cialis cheapest lowest price
generic viagra usa
cialis for sale online
levitra vs cialis
buy cialis now online
tadalafil generic
order viagra by phone
generic viagra canada
buy viagra from india online
cialis 60 mg
buy cialis discount
cialis canadian generic
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2012032

ใต้กระแสอาเซียน: อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

Filed under : SOCIAL SCIENCE

“สำหรับประเทศไทย กลุ่มทุนที่ผลักดันการเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนล้วนแล้วแต่เป็นกลุ่มที่มองเห็นผลประโยชน์เฉพาะในส่วนของตนเป็นหลัก กลุ่มทุนสำคัญๆ ที่ได้สยายปีกออกไปเพื่อรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากตลาดที่กว้างขวางขึ้น”

ใต้กระแสอาเซียน

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

การเกิดขึ้นของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ไม่ได้เกิดจากเนื้อในความปรารถนาของพี่น้องประชาชนอาเซียนที่จะสร้างลักษณะใหม่ของการอยู่ร่วมกันแต่อย่างใด หากแต่เป็นผลมาจากพลังของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ (Neo-liberalism) ที่ได้ขยายตัวครอบคลุมโลกมาหลายทศวรรษ

ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ต้องการจะปลดพันธะกิจของรัฐที่มีต่อสังคมให้มากที่สุด เพื่อที่จะเปิดช่องให้กลุ่มทุนเอกชนมีโอกาสในการเข้ามาเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างในรัฐนั้นให้เข้ามาอยู่ใน “ระบบตลาด”ความต้องการสูงสุดของกลุ่มทุนที่เติบใหญ่มาจน “ไร้ชาติ” เหล่านี้ได้แก่ การเปลี่ยนโลกที่เคยมีรัฐครอบครองอยู่ให้กลายเป็น “ตลาด” ที่กว้างใหญ่ไพศาลเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตนเอง ดังปรากฏอย่างชัดเจนในการก่อตั้งองค์กรการค้าโลก (WTO) ซึ่งยังไม่ประสบผลสำเร็จในการเปลี่ยน “โลก” ให้เป็น “ตลาด” เพราะกลุ่มประเทศยากจนยังคงรวมตัวกันต่อต้านไว้ได้ในหลายประเด็น

การขับเคลื่อนของทุนนิยมเสรีนิยมใหม่จึงได้พยายามล้อมกรอบรัฐต่างๆด้วยการทำให้เกิดการปลดเปลื้องพันธะกิจของแต่ละรัฐในแต่ละภูมิภาค เพื่อที่ในท้ายที่สุดแล้วก็จะกลายเป็น “ตลาด” ให้แก่กลุ่มทุนจนหมดพื้นที่โลก  โดยที่ไม่จำเป็นที่จะต้องไปตกลงในระดับองค์กรการค้าโลกซึ่งยากกว่า พื้นที่การค้าเสรีของภูมิภาคต่างๆ จึงเกิดขึ้น เช่น เขตการค้าเสรีอาเซียนที่มีดำเนินมาก่อนการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจึงเกิดเพื่อที่จะเป็น “ตลาด” ให้แก่กลุ่มทุนใหญ่ในซีกโลกตะวันออกนี้ ประเทศญี่ปุ่นที่ลงทุนในประเทศอาเซียนมาเนิ่นนานยิ่งสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้อย่างกว้างขวางต่อไปอีก  ประเทศเกาหลีที่ได้ขยายการผลิตมายังอาเซียนมากขึ้นในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา ก็ต้องการที่จะหาแสวงหากำไรให้มากขึ้นจากตลาดใหม่ที่จะกว้างขวางขึ้น ส่วนประเทศทุนนิยมใหม่ได้แก่จีน ซึ่งกำลังเปลี่ยนตัวเองให้เป็น “ทุนนิยมก้าวร้าว” เพื่อที่จะไล่กวดญี่ปุ่นและเกาหลี ก็ต้องการเสาะแสวงหาผลประโยชน์ทุกรูปแบบ ซึ่งไม่ใช่แค่การลงทุนอุตสาหกรรมเท่านั้น

