shop for viagra cheap
best price cialis tablets 20mg
buy cheap viagra
viagra tablets
generic cialis soft
viagra no prescription next day air
viagra prescription australia
female viagra over the counter
how to get cialis
sildenafil generic viagra
canadian generic cialis
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2013019

ใต้กระแสความฝัน: อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

Filed under : SOCIAL SCIENCE

“คำว่าความฝันได้กำหนดเส้นทางเดินของชีวิตปัจเจกชนและชีวิตของสังคม เพราะคำนี้ไม่ใช่แค่คำเท่านั้น หากแต่เป็นชุดของความคิดที่อธิบายความสัมพันธ์ของคนกับสังคมรอบข้างที่ถูกฝังเอาไว้ในระบบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของคนในสังคม”

 

ใต้กระแสความฝัน

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

 

ผมเชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ฟังสุนทรพจน์ “I have a Dream” ที่มีชื่อเสียงของ Martin Luther King, Jr. ในคราวการเดินขบวนครั้งใหญ่เพื่อเรียกร้องสิทธิและความเสมอภาคของคนผิวดำอเมริกา พ.ศ. 2506 ประโยคหนึ่งที่สำคัญได้แก่ การฝันถึงเสรีภาพและความยุติธรรมซึ่งเป็นรากฐานของความฝันของชาวอเมริกัน (I still have a dream, It is a dream deeply rooted in the American dream) ซึ่งหมายความถึงความฝันของคนที่สอดคล้องไปกับความฝันของสังคม

 

ความหมายของคำว่า “ความฝัน” ในสุนทรพจน์นี้มีสัมพันธ์กับความคิดหลายประการ ได้แก่ ความสำนึกในความเท่าเทียมของความเป็นมนุษย์ที่เคลื่อนไหวเรียกร้องความเสมอภาคในสังคมที่ยังคงไว้ซึ่งความอยุติธรรมของความไม่เท่าเทียม แม้ว่าสังคมนั้นพยายามบ่อบอกแก่ทุกคนว่าเป็นดินแดนแห่งความเสมอก็ตาม ขณะเดียวกัน “ความฝัน” นี้ไม่ใช่นั่งฝัน/นอนฝันอยู่เฉยๆ หากแต่จะต้องมีปฏิบัติการณ์ของปัจเจกชนและกลุ่มทางสังคมเพื่อให้บรรลุซึ่งความฝันนั้น

 

ผมหยิบสุนทรพจน์นี้มาเพื่อชี้ให้เห็นว่าท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคม ความหมายที่ฝังอยู่ในคำแต่ละคำก็จะแปรเปลี่ยนไปเพื่อทำหน้าที่ทางสังคมแบบใหม่แม้ว่าจะใช้คำๆ เดิมอยู่ก็ตาม

 

“ความฝัน” ในยุคก่อนสมัยใหม่ทุกแห่งบนพื้นที่โลกนี้ล้วนแล้วแต่เป็น “ความฝัน” ที่เกิดขึ้นในช่วงการนอนหลับของคนและเป็นความฝันของปัจเจกชน (พูดง่ายๆก็คือ หลับแล้วฝัน) ความฝันทั้งหมดของคนในยุคสมัยก่อนจะถูกให้ความหมายว่าเกิดขึ้นมาเพราะอำนาจเหนือธรรมชาติได้เข้ามาบอกอนาคตที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือร้าย อำนาจเหนือธรรมชาติที่เข้าสร้างความฝันนี้มีทั้งเทพเจ้า ภูตผี ผีบรรพบุรุษและเทพประจำพื้นที่ แล้วแต่แต่ละสังคมจะเคารพนับถืออะไร

 

การทำนายฝันที่เกิดขึ้นจากอำนาจเหนือธรรมชาติจึงเป็นการทำนายว่าลักษณะความฝันนั้นๆจะเป็นภาพหรือเหตุการณ์อะไรในอนาคต เช่น ในตำราพรหมชาติของไทย (หรือที่คนไทยรับรู้กันโดยทั่วไปแม้ว่าไม่อ่านตำราพรหมชาติ) หากฝันว่าฟันหักก็หมายความจะมีญาติสนิทเสียชีวิต แม้ว่าความฝันที่นำมาทำนายจะเป็นของแต่ละคนและคำทำนายความฝันก็เป็นการทำนายอนาคตของคนคนเดียว แต่คำทำนายก็จะเป็นการทำนายที่เน้นให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางสังคมของคนๆ นั้นกับสรรพสิ่งรอบตัว

