generic viagra from canada
cialis tadalafil reviews
cheap cialis without rx
low cost generic viagra
cialis onlines
cialis buy canada
canada generic viagra
pfizer viagra coupons
free generic cialis
when will viagra become generic
buy viagra in uk
find discount viagra
find cheapest viagra
viagra kosten
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2011022

แม่เลี้ยงเดี่ยวโดดเดี่ยว: สมชาย ปรีชาศิลปกุล

Filed under : SOCIAL SCIENCE

“กล่าวเฉพาะในสังคมไทย สภาวะของแม่เลี้ยงเดี่ยวตกอยู่ในลักษณะที่เป็น “แม่เลี้ยงเดี่ยวโดดเดี่ยว” อันมีความหมายว่าทางฝ่ายหญิงต้องรับแบกรับภาระรับผิดชอบไว้บนบ่าสองข้างของตนโดยทางฝ่ายชายแทบจะไม่ต้องมีความรับผิดชอบใดๆ หรือหากจะมีอยู่ก็เบาบางมาก”

แม่เลี้ยงเดี่ยวโดดเดี่ยว (Lonely Single Mom)

สมชาย ปรีชาศิลปกุล

 

ดาราชายและหญิงซึ่งตกกลายเป็นข่าวครึกโครมในห้วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาก็ค่อยๆ เงียบหายไปจากความสนใจของสื่อมวลชนและสังคม คำถามซึ่งเคยเป็นที่สนใจกันทั่วทั้งเมืองว่าดาราชายเป็นพ่อของเด็กที่เกิดกับฝ่ายหญิงหรือไม่ ก็ไม่สามารถได้รับคำตอบอย่างชัดเจนเมื่อทางฝ่ายหญิงประกาศว่าจะไม่มีการตรวจดีเอ็นเอ

เมื่อความแรงของข่าวลดลงและเลือนหายไปอย่างรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือความเป็นจริงว่าดาราหญิงต้องดำเนินชีวิตต่อไปพร้อมกับลูกน้อยด้วยตนเอง สภาวะของครอบครัวที่ไม่ได้เป็นตามอุดมคติของคนจำนวนมากอันหมายถึงการมีพ่อ แม่และลูกเป็นโซ่ทองคล้องใจ แต่กลายเป็นชีวิตแบบที่เรียกว่า “ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว” อันหมายถึงครอบครัวซึ่งอาจมีเพียงพ่อหรือแม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำหน้าที่เลี้ยงดูบุตรเป็นหลัก คือความเป็นจริงที่ต้องยอมรับ

ไม่ใช่เพียงเฉพาะดาราหญิงคนนี้เท่านั้น ลักษณะของครอบครัวไทยในปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงและมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ครอบครัวขยายอันประกอบด้วยสมาชิกหลายรุ่นดำรงอยู่ร่วมกันได้ลดจำนวนลง นอกจากนี้อัตราการหย่าร้างหรือแยกกันอยู่ระหว่างสามีภรรยาในสังคมไทยก็เพิ่มสูงขึ้นเป็นผลให้เกิดสภาวะแบบที่เรียกว่าครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว

ซึ่งภายหลังการหย่าร้างหรือแยกทางระหว่างคู่สมรสพบว่าจำนวนไม่น้อยบุตรได้ตกเป็นภาระความรับผิดชอบของทางฝ่ายหญิงในการเลี้ยงดูบุตร สภาพของครอบครัวที่มีฝ่ายหญิงเป็นผู้รับภาระเลี้ยงดูบุตรโดยลำพังหรือเรียกว่าครอบครัวแบบ “แม่เลี้ยงเดี่ยว” (Single Mom) นับเป็นปรากฏการณ์ที่เป็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญสำหรับสังคมไทย

การเลี้ยงดูบุตรโดยแม่เลี้ยงเดี่ยวนับเป็นการสร้างภาระความยากลำบากในการดำรงชีวิตให้แก่ทางฝ่ายหญิงเป็นอย่างมาก การต้องเลี้ยงดูเด็กนับตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งรู้ความและสามารถมีชีวิตบนลำแข้งของตัวเองได้มิใช่เรื่องที่กระทำได้โดยง่าย เพียงสองมือ สองแขน หนึ่งหัวใจ อาจไม่สามารถรับภาระเหล่านี้ไว้ได้โดยลำพัง แม้สองมือแม่นี้จะเข้มแข้งและเด็ดเดี่ยวเพียงไรก็ตาม แต่จำเป็นต้องมีสายใยความรับผิดชอบอื่นเข้ามาเอื้อให้แม่เลี้ยงเดี่ยวสามารถอุ้มลูกของตนได้อย่างอบอุ่น