กรณีทุนของประเทศจีน ซึ่งผมอยากจะเรียกว่าเป็น “ทุนนิยมก้าวร้าว” ก็เพราะมีตัวอย่างที่เห็นอย่างชัดเจนมากจากข้อเสนอการสร้างถนนและทางรถไฟให้ประเทศในอาเซียนโดยประเทศนั้นต้องแลกกับการย้ายถิ่นของคนจีนเข้ามาพำนัก/อาศัยในระยะยาวตลอดสองข้างทางรถยนต์/รถไฟ

ผมคิดว่านี่เป็นข้อเสนอที่ “ก้าวร้าวและหยาบคาย” ของกลุ่มทุนประเทศจีน เพราะเป็นข้อเสนอที่ไม่ได้คิดถึงหัวอกของคนที่เป็นเจ้าของประเทศเลยแม้แต่น้อย ผมหวังว่ากลุ่มทุนจีนและรัฐบาลจีนจะคำนึงถึงคนตัวเล็กตัวน้อยในอาเซียนมากขึ้นในอนาคต เพราะไม่อย่างนั้นแล้วความขัดแย้งระหว่างผู้คนธรรมดาในอาเซียนกับกลุ่มทุนจีนจะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต แม้แต่พี่น้องพ่อค้าไทยเชื้อสายจีนย่านสำเพ็งและเยาวราชของไทยเองก็กำลังเจ็บปวดกับการขยายตัวของทุนจีนที่ไม่แยแสพ่อค้ารายกลางและย่อยเลย มิพักต้องพูดถึงปัญหาทะเลจีนใต้ครับ

นอกจากกลุ่มทุนจากประเทศทุนนิยมอย่างน้อยสามประเทศที่จะได้ประโยชน์จากการเกิด “ตลาด” อาเซียนแล้ว กลุ่มทุนภายในประเทศอาเซียนเองได้ร่วมผลักดันให้เกิดพื้นที่ “ตลาด” ใหม่นี้อย่างสุดแรง เพราะกลุ่มทุนภายในอาเซียนเองก็จะได้ประโยชน์อย่างมากจากการเกิดพื้นที่ “ตลาด” ใหม่นี้

สำหรับประเทศไทย กลุ่มทุนที่ผลักดันการเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนล้วนแล้วแต่เป็นกลุ่มที่มองเห็นผลประโยชน์เฉพาะในส่วนของตนเป็นหลัก กลุ่มทุนสำคัญๆ ที่ได้สยายปีกออกไปเพื่อรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากตลาดที่กว้างขวางขึ้น ที่สำคัญอย่างน้อยหกกลุ่มได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ (SCG) กลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตร (นำโดย CP) กลุ่มพลังงาน (PTT) กลุ่มอุตสาหกรรมการเงินการธนาคาร (เครือข่ายธนาคาร) กลุ่มเครื่องดื่ม (Thai Bev) กลุ่มภาคบริการใหม่ (หลายกลุ่มรวมกันอยู่ เช่น Intouch .Gmm เป็นต้น)

ในช่วงที่เป็นเขตการค้าเสรีอาเซียนก่อนการเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน กลุ่มทุนทั้งหกกลุ่มนี้ได้ขยายมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศอาเซียนสูงขึ้นถึงกว่ายี่สิบเปอร์เซ็นต์ พร้อมทั้งหลายบริษัทได้เข้าถือครองแหล่งวัตถุดิบและสร้างโรงงานผลิตสินค้าในประเทศอาเซียนแล้ว เช่น กลุ่มปูนซีเมนต์ได้ตั้งโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ในประเทศอินโดนีเซีย กลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตรได้ครอบครองพื้นที่ปลูกอ้อยเพื่อทำน้ำตาลในแขวงสุวรรณเขต ประเทศลาว เป็นต้น