 

ความฝันจึงถูกทำให้เป็นภาพเหตุการณ์หรือความเปลี่ยนแปลงในระบบความสัมพันธ์ทางสังคมที่จะเกิดขึ้นจริงในอนาคตที่คน/มนุษย์ไม่สามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้ อย่างมากก็คือทำใจรับกับความเปลี่ยนแปลงนั้นๆ ความฝันและความหมายของความฝันลักษณะนี้เกิดขึ้นในสังคมที่ไม่มีการเคลื่อนไหวทางสังคมมากนัก และโอกาสในการที่คนจะเลื่อนชนชั้นเป็นไปได้ยาก พร้อมกันนั้น คนทั้งหมดเชื่อว่าวิถีชีวิตของตนก็ถูกกำหนดมาแล้วจากอำนาจเหนือชาติทั้งหลาย เช่น กรรม ความฝันและความหมายของความฝันจึงเป็นเพียงการบอกกล่าวในแต่ละจังหวะหรือแต่ละจุดของชีวิตที่จะต้องเป็นไปในอนาคตตามผล/การกำหนดของอำนาจเหนือธรรมชาติ

 

การหลับแล้วฝันหรือความฝันยังคงมีอยู่กับคนตลอดมา แต่ความหมายของความฝันและความหมายของคำว่า “ความฝัน” เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมายในระยะต่อมา

 

คำว่า “ความฝัน” ถูกทำให้เกิดความหมายใหม่ที่ซ้อนทับความหมายเดิมเอาไว้ เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงของสังคมเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นและทำให้เกิด “โลกสมัยใหม่” ขึ้นมา การเดินทางเพื่อแสวงหาดินแดนใหม่ๆ พร้อมกับการเกิดสำนึกในศักยภาพของมนุษย์อันนำมาซึ่งสภาวะการเริ่มสลัดหลุดจากการกำหนดชีวิตของอำนาจเหนือธรรมชาติ

 

“ความฝัน” จึงเริ่มถูกแยกออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกยังคงเป็น “ ความฝัน” ของปัจเจกชนที่หลับและฝันไป ซึ่งยังคงใช้หลักเกณฑ์การทำนายฝันแบบเดิม ส่วนที่สอง เริ่มกลายเป็น “ความ (ใฝ่) ฝัน” ที่จะสร้างอนาคตของคนและสังคมอีกรูปแบบหนึ่ง เช่น ความฝันที่จะพบดินแดนใหม่ที่เต็มไปด้วยทองและจะนำทองกลับดินแดนของตน ซึ่งคนจำนวนไม่น้อยก็มองว่าเป็น “ความ(ใฝ่)ฝัน” ที่เป็นไปไม่ได้

 

ต้นศตวรรษที่ยี่สิบ เมื่อปรมาจารย์ทางจิตวิทยา Sigmund Freud ได้เขียนหนังสือเรื่อง The Interpretation of Dream ข้อถกเถียงในการทำความเข้าใจ “ความฝัน” ของบุคคลก็หันเหไปสู่กระบวนการทำความเข้าใจการทำงานของจิตวิทยาปัจเจกชน และเริ่มลดทอนความสำคัญของการทำนายฝันแบบเดิมลงไป

 

พร้อมกันนั้นเอง การขยายตัวของกระบวนทัศน์ที่เปลี่ยนคำอธิบายปรากฏการณ์รอบตัวมนุษย์ให้มาสู่ความจริงเชิงประจักษ์มากขึ้น ก็ยิ่งทำให้การอธิบายความฝันแบบเดิมหมดพลังลงไปเรื่อยๆ ยกเว้นบางเรื่องที่เป็นเรื่องสำคัญในความสัมพันธ์ทางสังคมของสังคมนั้นๆ เช่น ที่เหลืออยู่ในสังคม ได้แก่ ฝันเห็นงู ฝันว่าฟันหัก เป็นต้น

 

