cialis overdose
name for viagra
viagra deaf
cheapest viagra to buy online in uk
cheap viagra canadian
canadian pharmacies viagra
canadian cialis 20 mg
valium and viagra
viagra free samples usa
cheapest cialis to buy online
viagra female
canadian pharmacy no prescription cialis
viagra sales from canadian pharmacy
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2011014

แนวคิดนิติสำนึก (Legal Consciousness)

Filed under : SOCIAL SCIENCE

“นักวิชาการจำนวนมากก็เห็นว่า ยังจำเป็นต้องใช้แนวคิดนิติสำนึกในการใช้อธิบายแง่มุมต่าง ๆ และทิศทางของกฎเกณฑ์อื่น ๆ  ซึ่งอยู่นอกเหนือไปจากกฎหมายที่เป็นทางการ”

แนวคิดนิติสำนึก (Legal Consciousness)

 

ปิยอร เปลี่ยนผดุง

อาจารย์ประจำสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพะเยา

                แต่เดิมการศึกษากฎหมายเคยถูกจำกัดอยู่เฉพาะแต่การศึกษากฎหมายลายลักษณ์อักษรเป็นหลัก หากในเวลาต่อมา ได้มีแนวคิดในการศึกษากฎหมายในเชิงปฏิบัติหรือกฎหมายที่มีการบังคับใช้ตามความเป็นจริง และมีการนำศาสตร์สาขาอื่น ๆ เช่น ประวัติศาสตร์ และสังคมวิทยามาปรับใช้กับการศึกษาวิชานิติศาสตร์ และในการอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกฎหมาย ทำให้มีพัฒนาองค์ความรู้และขยายขอบเขตในการทำความเข้าใจกฎหมายซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของสังคม มีปฏิสัมพันธ์ และส่งผลกระทบต่อบุคคล องค์กร สถาบันต่าง ๆ และสังคมโดยรวม

                การศึกษากฎหมายกับสังคม (law and society) หรือ การวิจัยทางนิติสังคมศาสตร์(socio-legal research)[1]  เป็นสาขาหนึ่งของการศึกษานิติสังคมวิทยา (sociology of law หรือ legal sociology) ซึ่งได้รับความสนใจมากขึ้นและ ได้กลายเป็นสาขาหนึ่งของในวงวิชาการนิติศาสตร์ทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรปอีกด้วย การศึกษากฎหมายกับสังคมนี้เป็นการศึกษาบทบาทของกฎหมาย สถาบันทางกฎหมาย และบุคลากรในวิชาชีพกฎหมายที่มีต่อสังคมในแง่มุมต่าง ๆ รวมไปถึงสิ่งที่เรียกว่า ‘กฎหมายมีชีวิต’ (living law) คือ กฎหมายหรือกฎเกณฑ์ที่ได้รับการปฏิบัติในความเป็นจริงในสังคมนั้น ๆ ด้วย การศึกษากฎหมายกับสังคมจึงมีวิธีการและแนวคิดทฤษฎีในการศึกษาวิจัยที่หลากหลาย เช่น การวิจัยเอกสาร การวิจัยเชิงคุณภาพ การสัมภาษณ์เชิงลึก มาใช้ในการศึกษาวิจัยความสัมพันธ์ของกฎหมายกับสังคมมาใช้ร่วมด้วย

นิติสำนึก (Legal Consciousness) เป็นแนวคิดหนึ่งในการศึกษากฎหมายกับสังคมที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษที่ 1970 – 1980[2] เพื่อนำมาใช้วิเคราะห์ความเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง และการปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนในสังคมและกฎหมายโดยเฉพาะต่อกฎหมายของรัฐในเชิงประจักษ์ และเพื่อศึกษาแง่มุมและลักษณะอื่น ๆ ของกฎหมายซึ่งอยู่นอกเหนือจากแง่มุมและลักษณะของกฎหมายที่เป็นทางการ หรือกฎหมายที่บัญญัติขึ้นโดยรัฐ[3] การได้มาซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับความคิด ความรับรู้ ปฏิกิริยาของคนในสังคมที่แสดงออกเกี่ยวกับกฎหมายมาจากการสนทนา การฟังความคิดเห็น เหตุผลในการตัดสินใจ และการสังเกตพฤติกรรมของบุคคลในกรณีหรือสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น การยอมรับและปฏิบัติตามกฎหมาย การหลีกเลี่ยงกฎหมาย หรือการให้ความหมายของกฎหมาย[4] เป็นต้น

แม้จะมีข้อวิจารณ์เกี่ยวกับแนวคิดนิติสำนึกในแง่ความไม่ชัดเจนในทางทฤษฎี เนื่องจากมีขอบเขตการศึกษาที่กว้างขวาง[5] แต่นักวิชาการจำนวนมากก็เห็นว่า ยังจำเป็นต้องใช้แนวคิดนิติสำนึกในการใช้อธิบายแง่มุมต่าง ๆ และทิศทางของกฎเกณฑ์อื่น ๆ  ซึ่งอยู่นอกเหนือไปจากกฎหมายที่เป็นทางการ เช่น หลักกฎหมาย พระราชบัญญัติ คดีต่าง ๆ หรือ หน่วยงานและสถาบันทางกฎหมายได้[6] และมีงานศึกษาวิจัยในต่างประเทศหลายเรื่องที่ได้รับการยอมรับได้นำเอาแนวคิดนิติสำนึกมาใช้เป็นทฤษฎีในการวิจัยด้วย