แม้ว่ากลุ่มทุนทั้งหกกลุ่มนี้พยายามจะสร้างภาพลักษณ์ของตนว่าผูกพันอยู่กับสังคมไทยโดยผ่านกระบวนการสร้างภาพลักษณ์ในนามของความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate social responsibility: CSR) แต่ในความเป็นจริง ธุรกรรมกลับไม่ได้รับผิดชอบต่อสังคมดังภาพลักษณ์ เช่น กรณีการปกป้องธุรกิจการผลิตกระดาษของตัวเองจนกระดาษที่จะใช้ในประเทศแพงกว่านำเข้า การเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจที่เกษตรกรรายย่อยต้องเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงทั้งหมด เป็นต้น

กลุ่มทุนใหญ่ในแต่ละประเทศของอาเซียนล้วนแล้วแต่สุมหัวกันและประสานประโยชน์กันอย่างเหนียวแน่นไม่ว่าจะผ่านการลงทุนร่วมกันในตลาดหุ้น การลงทุนการผลิต การบริการร่วมกัน ที่เด่นชัด ได้แก่ กลุ่มทุนจากประเทศสิงคโปร์ที่ลงทุนในตลาดหุ้นกระจายทั่วไปทุกประเทศในอาเซียน

กลุ่มทุนใหญ่ในกลุ่มประเทศอาเซียนจึงผนึกกันในการผลักดันให้รัฐบาลของประเทศตนเอง ซึ่งโดยมากก็เป็นเสมือนรัฐบาลที่ทำงานให้แก่กลุ่มทุนใหญ่อยู่แล้วดำเนินการสร้างประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนขึ้นมา โดยที่ไม่ได้แยแสเลยว่าประชาชนในประเทศของตนเองจะประสบปัญหาเคราะห์กรรมอันใดบ้าง ดังที่เราจะเห็นว่าการประชาสัมพันธ์เรื่องอาเซียนในประเทศไทยมักจะพูดเฉพาะข้อดี หากจะพูดถึงข้อเสียก็จะพุ่งเป้ามาที่ประชาชนไม่ยอมปรับตัวตัวเอง เช่น คนไทยไม่ยอมหัดเรียนภาษาอังกฤษ

การป่าวประกาศการสร้างความพร้อมเพื่อรับกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจึงเป็นวาทกรรมที่โยนบาปหรือความผิดพลาดให้แก่ประชาชนอย่างไม่ต้องรับผิดชอบแต่ประการใด

ปัญหาทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศในกลุ่มอาเซียน อันได้แก่ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ก็ถูกทำให้เหมือนว่าจะแก้ไขไปได้หากร่วมในประชาคมเศรษฐกิจ โดยที่แต่ละรัฐบาลโดยเฉพาะรัฐบาลไทยก็เห็นได้ชัดเจนว่าไม่ได้สนใจที่จะแก้ไขความเหลื่อมล้ำ (ที่ปะทุขึ้นมาเป็นระยะ) หากรัฐบาลแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำได้บ้างก็จะทำให้สังคมเศรษฐกิจไทยและคนไทยโดยรวมมีความเข้มแข็งทางด้านเศรษฐกิจมากขึ้นในการปรับตัวสู่เศรษฐกิจตลาดใหม่ของอาเซียน

ดังนั้น ความพยายามเปลี่ยน “โลก” ให้กลายเป็น “ตลาด” ของกลุ่มทุนไร้ชาตินี้จะส่งผลทำให้เกิดการทำให้ “ปัจเจกชน” ล่องลอยอยู่ในทะเลของ “ตลาด” ตามลำพัง คนเข้มแข็งในระบบทุนนิยมเท่านั้นที่จะอยู่รอด  คนธรรมดาทั่วไปของแต่ละรัฐในกลุ่มอาเซียนก็จะถูกตัดหางปล่อยวัดให้เผชิญชะตากรรมเพียงลำพัง โดยที่กลุ่มทุนใหญ่เท่านั้นที่จะมีความสุขกับการกอบโกยจากพื้นที่ “ตลาดใหม่” ที่กำลังจะมาถึง