การใช้คำเดิมคือ “ความฝัน” ในความหมายใหม่ได้เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น เมื่อสังคมเริ่มมีการเคลื่อนไหวที่สูงมากขึ้น การเลื่อนชนชั้นเป็นไปได้สะดวกมากขึ้น มนุษย์เริ่มรู้สึกว่าสามารถกำหนดชีวิตและความเปลี่ยนแปลงของชีวิตของตนเองได้มากขึ้น พร้อมกันนั้นเอง โลกก็ได้ให้ความหมายใหม่ที่เน้นความสำเร็จที่มนุษย์สามารถจะกระทำขึ้นมาได้

 

ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงนี้ “ความฝัน” จึงมีความหมายใหม่ที่เป็นเสมือนเป้าหมายในอุดมคติที่คนวาดหวังเอาไว้ และจะต้องพยายามดำเนินชีวิตไปสู่เป้าหมายนั้น

 

ความสร้างความหมายใหม่ซ้อนทับไปในในคำเดิม (ไม่ว่า “ความฝัน” ในภาษาไทย “Dream” ในภาษาอังกฤษหรือ yume ในภาษาญี่ปุ่น) ก็ได้ทำให้เกิดการสื่อสารความหมายที่ซับซ้อนมากขึ้นและความซับซ้อนนี้ก็จะกำกับระบบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของผู้คนตามไปด้วย

 

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของโลกภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในโลกเสรี โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ได้ทำให้โอกาสในการเลื่อนชนชั้นเปิดออกอย่างกว้างขวาง จึงนำไปสู่การสร้างความฝัน/ความใฝ่ฝันที่จะก้าวไปสู่การมีชีวิตแบบใหม่ของผู้คน และทำให้เกิดการสร้าง “ความฝันของคนเมริกัน” (American Dream) ขึ้นมา

 

แน่นอนว่าสังคมอเมริกานั้นได้สร้าง “ฝัน” ไว้ก่อนหน้านั้น แต่ความฝันก่อนหน้าไม่ใช่ความฝันของคนอเมริกันทั้งหมด เพราะคนผิวสียังคงถูกกีดกันออกจากความฝันร่วมกันของสังคม แต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทุกคนล้วนแล้วแต่มีส่วนร่วมกันในการสร้างความฝันและการต่อสู้เพื่อบรรลุความฝันนั้น

 

ท่านผู้อ่านที่มีอายุสักหน่อยคงจำภาพยนตร์เรื่อง The Graduate ได้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สะท้อน “ความฝันของอเมริกัน” ไว้อย่างเต็มเปี่ยม ชีวิตและการตัดสินใจของปัจเจกชนถุกยกไว้เหนือสิ่งอื่นใด พร้อมกันนั้นภาพความสำเร็จของชีวิตอันเกิดจากการลงทุน/ลงแรงไล่ล่าความฝันปรากฏให้เห็นอย่างแจ่มชัด (หากจำหนังได้ก็คงจำเพลง The Sound of Silence และ Mrs. Robinson ได้นะครับ)

 

ในช่วงใกล้เคียงกัน การพัฒนาเศรษฐกิจตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็ได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างไพศาล โอกาสในการเลื่อนชนชั้นเปิดขึ้นอย่างกว้างขวางพร้อมกันนั้น การศึกษาก็ขยายตัวออกไปเพื่อรับกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การศึกษากลายเป็นหน้าต่างแห่งโอกาสของการเดินผ่านไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า

 

นักศึกษาจึงได้ร่วมกันสร้างความหมายใหม่ให้แก่ “ความฝัน” โดยได้แทนที่ความฝันด้วยความหมายของความใฝ่ฝัน คนไทยที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ก็ได้เข้าร่วมการเปลี่ยนความหมายของความฝันนี้อย่างคึกคัก

 

หากตามอ่านหนังสือที่นักศึกษาผลิตกันในช่วงนั้นจะพบว่าการพูดกันมากมายในเรื่องการทำให้ความฝันเป็นจริงหรือความตั้งใจที่จะฝันว่าชีวิตตนเองจะไปสู่อะไร พร้อมกันนั้นนิตยสารรายสัปดาห์หรือรายปักษ์ที่มีมากขึ้นก็ได้แสดงภาพของความใฝ่ฝันที่จะต้องเดินไปให้ได้ คอลัมน์สอนการมีกิริยามารยาทที่เหมาะสมในชีวิตที่กำลังจะมาถึงก็มีในทุกเล่มและทุกฉบับ

 