กล่าวเฉพาะในสังคมไทย สภาวะของแม่เลี้ยงเดี่ยวตกอยู่ในลักษณะที่เป็น “แม่เลี้ยงเดี่ยวโดดเดี่ยว” อันมีความหมายว่าทางฝ่ายหญิงต้องรับแบกรับภาระรับผิดชอบไว้บนบ่าสองข้างของตนโดยทางฝ่ายชายแทบจะไม่ต้องมีความรับผิดชอบใดๆ หรือหากจะมีอยู่ก็เบาบางมาก มีตัวอย่างที่อาจพบเห็นได้จากคนใกล้ตัว ญาติพี่น้อง กระทั่งในสื่อมวลชนว่าเมื่อบุตรถูกทิ้งให้อยู่กับฝ่ายหญิงแล้วส่วนใหญ่ฝ่ายชายก็มักจะหายไปจากชีวิตของแม่เลี้ยงเดี่ยว ซึ่งอาจเป็นไปในรูปแบบของการค่อยๆ หลบหน้าหลบตาหรือบางครั้งก็เป็นไปในแบบทันทีทันควัน

บางคนอาจมองความไร้ความรับผิดชอบของทางฝ่ายชายต่อบุตรในกรณีแม่เลี้ยงเดี่ยวว่าเป็นเพราะสันดานของชายไทยว่าเป็นพวกปราศจากความรับผิดชอบ เป็นพวก “ไข่แล้วทิ้ง” หรืออาจไปไกลกว่านั้นด้วยความเชื่อว่าเป็นสันดานหรือธรรมชาติ (nature) ของชาย ดังจะเห็นได้ว่าไม่ใช่เพียงเฉพาะชายไทยเท่านั้นที่มีพฤติกรรมเช่นว่า ข่าวคราวของเคอิโงะเด็กไทยที่ตามหาพ่อชาวญี่ปุ่นจนเป็นข่าวโด่งดัง[1] ก็นับเป็นตัวอย่างในการไข่แล้วทิ้งของฝ่ายชายแบบไม่เลือกเชื้อชาติได้

จะเป็นเพราะสันดานของชายไทยหรือของชายหรือไม่ก็ตาม แต่ปัจจัยหนึ่งซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างสภาวะแม่เลี้ยงเดี่ยวโดดเดี่ยวในสังคมไทยอย่างสำคัญก็คือ เป็นเพราะระบบกฎหมายของไทยเปิดโอกาสให้ฝ่ายชายสามารถพ้นไปจากความรับผิดชอบได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ในทางตรงกันข้ามก็สร้างภาระอย่างมหาศาลให้แก่ทางฝ่ายหญิงด้วยกระบวนการและขั้นตอนทางกฎหมายที่มีความซับซ้อนเป็นอย่างมา

แม่เลี้ยงเดี่ยวโดยมีการสมรส

แม่เลี้ยงเดี่ยวโดยมีการสมรสหมายถึงเฉพาะการสมรสที่ได้มีการจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายไม่ใช่เพียงการจัดงานแต่งงานกันตามประเพณี การสมรสหรือไม่สมรสจะนำมาซึ่งสิทธิและหน้าที่แตกต่างกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเรื่องครอบครัว การสมรสจะกำหนดความสัมพันธ์และนำมาซึ่งความรับผิดชอบต่อกันในเรื่องพื้นฐาน เช่น สามีภรรยาต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันในการดำรงชีวิต มีส่วนร่วมและบทบาทในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรของตน

สำหรับบทบัญญัติในทางกฎหมาย หากฝ่ายหญิงซึ่งได้ทำการสมรสและต่อมาภายหลังได้หย่าร้างหรือแยกกันอยู่กับทางฝ่ายชาย หากเป็นเหตุที่มิใช่เป็นเพราะความผิดที่ฝ่ายหญิงเป็นผู้กระทำขึ้น เช่น สามีก่อความรุนแรงทำร้ายทุบตีภรรยาเสมอ หรือสามีนอกใจเลี้ยงดูหญิงอื่นในลักษณะของภรรยา ฝ่ายหญิงสามารถมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้ทางฝ่ายชายมีความรับผิดชอบในการจ่ายอุปการะให้แก่ทางฝ่ายหญิง