1. ความหมายของนิติสำนึก

                ในภาษาอังกฤษ คำว่า Legal Consciousness ประกอบขึ้นจากสองคำ คือ legal และ consciousness โดยคำว่า ‘legal’ มีความหมายว่า ‘เกี่ยวข้องกับกฎหมาย’ ส่วนคำว่า ‘consciousness’ นั้นหมายถึง ความรับรู้ ความตระหนัก หรือความสำนึก จึงอาจแปลคำว่า ‘legal consciousness’ เป็นภาษาไทยได้ว่า ความรับรู้ด้านกฎหมาย ความตระหนักรู้ด้านกฎหมาย หรือความสำนึกด้านกฎหมายก็ได้

สำหรับคำแปลภาษาไทยของคำว่า ‘legal consciousness’ นั้น ผู้เขียนได้เลือกใช้คำแปลภาษาไทยว่า ‘นิติสำนึก’ ซึ่งมาจากคำว่า ‘นิติ’ คือ กฎหมาย รวมกับคำว่า ‘สำนึก’ โดยคำว่า ‘สำนึก’ ในที่นี้มีความหมายอย่างกว้างว่า เป็นความรู้สึกตระหนักต่อสิ่งที่ตนเองมีความเกี่ยวข้องอยู่ทั้งทางบวกและลบ ทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น และสิ่งอื่นที่เกี่ยวข้องอยู่ในเรื่องดังกล่าว[7]

จากความหมายของคำที่ประกอบขึ้น จึงอาจให้นิยามของคำว่า “นิติสำนึก” ได้ว่า “หมายถึง ความรับรู้ ความเข้าใจ ทัศนคติ และการให้ความหมายของปัจเจกบุคคลต่อกฎหมายของรัฐ” [8]

นิติสำนึกเกิดขึ้นจากประสบการณ์ในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกกับกฎหมายของรัฐที่บังคับใช้ในสังคมและผลกระทบของกฎหมายต่อชีวิตประจำวันของปัจเจก และส่งผลต่อการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งของปัจเจก เช่น การปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย โดยเชื่อว่า ความเชื่อ ทัศนคติ และการกระทำของปัจเจกที่มีต่อกฎหมายมีความหลากหลายและแตกต่างกันออกไป เนื่องจากความหมายของกฎหมายจะขึ้นอยู่กับการรับรู้และการให้ความหมายโดยปัจเจกบุคคลหรือคนในสังคม และการรับรู้กฎหมายของประชาชนก็อาจมีความแตกต่างกันไปตามเชื้อชาติ เพศสภาพ และชนชั้นของแต่ละบุคคล[9] นอกจากนี้ ความขัดแย้งต่าง ๆ ทางเชื้อชาติ เพศสภาพ และชนชั้นของแต่ละบุคคลภายในท้องถิ่นสามารถสร้างวาทกรรมเกี่ยวกับกฎหมายขึ้นได้ด้วยเช่นกัน[10]

เหตุที่แนวคิดนิติสำนึกให้ความสนใจกับความสัมพันธ์ของบุคคลกับกฎหมายของรัฐหรือกฎหมายที่เป็นทางการ (formal law) รวมถึงสถาบันทางกฎหมายของรัฐเป็นหลัก[11] เนื่องมาจากกฎหมายที่ออกโดยรัฐหรือหน่วยงานที่มีอำนาจในการออกกฎหมายเป็นกฎเกณฑ์ที่ได้รับการยอมรับว่ามีผลบังคับใช้ (valid law) แต่ในขณะเดียวกันกฎหมายตามบทบัญญัติ (law in book) ที่ออกโดยรัฐและมีผลบังคับใช้ต่อบุคคลนั้นก็อาจมีความขัดแย้งกับบทบาทของกฎหมายในทางปฏิบัติ (law in action) ได้เช่นกัน

2. แนวทางในการศึกษากฎหมายโดยใช้แนวคิดนิติสำนึก

                ดังที่กล่าวมาแล้วในข้างต้นว่า แนวคิดนิติสำนึกเป็นแนวคิดที่ศึกษาความรับรู้ ความเข้าใจ ทัศนคติ และการให้ความหมายของปัจเจกบุคคลต่อกฎหมายของรัฐ และเป็นแนวทางการศึกษากฎหมายกับสังคมอย่างหนึ่ง การศึกษากฎหมายกับสังคมโดยใช้แนวคิดนิติสำนึกจึงมีความหลากหลายทั้งด้านมุมมองและวิธีการศึกษา แม้กระทั่งในกลุ่มนักวิชาการในประเทศเดียวกัน เช่น ในสหรัฐอเมริกาก็ยังมีมุมมองในการศึกษานิติสำนึกที่ต่างกันออกไป ไม่เพียงเท่านั้น แนวคิดนิติสำนึกยังถูกนำไปปรับใช้กับวิชาด้านสังคมศาสตร์อื่น ๆ อย่าง อาชญาวิทยา การศึกษาพฤติกรรมของบุคคลด้วย

