viagra niaspan
buy viagra canada safely
viagra buy generic
super viagra soft tabs
canadian pharmacy cheap generic viagra
online pharmacy cialis
viagra tablets australia
cialis uk order
best price viagra australia
buy cialis
viagra soft tablets
cheap cialis mastercard
viagra best price sildenafil
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2013015

ในแดนสวรรค์ของ “เพศที่สาม”: นรุตม์ ศุภวรรธนะกุล

Filed under : SOCIAL SCIENCE

“พื้นฐานวัฒนธรรมแบบพุทธนั้น ทำให้ความรุนแรงที่กระทำต่อชนกลุ่มน้อยทางเพศในสังคมไทยมีลักษณะพิเศษและแตกต่าง คือ สังคมไทยจะวางเฉย ปฏิเสธโอกาสของชนกลุ่มทางเพศแทนที่จะทำร้ายอย่างรุนแรงและชัดเจน” 

 

 

 

 

 

 

 

 

ในแดนสวรรค์ของ “เพศที่สาม

 

นรุตม์ ศุภวรรธนะกุล

 

สังคมไทยถูกเชื่อว่าเป็นสังคมที่ให้การยอมรับ เปิดใจ และ เป็นมิตรต่อชนกลุ่มน้อยทางเพศที่คนไทยมักคุ้นเคยกับคำว่า “เพศที่สาม” หรือที่เรียกเป็นทางการว่า “ผู้มีความหลากหลายทางเพศ” ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสพบและรู้จัก “เพศที่สาม” มาบ้างและดูเหมือนว่าพวกเขาก็มีความสุขดีภายใต้อ้อมกอดของดินแดนสยามแห่งนี้ โดยส่วนมาก ผมจะทราบว่า “เพศที่สาม” ได้รับโอกาสที่ได้แสดงความสามารถและเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในพื้นที่เฉพาะที่สังคมไทยจัดให้อย่างเช่น วงการบันเทิง วงการความสวยความงาม และวงการการท่องเที่ยว ในขณะเดียวกันสื่อภาพยนตร์ ละคร โฆษณาจำนวนมากได้มีการนำเสนอตัวละครที่เป็นตัวแทนของ “เพศที่สาม” มากขึ้น สื่อที่มีเนื้อหาสะท้อนชีวิตของคนกลุ่มนี้ก็มีให้พบเห็นมากขึ้นเช่นกัน นอกจากนั้นเมื่อกล่าวถึงคำว่า “กะเทย” คนไทยหลายคนคงปฏิเสธไม่ได้ว่าอัตลักษณ์ทางเพศนี้ กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทย ซึ่งคนไทยจำนวนหนึ่งให้ความเอ็นดูและชมเชย แม้แต่ในสายตาชาวต่างชาติเองกะเทยไทยก็ขึ้นชื่อว่า “ไม่แพ้ชาติใดในโลก” แล้วเช่นนี้จะปฏิเสธได้อย่างไรว่าประเทศไทยรักและเข้าใจเพศที่สาม

 

ในขณะที่ผมศึกษาต่อในต่างประเทศนั้น ผมเลือกที่จะทำงานวิจัยเกี่ยวกับสิทธิของชนกลุ่มน้อยทางเพศในสังคมไทย เพื่อนชาวต่างชาติของผมคนหนึ่งถามผมด้วยความสงสัยว่า ทำไมผมจึงเลือกทำงานวิจัยในหัวข้อนี้ทั้งๆ ที่สังคมไทยไม่มีปัญหาในเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่หรือ? สาเหตุที่ผมเลือกทำวิจัยในหัวข้อนี้คงเป็นเพราะผมมีโอกาสได้เห็นว่าใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มของสังคมไทยกลับซ่อนความกลัวและอคติไว้อย่างแนบเนียน ผมได้ให้คำตอบแก่เพื่อนผมว่า “ภาพลักษณ์เหล่านั้นเป็นแค่ฉากเท่านั้น สังคมไทยยังซ่อนอะไรไว้อีกมากมายที่คนหลายคนมองข้าม” ผมเองคงปฏิเสธไม่ได้ว่าสังคมไทยให้การยอมรับและมีความใจกว้างในประเด็นเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศดีระดับหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว (Winter, 2006, หน้า 59) ทำให้เราอาจเข้าใจเสมอว่าสังคมไทยสามารถรับมือความหลากหลายของอัตลักษณ์ทางเพศได้อย่างดี อย่างไรก็ตามการมองว่าประเทศไทยเป็น “สวรรค์” ของชนกลุ่มน้อยทางเพศนั้นอาจเป็นภาพที่เกินจริงไปเสียหน่อย เช่นเดียวกับสังคมอื่นๆ สังคมไทยเองยังคงมีปัญหาการกีดกัน ความรังเกียจอย่างไร้เหตุผล รวมถึงความเชื่อผิดๆ และความไม่เข้าใจที่มีต่อ การรักร่วมเพศ การข้ามเพศ และประเด็นเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศอื่นๆ (Winter, 2011, หน้า 252-253) ที่ผมคิดว่าคงมองข้ามไปไม่ได้

 