นอกจากนี้ทางฝ่ายหญิงยังสามารถเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงบุตรจากชายได้ในกรณีที่มีการหย่ากัน เนื่องจากตามกฎหมายถือเป็นหน้าที่ของบิดามารดาที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรและให้การศึกษาในระหว่างที่บุตรยังเป็นผู้เยาว์ ในกรณีที่เป็นการหย่าด้วยความยินยอม กฎหมายกำหนดให้มีการตกลงค่าอุปการะเลี้ยงบุตรให้ชัดเจน หากไม่มีการกำหนดศาลก็จะเป็นผู้กำหนดให้

ฉะนั้น หากทางฝ่ายหญิงเป็นผู้รับภาระในการเลี้ยงดูบุตรก็จะต้องมีการกำหนดว่าแต่ละฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายชายจะมีความรับผิดชอบในลักษณะอย่างไร และหากกำหนดเป็นจำนวนเงินก็จะมีการระบุจำนวนไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นจำนวนเท่าใด จึงสามารถกล่าวได้ว่าบทบัญญัติของกฎหมายในกรณีหย่าร้างด้วยความยินยอมได้มีการตระหนักการให้ความช่วยเหลือแก่ฝ่ายที่ต้องผู้รับภาระในการเลี้ยงดูต่อไปในอนาคตไว้

ในกรณีตกลงกันไม่ได้และมีการฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูไม่ว่าจะเป็นระหว่างสามีภรรยาหรือระหว่างบิดามารดากับบุตร ซึ่งในกรณีของแม่เลี้ยงเดี่ยวก็หมายถึงการเรียกค่าเลี้ยงดูจากชายผู้เป็นพ่อ การกำหนดค่าเลี้ยงดูก็เป็นอำนาจที่อยู่ในการวินิจฉัยของศาล โดยกฎหมายกำหนดกรอบเอาไว้เพียงกว้างๆ ว่าให้คำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องจ่ายกับฐานะของผู้รับรวมทั้งให้คำนึงถึงลักษณะของแต่ละคดี บางครั้งจึงอาจทำให้ไม่มีความชัดเจนเพียงพอ

ถึงแม้จะได้มีข้อตกลงหรือคำพิพากษากำหนดภาระความรับผิดชอบของฝ่ายชายเอาไว้ หากทางฝ่ายชายปฏิบัติตามอย่างสม่ำเสมอก็จะไม่มีปัญหาใดเกิดขึ้น แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏบ่อยครั้งก็คือเมื่อผ่านไประยะเวลาหนึ่งทางฝ่ายชายก็จะไม่ชำระหรือชำระไม่เป็นไปที่ได้มีคำพิพากษาไว้ กรณีเช่นนี้หากหญิงต้องการให้มีการปฏิบัติตามคำพิพากษาก็ต้องใช้กระบวนการทางศาลซึ่งจะดำเนินการได้เฉพาะในส่วนที่ผิดนัดชำระไปแล้วเท่านั้น อันหมายความว่าหากฝ่ายชายผิดนัดการชำระบ่อยครั้งก็จะสร้างภาระเพิ่มขึ้นแก่ทางฝ่ายหญิงในการติดตามค่าอุปการะเลี้ยงดูเพราะต้องมีการดำเนินการในชั้นศาลทุกครั้งเพื่อให้มีการบังคับคดี

แม่เลี้ยงเดี่ยวโดยไม่มีการสมรส

หากหญิงและชายอยู่กินกันโดยไม่ได้มีการจดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จะถือว่าทั้งสองฝ่ายมีความผูกพันและอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมาย ดังนั้น ฝ่ายชายจึงไม่มีหน้าที่ในการรับผิดชอบหรืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายหญิงก็ไม่อาจเรียกร้องให้ชายต้องมีความรับผิดชอบในการดำรงชีวิตของตน

หากพิจารณาข้อเท็จจริงประการหนึ่งของสังคมไทยก็จะพบว่ามีบุคคลที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมากโดยมิได้ทำการสมรสด้วยความสมัครใจและเป็นแนวโน้มที่กำลังขยายตัวเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ในกรณีของแม่เลี้ยงเดี่ยวที่อยู่ในวัยรุ่นวัยเรียนที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว[2] จะพบว่าไม่มีการจดทะเบียนสมรสแต่อย่างใด อาจเป็นผลมาจากการชีวิตอยู่ร่วมกันในระหว่างที่ยังมีสถานภาพเป็นนักเรียนหรือนักศึกษา และเนื่องจากอายุยังไม่เป็นไปตามกฎหมายคือ ๑๗ ปี หากต้องการดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายก็ต้องใช้กระบวนการทางศาลอันเป็นเรื่องที่มีความยุ่งยาก รวมทั้งบุคคลทั้งสองฝ่ายอาจไม่ให้ความสำคัญต่อการจดทะเบียนสมรสให้ถูกต้องตามกฎหมาย อันจะนำมาซึ่งความยุ่งยากหากมีบุตรถือกำเนิดขึ้น และฝ่ายหญิงต้องการให้ฝ่ายชายเข้ามารับภาระในการเลี้ยงดูในกรณีที่ทั้งสองฝ่ายเลิกราจากกันไป