2.1 แนวทางการศึกษาแนวคิดนิติสำนึกของนักวิชาการสหรัฐ

มุมมองของแนวคิดนิติสำนึกในแนวทางของนักวิชาการสหรัฐมีด้วยกัน 2 แนวทางด้วยกัน คือ การศึกษานิติสำนึกเชิงทัศนคติ (legal consciousness as attitude) และการศึกษานิติสำนึกในฐานะปรากฎการณ์ชั้นทุติยภูมิ[12] (legal consciousness as epiphenomenon) โดยการศึกษานิติสำนึกในเชิงทัศนคติจะเป็นการศึกษาที่มุ่งเน้นไปที่ปัจเจกบุคคลเป็นหลัก ในขณะที่การศึกษานิติสำนึกในฐานะปรากฎการณ์ชั้นทุติยภูมิมุ่งเน้นไปที่โครงสร้างและกระบวนการทางสังคมเป็นหลัก

1.)  การศึกษานิติสำนึกเชิงทัศนคติ (legal consciousness as attitude)

การศึกษานิติสำนึกเชิงทัศนคติเกิดขึ้นจากแนวคิดพื้นฐานของนักวิชาการบางส่วนที่นิยามคำว่า ‘สำนึก’ (consciousness) ว่า  เป็นแนวความคิด (ideas) และ ทัศนคติ (attitudes) ของปัจเจก จึงนำองค์ประกอบของสำนึกในคำนิยามดังกล่าวมาใช้ในการพิจารณารูปแบบ (forms) และภาพที่ปรากฎ (textures) ของชีวิตที่ดำเนินไปในสังคม

นอกจากนี้  การศึกษานิติสำนึกในเชิงทัศนคติยังให้ความสนใจกับทัศนคติของปัจเจกชนแต่ละคนที่อยู่รวมกันเป็นสังคมทุกขนาดและประเภท นับแต่ครอบครัว องค์กร ไปจนถึงชุมชนด้วย โดยเชื่อว่าสำนึกของปัจเจกชนแต่ละคนนั้นประกอบด้วยส่วนของ ‘เหตุผล’ (reasons) และ ‘ความปรารถนา’ (desires) เนื่องจากแม้บุคคลจะให้เหตุผลเดียวกัน แต่ทว่าแต่ละคนย่อมมีความปรารถนาหรือความต้องการที่แตกต่างกันออกไป

                วิธีการที่นำมาใช้ศึกษานิติสำนึกในเชิงทัศนคติ คือ การรวบรวมและสร้างชุดข้อมูล (document) เกี่ยวกับความเชื่อ ทัศนคติ และการกระทำของปัจเจกขึ้นเพื่อนำไปใช้ในการอธิบายลักษณะ (shape) ขององค์กรหรือสถาบันทางกฎหมายและสิ่งที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ โดยนักวิชาการอเมริกันที่ใช้แนวทางการศึกษานิติสำนึกเชิงทัศนคติจะให้ความสนใจกับรูปแบบและกระบวนการในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับปัจเจกมากกว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการปฏิสัมพันธ์ดังกล่าว

2.) การศึกษานิติสำนึกในฐานะปรากฎการณ์ชั้นทุติยภูมิ (legal consciousness as epiphenomenon)

                สำหรับการศึกษานิติสำนึกในฐานะปรากฏการณ์ชั้นทุติยภูมิซึ่งเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการศึกษานิติสำนึก นักวิชาการบางส่วนที่ใช้แนวทางนี้จะมองว่า จิตสำนึกเป็นผลพลอยได้หรือสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา (by-product) จากการทำงานของโครงสร้างสังคมมากกว่าจะเป็นสิ่งเริ่มต้น (formative agent) ในการก่อร่างสร้างรูปแบบของสถาบันต่าง ๆ และประวัติศาสตร์ โดยอธิบายว่าผู้ที่มีบทบาทต่าง ๆ ในสังคมแต่ละคนมีตำแหน่งแห่งที่อยู่ในเครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคมที่ซับซ้อน และโครงสร้างความสัมพันธ์นี้เองที่เป็นสิ่งที่กำหนดการรับรู้และการกระทำของบุคคล ซึ่งแนวความคิดดังกล่าว มีความคล้ายคลึงกับแนวคิดโครงสร้างนิยมแบบมาร์กซิสต์ (Marxist structuralism) ที่อธิบายว่า แนวความคิดต่าง ๆ รวมถึงวัฒนธรรมต่าง ๆ เป็นโครงสร้างที่เหนือกว่า (superstructural residue) ที่ชนชั้นสูงสร้างขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง

                เนื่องจากโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจได้สร้างลำดับชั้นทางกฎหมาย (legal order) และสร้างบุคคลหรือวัตถุทางกฎหมาย (legal subjects) ให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและเศรษฐกิจนั้น ๆ นิติสำนึกตามแนวคิดนี้จึงเป็นปรากฎการณ์ชั้นทุติยภูมิที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการสร้างลำดับชั้นและวัตถุทางกฎหมายดังกล่าว ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจากการรับรู้ที่บุคคลสร้างขึ้นจากประสบการณ์และการปฏิสัมพันธ์กับกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียว และทำให้การศึกษาในแนวทางนี้มุ่งเน้นในการให้คำอธิบายถึงความจำเป็นด้านทุนนิยมในการสร้างแบบพิมพ์พฤติกรรมทางกฎหมายและความรับรู้กฎหมายขึ้น[13] และผลที่เกิดขึ้นจากกฎหมายและการปฏิบัติในทางกฎหมายต่อผลประโยชน์ของชนชั้นต่าง ๆ และความไม่เท่าเทียมกันที่เกิดจากการใช้กฎหมาย