ตอนที่01: อัตลักษณ์ทางเพศกับพุทธศาสนาแบบไทย – โซ่ตรวนแห่งการชดใช้กรรม

ก่อนอื่นผมต้องยอมรับว่าการเขียนบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเรื่องศาสนามีความเสี่ยงต่อการถูกต่อว่า เพราะการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับศาสนามักถูกตีความว่าเป็นการท้าทายอำนาจหรือลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ แต่ในฐานะที่ “พุทธศาสนิกชน” เป็นอัตลักษณ์หนึ่งที่ผมนำมาผูกกับตนเอง ผมเชื่อการตั้งข้อสงสัยต่อค่านิยมในสังคมพุทธนั้นไม่บาปตามที่คนไทยหลายคนเชื่อ พระโคตมพุทธเจ้าเองยังได้ตรัสไว้ว่า “อย่าเชื่อสิ่งใดเพียงเพราะท่านได้ยินสิ่งนั้น อย่าเชื่อสิ่งใดเพียงเพราะผู้คนพูดต่อๆ กันมาหรือลือต่อๆ กันมา อย่าเชื่อสิ่งใดเพียงเพราะสิ่งนั้นถูกจารึกในคัมภีร์ทางศาสนา จงอย่าเชื่อเพียงเพราะอำนาจที่สูงส่งกว่าของครูบาอาจารย์หรือของผู้ที่อาวุโสกว่า อย่าเชื่อในธรรมเนียมเพียงเพราะถูกส่งต่อมาจากรุ่นสู่รุ่นนับร้อยๆ ปี แต่เมื่อได้ไตร่ตรองจนพบว่าสิ่งนั้นไม่ขัดแย้งกับหลักเหตุผลและมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ของตัวบุคคลและทุกสรรพสิ่งแล้ว จึงยอมรับและยึดถือในสิ่งนั้น” (Briones, 2008, หน้า 6) ซึ่งทั้งหมดปรากฏในหลักกาลามสูตรที่สนับสนุนการใช้สติก่อนที่จะเชื่อสิ่งใด ดังนั้น ผมเชื่อว่าการตั้งข้อสงสัยต่อค่านิยมเชิงพุทธในสังคมไทยนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการหาคำตอบและเป็นการแบ่งปันการตั้งคำถามให้กับผู้อื่นเพื่อกระตุ้นให้เราได้มองค่านิยมที่เราคุ้นเคยจากมุมมองใหม่ๆ อีกครั้ง

 

เจตนาในการเขียนบทความชิ้นนี้ ผมไม่อยากให้ถูกตีความว่าเป็นการปะทะระหว่าง “อนุรักษ์นิยมแบบไทย” กับ “เสรีนิยมแบบตะวันตก” เพราะผมวิพากษ์สังคมพุทธแบบไทยด้วยสายตาของพุทธศาสนิกชนคนหนึ่ง ไม่ใช่ในฐานะ “เด็กจบนอก” หรือคนที่ถูก“ล้างสมองด้วยค่านิยมแบบตะวันตก” แม้กรอบการมองบางส่วนผมจะยืมจากสำนักคิดที่พบมากในโลกตะวันตกอย่างสตรีนิยมและสำนักคิดที่สนใจเรื่องเพศสภาวะ แต่จุดประกายหลักในการคิดวิพากษ์นั้นมีรากฐานมาจากคำสอนทางพุทธศาสนาที่ผมได้มีโอกาสเรียนรู้จากทั้งหนังสือและจากผู้รู้อื่นๆ และได้นำความรู้เหล่านั้นมาคิดวิเคราะห์เพื่อหาคำตอบให้กับข้อสงสัยของตนเอง ผมเชื่อว่าพุทธศาสนามีอะไรมากกว่าแค่สิ่งที่คนไทยหลายคนเชื่อและพูดกันจนชินปาก ทั้งๆ ที่พุทธศาสนาเปิดโอกาสให้เราได้ลองคิดและหาข้อสรุปด้วยตนเองตามหลักเหตุผลเพื่อไม่ให้เชื่ออะไรอย่างมงาย แต่บ่อยครั้งพุทธศาสนามักถูกกล่าวอ้างและนำไปใช้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจและการเมืองสำหรับคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น โดยที่พุทธศาสนิกชนจำนวนไม่น้อยกลัวกับการตั้งคำถามต่อความเชื่อบางอย่างเพราะกลัวคำว่า “บาป” ในความคิดเห็นของผม “ธรรมะ” ตามแนวทางพุทธมีความแตกต่างจาก “อคติ” ที่สังคมสร้างขึ้นมาอย่างมาก และไม่ว่าอคติจะพยายามซ่อนตัวเองไว้หลังธรรมจักรก็ตาม แต่อคติก็คงยังเป็นอคติอยู่วันยังค่ำ

 

อัตลักษณ์ทางเพศผ่านกรอบพุทธศาสนานิกายเถรวาท

เป็นที่ทราบกันดีว่าสังคมไทยมีพื้นฐานทางวัฒนธรรมมาจากพุทธศาสนานิกายเถรวาท ด้วยพื้นฐานทางวัฒนธรรมแบบพุทธนี่เองที่ทำให้การรับมือชนกลุ่มน้อยทางเพศของสังคมไทยนั้นมีความแตกต่างจากอีกหลากหลายสังคม ในยุคปัจจุบันเราจะพบว่าประเด็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคนเพศเดียวกันและการแต่งตัวเป็นเพศตรงข้ามนั้นสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในสังคมไทย (Morris, 1994, หน้า 29) ความเชื่อเรื่อง “กรรม” ทำให้คนไทยโดยทั่วไปเกรงกลัวต่อการทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ว่าบุคคลเหล่านั้นจะเป็นใครหรือเพศไหนก็ตาม ซึ่งจะเห็นได้ว่าสังคมไทยนั้นไม่มีมาตรการทางกฎหมายใดที่สนับสนุนการทำร้ายหรือลงโทษ “เพศที่สาม” เหมือนกับอีกหลากหลายสังคม อย่างไรก็ตาม พื้นฐานวัฒนธรรมแบบพุทธนั้น ทำให้ความรุนแรงที่กระทำต่อชนกลุ่มน้อยทางเพศในสังคมไทยมีลักษณะพิเศษและแตกต่าง คือ สังคมไทยจะวางเฉย ปฏิเสธโอกาสของชนกลุ่มทางเพศแทนที่จะทำร้ายอย่างรุนแรงและชัดเจน (Winter, 2011, หน้า 254) ซึ่งรูปแบบการกีดกันนี้ไม่ปรากฏในสถาบันทางสังคมอย่างเป็นทางการ แต่กระจายทั่วไปในสังคมไทยเป็นวงกว้าง (Jackson, 1995, หน้า 141) ซึ่งนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้อคติและความเกลียดชังที่มีต่อชนกลุ่มน้อยทางเพศในสังคมไทยนั้นไม่ปรากฏเด่นชัดหรือมีความรุนแรงเหมือนกับสังคมอื่นๆ และทำให้หลายคนเชื่อว่าอคติต่อชนกลุ่มน้อยทางเพศในสังคมไทยเบาบางหรือแทบไม่มีเลย