ในกรณีที่มีเด็กเกิดขึ้นระหว่างชายหญิงโดยไม่ได้มีการสมรสตามกฎหมาย ฝ่ายชายจะมีความรับผิดชอบก็ต่อเมื่อได้มีการรับรองเด็กให้เป็นที่ชอบด้วยกฎหมายของตน หากไม่มีการรับรองเด็กเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายทางฝ่ายชายก็ไม่มีความรับผิดชอบกับเด็กที่เกิดมาแต่อย่างใด ทั้งนี้การรับรองเด็กเป็นบุตรเป็นเรื่องที่แยกต่างหากจากการสมรส แม้ระหว่างชายหญิงไม่ได้ทำการสมรสก็สามารถรับเด็กที่เกิดจากหญิงให้เป็นบุตรของชายได้ หากหญิงต้องการให้ฝ่ายชายรับผิดชอบต่อเด็กก็ต้องดำเนินการให้ฝ่ายชายรับรองเด็กเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของตน ซึ่งอาจกระทำโดยความสมัครใจของชายหรือในกรณีที่ฝ่ายชายไม่ยินยอมก็ด้วยการฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้มีการรับรองเด็กเป็นบุตร อันจะนำมาซึ่งสิทธิในการเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจากฝ่ายชาย

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าก่อนที่จะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเด็กเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายชาย จะถือว่าระหว่างหญิงและชายนั้นไม่มีความผูกพันใดในทางกฎหมายต่อกัน เพราะฉะนั้น ฝ่ายชายจึงยังไม่มีหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูเด็กแต่อย่างใด ภาระหน้าที่ของฝ่ายชายจะเกิดขึ้นภายหลังมีคำพิพากษาซึ่งทำให้เกิดปัญหาว่าหากการฟ้องคดีใช้ระยะเวลายาวนานก็จะเป็นภาระต่อทางฝ่ายหญิงที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรจนกว่าจะมีคำพิพากษาเกิดขึ้น

และเช่นเดียวกันกับกรณีการเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวโดยมีการสมรส แม้จะมีคำพิพากษาให้ฝ่ายชายต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรแก่ทางฝ่ายหญิง แต่หากต่อมาในภายหลังทางฝ่ายชายไม่ปฏิบัติตามก็เป็นภาระของทางฝ่ายหญิงที่จะต้องใช้กระบวนการทางศาลทุกครั้งไป

เธอถูกบังคับให้เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวโดดเดี่ยว

แม้จะดูราวกับว่ามีบทบัญญัติของกฎหมายให้การช่วยเหลือต่อแม่เลี้ยงเดี่ยวทั้งในแบบที่มีการสมรสและไม่มีการสมรส ด้วยการกำหนดให้ฝ่ายชายมีภาระหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรของตนที่เกิดขึ้นกับฝ่ายหญิง แต่ในทางปฏิบัติแล้วการที่จะทำให้กฎหมายนี้เกิดผลใช้บังคับใช้จริงเป็นกระบวนการที่สลับซ้อน มีต้นทุนและค่าใช้จ่ายจำนวนมาก เป็นผลให้ฝ่ายหญิงเป็นจำนวนมากที่แม้ในระยะเริ่มต้นการเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวพยายามเรียกร้องเพื่อให้ได้สิทธิตามที่กฎหมายกำหนดเอาไว้ ด้วยการใช้กฎหมายและกระบวนการทางศาลเป็นเครื่องมือในเรียกร้องความรับผิดชอบจากทางฝ่ายชายที่ควรมีร่วมกันในการเลี้ยงดูบุตร