2.2 แนวทางการศึกษาแนวคิดนิติสำนึกเชิงองค์ประกอบ

                นอกจากการศึกษานิติสำนึกในฐานะทัศนคติของปัจเจกบุคคลและการศึกษานิติสำนึกในฐานะผลสืบเนื่องจากการที่โครงสร้างสังคมเป็นผู้สร้างกฎหมาย ยังมีนักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่งที่มีแนวคิดในการนำนิติสำนึกมาเป็นตัวตั้งในการศึกษาด้วย  

ในการศึกษานิติสำนึกในเชิงองค์ประกอบ (constitutive theories of legal consciousness) นักวิชาการที่ใช้ทฤษฎีนี้ในการศึกษานิติสำนึกเชื่อว่า นิติสำนึกมีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการสร้างสังคม (social construction) จึงให้ความสนใจกับปรากฎการณ์ โดยเฉพาะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นหนึ่งซึ่งมีผลต่อโครงสร้างของสังคมหรือสถาบันที่เกี่ยวข้องกับท้องที่แห่งนั้น ๆ และให้ความสนใจกระบวนการที่กฎหมายซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสังคมสร้างวาทกรรมหรือความหมายของกฎหมายขึ้นในชีวิตประจำวันของบุคคล การศึกษาในแนวทางนี้จึงพยายามเน้นไปที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในท้องถิ่นนั้น หรือบทบาทของโครงสร้างสังคมซึ่งมีส่วนในการสร้างลักษณะเฉพาะของกฎหมายในความรับรู้ของคนในสังคมนั้นขึ้น

2.3 แนวทางอื่น ๆ ในการศึกษาแนวคิดนิติสำนึก

                ไม่เพียงแต่จะนำแนวคิดนิติสำนึกมาใช้ในการอธิบายปรากฎการณ์ทางนิติสังคมศาสตร์ได้แล้ว ยังมีการนำเอาแนวคิดนิติสำนึกมาใช้ประยุกต์ใช้ในทางอาชญาวิทยาด้วยเช่นกัน  โดยนักอาชญาวิทยาในประเทศรัสเซียนำเอาแนวคิดนิติสำนึกของทางสหรัฐมาปรับใช้ในการอธิบายปรากฎการณ์ทางอาชญาวิทยา และการศึกษาพฤติกรรมของบุคคลในสังคมหลายระดับ และหลายแนวทางด้วยกัน[14] ได้แก่

                1) การรับรู้กฎหมายในทางปฏิบัติและในทางทฤษฎี (theoretical and practical legal consciousness) โดยการรับรู้กฎหมายในทางทฤษฎี เป็นการศึกษาความรับรู้ต่อการมีอยู่ของกฎหมาย ความรู้เกี่ยวกับระเบียบกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่กฎหมายวางเอาไว้ และหลักการของกฎเกณฑ์ที่แท้จริงในสังคม ส่วนการรับรู้กฎหมายในทางปฏิบัตินั้น เป็นการศึกษาประสบการณ์ที่ประชาชนได้รับจากการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อทำความเข้าใจการปฏิบัติตามกฎหมาย การใช้สิทธิที่ได้รับตามกฎหมาย รวมถึงระดับของกฎหมายที่นำมาบังคับใช้กับประชาชน

                2) จิตวิทยาสังคมเกี่ยวกับกฎหมาย (social legal psychology) เป็นการศึกษาความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ ผลกระทบทางด้านจิตใจที่บุคคลได้รับจากการบังคับใช้กฎหมายซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมของบุคคลในกลุ่มสังคมนั้น ๆ

                3) นิติสำนึกในกลุ่มคนทั่วไป นิติสำนึกของบุคคลเฉพาะกลุ่มอาชีพ และนิติสำนึกของบุคคลท้องถิ่น (mass, specialized and local legal consciousness) เป็นการจำแนกการศึกษานิติสำนึกตามลักษณะการจัดกลุ่มของบุคคลที่ต้องการศึกษา โดยการศึกษานิติสำนึกในกลุ่มคนทั่วไปเป็นการศึกษาในคนจำนวนมาก กลุ่มใหญ่ ในหลายระดับ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นการศึกษาในภาพกว้างของสังคมโดยรวม ส่วนนิติสำนึกของบุคคลเฉพาะกลุ่มอาชีพเป็นการจำกัดประเภทของบุคคลที่จะทำการศึกษาให้แคบลง โดยระบุเป็นคนในกลุ่มอาชีพใด อาชีพหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น กลุ่มนักกฎหมาย เป็นต้น เนื่องจากคนในแต่ละกลุ่มอาชีพ โดยเฉพาะในอาชีพทางกฎหมายจะมีมุมมองต่อกฎหมายตามความคิดและประสบการณ์ของตนเอง และการศึกษานิติสำนึกของบุคคลท้องถิ่นนั้น มีแนวคิดพื้นฐานว่า ในแต่ละท้องถิ่นมีระบบสังคม เศรษฐกิจ และภูมิศาสตร์เป็นของตนเอง และสิ่งเหล่านี้เป็นเงื่อนไขในการกำหนดพฤติกรรมและมุมมองเกี่ยวกับกฎหมายของบุคคลในท้องถิ่นนั้น