 

ด้วยความเชื่อพื้นฐานจากพุทธศาสนานิกายเถรวาทที่ผ่านการตีความและปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบริบททางสังคมไทยแล้ว ทำให้ประเด็นในเรื่องความสุขทางเพศ รักร่วมเพศ และการข้ามเพศ เป็นประเด็นที่น่าอายหรือไม่เหมาะสมที่จะพูดถึงและไม่มีการสนับสนุนให้เรื่องในประเด็นข้างต้นอยู่ในระบบการศึกษาของไทย (Morris, 1994, หน้า 16) ส่งผลให้คนส่วนมากในสังคมไทยนั้นไม่มีความสนใจต่อการศึกษาในหัวข้อเหล่านี้ ความไม่รู้ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและถูกแทนที่ด้วยความเชื่อที่ถูกสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นในสังคมแทน ในปัจจุบันแม้มีคำอธิบายว่าการรักร่วมเพศและการข้ามเพศไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นสิ่งที่ติดตัวบุคคลมาตั้งแต่กำเนิด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าแนวคิดเรื่อง “กรรม” ก็กลายเป็นหนึ่งคำอธิบายหลักที่ถูกนำมาใช้เพื่อบอกว่าทำไมคนถึงเกิดมาเป็น “เพศที่สาม”

 

โดยดั้งเดิมแล้วกิจกรรมทางเพศระหว่างคนเพศเดียวกันนั้น ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกตามความเชื่อของพุทธศาสนา เมื่อพิจารณาพระวินัยปิฎกสายเถรวาทแล้วพบว่ากิจกรรมทางเพศทั้งหมดไม่ว่าจะผ่านช่องคลอด ทวารหนัก หรือปากนั้นถือว่าเป็นการกระทำผิดวินัยของสงฆ์โดยไม่มีการระบุว่าเพศสัมพันธ์ผ่านทางทวารหนักละเมิดวินัยสงฆ์รุนแรงกว่าการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดแต่อย่างใด (Jackson, 1995, หน้า 143) ดังนั้น มุมมองโดยทั่วไปของพุทธศาสนาที่มีต่อเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนเพศเดียวกันนั้น มีความเป็นกลาง กฎระเบียบเรื่องความเหมาะสมทางศาสนาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเพศสัมพันธ์แบบใดเหมาะสมกว่า แต่อยู่ที่การสนับสนุนการละเว้นจากกิจกรรมทางเพศทุกประเภทเพื่อเป็นหนทางในการลดละกิเลส สำหรับผู้ที่อยู่ในสถานภาพสงฆ์

 

ในเวลาเดียวกันเรายังพบว่าเนื้อหาของพระวินัยปิฎกไม่สามารถครอบคลุมถึงบริบทของสังคมในยุคปัจจุบันได้อย่างชัดเจน เนื่องจากพระวินัยปิฎกนั้นได้จัดประเภทคนออกเป็น 4 กลุ่มเพศ ได้แก่ ชาย หญิง บัณเฑาะว์ (ชายแต่งหญิง ขันที) และ อุภโตพยัญชนก (ผู้ที่ปรากฏลักษณะทางกายของทั้งชายและหญิง) เท่านั้น (Jackson, 1995, หน้า 143) โดยที่ประเด็นเรื่องการแต่งตัวข้ามเพศและการรักร่วมเพศนั้นไม่ถูกแบ่งแยกจากกันอย่างชัดเจน (Jackson, 1995, หน้า 142) ทำให้อัตลักษณ์ของกะเทยสามารถถูกนำไปโยงกับบัณเฑาะว์หรืออุภโตพยัญชนกได้ แต่ก็ไม่อาจครอบคลุมถึงชายรักชายในสังคมปัจจุบันที่ไม่มีความต้องการที่จะผ่าตัดแปลงเพศ ไม่ต้องการแต่งตัวหรือแสดงออกเป็นผู้หญิง และยังไม่รวมถึงอัตลักษณ์ทางเพศอื่นๆ เช่น หญิงรักหญิง ทอม ดี้ ผู้ที่ชอบทั้งชายและหญิง เกย์ที่ชอบทอม ทอมที่ชอบตุ๊ด และอีกมากมาย ซึ่งถือเป็นอัตลักษณ์ทางเพศในบริบทสังคมสมัยใหม่ ดังนั้น จึงยากที่จะอ้างว่าพระวินัยปิฎกนั้นได้พูดถึงอัตลักษณ์ทางเพศตามบริบทสังคมปัจจุบันไว้อย่างไรบ้าง (Jackson, 1995, หน้า 142)

 

อย่างไรก็ตาม คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเนื้อหาบางส่วนในพระวินัยปิฎกนั้นได้กล่าวถึงลักษณะแง่ลบของชนกลุ่มน้อยทางเพศไว้ เช่น ธรรมเนียมการไม่อนุญาตให้ “กะเทย” บวชมาจากความเชื่อที่ว่าบัณเฑาะว์ขาดความสามารถในการเข้าถึงนิพพาน เพราะขาดความสามารถในการควบคุมความต้องการทางเพศของตนเอง โดยให้คำเปรียบเทียบว่าคนกลุ่มนี้มีความต้องการทางเพศประดุจโสเภณีหรือสุวรรณมาลี (Jackson, 1995, หน้า 144) การอนุญาตให้คนกลุ่มนี้บวชและอยู่ร่วมกับสงฆ์รูปอื่นๆ จะก่อให้เกิดปัญหาเพราะอาจกระทบต่อการละเว้นจากกิจกรรมทางเพศของสงฆ์รูปอื่นๆได้ (Jackson, 1995, หน้า 144) ซึ่งเนื้อหาในส่วนนี้เองอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้สังคมไทยนั้นมอง “กะเทยและตุ๊ด” ในภาพลักษณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก เพราะถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนที่ขาดความสามารถในการเข้าถึงธรรมเพื่อชำระจิตใจ มีธรรมชาติอันหยาบกร้าน แสวงหาเรื่องราคะอยู่ร่ำไปและถือว่าเป็นกลุ่มคนที่อาจพาเพศชายไปในทางที่ผิดได้