อย่างไรก็ตาม เมื่อผ่านเวลาไปช่วงหนึ่งและได้เรียนรู้ถึงความยากลำบากของกระบวนการทางกฎหมายและศาล ผู้หญิงจำนวนมากก็เลือกจะยืนบนลำแข้งตัวเองมากกว่าการพึ่งกฎหมาย สภาวะเช่นนี้จึงทำไม่ให้ไม่เพียงเกิดปรากฏการณ์แม่เลี้ยงเดี่ยวอย่างมากในสังคมไทยเท่านั้น ทั้งยังเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่โดดเดี่ยวเป็นอย่างยิ่ง โดยฝ่ายหญิงต้องแบกรับภาระแทบทั้งหมดในการเลี้ยงดูบุตรและการทำมาหากิน ซึ่งอาจสอดคล้องกับสุภาษิตที่มักใช้ยกย่องหญิงในสังคมไทยว่า “ดาบก็แกว่ง มือก็ไกว”

การตกอยู่ในสภาวะแม่เลี้ยงเดี่ยวโดดเดี่ยวเป็นภาระที่ยากลำบากอย่างไม่ต้องสงสัย หากมีสายสัมพันธ์ทางครอบครัวหรือเครือญาติซึ่งพอจะช่วยเหลือเกื้อกูลและเป็นอีกมือเข้ามาโอบอุ้มครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยวให้เผชิญชะตากรรมต่อไปได้ก็นับเป็นโชคดีของหญิงคนนั้น แต่มีจำนวนเท่าใดที่กลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวโดดเดี่ยวซึ่งขาดไร้สายสัมพันธ์อื่นที่จะเข้ามาช่วยเหลือ และต้องตกอยู่ในสถานะที่มีความยุ่งยากเป็นอย่างมากทั้งอาจส่งผลไปถึงเด็กที่เลี้ยงดูอยู่

ข่าวสั้นๆ นี้เป็นตัวอย่างของแม่เลี้ยงเดี่ยวคนหนึ่งซึ่งอาจจะได้เคยผ่านหูผ่านตากันมาบ่อยครั้ง ณ สังคมแห่งนี้

“พ.ต.ต.พิมุข นาคขำพันธ์ สารวัตรเวร สภ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับแจ้งจากนางรัชนีวรรณ เลี้ยงสุขสันต์ อายุ 48 ปี เจ้าของร้านทองบุญชัย ที่ตั้งอยู่บริเวณ ตลาดเจ้าพรหม เลขที่ ค 5/69 ต.หอรัตนไชย ว่ามีคนร้ายเป็นหญิงวิ่งราวสร้อยข้อมือทองคำหนัก 2 บาท จำนวน 1 เส้น ออกจากร้านแล้วถูก รถจักรยานยนต์ เฉี่ยวล้มกลางถนน ถูกพลเมืองดีชื่อ นายวีระพงษ์ ธนกิจเจริญพัฒน์ อายุ 29 ปี ซึ่งขายของหน้าร้านทองได้วิ่งกวดตามคนร้ายและคว้าข้อมือจับคนร้ายได้พร้อมของกลางในมือจึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.อ.สมบัติ ชูชัยยะ ผกก.สภ.พระนครศรีอยุธยาและสอบปากคำผู้ต้องหา

โดยผู้ต้องหา ชื่อนางหนึ่ง (นามสมมติ) อายุ 19 ปี ถึงกลับปล่อยโฮร้องไห้อย่างน่าเวทนา ให้การทั้งน้ำตานองหน้า ว่าปัจจุบันตั้งท้องได้ 7 เดือน และยังมีลูกอ่อนเป็นลูกชายวัย 8 เดือนอีก 1 คน โดยอยู่กับแม่ของตนเอง ส่วนสามีนั้นทิ้งไปหลายเดือนแล้ว สำหรับชีวิตของตน หลังจากจบ ม.6 ก็มาทำงานที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และมีสามี เมื่อครอบครัว เริ่มจะอยู่ได้ จึงไปรับแม่มาอยู่ด้วย เพื่อเลี้ยงดูลูกชายที่เกิดมาเป็นคนแรก เมื่อลูกชายเกิดได้เพียง 1 เดือนกว่า ตนเองก็ตั้งท้องลูกคนที่ 2 อีก ซึ่งประมาณปลายปี 2551 เศรษฐกิจไม่ดี โรงงานปิดจำนวนมาก รปภ. ก็ถูกเลิกจ้างไปด้วย ท้ายที่สุดถูกให้ออกจากงาน ไปสมัครงานที่ไหนไม่มีใครรับเข้าทำงาน พอเริ่มไม่มีรายได้ สามีก็ทิ้งไปมีเมียใหม่ ต้องเอาเงินที่เก็บไว้เล็กน้อยมาเลี้ยงลูก เลี้ยงแม่ และตัวเองที่ตั้งท้อง หลายเดือนเข้าเงินหมด เริ่มอดอยาก สามีที่ทิ้งไปก็ไม่กลับมาช่วยเหลือ ชีวิตเริ่มติดขัด ไม่มีเงิน ค่าเช่าห้องก็ไม่มีจ่าย