หากจะสรุปการเกิดขึ้นของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนก็จะมองได้ว่าเป็นแรงผลักดันจากมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและกลุ่มทุนภายในประเทศอาเซียนเพื่อที่จะสร้าง/ขยาย “ตลาด”ให้กว้างขวางมากขึ้น โดยที่ไม่ได้แยแสผลกระทบต่อผู้คนส่วนใหญ่ในกลุ่มประเทศอาเซียนแม้แต่น้อย ขณะเดียวกันกระแสการผลักดันประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนก็ได้สร้างกระแสการรับรู้ทางสังคมที่ทำให้คิดและรู้สึกไปได้ว่าปัญหาต่างๆ ที่หมักหมมในสังคมอาเซียนจะแก้ไขลุล่วงไปด้วยการเปิด “ตลาด” อาเซียน

เราจะมองเห็นแนวโน้มของผลกระทบจาก “ตลาดอาเซียน” ได้ ก็ต่อเมื่อเราเข้าใจและมองเห็นปัญหาทางเศรษฐกิจสำคัญของผู้คนในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งจะมองเห็นได้ว่าปัญหาที่หมักหมมนี้จะแก้ไขได้ด้วย “ตลาดอาเซียน”หรือไม่ อย่างไร

ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่สังกัดโลกเสรีในช่วงสงครามเย็นได้ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูงมาก และในช่วงสองทศวรรษหลังจากที่สงครามเย็นยุติลง การปรับตัวของการดำรงอยู่ทางเศรษฐกิจของผู้คนส่วนใหญ่ในกลุ่มประ เทศอาเซียนได้สร้างระบบการผลิตสำคัญขึ้นมา ได้แก่ การผลิตภาคไม่เป็นทางการ (Informal Sector) ซึ่งเป็นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดที่รองรับผู้คนในอาเซียน

หากเราพิจารณาความสำคัญของภาคการผลิตไม่เป็นทางการจากแง่มุมของแรงงาน จะพบว่าสัดส่วนของแรงงานที่อยู่ในภาคการผลิตไม่เป็นทางการในแต่ละประเทศนั้นสูงมากทีเดียว ประเทศไทยมีสัดส่วนแรงงานในภาคการผลิตไม่เป็นทางการประมาณร้อยละหกสิบห้าของกำลังแรงงาน ประเทศมาเลเซียอยู่ที่ประมาณร้อยละหกสิบสองของกำลังแรงงาน ประเทศอินโดนีเซียอยู่ที่ประมาณร้อยละหกสิบของกำลังแรงงาน ประเทศฟิลิปปินส์นั้นมีปัญหาความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจหนักมากหน่อย เพราะสัดส่วนแรงงานภาคไม่เป็นทางการถึงร้อยละเจ็บสิบของกำลังแรงงาน ส่วนในกลุ่มที่เพิ่งเปิดประเทศเข้าสู่ระบบทุนนิยม เช่น เขมร ลาว เวียดนาม พม่า แม้ว่าตัวเลขสถิติยังมีไม่ชัดเจนแน่นอนนัก แต่จากการประเมินดูจากข่าวสารทั่วไปก็พอจะเดาได้ว่าแรงงานภาคไม่เป็นทางการในประเทศเหล่านี้น่าจะเกินร้อยละเจ็บสิบของกำลังแรงงาน

โดยทั่วไป วงจรการดำเนินชีวิตทางเศรษฐกิจของภาคการผลิตไม่เป็นทางการนั้นมีขอบเขตของตลาดที่ไม่กว้างขวางมากนัก และโดยมากแล้วก็จะเป็นตลาดเล็กๆในพื้นที่ที่จำกัดหนึ่งๆ ขณะเดียวกันประเภทของสินค้าก็จะตอบสนองความต้องการหรือความจำเป็นในชีวิตประจำวันของผู้คนในพื้นที่นั้น ศักยภาพของภาคการผลิตภาคไม่เป็นทางการ ได้แก่ความยืดหยุ่นเพื่อการปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อตอบสนองความต้องการในชีวิตประจำวันในแต่ละช่วงฤดูกาล