 

ถึงแม้ว่าเนื้อหาจากพระวินัยปิฎกนั้นอาจไม่สนับสนุนให้กลุ่มเพศที่สามได้มีทางพ้นทุกข์ผ่านการบวชเช่นเดียวกับผู้ชาย แต่ก็ไม่มีการสนับสนุนให้มีการทำร้ายหรือต่อต้านคนกลุ่มนี้แต่อย่างใด แม้จะมองว่าบัณเฑาะว์และอุภโตพยัญชนกเป็นกลุ่มคนที่ต่ำต้อยกว่าด้วยความสามารถในการเข้าถึงธรรม แต่คนกลุ่มนี้ก็ควรจะได้รับความเห็นอกเห็นใจจากผู้อื่นเช่นเดียวกัน (Jackson, 1995, หน้า 144)

 

ความรังเกียจที่มีต่อชนกลุ่มน้อยทางเพศนั้นเริ่มต้นขึ้น เมื่อสังคมไทยได้เปิดรับค่านิยมแบบตะวันตกผ่านการพัฒนาสู่สังคมสมัยใหม่ เช่น ในช่วงปี พ.ศ. 2481 ถึง พ.ศ. 2487 ภายใต้รัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ผู้หญิงและผู้ชายถูกบังคับให้แต่งตัวตามเพศของตนเอง คือ ผู้ชายต้องใส่กางเกงและผู้หญิงต้องใส่กระโปรง ตามค่านิยมแบบตะวันตกส่งผลให้การแต่งตัวไม่ตรงกับเพศทางกายภาพของตนนั้นเป็นเรื่องผิดกฎหมาย เป็นต้น (Morris, 1994, หน้า 33) การที่สังคมไทยเปิดรับแนวคิดจากสังคมตะวันตกซึ่งแฝงไว้ด้วยค่านิยมชายเป็นใหญ่และเชิดชูค่านิยม “ชายจริงหญิงแท้” ทำให้เป็นเรื่องง่ายที่รสนิยมชอบเพศเดียวกัน การข้ามเพศ และอัตลักษณ์ทางเพศที่นอกเหนือไปจาก “ชายจริงหญิงแท้” ถูกต่อต้านจากสังคมและถูกผูกโยงกับความผิดปกติทางจิต (Morris, 1994, หน้า 27-28)

 

การเปลี่ยนแปลงจุดยืนทางความเชื่อของวัฒนธรรมแบบพุทธในสังคมไทยนั้นเกิดขึ้นเมื่อกระแสความตระหนักเรื่องเอดส์เพิ่มขึ้นในช่วงประมาณ พ.ศ. 2525 และรสนิยมชอบเพศเดียวกันถูกผูกโยงกับการเพิ่มจำนวนของการระบาดของโรคเอดส์ในสังคมไทย (Jackson, 1995, หน้า 152) สถาบันทางศาสนากลายเป็นตัวแทนผู้ที่ให้คำอธิบายและข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการระบาดของโรคเอดส์ที่เชื่อว่ามาพร้อมกับการรักร่วมเพศ (Jackson, 1995, หน้า 151) แนวคิดเรื่อง “กรรม” ถูกนำมาใช้เป็นกรอบการอธิบายว่าทำไมบุคคลหนึ่งจึงเกิดมาเป็นกะเทย โดยชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมที่อยากเป็นเพศตรงข้ามและรสนิยมการชอบเพศเดียวกันนั้นถือเป็นความผิดปกติและขัดต่อกฎธรรมชาติ (Jackson,1995, หน้า 147) ถือเป็นเรื่องที่น่าละอายและไม่เหมาะสม รสนิยมที่ชอบเพศเดียวกันนั้นยังถูกอธิบายว่ามีคุณสมบัติในการมอมเมาและทำให้มนุษย์หลงผิดเช่นเดียวกับยาเสพติดและสุรา (Jackson, 1995, หน้า 148) บุคคลที่ต้องการมีเพศสัมพันธ์กับคนเพศเดียวกันจึงถือเป็นผู้ที่ไม่สามารถยับยั้งชั่งใจต่อกิเลสตัณหาของตนเองได้ จนถึงในระดับที่การมีเพศสัมพันธ์แบบชายหญิงนั้นไม่สามารถตอบสนองตัณหาที่ไม่สิ้นสุดของคนกลุ่มนี้ได้(Jackson,1995, หน้า 150) ด้วยสาเหตุนี้โรคเอดส์จึงถูกอธิบายว่าเป็นบทลงโทษต่อผู้ที่มีรสนิยมที่ชอบเพศเดียวกันซึ่งถูกเชื่อว่าเป็นกลุ่มคนที่ถูกครอบงำด้วยตัณหาราคะ (Jackson, 1995, หน้า 148) เป็นการตอกย้ำว่ารักร่วมเพศ การแต่งตัวข้ามเพศ เพศสัมพันธ์ที่ไม่มีวัตถุประสงค์ในการสืบพันธุ์ เป็นสิ่งที่บาปและต้องถูกกำจัดออกไป

 