วันนี้ไม่มีเงินติดบ้านเลย นมลูกก็หมด ข้าวก็หมด ไม่รู้จะทำอย่างไร จึงมาที่ตลาดใหญ่ตั้งใจจะมาขอเงินจากร้านค้าทั่วๆ ไป แต่พอเดินผ่านร้านทอง รู้สึกเป็นห่วงลูกที่อายุ 8 เดือนและลูกที่กำลังจะเกิดอีก เพราะท้องแก่ 7 เดือน จึงเข้าไปในร้านทองเพื่อจะขอเงิน แต่วินาทีนั้นกลับพบว่าตนเองคิดผิด จึงขอดูสร้อยข้อมือทองคำ และวิ่งออกจากร้านทันที ก่อนจะถูกจับกุมในที่สุด

นางหนึ่งกล่าวอีกว่าไม่รู้จะทำอย่างไรกับชีวิต ตนเองไม่เคยกระทำผิดแต่ทราบดีว่าที่ทำไปวันนี้ผิด” (ข้อมูลจาก http://tnews.teenee.com/crime/36547.html)

 

หมายเหตุท้ายบทความ บทความนี้ไม่ได้ต้องการเรียกร้องให้พยายามรักษาครอบครัวในแบบอุดมคติอันประกอบด้วยพ่อ แม่และลูกเอาไว้ หากต้องการให้เกิดความตระหนักเพิ่มมากขึ้นว่าสภาวะแม่เลี้ยงเดี่ยวหรือครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวกำลังจะกลายเป็นความคุ้นเคยหรือกระทั่งเป็น “ปกติ” ในสังคมไทยมากขึ้น แต่ทั้งนี้จะทำอย่างไรให้เกิดการมีส่วนร่วมในการเกื้อกูลให้ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุขเฉกเช่นเดียวกับครอบครัวในแบบอื่น

การสร้างภาระความรับผิดชอบที่มากขึ้นกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นรัฐ ฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิงก็ล้วนมีความจำเป็น มากกว่าการโยนภาระทั้งหมดไปบนบ่าของแม่เลี้ยงเดี่ยวพร้อมกับการเชิดชูหญิงที่สามารถฟันฝ่าความยากลำบากนานัปการให้เป็น “คุณแม่ดีเด่น” โดยที่ไม่รู้ว่ามีแม่เลี้ยงเดี่ยวอีกมากมายเท่าใดที่ต้องตกระกำลำบากอยู่ในสังคมนี้

พิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกใน นิตยสารวิภาษา ปีที่ 4 ฉบับที่ 7 (16 ธันวาคม 2553 – 31 มกราคม 2554) หน้า 76 – 79


[1] มีข้อมูลเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ทในห้วงเวลาที่ปรากฏข่าวเคอิโงะเกิดขึ้น ภายหลังตามตัวพบนายคัทซูมิผู้เป็นบิดาชาวญี่ปุ่นได้เปิดเผยถึงเหตุที่ในช่วงแรกเขาไม่ได้คิดมาเมืองไทยเนื่องจากไม่มีรายได้และเข้าใจว่าที่เมืองไทยคงใช้กฎหมายเหมือนที่ญี่ปุ่น คือเมื่อพบตัวชายคนใดที่ทอดทิ้งลูกแล้วหนีไป จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ค่าเลี้ยงดู ค่าเสียหาย รวมทั้งผิดกฎหมายด้วย ทำให้เขาไม่อยากมาเมืองไทย อย่างไรก็ตาม เพื่อความเป็นธรรมต่อนายคัทซูมิ ข้อความดังกล่าวนี้ยังไม่ได้มีการตรวจสอบว่าเป็นจริงหรือถูกต้องหรือไม่

[2] จากข้อมูลที่ผ่านมาของรายงานจากยูนิเซฟ พบว่าสถิติแม่วัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปีของไทย มีจำนวนสูงถึง 150,000 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงสุดอันดับ1ในเอเชีย ข้อมูลจากมติชนออนไลน์ 11 กุมภาพันธ์ 2553 http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1265871311&grpid=&catid=04