองนี้

“อยากชวนให้คิดถึงเวลาเราพูดถึงขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่นมันมีนัยยะเหมือนกับว่ามันมีความเป็นธรรมอย่างมาก ทั้งที่จริงแล้วมันมีโครงสร้างอำนาจแฝงอยู่ในนั้น โดยให้อำนาจของคนบางส่วนมากกว่าคนบางส่วนเหมือนกัน ฉะนั้น ถ้าเราจะมองความยุติธรรม เราคงต้องตระหนักว่ามันมีความซับซ้อนทั้งในขนบประเพณีของชาวบ้าน และในกลไกในอำนาจรัฐในการสร้างความยุติธรรม”.