ถึงแม้ว่าแนวคิดที่ต่อต้าน “เพศที่สาม” ผ่านความวิตกเกี่ยวกับการระบาดของโรคเอดส์นั้นจะลดความสำคัญลง เนื่องจากสังคมไทยเริ่มตระหนักว่าโรคนี้ไม่ได้ระบาดแค่ในกลุ่มเพศที่สามเท่านั้น แต่ระบาดในกลุ่มคนทั่วไปด้วย (Jackson, 1995, หน้า 152) แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพลักษณ์ของเพศที่สามที่ถูกมองในแง่ลบนั้นยังคงแทรกซึมไปทั่วในสังคมไทย จากประสบการณ์ส่วนตัวผมยังคงพบเห็นการผูกโยง “เอดส์” หรือ “การเปลี่ยนคู่นอนไปเรื่อย” กับกลุ่มชายรักร่วมเพศอยู่บ้าง แม้คนกลุ่มนี้อาจถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงตามสถิติแต่บ่อยครั้งที่ความตระหนักในเรื่องเอดส์นั้นถูกเชื่อมโยงกับอคติที่มีต่อเกย์ ทั้งๆ ที่เป็นที่ทราบว่าโรคเอดส์ระบาดได้ในคนทุกกลุ่มไม่จำกัดว่ารสนิยมทางเพศจะเป็นเช่นใด แม้แต่พฤติกรรมการเปลี่ยนคู่นอนไปเรื่อยๆ นั้น ก็ไม่ได้จำกัดแค่คนรักเพศเดียวกันเท่านั้น

 

อัตลักษณ์ทางเพศ: กรรมหรืออคติ?

ข้อสังเกตสำคัญที่มีต่อทัศนคติแง่ลบต่อ “เพศที่สาม” ในสังคมไทยนั้นผมเชื่อว่าได้รับอิทธิพลมาจากสังคมชายเป็นใหญ่ ค่านิยมความเป็นชายนั้นได้สร้างกฎเกณฑ์ที่แบ่งประชากรออกเป็นสองกลุ่มคือ “ชาย” และ “หญิง” โดยใช้อวัยวะเพศที่ติดตัวมาแต่เกิดในการกำหนดบทบาทและหน้าที่ของคนแต่ละคน และค่านิยมชุดนี้มีความเกี่ยวข้องกับการต่อต้านอัตลักษณ์ทางเพศอื่นๆที่อยู่นอกกรอบการมองโลกแบบ “ชาย-หญิง” (Theodore และBasow, 2000, หน้า 32) ซึ่งผมเชื่อว่าค่านิยมชายเป็นใหญ่นั้นมีความสอดคล้องกับค่านิยมในสังคมพุทธแบบไทยๆ ที่วางผู้หญิงให้อยู่ในสถานภาพที่ต่ำกว่าผู้ชายและมีทัศนคติในแง่ลบต่อชนกลุ่มน้อยทางเพศ

 

คนในสังคมพุทธเชื่อว่าผู้ชายเป็นผู้ที่ถูกคัดสรรมาเพื่อสานต่อศาสนาให้แก่คนรุ่นหลังในขณะที่ผู้หญิงถูกเชื่อว่าไม่มีความสามารถในการบรรลุธรรมเยี่ยงชาย และบางครั้งถือเป็นเครื่องกีดขวางให้ผู้ชายอยู่ห่างไกลจากทางพ้นทุกข์อีกด้วย (Wawrytko, 2009, หน้า 305) นอกจากนั้นค่านิยม “กีดกันเพศหญิง” สามารถสะท้อนออกมาผ่านการไม่ยอมรับให้บัณเฑาะว์และอุภโตพยัญชนกบวช ซึ่งคนกลุ่มนี้เป็นตัวแทนของ “เพศชายที่ไม่สมบูรณ์” จากตัวอย่างข้างต้นจะพบว่าคำเปรียบเทียบต่อการขาดความสามารถในการควบคุมความต้องการทางเพศถูกเปรียบเทียบกับ “เพศหญิง” (โสเภณีและสุวรรณมาลี) แทนที่จะเปรียบความต้องการทางเพศนั้นกับคุณสมบัติของเพศชาย

 

ผมเชื่อว่าโดยธรรมชาตินั้นมนุษย์ไม่ว่าจะมีรสนิยมทางเพศแบบใดหรืออัตลักษณ์ทางเพศใดย่อมมีความต้องทางเพศทั้งสิ้น และความคิดที่มองว่าความต้องการทางเพศของเพศหญิงเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมและต้องควบคุมนั้นถูกอธิบายว่าเป็นการสร้างสรรค์ของสังคมชายเป็นใหญ่ กรอบการมองเชิงวิวัฒนาการทางสังคมเพื่อสร้างความมั่นคงให้สถานภาพความเป็นพ่ออธิบายว่า การควบคุมความต้องการทางเพศของผู้หญิงนั้นถูกใช้เพื่อลดความหวาดกลัวของผู้ชาย และสร้างความมั่นใจว่าผู้หญิงและลูกจะต้องเป็นของเขาเพียงผู้เดียว เป็นการผูกขาดให้ผู้หญิงเป็นทรัพย์สินของเขาอย่างสมบูรณ์ เพราะผู้หญิงจะรู้สึกว่าการที่ตนเองไปมีเพศสัมพันธ์กับชายอื่นเป็นสิ่งที่ผิด (Baumeister และ Twenge, 2002, หน้า 168) ในขณะที่เราจะเห็นได้ว่าโดยทั่วไปการที่ผู้ชายมีผู้หญิงจำนวนมากถูกมองว่าเป็น “สัญชาตญาณโดยธรรมชาติที่อยากมีผู้สืบตระกูล” ที่ผู้หญิงต้องเข้าใจหรือทำใจยอมรับ ในขณะที่ความรู้สึกทางเพศของผู้หญิงกลายเป็น “สิ่งต้องห้ามและชั่วร้าย” ที่ต้องถูกควบคุมและกำราบ

 