ความฝันแบบ “หลับแล้วก็ฝัน” ถูกทำให้ลดความสำคัญลงไป เพราะความ ( ใฝ่) ฝันแบบใหม่ได้เข้ามาแทนที่ นักคิดฝ่ายซ้าย บรรจง บรรเจิดศิลป์ (อุดม ศรีสุวรรณ) ซึ่งได้เห็นความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างชัดเจนและได้เขียนหนังสือเพื่อปรับฐานการคิดและความรู้สึกไว้ในหนังสือที่มีพลังอย่างมาก เรื่อง “ ชีวิตและความใฝ่ฝัน”

 

ความเปลี่ยนแปลงความหมายของความฝันที่เกิดขึ้นภายใต้การเคลื่อนย้ายทางสังคม (Social Mobilization) ที่มีเข้มข้นขึ้นได้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ทศวรรษของความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทำให้ทุกคนมีความหวังเริ่มหดหายไป

 

ในระยะหลังจากทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา ความผันผวนไม่แน่นอนของระบบเศรษฐกิจไทย การกระจุกตัวของกลุ่มคนชนชั้นนำปรากฏชัดเจนมากขึ้น พร้อมกับการสร้างกำแพงทางวัฒนธรรมของชนชั้นก็ปรากฏชัดเจนขึ้น ได้ทำให้การข้ามชนชั้นทำได้ยากมากขึ้น โอกาสของผู้คนในการเลื่อนชนชั้นมีน้อยลง ความหมายของความฝันลักษณะที่ “ฝันให้ไกล ไปให้ถึง” เริ่มกลับมาสู่ความหมายว่าหากจะฝัน ก็เท่านั้นแหละ คนธรรมดาไม่มีทางที่จะเดินไปสู่ความฝันได้

 

ความ (ใฝ่) ฝันที่จะมีอนาคตที่งดงามและเป็นความฝันที่จะต้องลงแรงกายแรงใจอย่างหนักเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นสูญสลายไปทีละเล็กทีละน้อย พร้อมๆ กับการขยายตัวของการตอบแทนความฝันด้วยการซื้อล็อตเตอรรี/หวยใต้ดิน จนบัดนี้จะหาใครใช้ความหมายของความฝันที่เป็นความ (ใฝ่) ฝันได้ยากเต็มทน

 

นักศึกษาไทยในระยะสองทศวรรษหลัง เติบโตมาในสังคมที่ไม่มีความ (ใฝ่)ฝันจุนเจือเกื้อหนุนให้ฝัน พวกเขาจึงเข้ามาสู่การศึกษาเพียงเพื่อจะเอาใบปริญญาออกไปหางานที่ทำตามที่คนอื่นสั่งให้ทำเท่านั้น หากถามพวกเขาว่าความฝันของพวกเขาคืออะไร คำตอบคือ ความเงียบ เพราะพวกเขาไม่เคยมีความ(ใฝ่)ฝันใดๆ อย่างมากก็มีความฝันเพ้อเจ้อที่ไม่ต้องการการลงแรงกายแรงใจอะไร เช่น รอเดินชนกับคุณชายพุฒิภัทร ที่มุมตึกแล้วก็จะตกหลุมรักกัน

 

การเปลี่ยนชื่อ/นามสกุลของนักศึกษาเกิดมากขึ้นในระยะสองทศวรรษหลังนี้ ก็เพราะพวกเขาไม่ได้มีความ (ใฝ่) ฝันอันใด หากแต่มีความหวังลมๆ แล้งๆ ว่าหากเปลี่ยนชื่อ/นามสกุลแล้วจะโชคดี (อย่างบังเอิญ) โดยไม่เคยคิดเลยว่าความโชคดีไม่มีทางเกิดขึ้นหากพวกเขาไม่เตรียมตัวให้พร้อมที่จะฉวยจังหวะเพื่อจะได้พบกับความโชคดี

 

ความเปลี่ยนแปลงความหมายของคำว่าความฝันได้กำหนดเส้นทางเดินของชีวิตปัจเจกชนและชีวิตของสังคม เพราะคำนี้ไม่ใช่แค่คำเท่านั้น หากแต่เป็นชุดของความคิดที่อธิบายความสัมพันธ์ของคนกับสังคมรอบข้างที่ถูกฝังเอาไว้ในระบบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของคนในสังคม

 

เราจะทำอย่างไรที่จะทำให้ความใฝ่ฝันแบบฝันให้ไกลไปให้ถึงกลับมาสู่คนไทยและสังคมไทย