                4) นิติสำนึกของสังคม กลุ่มบุคคล และปัจเจกบุคคล (social, group and individual legal consciousness) เป็นการศึกษานิติสำนึกโดยแบ่งตามจำนวนหรือขนาดของบุคคล โดยศึกษาตั้งแต่ความรับรู้กฎหมายของปัจเจกบุคคลไปจนถึงการรับรู้กฎหมายของกลุ่มบุคคล และนิติสำนึกร่วมที่สังคมนั้น ๆ รับรู้ โดยการศึกษาที่แบ่งแยกไปตามขนาดของกลุ่มบุคคลนี้จะช่วยให้ทราบถึงแนวทางในการปฏิบัติของบุคคล รวมไปถึงลักษณะและระดับการรับรู้ของคนในสังคมนั้น ๆ ซึ่งส่งผลต่อลักษณะและรูปแบบของการก่ออาชญากรรมที่เกิดขึ้น[15]

                อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการจำแนกแนวทางการนำเอาแนวคิดนิติสำนึกมาใช้ประกอบการศึกษาอาชญาวิทยาในหลายรูปแบบ แต่แนวทางการศึกษาโดยพื้นฐานแล้วจะมุ่งเน้นไปที่การศึกษาทัศนคติของปัจเจกและการปฏิบัติสัมพันธ์ของคนในสังคมกับกฎหมายเป็นหลักเช่นเดียวกับการศึกษาในทางนิติศาสตร์

จากแนวทางการศึกษานิติสำนึกในรูปแบบต่าง ๆ ข้างต้น อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า นักวิชาการที่ใช้แนวคิดนิติสำนึกในการศึกษาวิจัยจะให้ความสนใจกับประสบการณ์ของปัจเจกต่อกฎหมายและบรรทัดฐานทางกฎหมาย (legal norms) การตัดสินใจยอมรับและปฏิบัติตามกฎหมาย (decisions about legal compliance) วิถีทางที่กฎหมายส่งผลต่อชีวิตประจำวันของบุคคล[16] รวมไปถึงความขัดแย้งระหว่างกฎหมายกับวิถีชีวิตของปัจเจกอีกด้วย[17]

3. ตัวอย่างงานวิจัยด้านนิติศาสตร์ ที่ใช้แนวคิดนิติสำนึกในการวิเคราะห์

การศึกษาทางนิติศาสตร์หรือด้านกฎหมายกับสังคมที่นำเอาแนวคิดนิติสำนึกมาเป็นกรอบแนวคิด ทฤษฎีการวิจัยนั้น นักวิชาการด้านกฎหมายกับสังคมในต่างประเทศได้ทำการศึกษานิติสำนึกของบุคคลในหลายด้านด้วยกัน เช่น การใช้สิทธิตามกฎหมาย ความคิดเห็นต่อกฎหมาย และผลกระทบหรือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับวิถีชีวิตของบุคคลอันเนื่องมาจากกฎหมาย เป็นต้น และแม้แนวคิดนิติสำนึกจะยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักในประเทศไทย แต่ก็มีงานวิจัยด้านนิติสำนึกของนักวิชาการต่างประเทศที่ใช้คนในสังคมไทยเป็นกรณีศึกษาเช่นกัน

3.1 นิติสำนึกของบุคคลเกี่ยวกับความคิดเห็นต่อลักษณะของกฎหมาย

ในการศึกษาเหตุผลที่บุคคลเลือกที่จะไม่พึ่งพาเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายของรัฐ เช่น ตำรวจ ในการระงับข้อพิพาทของตน อีวิคและซิลบี (Ewick and Silbey, 1998)[18] ได้สรุปลักษณะของกฎหมายในฐานะโครงสร้างสังคมที่เป็นสิ่งกำหนดพฤติกรรมจากการรวบรวมประสบการณ์ที่ประชาชนได้รับจากการบังคับใช้กฎหมายเอาไว้ 3 ประการ คือ  

1)            กฎหมายมีการรักษาระยะห่างจากประชาชน ไม่เข้าข้างใคร และเป็นเรื่องภาววิสัย (objective) ที่ไม่มีความเห็นส่วนตัวมาเกี่ยวข้อง

2)            กฎหมายเป็นเกมการใช้ทักษะ ทรัพยากร และการเจรจาต่อรอง ซึ่งทำให้บุคคลสามารถเรียกร้องผลประโยชน์ของตนจากผู้อื่นได้อย่างถูกกฎหมาย

3)            กฎหมายเป็นอำนาจในการตัดสินชี้ขาดในกรณีที่ประชาชนรู้สึกว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกกระทำให้ได้รับความเสียหาย

นิยามของกฎหมายที่ถูกสร้างขึ้นผ่านประสบการณ์ของคนในสังคมดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นถึงเหตุผลที่บุคคลเลือกที่จะไม่ใช้วิธีการตามกฎหมายในการจัดการกับปัญหาข้อพิพาทของตนเอง