ในขณะเดียวกันทัศนคติที่ต่อต้านชนกลุ่มน้อยทางเพศผ่านการทำร้ายร่างกายหรือการใช้ภาษาที่รุนแรงนั้น ถูกอธิบายว่ามีความเกี่ยวโยงอย่างมากต่อการแสดงออก “ความเป็นชาย” ซึ่งสังคมได้ตีกรอบไว้แล้วว่าความเป็นชายที่ “สมบูรณ์” นั้นย่อมมาพร้อมรสนิยมทางเพศที่ชอบเพศหญิงเท่านั้น โดยที่ชนกลุ่มน้อยทางเพศที่เป็นเป้าหมายหลักของการโจมตีคือผู้ที่เกิดมาพร้อมอวัยวะเพศชายแต่กลับไม่ได้มีลักษณะตรงกับ “ชายแท้” ที่สังคมวาดไว้ (Theodore และ Basow, 2000, หน้า 32) การต่อต้านชนกลุ่มน้อยทางเพศ โดยเฉพาะ “ชายไม่แท้” ถือเป็นปฏิกิริยาตอบโต้ต่อความตึงเครียดที่ผู้ชายเกรงกลัวว่าพวกเขาไม่สามารถทำตามความคาดหวังของสังคมในเรื่อง “ความเป็นชายที่สมบูรณ์” ได้ ยิ่งรู้สึกตนเองบกพร่องมากเท่าไร แรงต่อต้านที่มีต่อ “คุณสมบัติเพศหญิง” หรือ “ความเป็นชายที่บกพร่อง” ในบุคคลอื่นย่อมรุนแรงมากไปเท่านั้น ความรังเกียจต่อรักร่วมเพศนั้นได้รับการศึกษาว่ามีความเกี่ยวโยงกับปัญหาการขาดความมั่นใจของบุคคลนั้นๆด้วย (Theodore และ Basow, 2000, หน้า 43-44) ดังนั้นกระแสการต่อต้านชนกลุ่มน้อยทางเพศนั้นจึงมีความสอดคล้องต่อการรักษา “ความเป็นชายที่สมบูรณ์แบบ” ตามนิยามของสังคมชายเป็นใหญ่ ความรุนแรงที่มีต่อชนกลุ่มน้อยทางเพศจึงกลายเป็นหน้าที่หนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการแสดงออกว่าพวกเขาไม่บกพร่องต่อสิ่งที่สังคมคาดหวังไว้

 

ถ้าผมหยุดเขียนบทความไว้ที่ตรงนี้จะเท่ากับเป็นการสรุปว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ยกให้ชายเป็นใหญ่ กดขี่เพศหญิง และต่อต้านชนกลุ่มน้อยทางเพศ ซึ่งนี่ไม่ใช่บทสรุปที่ผมตั้งใจไว้ เพราะในความเป็นจริงแล้วพุทธศาสนาได้เสนอแนวทางที่แตกต่างไปจากนั้นมาก

 

อัตลักษณ์แบบพุทธ: ความว่างเปล่าที่อยู่เหนือทุกสิ่ง

“สังคมชายเป็นใหญ่” นั้นเป็นรูปแบบสังคมที่พบได้ทั่วไปในหลากหลายอารยธรรมในยุคโบราณไม่ว่าจะเป็นฝั่งตะวันตกหรือตะวันออก (Wawrytko, 2009, หน้า 294-296) เพศหญิงถูกกีดกันออกจากพื้นที่ของ วิชาการ ศาสนาและปรัชญาในหลากหลายสังคม (Wawrytko, 2009, หน้า 293-294) ดังนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายที่ผู้ชายจะสร้างกฎเกณฑ์ต่างๆเพื่อสร้างความแตกต่างระหว่างชายและหญิงให้ชัดเจนขึ้น เพื่อแบ่งแยกบทบาทว่าเพศชายและเพศหญิงควรทำหน้าที่ใด ค่านิยมชายเป็นใหญ่นั้นเป็นการสรรค์สร้างของค่านิยมในสังคมโบราณที่ตีกรอบพฤติกรรมมนุษย์ ก่อนที่มนุษย์จะได้รับโอกาสมองโลกผ่านกรอบพุทธศาสนาที่ชี้ให้เห็นว่า “อัตลักษณ์ของมนุษย์” เป็นแค่เปลือกเท่านั้น (Wawrytko, 2009, หน้า 299)

 

ผมเชื่อว่าอคติต่อเพศหญิงและชนกลุ่มน้อยทางเพศนั้น เป็นค่านิยมที่มนุษย์สร้างขึ้นเท่านั้น ทฤษฎีทางสังคมศาสตร์จำนวนมากได้ให้คำตอบไว้แล้วว่า “อคติ” ในสังคมชายเป็นใหญ่นั้นมีวิวัฒนาการ โครงสร้าง และที่มาที่ไปอย่างไร ผมจึงคิดว่าอคติที่คนกลุ่มหนึ่งสร้างขึ้นไม่น่าจะถูกนำไปวางเทียบสถานะกับ “กฎจักรวาล” หรือ “กฎธรรมชาติ” ได้ ถ้าหากนั่นคือกฎที่นำไปใช้ได้กับทุกคน ทำไมคนบางกลุ่มถึงได้รับการยกเว้นให้อยู่เหนือกฎและได้รับผลประโยชน์มากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ ถ้าไม่ใช่เพราะคนกลุ่มนั้นคือผู้สร้างกฎเสียเอง

 

เมื่อเรามองไปที่วัตถุประสงค์ของพุทธศาสนาแล้ว เราจะพบว่าการแบ่งมนุษย์ออกเป็นกลุ่มๆ นั้นไม่ได้สอดคล้องกับมุมมองแบบพุทธแต่อย่างใด (Wawrytko, 2009, หน้า 299) พุทธศาสนานั้นมองไปไกลกว่าการจำกัดตัวเองภายใต้กรอบของการแบ่งขั้วออกเป็นชายหรือหญิง เพศที่หนึ่ง สอง หรือ สาม เพราะในธรรมชาติ “สรรพสิ่งต่างๆ ล้วนไม่มีชาย ไม่มีหญิง” (Wawrytko, 2009, หน้า 306) ทุกอย่างล้วนเป็นการเกิดดับของรูปธรรม (ร่างกาย) และนามธรรม (การให้คุณค่าเชิงวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อจิตของมนุษย์) ที่ไม่สิ้นสุดดังนั้น เครื่องกีดขวางไม่ให้บุรุษเพศเข้าสู่ทางแห่งธรรมอาจไม่ใช่ปัจจัยภายนอก อย่างเสน่ห์อันยั่วยวนของสตรีเพศหรือการชักจูงที่ผิดของบัณเฑาะว์หรืออุภโตพยัญชนก สาเหตุที่แท้จริงอาจอยู่ภายในจิตใจของผู้ชายเองที่หลงอยู่กับการให้คุณค่าของสิ่งสมมติ (Wawrytko, 2009, หน้า 306)