การดำรงอยู่ในภาคการผลิตไม่เป็นทางการของผู้คนที่มีสัดส่วนโดยเฉลี่ยร้อยละหกสิบของกำลังแรงงานในกลุ่มประเทศอาเซียนเช่นที่กล่าวมานี้ จะไม่ได้รับผลทางด้านดีจากการเป็นประชาคมเศรษฐกิจเซียนแต่อย่างใด หากจะได้รับผลดีอยู่บ้างก็เป็นกลุ่มที่สัมพันธ์อยู่กับการท่องเที่ยว ซึ่งนักท่องเที่ยวที่จะมาซื้อ/ขายกับภาคการผลิตไม่เป็นทางการก็จะเป็นนักท่องเที่ยวระดับล่างที่ใช้เงินต่อวันไม่มากนัก การได้ประโยชน์จึงมีไม่มากนัก

พร้อมกันนั้น การขยายตัวของกลุ่มทุนที่จะเข้าไปในแต่ละประเทศก็ไม่ได้เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นทั้งหมด ในบางประเทศที่เพิ่งเปิดประเทศก็มีโอกาสที่จะได้การจ้างงานในอุตสาหกรรมแรงงานเข้มข้น และปรับแรงงานภาคไม่เป็นทางการมาสู่ภาคอุตสาหกรรมสูงขึ้น ในประเทศที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมระดับทุนและความรู้เข้มข้นก็จะประสบปัญหาการย้ายฐานการผลิต ซึ่งก็จะส่งผลให้การจ้างงานลดน้อยลงทันที ตัวอย่างของการปิดโรงงานผลิตรถยนต์ของมาสดา/ฟอร์ดในประเทศฟิลิปปินส์เพื่อมาเปิดโรงงานในประเทศไทยก็ย่อมส่งต่อการจ้างงานในฟิลิปปินส์ทันที

ความผันผวนของการจ้างงานในภาคการผลิตที่เป็นทางการจะทวีสูงมากขึ้น การไหลเวียนของแรงงานที่มีทักษะเฉพาะตัวจะเร็วและถี่มากขึ้น คนย้ายถิ่นที่โดนบีบบังคับ (vagabond) ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจจะมีมากขึ้น และคนกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มคนไร้ความสุขกลุ่มใหญ่ของอาเซียน

การขยายตัวของการลงทุนในประเทศที่มีทรัพยากรเหมาะสมกับอุตสาหกรรมของทุนจะมีผลโดยตรงต่อการเก็บภาษีของแต่ละรัฐ รายได้ของแต่ละบริษัทของกลุ่มทุนจะสูงขึ้นและรายได้ของรัฐที่เป็นรากฐานของทุนกลุ่มนั้นๆ จะลดลงทันที เพราะกลุ่มทุนจะเลือกลงทุนในประเทศที่ระบบภาษีอ่อนแอและมีการเก็บภาษีน้อยที่สุดเพื่อที่กลุ่มทุนจะเก็บกำไรไว้แจกจ่ายผู้ถือหุ้นหรือผู้บริหารโดยไม่ต้องหรือหาทางไม่ยอมเสียให้แก่รัฐ

รัฐแต่ละรัฐในประชาคมอาเซียนจะประสบปัญหารายได้ลดต่ำลงอย่างมาก พลเมืองทั่วไปของอาเซียนจะยากจนมากขึ้น  แต่ว่านักการเมืองในรัฐบาลของแต่ละประเทศจะร่ำรวยขึ้นอย่างทันตาเห็น ปัญหาความเหลื่อมล้ำของแต่ละประเทศจะสูงมากขึ้นไปอีก พร้อมกันนั้นรัฐบาลก็จะเล่นเกมส์ประชานิยมแบบมักง่ายมากขึ้นเพื่อซื้อเวลาให้แก่กลุ่มตนเองได้กอบโกยได้มากที่สุด

อนาคตของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจึงเป็นทางคู่ขนานระหว่างความเจ็บปวดรวดร้าวของคนตัวเล็กตัวน้อยในทุกประเทศกับความร่ำรวยมหาศาลของกลุ่มทุนและนักการเมือง