3.2 นิติสำนึกของบุคคลเกี่ยวกับการใช้สิทธิทางกฎหมาย  

ในการศึกษานิติสำนึกของบุคคลชนชั้นแรงงานเกี่ยวกับการนำข้อพิพาทขึ้นสู่ศาล เมอร์รี (Merry, 1978)[19] ศึกษาการดำเนินการทางกฎหมายและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในบรรดาคนในกลุ่มชนชั้นแรงงานชาวอเมริกันในรัฐนิวอิงแลนด์ โดยให้ความสนใจกับวิธีการที่ประชาชนนำเอาปัญหาส่วนตัวไปสู่ศาล ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายของประชาชนเหล่านั้น และการปฏิบัติของคนในกระบวนการยุติธรรมต่อข้อพิพาทของประชาชน ซึ่งการศึกษานี้พบว่าประชาชนกลุ่มตัวอย่างมีความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายแตกต่างจากคนในกระบวนการยุติธรรม โดยคนในกระบวนการยุติธรรมมักจะมองว่าข้อพิพาทต่าง ๆ ที่ประชาชนนำมาสู่ศาลเป็นปัญหาด้านศีลธรรม หรือเป็นการเรียกร้องให้มีการเยียวยาอย่างอื่น ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับข้อกฎหมาย

                ส่วนการศึกษาวิจัยของ เองเกิล และ มังเกอร์  (Engel and Munger, 1997)[20]เป็นการศึกษานิติสำนึกของผู้พิการต่อพระราชบัญญัติผู้พิการชาวสหรัฐอเมริกา หรือ Americans with Disability Acts (ADA) ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิของผู้พิการในสหรัฐอเมริกา โดยให้ความสนใจกับบทบาทของกฎหมายฉบับดังกล่าวต่อชีวิตประจำวันของผู้พิการ การรับรู้กฎหมายของประชาชนที่เกี่ยวข้อง และสิทธิที่กฎหมายได้ให้แก่ผู้พิการนั้นได้ส่งผลหรือไม่ อย่างไรต่อผู้พิการ รวมถึงตัวตน อัตลักษณ์ของผู้พิการซึ่งได้รับสิทธิเหล่านั้นตามกฎหมาย

การศึกษาดังกล่าวพบว่ามุมมองเรื่องสิทธิเกิดขึ้นจากการกำหนดและตัดสินใจเรื่องอัตลักษณ์ (consideration of identity) และการเปลี่ยนแปลงในมุมมองเรื่องสิทธิมีความสัมพันธ์กับการสร้างความรับรู้ในอัตลักษณ์ของผู้พิการในสถานการณ์และในช่วงเวลาที่เปลี่ยนไปเกิดขึ้นได้ 3 ประการด้วยกัน ได้แก่

ประการแรก สิทธิที่กฎหมายให้สามารถเปลี่ยนแปลงความรับรู้ในตัวตนของปัจเจกได้ และทำให้ผู้พิการสามารถวางแผนเกี่ยวกับอาชีพในอนาคตของตนได้จากการมีหลักประกันสิทธิตามกฎหมาย ADA

ประการที่สอง สิทธิที่กฎหมาย ADA รับรองนั้นถูกนำมาใช้ให้เป็นผลโดยผ่านการเปลี่ยนแปลงและเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมและสังคม เช่น การนำมาพูดถึง และแสดงออกในชีวิตประจำวัน แม้ว่าผู้พิการที่เป็นปัจเจกบุคคลบางคนจะยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงการรับรู้เกี่ยวกับตัวตนของตนเองก็ตาม

ประการที่สาม สิทธิที่กฎหมาย ADA รับรองถูกนำมาใช้ให้เป็นผลโดยการเปลี่ยนแปลงในระดับขององค์กรหรือหน่วยงาน เช่น โดยตัวนายจ้างซึ่งไม่ใช่ผู้พิการ แต่ผู้พิการซึ่งเป็นลูกจ้างได้สิทธิจากการนำกฎหมายดังกล่าวมาใช้

3.3. การศึกษาวิจัยโดยใช้แนวคิดนิติสำนึกในประเทศไทย

                แม้ว่าแนวคิดนิติสำนึกจะเป็นแนวคิดทางนิติศาสตร์ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในประเทศไทย แต่นักนิติศาสตร์ต่างประเทศก็ได้นำเอาแนวคิดนิติสำนึกมาใช้ในการวิจัยในเรื่องกฎหมายละเมิด โดยใช้ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นกรณีศึกษา และทำการศึกษาเปรียบเทียบนิติสำนึกของผู้เสียหายในกรณีละเมิดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งกับอีกช่วงเวลาหนึ่งว่า มีทัศนคติและแนวทางการใช้กฎหมายละเมิดเหมือนเดิมหรือเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ อย่างไร

ในหนังสือ “Code and Custom in a Thai Provincial Court” เองเกิล (Engel, 1978)[21] ได้เสนอผลการศึกษาการใช้กระบวนการทางกฎหมายของผู้ได้รับความเสียหายในกรณีละเมิดจากอุบัติเหตุในประเทศไทย โดยพบว่าแม้ประเทศไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงระบบกระบวนการยุติธรรมให้มีศาลยุติธรรมในแต่ละจังหวัด แต่ผู้ได้รับความเสียหายและได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุก็ยังคงไม่ใช้กระบวนการทางกฎหมายที่เป็นทางการ เช่น การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายต่อศาล แต่จะใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้งแบบไม่เป็นทางการ เช่น ให้ผู้นำชุมชนเป็นผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทให้