 

การยึดติดกับอัตลักษณ์ที่แบ่งคนออกเป็นกลุ่มและวางคนในลำดับขั้นอำนาจที่ต่างกันสร้างผลกระทบต่อมนุษย์ทุกกลุ่ม ในขณะที่เพศหญิงและชนกลุ่มน้อยทางเพศถูกกักขังในความต่ำต้อยของตนเองที่สังคมสร้างขึ้น เพศชายกลับหลงมัวเมา ผยองกับความเหนือกว่าของตน และหลงเชื่อว่า “กฎนี้คือกฎธรรมชาติที่เที่ยงแท้” บ่อยครั้งผู้ชายก็ต้องรับกับแรงกดดันจากความคาดหวังทางสังคมเช่นกัน ด้วยสาเหตุนี้ไม่ว่าจะ “สูง” หรือ “ต่ำ” มนุษย์ทุกคนย่อมไม่เห็นตนเองและผู้อื่นตามความเป็นจริง โดยเนื้อแท้แล้ววัตถุประสงค์ของพุทธศาสนาคือการสนับสนุนให้มนุษย์มีสติรู้ทันจิตใจตนเพื่อแสวงหาความจริงของชีวิต (Briones, 2008, หน้า 4-6) ดังนั้นสิ่งที่สำคัญอยู่ที่การมีสติรับรู้ถึงจิตใจของตนเองเพื่อให้เราไม่หลงผิดที่จะกระทำ พูดหรือคิดในสิ่งที่ไม่ดี ละเว้นจากการสร้างทุกข์ให้ตนเองและผู้อื่นการที่ใครจะชอบสิ่งใด อยากเป็นสิ่งใด เคยละเมิดใคร ล้วนเป็นสิ่งที่เจ้าของการกระทำนั้นควรสนใจ ไม่ใช่ปัญหาของเราที่จะต้องไปรู้สึกโกรธแค้นหรือรังเกียจใครเพียงเพราะเขามีรสนิยมทางเพศแบบหนึ่ง มีอัตลักษณ์ทางเพศแบบหนึ่ง หรือแม้แต่ว่าชาติที่แล้วเขาจะเกิดเป็นอะไรก็ตาม

 

เป้าหมายหลักของพุทธศาสนาอยู่ที่การเข้าสู่สภาวะที่หลุดพ้นจากสังสารวัฏหรือวัฏจักรการเวียนว่ายตายเกิด (Wawrytko, 2009, หน้า 305) การเกิดอาจนำไปสู่การให้นิยามการให้ความหมายว่าใครดีหรือไม่ดี แต่เมื่อปลายทางของพุทธศาสนาอยู่เหนือการเกิดและการตาย ซึ่งเป็นสภาวะที่ไม่มีอัตลักษณ์ใดๆ ทำไม “การมองแบบพุทธ” ที่คนในสังคมไทยหลายคนยึดถือถึงได้ให้คุณค่าแก่อัตลักษณ์ที่เราสมมติกันขึ้นมา? ทั้งๆ ที่บ่อยครั้งเรามักพูดกันชินปากว่าพุทธศาสนาให้ความสำคัญต่อการมีสติอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันแล้วทำไมผลกรรมจากอดีตชาติจึงถูกยกขึ้นเมื่อเพื่อตัดสินว่าใครดีหรือไม่ดี ตัดสินว่าใครสามารถบรรลุธรรมได้หรือไม่ได้? เราคุ้นเคยกับแนวคิดที่พูดเสมอว่าไม่มีอะไรเป็นของเรา แม้แต่ร่างกายของเราเองก็บังคับไม่ให้แก่ตัวและเสื่อมถอยตามเวลาได้ วันหนึ่งเราก็ต้องจากร่างกายนี้ไปและขาดอำนาจในการควบคุมสังขารนี้ในที่สุด เรามักพูดเสมอๆ ว่าศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิ ไม่ว่าจะสูงส่งแค่ไหนย่อมเป็นของนอกกาย ตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ แล้วด้วยสาเหตุใดพุทธศาสนิกชนจึงควรให้ความสำคัญต่ออวัยวะที่อยู่ระหว่างขาและคุณสมบัติความเป็นชายแท้ที่ไม่จีรังยั่งยืน? อวัยวะเพศชายและความเป็นชายนั้นยิ่งใหญ่ถึงขนาดบังคับกฎธรรมชาติและขับเคลื่อนจักรวาลได้เช่นนั้นจริงหรือ?

 