และในการวิจัยเรื่องเดียวกันในอีก เกี่ยวกับการใช้กระบวนการทางกฎหมายของผู้ได้รับความเสียหายในกรณีละเมิดจากอุบัติเหตุในประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ. 2535 – พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นช่วงเวลา 20 ปีต่อมาหลังจากการวิจัยครั้งแรก เองเกิล (Engel, 2547)[22] ยังคงพบว่าแม้จะมีจำนวนยานพาหนะและอุบัติเหตุจากการใช้ยานพาหนะเพิ่มมากขึ้น แต่จำนวนคดีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในกรณีละเมิดกลับไม่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการวิจัยในช่วง ค.ศ. 1978 เนื่องจากประชาชนไม่ได้มองว่ากระบวนการตามกฎหมายซึ่งเป็นกระบวนการที่เป็นทางการสามารถช่วยเยียวยาความเสียหายให้ได้ แต่กลับหันไปมองความเสียหายที่ได้รับจากอุบัติเหตุด้วยเหตุผลอื่นๆ เช่น เป็นเรื่องของกรรม และผู้กระทำความผิดจะได้รับการตอบสนองในชาติหน้า เป็นต้น

4. บทสรุป

                แนวคิดนิติสำนึกเป็นแนวคิดหนึ่งในการศึกษากฎหมายกับสังคมที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา แม้จะมีข้อวิจารณ์ในเรื่องขอบเขตการศึกษาที่กว้างขวาง แต่แนวคิดนิติสำนึกก็ยังได้รับการยอมรับในวงวิชาการนิติศาสตร์โดยนำไปใช้อธิบายแง่มุมต่าง ๆ และทิศทางของกฎเกณฑ์อื่น ๆ  ซึ่งอยู่นอกเหนือไปจากกฎหมายที่เป็นทางการ

                การศึกษานิติสำนึกมุ่งเน้นไปที่การศึกษาความรับรู้ ความเข้าใจ ทัศนคติ และการให้ความหมายของปัจเจกบุคคลต่อกฎหมายของรัฐ รวมไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายของรัฐด้วย ซึ่งมุมมองและวิธีการที่นำมาใช้ในการศึกษานิติสำนึกในแต่ละกรณีอาจมีความแตกต่างกันออกไป เช่น การศึกษานิติสำนึกเชิงทัศนคติ และการศึกษานิติสำนึกเชิงองค์ประกอบ เป็นต้น และยังมีการนำแนวคิดนิติสำนึกไปใช้ในการศึกษาด้านสังคมศาสตร์แขนงอื่น ๆ เช่น ด้านอาชญาวิทยาด้วย

                เนื่องจากมีวิธีการศึกษาและมุมมองที่หลากหลาย จึงมีผลการวิจัยเกี่ยวกับนิติสำนึกของบุคคลในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านความคิดเห็นต่อกฎหมาย การปฏิเสธที่จะเลือกใช้กระบวนการตามกฎหมาย หรือการใช้สิทธิตามกฎหมายของบุคคล ซึ่งการศึกษาวิจัยโดยใช้นิติสำนึกนี้ ไม่ได้มีการวิจัยเฉพาะแต่ในต่างประเทศเท่านั้น แต่มีการศึกษาวิจัยกรณีการบังคับใช้กฎหมายละเมิดโดยผู้เสียหายในประเทศไทยอีกด้วย

                ประโยชน์ของการศึกษากฎหมายโดยใช้แนวคิดนิติสำนึกซึ่งเป็นการศึกษาจากบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย เป็นผู้ที่ต้องอยู่ใต้บังคับหรือได้รับสิทธิตามกฎหมาย คือ การทำความเข้าใจถึงมุมมองของบุคคลซึ่งส่งผลต่อการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ทำให้นักนิติศาสตร์ รวมไปถึงผู้บัญญัติกฎหมายสามารถปรับปรุงร่างกฎหมายต่าง ๆ ที่จะนำมาบังคับใช้กับคนในสังคมให้เป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ หรือเอื้อให้คนในสังคมพร้อมจะปฏิบัติตาม หรือเลือกใช้วิถีทางตามกฎหมายมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลไปถึงประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดความยุติธรรม และส่งเสริมให้เกิดความสงบเรียบร้อยในสังคม

บรรณานุกรม  

Chambliss, William J.  and Seidman, Robert.  (1982). Law, Order, and Power. MA:

Addison-Wesley Reading.

Engel, David M. (2547).  บทบาทของกฎหมายที่มีต่อชีวิตสามัญชน: กฎหมายละเมิดและ

                นโยบายสังคม, นิติสังคมศาสตร์, ปีที่ 2, ฉบับที่ 1.

พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542.

_____________. (1978). Code and Custom in a Thai Provincial Court. Tucson: The

University of Arizona Press. 

_____________. (1998). How Does Law Matter in the Constitution of Legal

Consciousness. In Bryant G. Garth and Austin Sarat (Eds), How Does Law

 Matter? (pp. 109-144). Evanston, IL: Northwestern University Press.

_____________and Munger, Frank W. (2003). Rights of Inclusion: Law and

Identity in the Life of Americans with Disabilities. Chicago: The University of  

Chicago Press.

Ewick, Patricia and Silbey, Susan. (1998). The Common Place of Law: Stories From

 Everyday Life. Chicago: University of Chicago Press.

Hertogh, Marc A. (2004, December). A ‘European’ Conception of

Legal Consciousness: Rediscovering Eugene Ehrlich. Journal of Law and

 Society. 31 (4), 457-81.