พุทธศาสนานั้นไม่ได้มีกฎเกณฑ์ตายตัว แบ่งเป็นขาวดำอย่างชัดเจน การหาคำตอบนั้นย่อมคำนึงถึงเงื่อนไขธรรมชาติของแต่ละบุคคลและในแต่ละสถานการณ์ ศาสนาพุทธไม่ได้ให้ฐานข้อบัญญัติที่สนับสนุนให้ผู้นับถือตัดสินว่าใครถูกหรือผิด พระโคตมพุทธเจ้าเองยังตรัสไว้ว่า พระองค์ทำหน้าที่เป็นผู้ชี้ทางที่เหมาะสมให้กับผู้อื่นเท่านั้น พระองค์ไม่มีสิทธิบังคับให้ใครทำตามที่พระองค์ต้องการและตัดสินว่าใครดีหรือเลว (Briones, 2008, หน้า 4, 6) จากความเข้าใจของผมที่มีต่อพุทธศาสนา มนุษย์ทุกคนที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ล้วนมี “กรรม” และ “บุญ” ของตนเอง ผมจึงคิดว่ามันไม่มีเหตุผลที่จะประเมินว่าใครมีบุญกรรมมากหรือน้อยกว่าใคร เพียงแต่บุญกรรมเรามีความแตกต่างกัน ไม่ใช่เฉพาะที่ปริมาณแต่อาจรวมไปถึงประเภทด้วย การสร้างมาตรฐานเพียงมาตรฐานเดียวในการตัดสินว่าผู้ที่เดินเส้นทางนี้เป็นบุคคลที่ดี ผู้ที่ไม่ได้เดินเส้นทางนี้เป็นคนที่ชั่ว ถือเป็นการสร้างมาตรฐานที่มองข้ามไปว่าโดยธรรมชาตินั้นแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน เส้นทางที่เหมาะสมของแต่ละบุคคลย่อมแตกต่างกันออกไป จึงไม่สามารถสรุปได้ว่า “ชายจริงหญิงแท้” ที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีบุญกว่าจะเกิดมามีความสุขกว่า “เพศที่สาม” เสมอ ความรักต่างเพศก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จไปมากกว่าหรือน้อยกว่าความรักร่วมเพศ การแต่งตัวตรงตามเพศก็ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะประสบความสำเร็จในชีวิตมากหรือน้อยกว่าคนที่แต่งตัวข้ามเพศ ผมเชื่อว่าความสุขและความสำเร็จย่อมอยู่ที่ตัวบุคคลนั้นๆ ไม่ได้อยู่ที่ว่าเขาจะมีอัตลักษณ์ใด

 

ผมขอกล่าวจบบทความนี้ไว้ว่า ผมเองคงไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ใดมาพิสูจน์ว่าผู้ชายนั้นมีบุญกว่าผู้หญิงและเพศที่สามจริงหรือไม่ ผมทำได้ดีที่สุดคือการตั้งคำถามต่อความเชื่อบางชุดที่สังคมไทยพยายามบอกว่านี่คือ “พุทธศาสนา” ทั้งๆ ที่บางความเชื่อกลับขัดแย้งกับแก่นของศาสนาพุทธ ผมไม่สามารถบอกได้ว่ากรรมร้อยละเท่าไร บุญร้อยละเท่าไรที่จะทำให้คนเกิดมาเป็นพุทธศาสนิกชนเพศชายเพื่อจะได้พ้นทุกข์ในชาติต่อๆ ไปได้ ผมไม่มีญาณวิเศษที่จะบอกได้ว่าชนกลุ่มน้อยทางเพศทำอะไรที่มันเลวร้ายมากนักในอดีต คำตอบเหล่านี้ล้วนอยู่เหนือความสามารถของคนธรรมดาคนหนึ่ง แต่จากความเข้าใจอันน้อยนิดที่มีต่อจักรวาลอันยิ่งใหญ่นี้ ผมได้เรียนรู้ว่าอัตลักษณ์ต่างๆ ที่สังคมสร้างขึ้นเป็นแค่เปลือกที่ทำให้เรามองกันและกันอย่างบิดเบี้ยวเท่านั้น จริงอยู่ที่เราทุกคนมีความแตกต่างกันโดยธรรมชาติและสังคม แต่อัตลักษณ์และค่านิยมต่างๆ กลับซ่อน “ความเหมือน” จากสายตาของพวกเรา เราทุกคนต่างต้องการอากาศ น้ำ และอาหารเช่นเดียวกัน เราทุกคนหัวเราะได้ร้องไห้ได้ เจ็บปวดถ้าหากถูกทำร้าย ไม่พอใจถ้าหากถูกละเมิด ไม่ว่าเราจะเพศอะไร สีผิวอะไร ชนชั้นอะไร หรือนับถือศาสนาใด เราทุกคนต่างอยู่ใต้กฎธรรมชาติกฎเดียวกัน คือ เราทุกคนผ่านการเกิดและสักวันจะต้องเผชิญกับความตาย ไม่มีใครที่ได้รับการยกเว้นกฎนี้ได้หากวันหนึ่งมนุษย์สามารถมองตนเองและผู้อื่นตามความเป็นจริงที่อยู่เหนือการตีความทางศาสนา สังคม วัฒนธรรม และอคติอื่นๆ ได้แล้ว เราจะพบว่าความสูงส่ง ความต่ำต้อย ความรัก ความเกลียด มิตร ศัตรู ไม่ถาวร คาดเดาไม่ได้ และไม่สามารถรักษาสภาวะนั้นไว้ได้ตลอดไป วันหนึ่งเราจะพบว่าการเปลี่ยนแปลงจะทำให้เปลือกนอกของเราหลุดลอกออกเหลือไว้แค่ “ความว่างเปล่า” ที่ทุกสรรพสิ่งมีร่วมกัน และในความว่างเปล่านั้นอัตลักษณ์ย่อมไม่มีความหมาย

 

อ้างอิง

Baumeister R. F. and Twenge J. M., (2002). Cultural Suppression of Female Sexuality, Review of    General Psychology, 6(2), 166-203.

Briones W., (2008). Equality for All, Wheel of Dharma, 34(11), 2-6.

Jackson P. A. (1995). Thai Buddhist Accounts of Male Homosexuality and AIDS in the 1980s,          The Australian Journal of Anthropology, 6(3), 140-153.

Morris R. C. (1994). Three sexes and four sexualities: Redressing the discourses on gender       and sexuality in contemporary Thailand, Positions, 2(1), 15-43.

Theodore P. S. and Basow S. A. (2000). Heterosexual Masculinity and Homophobia: A Reaction      to the Self?, Journal of Homosexuality, 40(2), 31-48.

Waarytko S. A. (2009). Buddhism: Philosophy beyond Gender, Journal of Chinese Philosophy,       36(2), 293-312.

Wilson J. (2012) All Beings Are Equally Embraced By Amida Buddha: Jodo Shinshu Buddhism          and Same-Sex Marriage in the United States, Journal of Global Buddhism, 13, 31-59.

Winter S. (2011). Transpeople (Khon Kham-Phet) in Thailand: transprejudic, exclusion, and the       presumption of mental illness. In Peter A. Jackson (Ed.), Queer Bangkok: 21st century       media, market and rights (pp. 251-267). Hong Kong University Press