Kaugia, Silvia. (1996). Structure of Legal Consciousness. Juridica International

No. I. [Online]. Available: http://www.juridica.ee/international_en.php?

document=en/ international/1996/1/6169.ART.7.pub.php    

Merry, Sally Engle. (1973). Getting Justice & Getting Even: Legal Consciousness

Among Working-class Americans. IL: University of Chicago Press.

Silbey, Susan S. (2008). 1997)ne resource the Rethinking Marxism Conference, University of Amherst, September 21-24, 2000ciousness and Disputing Behavio2002/จจ in Oxford Companion to Law. [Online]. Available:

            http://web.mit.edu/~ssilbey/www/pdf/Legal_consciousness.pdf

____________. (2001). 1997)ne resource the Rethinking Marxism Conference, University of Amherst, September 21-24, 2000ciousness and Disputing Behavio2002/จจ Legal Culture and legal consciousness. In International

Encyclopedia of the Social and Behavior Sciences. NY: Elsevier Science Ltd.


[1] Marc. A Hertogh, “‘European’ Conception of Legal Consciousness: Rediscovering Eugene Ehrlich”, Journal of Law and Society, Vol.4, (December, 2004), p. 457.

[2] David M. Engel, “How Does Law Matter in the Constitution of Legal Consciousness”, in Bryant G. Garth and Austin Sarat (eds), How Does Law Matter? , (Northwestern University Press, 1998), p. 109.

[3] Susan S. Legal Silbey, “Culture and legal consciousness”, in International Encyclopedia of the Social and Behavior Sciences, (NY: Elsevier Science Ltd.), p. 8624. 

[4] Susan S. Legal Silbey, “Legal Consciousness”, in Oxford Companion to Law. [Online]. Available: http://web.mit.edu/~ssilbey/www/pdf/Legal_consciousness.pdf

[5] Ibid.

[6] Ibid.

[7] พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ให้ความหมายของคำว่า “สำนึก”  ว่า “รู้สึกซาบซึ้ง” หรือ “รู้สึกตระหนักในความผิดของตนเอง” หากในที่นี้ ผู้เขียนใช้คำว่า ‘สำนึก’ ในความหมายที่กว้างกว่าตามคำนิยามในภาษาอังกฤษว่า ได้แก่ ความคิด ความรู้สึก ทัศนคติ ความเชื่อ ความรับรู้ถึงสิ่งที่มีหรือปรากฏอยู่ว่าเป็นอย่างไร รวมถึงสภาวะทางด้านจิตใจของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล (The senses, thoughts and feelings, including the attitudes, beliefs, and sensitivities held by or considered characteristic of an individual or group; awareness of something for what it is, or internal knowledge.)

[8] Kaugia, Silvia. Structure of Legal Consciousness. Juridica International No. I., 1996. [Online]. Available:http://www.juridica.ee/international_en.php?document=en/ international/1996/1/6169.ART.7.pub.php

[9] Ibid.

[10] Susan S. Silbey, Ibid., p. 8627.

[11] Susan S. Silbey, Ibid., p. 8623.

[12] “ปรากฎการณ์ชั้นทุติยภูมิ” (epiphenomenon) หมายถึง ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเป็นผลซึ่งเกิดขึ้นตามมาจากอีกปรากฎการณ์หนึ่ง (A secondary phenomenon that results from and accompanies another) [Online.] Available: http://www.answers.com/topic/epiphenomenon

[13] ตัวอย่างเช่น ในงานวิจัยนิติสำนึกที่ใช้การศึกษานิติสำนึกในฐานะปรากฎการณ์ชั้นทุติยภูมิของแชมบลิสและไซด์แมน (Chambliss and Seidman, 1982, P.70) ผู้วิจัยพบว่า ลำดับชั้นทางกฎหมายได้สร้างคติความเชื่อ สถาบัน และพยายามรวมการใช้เสรีภาพ การเลือกแนวทางของตนเองเข้าเป็นเรื่องเดียวกับการทำข้อตกลงที่ไม่เท่าเทียมกันด้วยความสมัครใจ เพื่อทำให้ความสนองความชอบด้วยกฎหมายในทางเศรษฐกิจ (William J. Chambliss and Robert Seidman.  Law, Order, and Power. Addison-Wesley, Reading, MA, 1982, p. 70).

[14] Kaugia, Silvia. Structure of Legal Consciousness.

[15] Ibid.

[16] Marc Hertogh, “‘European’ Conception of Legal Consciousness: Rediscovering Eugene Ehrlich”, Journal of Law and Society, p. 458.

[17] Ibid., p. 464.

[18] Patricia Ewick and Susan Silbey,The Common Place of Law: Stories From Everyday Life (Chicago: University of Chicago Press, 1998) 

[19] Sally Engle Merry, Getting Justice & Getting Even: Legal Consciousness Among Working-class Americans, (IL: University of Chicago Press, 1973).

[20] David M. Engel and Frank W. Munger, Rights of Inclusion: Law and Identity in the Life of Americans with Disabilities, (Chicago: The University of Chicago Press, 2003).

[21] David M. Engel, Code and Custom in a Thai Provincial Court, (Tucson: The University of Arizona Press, 1978).

[22] David M. Engel, บทบาทของกฎหมายที่มีต่อชีวิตสามัญชน: กฎหมายละเมิดและนโยบายสังคม, นิติสังคมศาสตร์, ปีที่ 2, ฉบับที่ 1, (2547).

บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสารรพี 53 ของสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา