mailorder viagra
medexpressrx reviews
viagra cost cvs
cheap drugs viagra cialas
generic viagra canada online pharmacy
viagra online
cialis cost
the best place to buy viagra
viagra price comparison
start with 10 mg cialis
generic viagra online
south beach diet buy viagra
how much does cialis cost
cheap viagra overnight delivery
viagra for less
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2012029

“ลูกจีนรักชาติ”:สิทธิเทพ เอกสิทธิพงษ์

Filed under : POLITICS > SOCIAL SCIENCE

“การที่ชนชั้นกลางเชื้อสายจีนในเมืองวัยกลางคนขึ้นไปเลือกที่จะชุมนุมกับพธม.จนก่อให้เกิดปรากฏการณ์ “ลูกจีนรักชาติ” นั้นเป็นผลมาจากสำนึกประวัติศาสตร์ของคนไทยเชื้อสายจีนที่ค่อย ๆ ถูกสร้างขึ้นนับแต่ทศวรรษ 2510 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เริ่มเกิดการสร้างประวัติศาสตร์ของคนไทยเชื้อสายจีนโดยมีการเชื่อมโยงตนเองเข้ากับสถาบันกษัตริย์”

“ลูกจีนรักชาติ” : สำนึกประวัติศาสตร์ และนิยามประชาธิปไตย

(The Patriotic Thai-born Chinese : Their Historical Consciousness and Defined Democracy)

สิทธิเทพ เอกสิทธิพงษ์

Sittithep Eaksittipong

การศึกษาเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันระหว่างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) กับ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ส่วนมากมักเป็นการศึกษาเกี่ยวกับกลุ่มนปช. หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ขณะที่การศึกษาเกี่ยวกับกลุ่มพธม. หรือกลุ่มคนเสื้อเหลืองกลับมีจำนวนน้อย นอกจากนี้การศึกษาเกี่ยวกับคนทั้งสองกลุ่มมักเป็นการศึกษาในเชิงเศรษฐกิจการเมือง โดยมองว่าความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจการเมืองในสังคมไทยเป็นปัจจัยผลักดันให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชนชั้นกลางซึ่งเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ของกลุ่มพธม.กับชนชั้นกลางระดับล่างซึ่งเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ของกลุ่มนปช.

บทความนี้มุ่งศึกษากลุ่มชนชั้นกลางซึ่งเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ของพธม. โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีนชนชั้นกลาง ที่ออกมาเคลื่อนไหวกับพธม. จนก่อให้เกิดปรากฏการณ์ “ลูกจีนรักชาติ” ทั้งนี้ผู้วิจัยต้องการนำเสนอวิธีการอธิบายแบบใหม่ที่พ้นไปจากกรอบคิดทางเศรษฐกิจการเมือง ซึ่งถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในสังคมไทย จนกลายเป็นกระบวนทัศน์สำเร็จรูปที่ครอบงำการอธิบายเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน

ในบทความนี้ผู้วิจัยต้องการนำเสนอว่า การที่ชนชั้นกลางเชื้อสายจีนในเมืองวัยกลางคนขึ้นไปเลือกที่จะชุมนุมกับพธม.จนก่อให้เกิดปรากฏการณ์ “ลูกจีนรักชาติ” นั้นเป็นผลมาจากสำนึกประวัติศาสตร์ของคนไทยเชื้อสายจีนที่ค่อย ๆ ถูกสร้างขึ้นนับแต่ทศวรรษ 2510 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เริ่มเกิดการสร้างประวัติศาสตร์ของคนไทยเชื้อสายจีนโดยมีการเชื่อมโยงตนเองเข้ากับสถาบันกษัตริย์ การสร้างประวัติศาสตร์นี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงทศวรรษ 2520-ทศวรรษ 2530 ซึ่งการเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ของคนไทยเชื้อสายจีนกับสถาบันกษัตริย์ถูกกระทำอย่างเปิดเผยมากยิ่งขึ้น ทั้งยังเกิดการใช้อดีตเป็นเครื่องมือในการจัดความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีนกับสังคมไทยอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของคนไทยเชื้อสายจีนที่ถูกสร้างขึ้นนี้ ได้กลายเป็นความจริงที่ครอบงำ กำกับความคิด และการเคลื่อนไหวทางการเมืองของพวกเขา จนนำไปสู่การเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อเหลือง

นอกจากนี้ภายใต้บริบทที่ชนชั้นกลางเชื้อสายจีนเหล่านี้เติบโตจนสามารถสร้างฐานะขึ้นมาได้นั้น ภาครัฐและชนชั้นนำไทยได้นิยามประชาธิปไตยที่ยึดโยงกับอุดมการณ์ชาติ และการจัดตำแหน่งแห่งที่ของคนตามแบบสังคมกลไกที่คนแต่ละคนควรกระทำตามหน้าที่ของตนที่กำหนดไว้ประเทศชาติจึงจะก้าวหน้า นิยามประชาธิปไตยที่กล่าวมาข้างต้นนี้เอื้อประโยชน์ให้กับการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมของกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีน การเติบโตภายใต้นิยามประชาธิปไตยนี้ทำให้พวกเขายึดมั่นกับการรับรู้นิยามประชาธิปไตยชุดนี้ จนไม่สามารถจินตนาการถึงนิยามประชาธิปไตยแบบอื่น การนิยามประชาธิปไตยที่แตกต่างออกไปจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายและสั่นคลอนความคิดความเชื่อของพวกเขา จนทำให้พวกเขาต้องลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวต่อต้าน

“ลูกจีนรักชาติ”: สำนึกประวัติศาสตร์ และนิยามประชาธิปไตย

สิทธิเทพ เอกสิทธิพงษ์[1]

1.บทนำ

ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทยปัจจุบันระหว่างฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ นักวิชาการได้มีการผลิตงานจำนวนมาก เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ความขัดแย้งดังกล่าว อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่างานส่วนมากมักมุ่งอธิบายกลุ่มคนที่เข้ามาร่วมชุมนุมเคลื่อนไหวกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ หรือกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นสำคัญ ขณะที่การอธิบายเกี่ยวกับกลุ่มคนที่เข้าร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ กลุ่มคนเสื้อเหลือง กลับมีจำนวนน้อยมาก

ระหว่างการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรมีปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าสนใจคือ ปรากฏการณ์ “ลูกจีนรักชาติ” ที่บรรดาผู้ร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรประกาศตัวอย่างเปิดเผยถึงการเป็นคนไทยเชื้อสายจีนระหว่างการเคลื่อนไหวทางการเมือง ขณะที่แกนนำของการชุมนุมคือ สนธิ ลิ้มทองกุลเอง ก็ช่วงชิงประกาศความเป็นลูกจีนของตนอยู่บ่อยครั้ง เพื่อระดมความสนับสนุนจากบรรดาชนชั้นกลางไทยเชื้อสายจีน ปรากฏการณ์ดังกล่าวนับเป็นสิ่งแปลกใหม่ท่ามกลางการเคลื่อนไหวทางการเมืองของไทย ที่ระหว่างการชุมนุมทางการเมืองมีการประกาศ “อัตลักษณ์ชาติพันธุ์” อย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรก

ระหว่างการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนี้ ชนชั้นกลางไทยเชื้อสายจีนเป็นกลุ่มคนที่มีบทบาทสำคัญในการร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตร ทั้งในการทำหน้าที่เป็นกำลังคนในการชุมนุมและการบริจาคทรัพย์สินเพื่อหล่อเลี้ยงการชุมนุมที่มีระยะเวลายาวนาน[2]

กระทั่งระหว่างการชุมนุม นอกจากการขายสินค้าระดมทุนจากลูกจีนรักชาติแล้ว บนเวทีของพันธมิตรยังมีการขับร้องเพลงลูกจีนรักชาติ ซึ่งแต่งขึ้นสำหรับการชุมนุมโดยเฉพาะ เพื่อสร้างขวัญและกำลังให้กับผู้ร่วมชุมนุมในพื้นที่และผู้ที่รับชมการถ่ายทอดสดทางบ้าน

นอกจากนี้รายงานข่าวที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุม ทั้งที่เป็นการรายงานข่าวของสื่อในเครือผู้จัดการของสนธิ และหน้าเวบบล็อกของกลุ่มคนเสื้อเหลืองก็ระดมนำเสนอข่าวเน้นประเด็นเรื่องลูกจีนรักชาติ รักในหลวงอย่างเปิด ทั้งระหว่างและภายหลังการชุมนุม อาทิ พบลูกจีนเมืองชลฯ รักชาติรักในหลวง” ไหว้พระบรมฉายาลักษณ์ทุกเช้า[3] และ อากง อาม่าพา ”ลูกจีนรักชาติ” ชุมนุมคึกคักย่านเยาวราช ไม่เอาแดง ไม่เอาแม้ว[4]

ภาพของปรากฏการณ์ลูกจีนรักชาตินี้สะท้อนว่ากลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวกับพันธมิตร คือชนชั้นกลางไทยเชื้อสายจีน ซึ่งได้ประกาศตัวเป็นลูกจีนรักชาติ ลูกจีนกู้ชาติ รักในหลวง ต้องการขจัดระบอบทักษิณที่เป็นภัยต่อประเทศไทยและสถาบันกษัตริย์ ด้วยพวกเขาสำนึกในบุญคุณแผ่นดินไทย และสถาบันกษัตริย์ที่ให้ร่มพระบรมโพธิสมภารเกื้อหนุนพวกเขา จนสามารถก่อร่างสร้างตัวมั่งคั่งได้

ประเด็นที่บทความนี้ต้องการอธิบายคือ อะไรเป็นปัจจัยผลักดันทำให้เกิดปรากฏการณ์ลูกจีนรักชาติ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งอะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักให้ชนชั้นกลางไทยเชื้อสายจีนเข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตร พร้อมกับประกาศ “อัตลักษณ์ชาติพันธุ์” ของตัวอย่างเปิดเผย ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในการเคลื่อนไหวทางการเมืองระดับชาติ

2.ว่าด้วยอรรถาธิบายปรากฏการณ์ลูกจีนกู้ชาติ

ในเบื้องต้นได้มีนักวิชาการชั้นนำของไทยที่เสนอคำอธิบายเกี่ยวกับปรากฏการณ์ลูกจีนรักชาติที่น่าสนใจอยู่ 3 ท่านคือ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ชัยอนันต์ สมุทวณิช และเกษียร เตชะพีระ โดยทั้งสามท่านได้อธิบายปรากฏการณ์ลูกจีนรักชาติ แตกต่างกันออกไปดังนี้

นิธิแสดงทัศนะว่าเมื่อเกิดรัฐสมัยใหม่คนจีนไม่ได้ถูกกีดกันออกจากอาณาบริเวณทางการเมืองอย่างหมดจด สิ่งที่ถูกกีดกันออกไปแท้จริงคือ “ความเป็นจีน” โดยเฉพาะอัตลักษณ์จีนซึ่งคือการแสดงและสำนึกตัวตนในทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์จีนจึงไม่มีพื้นที่ในอาณาบริเวณการเมืองไทย อัตลักษณ์จีนเข้าร่วมกับชาติไทยทางการเมืองได้ยาก บรรดาลูกจีนจึงนำอัตลักษณ์จีนเข้าร่วมเชิงพิธีกรรมในพิธีกรรมชาติแทน พิธีกรรมชาติซึ่งเกิดมากขึ้นหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 และเป็นพิธีกรรมที่รัฐไม่ได้เป็นผู้จัด หรือไม่ได้จัดโดยตรง แต่จัดในนามเอกชนไม่ได้กีดกันอัตลักษณ์จีนออกไป โดยพิธีกรรมชาติที่เปิดพื้นที่ให้กับความเป็นจีนนี้มักเป็นพิธีกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันกษัตริย์ การชุมนุมของพันธมิตรก็นับได้ว่าเป็นพิธีกรรมชาติอย่างหนึ่ง โดยพิธีกรรมนี้ได้เปิดพื้นที่ให้กับการละลายอัตลักษณ์จีนเข้ากับการเป็นพลเมืองของชาติไทยอย่างแนบสนิทผ่านการต่อสู้กู้ชาติ และการเทิดทูนสถาบันกษัตริย์[5]

ขณะที่ชัยอนันต์ อธิบายว่าลูกจีนถูกกีดกันออกจากชาติไทยเป็นเวลานาน ความเป็นจีนเป็นขั้วตรงข้ามกับการรักชาติไทย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง การรักชาติไทยกับความเป็นจีนเป็นสิ่งคู่ขนานกันมาโดยตลอด อีกทั้งนับแต่สมัยจอมพลป. พิบูลยสงคราม และช่วงหนึ่งที่จีนแผ่นดินใหญ่กลายเป็นคอมมิวนิสต์ ความเป็นจีนที่ปรากฏในสังคมไทยจึงยิ่งถูกทำให้เป็นปมด้อยไปเสียอีก กว่าที่บรรดาลูกจีนจะภูมิใจกับความเป็นจีนได้ก็ต่อเมื่อจีนเปิดประเทศ ทว่าก็ยังไม่สามารถแสดงความภาคภูมิใจได้อย่างเปิดเผยมากนัก การกระทำของสนธิที่หยิบยกประเด็นความเป็นจีนมาใช้ในการชุมนุมของพันธมิตร ช่วยพลิกปมด้อยให้กลายมาเป็นปมเด่น การประกาศตัวเป็นจีนในการชุมนุมทางการเมืองนี้ ได้นำความเป็นจีนมาเข้าสู่การต่อสู้เพื่อชาติไทย ลบมิติทางการเมืองที่กีดกันลูกจีนออกจากการเป็นส่วนสำคัญของชาติไทย ซึ่งเท่ากับเป็นการปลดเปลื้องพันธนาการทางจิตวิทยาของลูกจีน[6]

ส่วนงานของเกษียรเป็นบทความวิจัยขนาดยาว ต่างจากงานของนิธิ และชัยอนันต์ที่เป็นคอลัมน์ในหน้าหนังสือพิมพ์ ทำให้งานของเกษียรอธิบายปรากฏการณ์ลูกจีนกู้ชาติได้อย่างค่อนข้างละเอียด เกษียร อธิบายความเคลื่อนไหวต่อสู้ระหว่างรัฐกับชาวจีนในเชิงการเมืองวัฒนธรรม เกษียรได้ให้คำอธิบายว่าที่จริงแล้วอุดมการณ์ชาติพันธุ์ไทย (Ethno ideology of Thainess) เป็นวาทกรรมที่ฉวยใช้ชาติพันธุ์มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยที่จริงแล้ววาทกรรมดังกล่าวไม่ได้เบียดขับจีนออกไปอย่างที่เข้าใจกัน ในทางตรงข้ามวาทกรรมนี้ยอมให้มีการกลืนจีนเข้ามาเป็นประโยชน์กับรัฐต่างหาก ในยุคสงครามเย็นการเมืองเป็นเรื่องของชาติพันธุ์ ในบริบทภัยคอมมิวนิสต์คนจีนต้องเลือกระหว่างดำรงอัตลักษณ์ที่จะเป็นจีนแล้วจนต่อไป หรือเป็นไทยแล้วรวยขึ้น ดังนั้นจีนที่เกิดในช่วงทศวรรษ 2490 จึงเผชิญกับความกดดันมาก พวกเขาต้องเผชิญกับ “โรคพร่องความเป็นไทย” (Thai deficiency syndrome) ทำให้ต้องเติมเต็มความเป็นไทยด้วยวิธีการต่าง ๆ อาทิ การเปลี่ยนชื่อเป็นไทยเป็นต้น อย่างไรก็ตามอารมณ์ความรู้สึกกดดันข้างต้นได้ระเบิดออกมาหลังบรรยากาศเปิดทางการเมืองช่วง 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ลูกจีนต่างแสดงตัว มีการสร้างชุมชนชาติไทยแบบใหม่ แต่ชุมชนชาติไทยที่ถูกสร้างขึ้นก็ไม่ได้ท้าทายรัฐและความเป็นไทยกระแสหลักของรัฐมากนัก เพราะบรรยากาศหลักในช่วงหลังตุลาคม พ.ศ.2516 เน้นการต่อสู้เรื่องชนชั้นมากกว่า ส่วนเรื่องชาติพันธุ์เป็นเรื่องรองลงมา

หลัง พ.ศ.2516 สถานะของกษัตริย์กลับมาโดดเด่น กระฎุมพีจีนก็เพิ่มจำนวนมาก สาหรับกระฎุมพีจีนเหล่านี้การยึดโยงกับกษัตริย์เป็นยาที่แก้โรคพร่องความเป็นไทยได้ดี ด้านรัฐไทยเองก็มีสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับประเทศจีน แม้แต่เชื้อพระวงศ์ก็แสดงบทบาทที่ยอมรับความเป็นจีนมากขึ้น บรรยากาศเหล่านี้เปิดโอกาสให้ลูกจีนแสดงตัว ความเป็นจีนจึงถูกปลดปล่อยโลดแล่นออกมา อาทิ มีการสร้างละครเรื่องลอดลายมังกร การเมืองจึงไม่ใช่เรื่องชาติพันธุ์แล้ว ดังนั้นการโจมตีศัตรูการเมืองว่าไม่ใช่ชาติพันธุ์ไทยจึงไม่ประสบผลสำเร็จ

อย่างไรก็ตาม ในยุคปัจจุบันเกิด “กระบวนการทำชาติพันธุ์จีนให้เป็นการเมือง” (Politicization of Chinese ethnic) หลัง พ.ศ. 2540 ทักษิณเป็นลูกจีนที่สั่งสมความมั่งคั่งเป็น “กลุ่มอภิมหาเศรษฐีลูกจีน” (Big business hegemony) ที่ขัดแย้งกับฝ่าย “ทุนเจ้า” ที่มีลูกจีนชนชั้นกลางเป็นพันธมิตร ดังนั้นการเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์จีนในปัจจุบันจึงเป็นเรื่องของความขัดแย้งระหว่างลูกจีนรวย (ฝั่งทักษิณ) กับลูกจีนชนชั้นกลางฝั่งพันธมิตร ซึ่งได้ประกาศตนเป็น “ลูกจีนกู้ชาติ”[7]

แม้นักวิชาการทั้งสามท่านจะสามารถอธิบายปรากฏการณ์ลูกจีนรักชาติได้อย่างทรงพลัง ทว่ายังมีช่องว่างในการอธิบายที่พ้นไปจากเรื่อง การสอดแทรกอัตลักษณ์จีนผ่านพิธีกรรมชาติ การพลิกปมด้อยเป็นปมเด่น และกระบวนการทำชาติพันธุ์จีนให้เป็นการเมือง

บทความทั้งสามชิ้นยังขาดการอธิบายที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนในเรื่องสำนึกประวัติศาสตร์ของลูกจีน หรือคนไทยเชื้อสายจีนซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการผลักให้ลูกจีนชนชั้นกลางเข้าร่วมเคลื่อนไหวกับพันธมิตรจนก่อให้เกิดปรากฏการณ์ลูกจีนรักชาติ เนื่องด้วยการสร้างประวัติศาสตร์เกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์จีนในไทยทั้งโดยรัฐและลูกจีนเองมีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมสร้างจิตสำนึกประวัติศาสตร์ (Historical consciousness) ซึ่งก็คือความทรงจำเกี่ยวกับตัวตนของบรรดาลูกจีน ความทรงจำนี้มีส่วนสำคัญในการสร้างจินตนาการต่อสังคมในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ทำให้บรรดาลูกจีนมีความทรงจำเกี่ยวกับตัวตนของพวกเขาและสังคมไทยร่วมกันแบบหนึ่ง กระทั่งนำไปสู่การเกิดจินตภาพต่อสังคมและการจัดความสัมพันธ์ภายในสังคมตามความทรงจำที่พวกเขายึดถือ ขณะเดียวกันภายใต้บริบทที่ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์จีนถูกสร้างขึ้นนี้ บรรดาลูกจีนที่เติบโตขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวยังถูกหล่อหลอมจากบริบทแวดล้อมทางการเมืองและสังคมที่ประชาธิปไตยในไทยถูกช่วงชิงสร้างความหมายชุดหนึ่งขึ้น จนทำให้บรรดาลูกจีนที่เติบโตมาในช่วงเวลาดังกล่าว รับรู้ถึงตัวตนและความหมายของประชาธิปไตยชุดหนึ่งที่ฝังรากลงไปในโลกทัศน์ทางการเมืองของพวกเขา กระทั่งกลายเป็นพลังผลักดันให้พวกเขาออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองจนเกิดเป็นปรากฏการณ์ลูกจีนรักชาติ

3. ใครว่าจีนสยามไร้ราก? : ประวัติศาสตร์การก่อร่างสร้างสำนึกประวัติศาสตร์ของจีนสยาม

การเขียนประวัติศาสตร์ของจีนสยามหรือคนไทยเชื้อสายจีนที่เป็นความทรงจำร่วมกันนั้นกล่าวได้ว่าเป็นสิ่งใหม่ที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 2510 โดยก่อนหน้านั้น ไม่ปรากฏการเขียนเรื่องเล่าเกี่ยวกับตัวตนและอดีตของจีนสยามที่ผูกโยงจีนสยามทั้งหมดไว้ด้วยกัน ด้วยก่อนหน้าที่จีนแผ่นดินใหญ่จะกลายเป็นคอมมิวนิสต์ในปี พ.ศ.2492 คนจีนในไทยจำนวนมากยังหวังเพียงมาสร้างเนื้อสร้างตัวเป็นเจ้าสัวในเมืองไทยก่อนที่จะเดินทางไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่ประเทศจีน ทั้งยังนิยมส่งลูกหลานไปเรียนที่ประเทศจีนในช่วงหนึ่งของชีวิต[8]

อย่างไรก็ตาม นับแต่ปี พ.ศ.2492 เป็นต้นมาการเดินทางไปกลับระหว่างไทยกับจีนไม่สามารถกระทำได้อีกต่อไป คนจีนจำต้องตั้งรกรากอย่างถาวรในประเทศไทย ลูกจีนที่เกิดและเติบโตในแผ่นดินไทยในช่วงเวลาดังกล่าวจึงเป็นลูกจีนกลุ่มแรกที่เติบโตขึ้นภายใต้บริบทที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง

ครั้นเมื่อตัดสินใจตั้งรกรากบนแผ่นดินไทย บริบทของสงครามเย็นและการขึ้นสู่อำนาจของเผด็จการทหารที่ครองอำนาจอย่างยาวนานจากจอมพลป. พิบูลสงครามเรื่อยมาจนถึงระบอบสฤษดิ์ ธนะรัชต์ที่สิ้นสุดลงในสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร ก็ส่งผลให้คนจีนในสังคมไทยจำต้องปรับตัวอย่างขนานใหญ่ ด้วยรัฐไทยมองคนจีนผ่านแว่นที่ให้ความสำคัญต่อปัญหาความมั่นคงของชาติซึ่งเต็มไปด้วยความหวาดระแวงต่อภัยคอมมิวนิสต์ ในขณะเดียวกันอุดมการณ์ชาตินิยมตามคติเชื้อชาตินิยมก็ทำให้คนจีนอยู่ในฐานะที่เป็น “คนอื่น” (The other) ไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของชาติไทยและสังคมไทย

ความเป็นจีนถูกทำให้เป็นปมด้อยและสิ่งที่น่ารังเกียจ ภาพที่ปรากฏตามหน้าสื่อในช่วงทศวรรษ 2490 – ทศวรรษ 2510 มักมองความเป็นจีนในเชิงลบ อาทิ เป็นภัยคอมมิวนิสต์ อาชญากร สกปรก           ไร้วัฒนธรรม[9] ภายใต้บริบทดังกล่าวบรรดาลูกจีนที่ได้รับการศึกษาในระบบการศึกษาแบบไทยที่ปลูกฝังชาตินิยมไทย จึงเลือกที่จะถอยห่างออกจากความเป็นจีนอันเป็นปมด้อยด้วยการเปลี่ยนชื่อแซ่ เป็นชื่อนามสกุลแบบไทย พร้อมทั้งเติมเต็มความเป็นไทยให้กับตนเองเพื่อลบปมด้อยดังกล่าว

พวกเขาถูกหล่อหลอมจากรัฐและสังคมไทยที่พยายามเบียดขับความเป็นจีนเพื่อผนวกรวมใส่ความเป็นไทยให้พวกเขากลายมาเป็นคนไทย ผ่านการเรียนประวัติศาสตร์ชาตินิยมไทยที่ทำให้เชื่อว่าพวกเขาเป็นไทยมีอดีตที่สืบสาวได้ไปไกลถึงสุโขทัยหรืออยุธยา แต่ความเป็นจริงที่ว่าบรรดาผู้ปกครองของเขาเพิ่งอพยพมาจากจีนไม่นานนี้กลับขัดแย้งกับความทรงจำที่รัฐและสังคมไทยพยายามปลูกฝังให้กับพวกเขา ทำให้บรรดาลูกจีนเหล่านี้ไม่มีที่ทางเป็นของตนเองและไม่สามารถเชื่อมต่อกับอดีตได้อย่างลงตัว

ป๋วย อึ้งภากรณ์ ที่ภายหลังประสบความสำเร็จ มีสถานะทางสังคมที่สูงส่งในสังคมไทยได้เล่าถึงชีวิตของเขาในช่วงวัยเด็กราวทศวรรษ 2470-ทศวรรษ 2480 ว่า

“เพราะชื่อเราก็เป็นจีน นามสกุลก็เป็นจีน เพื่อน ๆ ที่โรงเรียนก็ล้อว่าเป็นเจ๊ก เขาตั้งฉายาต่าง ๆ ให้           เจ็บอาย เช่น เรียกผมว่าไอ้ตี๋ เวลาเตี่ยต้องลงชื่อรับทราบรายงานความประพฤติและผลสอบใน        สมุดประจำตัวนักเรียน เตี่ยก็เขียนภาษาไทยไม่ได้ ต้องลงชื่อภาษาจีน ก่ำมีความอายเรื่องนี้  มากกว่าผม ตอนหลัง ๆ ถึงกับปลอมลายมือเตี่ยเขียนเป็นภาษาไทย และเปลี่ยนชื่อให้เป็นไทย    เสร็จ เตี่ยเป็นลูกชายคนที่สามของปู่ ใคร ๆ เรียกว่า “ซา” ก่ำ ก็เปลี่ยนให้เป็น “สา” ฟังดูแล้วเป็นชื่อ      ไทย อยู่โรงเรียน เราทั้งสองพยายามนักที่จะให้เพื่อน ๆ รับเราว่าเป็นคนไทย พอกลับมาบ้านและ       โดยเฉพาะไปหาลุงกับเตี่ยที่แพปลา บรรดาญาติทางเตี่ยที่มาร่วมทำงานหากินกับลุงก็มักจะ ล้อเลียนพวกเราว่า กลายเป็นคนไทยไปเสียแล้ว พูดภาษาจีนก็ไม่ชัด กลายเป็น “ฮวนเกี๊ย” คือลูก ชาวป่าเถื่อน เรายังเด็กอยู่รู้สึกอึดอัดเป็นกำลัง เพราะโดนขนาบทั้งสองด้าน ทั้งที่โรงเรียนและที่          บ้าน”[10]

การเบียดขับความเป็นจีนนี้ทวีความเข้มข้นขึ้นในช่วงทศวรรษ 2490- ทศวรรษ 2510 ภายหลังจีนกลายเป็นคอมมิวนิสต์ บรรดาคนจีนจำเป็นต้องผ่อนคลายแรงกดดันด้วยการเติมเต็มโรคพร่องความเป็นไทยที่ตนประสบผ่านการเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับองค์ประกอบของ “ความเป็นไทย” อาทิ ผู้จัดการธนาคารเชื้อสายจีนรายหนึ่งในตลาดพลูซึ่งนับถือศาสนาคริสต์ แต่กลับแสดงตัวว่าเป็นไทยโดยการตั้งพระพุทธรูปไว้ในธนาคาร[11] ทว่าสาหรับสามัญชนจีนรุ่นลูกแล้วทางออกกลับดูไม่ง่ายนัก เนื่องจากขณะที่คนรุ่นพ่อแม่ต้องการให้พวกเขาธำรงอัตลักษณ์จีนไว้ให้ได้มากที่สุด แต่รัฐและสังคมไทยกลับเรียกร้องให้พวกเขาเปิดรับความเป็นไทยพร้อมไปกับการละทิ้งอัตลักษณ์จีน สภาวะดังกล่าวก่อให้เกิดความตึงเครียดอย่างรุนแรงในกลุ่มสามัญชนจีนรุ่นลูกกระทั่งในบางกรณีนำไปสู่พฤติกรรมต่อต้านรัฐและสังคม

อย่างไรก็ตามลึก ๆ บรรดาลูกจีนก็ยังคงสำนึกใน “ความเป็นจีน” ของตน และคาดหวังว่าจะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ กระทั่งประสบความสำเร็จในชีวิตได้ เฉกเช่น ป๋วย อึ้งภากรณ์ลูกจีนที่ต้องเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคลายไม่ออกเช่นกัน ทว่าภายหลังกลับสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวจนเป็นที่นับหน้าถือตาในสังคมไทย ผ่านการดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลกล่าวถึงการที่เขายึด ป๋วย อึ้งภากรณ์เป็นวีรบุรุษทางวัฒนธรรมว่า

“ในฐานะลูกจีนที่พ่อแม่อพยพมาจาก “แผ่นดินใหญ่” ชื่อของอาจารย์ยิ่งมีความหมายต่อผมยิ่งกว่า         ลายเซ็นในธนบัตร เพราะอาจารย์เป็นเหมือน “ฮีโร่” ของครอบครัว ผมยังจำได้ดีว่าเรื่องของ          อาจารย์เป็นตำนานสอนใจที่แม่คอยเล่าให้ฟังตอนเด็ก ๆ ไม่ใช่ในฐานะลูกจีนที่ “ได้ดิบได้ดี”             เท่านั้น …. อาจารย์ป๋วยเป็นความภูมิใจของเด็กลูกจีนอย่างเราอีกอย่างหนึ่ง เพราะอาจารย์กล้า      ยืนยันใช้ชื่อแบบ “เจ๊ก” ที่เตี่ยตั้งให้ สมัยที่ผมโตขึ้นมาในยุคสฤษดิ์-ถนอม ความเป็น “ลูกเจ๊ก” เป็น          ปมด้อยอย่างหนึ่ง”[12]

นอกจากนี้สำนึกในความเป็นจีนที่มีอยู่ลึก ๆ นี้ยังแสดงออกผ่านการจัดนิทรรศการจีนแดงที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในช่วงตรุษจีนของปี พ.ศ.2517 แม้ว่าพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ยังมีผลบังคับใช้อยู่ และการจัดนิทรรศการดังกล่าวก็ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยท่านหนึ่งได้ออกมาปรามการจัดนิทรรศการ ทว่านักศึกษาซึ่งจำนวนไม้น้อยซึ่งเป็นลูกจีนก็ยังคงดำเนินการจัดนิทรรศการระหว่างวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2517 – 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2517[13] ซึ่งตรงกับช่วงเทศกาลตรุษจีน การจัดนิทรรศการดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมอย่างแน่นขนัดเป็นประวัติการณ์และส่วนมากเป็นผู้ที่มีเชื้อสายจีน[14]

เพื่อที่จะสร้างพื้นที่ให้กับตนในสังคมไทย นอกจากการยอมรับความเป็นไทยแล้ว ในปลายทศวรรษ 2510 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่รัฐไทยเริ่มหันมาสานสัมพันธ์กับจีนแดงตามการเปลี่ยนแปลงท่าทีทางการทูตของสหรัฐอเมริกา นักเขียนลูกจีนสองคนได้เขียนนิยายยอดนิยม 2 เรื่องซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพลิกผันนิยามความเป็นจีนใหม่ อีกทั้งนิยายทั้งสองเรื่องนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการก่อโครงเรื่องให้กับประวัติศาสตร์ของคนไทยเชื้อสายจีน

3.1 จดหมายจากเมืองไทย และอยู่กับก๋ง : หน่อเชื้อประวัติศาสตร์จีนสยาม

ช่วงทศวรรษ 2510 สาธารณรัฐประชาชนจีนได้เข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติแทนที่สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ซึ่งรวมไปถึงการดำรงตำแหน่งสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติซึ่งเป็นตำแหน่งที่สงวนไว้สำหรับประเทศมหาอำนาจ สภาพการณ์ดังกล่าวได้ปลุกเร้าและพลิกสถานะ           “ความเป็นจีน” ในสังคมไทยที่เป็นปมด้อยให้เริ่มมาเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ต่อมาการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของประธานาธิบดีนิกสันในปีพ.ศ.2515 ซึ่งนำไปสู่การปรับความสัมพันธ์ทางการทูตและการรับรองสาธารณรัฐประชาชนจีนก็ยิ่งทำให้วาทกรรม “ปีศาจจีนแดง” ที่รัฐและสังคมไทยสร้างขึ้นเสื่อมมนต์ขลังลง

รัฐบาลไทยเริ่มปรับท่าทีต่อสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งผู้นำเผด็จการทหารเคยตราหน้าว่าเป็นภัยคุกคามต่อรัฐไทย กลางปี พ.ศ.2515 จอมพลถนอมได้ตัดสินใจริเริ่มการปรับความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนโดยการส่งนักปิงปองไทยไปแข่งขันที่ปักกิ่งเช่นเดียวกับที่สหรัฐอเมริกาได้ริเริ่มไปก่อนหน้า รัฐบาล    เผด็จการของจอมพลถนอมได้เริ่มวางขั้นตอนในการเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนอย่างเป็นทางการ ทว่าการล่มสลายของรัฐบาลเผด็จการ เนื่องจากการลุกขึ้นสู้ของประชาชนในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ก็ทำให้รัฐบาลจอมพลถนอมไม่สามารถดำเนินการตามแผนการที่วางไว้ได้ รัฐบาลชุดต่อมาซึ่งนำโดยนายสัญญา ธรรมศักดิ์ได้สานต่อการปรับความสัมพันธ์กับจีน โดยเหตุการณ์วิกฤตการณ์น้ำมันโลกซึ่งส่งผลกระทบต่อไทยอย่างรุนแรงมีส่วนสำคัญทำให้การปรับความสัมพันธ์ดาเนินไปอย่างรวดเร็ว เมื่อไทยทราบว่าจีนมี “น้ำมันการเมือง” ที่จะขายให้กับไทย รัฐบาลไทยได้ติดต่อขอซื้อน้ำมันจากจีน ทั้งที่ในขณะนั้นมีกฎหมายห้ามการค้าสินค้าทุกชนิดกับจีนรวมทั้งสินค้ายุทธปัจจัย โดยทางฝ่ายจีนได้ตกลงขายน้ำมันดีเซลหมุนเร็วซึ่งนับเป็นสินค้ายุทธปัจจัยให้กับไทยจานวน 50,000 ตันในราคามิตรภาพ การเจรจาซื้อน้ำมันที่ประสบความสำเร็จมีผลให้รัฐบาลจำต้องออกพระราชบัญญัติแก้ไขประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 53 ลงวันที่ 17 มกราคม พ.ศ.2502 ซึ่งห้ามการค้าขายกับสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นการด่วนในเดือนมกราคม       พ.ศ. 2517 เพื่อให้องค์การเชื้อเพลิงนำน้ำมันจากจีนเข้าประเทศได้โดยไม่ผิดกฎหมาย[15]

สถานภาพของจีนในเวทีโลกที่เปลี่ยนแปลงไปนับแต่ต้นทศวรรษ 2510 รวมทั้งการปรับท่าทีทางการทูตและการพึ่งพาความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจของรัฐไทยด้วยการขอซื้อน้ำมันในราคามิตรภาพจากจีน ส่งผลให้สานึกใน “ความเป็นจีน” ที่ถูกกดทับมาโดยตลอดของกลุ่มชาติพันธุ์จีนในไทยกล้าแข็งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ปรากฏการณ์การล้มรัฐบาลโดยประชาชนซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทยได้กระตุ้นเร้าความเชื่อมั่นในอำนาจของสามัญชนให้แผ่ซ่านไปทั่ว ขณะเดียวกันแกนนำของการเคลื่อนไหวในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 คือนักศึกษาจำนวนมากกว่าครึ่งล้วนเป็นลูกหลานจีน[16] บรรยากาศเปิดทางการเมืองที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ส่งผลให้สิ่งต่าง ๆ ที่ถูกกดทับมาตลอดในยุคเผด็จการทหาร รวมทั้งเรื่องจีนถูกนำมาถกเถียงอย่างเปิดเผยและเข้มข้นทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ

สิ่งพิมพ์ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับจีนที่ตีพิมพ์ระหว่าง พ.ศ.2500-2515 รวม 16 ปี มีจำนวนเพียง 114 ชิ้น ทว่าระหว่าง พ.ศ. 2516-2518 เพียงแค่ 3 ปี จำนวนสิ่งพิมพ์เกี่ยวกับจีนที่ถูกผลิตขึ้นในช่วงนี้กลับสูงถึง 176 ชิ้น[17] ภาพตัวแทนของจีนที่ถูกนำเสนอในช่วงนี้มักเป็นภาพอุดมคติที่ได้จากเอกสารทางการของสาธารณรัฐประชาชนจีนที่มีการแปลออกมาเผยแพร่ สังคมจีนคอมมิวนิสต์ภายใต้อุดมการณ์ “ความคิดของเหมา” ได้กลายมาเป็นตัวแบบที่คนหนุ่มสาวในยุคนั้นใฝ่ฝัน และต้องการให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ค่านิยมต่าง ๆ เช่น ความเท่าเทียม ความเสียสละ จิตใจรับใช้ประชาชน การทำงานเพื่อส่วนรวม ตลอดจนบทบาทของสตรีในการสร้างสรรค์สังคมทำให้หนุ่มสาวในรั้วมหาวิทยาลัยต่างนิยมยกย่องสาธารณรัฐประชาชนจีน ภาพตัวแทนของจีนได้ถูกเปลี่ยนจาก “ปีศาจจีนแดง” มาเป็น “นักบุญ” ในเวลาอันรวดเร็ว[18]

บรรยากาศทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ ทำให้การบอกเล่าเรื่องราวและแสดงอัตลักษณ์     ความเป็นจีนของตนทำได้ง่ายขึ้น ในปีพ.ศ.2516 มีการตีพิมพ์หนังสือ สันติประชาธรรม ของป๋วย              อึ้งภากรณ์ ซึ่งขณะนั้นกล่าวได้ว่ามีสถานภาพเป็นบุคคลสำคัญในสังคมไทย อัตชีวประวัติในบทแรกของหนังสือได้กล่าวถึงความเป็นจีนของป๋วยอย่างละเอียด ขณะเดียวกันป๋วยยังได้ใช้พื้นที่หน้ากระดาษในการแก้ต่างนิยามความเป็นจีนเสียใหม่เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกจีนดังนี้

“ปัญหาเรื่องลูกจีนในประเทศไทยนั้น พวกเราโดยมากมักจะมองไปในทำนองว่าลูกจีนเป็นตัว      ปัญหา หาได้คำนึงไม่ว่าลูกจีนนั้นก็มีปัญหาของตัวอยู่ เพราะถูกอัดก๊อปปี้ทั้งด้านไทยและด้านจีน     ผมคิดว่าปัญหาของลูกจีนนั้น ถ้าเราแก้ไขให้แล้ว จะช่วยแก้ไขป้องกันปัญหา เรื่องลูกจีนสำเร็จไป ด้วยในตัว สำหรับผมเอง แม่ได้ช่วยแก้ปัญหาให้เสร็จ ด้วยคาถาที่ว่า เกิดเมืองไทย อยู่เมืองไทย   ต้องเป็นไทย ต้องจงรักภักดีต่อไทย แม้จะถูกเย้ยหยันต่อว่า…แม่เองก็ชื่อจีน มีเชื้อจีนและพูด            ภาษาจีนได้คล่อง รู้ขนบธรรมเนียมจีนดี เช่น เส้นไหว้ปู่ย่าตายายพระภูมิเจ้าที่แบบจีน นั่นเป็นเรื่อง      ของครอบครัวของสังคม ไม่ใช่เรื่องสัญชาติ และความจงรักภักดี ซึ่งต้องเป็นของไทยเด็ดขาด”[19]

อย่างไรก็ตามการสื่อสารกับสังคมไทยในวงกว้าง เพื่อเปลี่ยนเรื่องเล่าปลีก ๆ ของลูกจีนแต่ละบุคคล (อาทิ เรื่องเล่าของป๋วย) เป็นสำนึกร่วมที่ครอบคลุมอารมณ์ความรู้สึกของลูกจีน และยังสามารถสื่อสารส่งต่อไปยังคนไทยทั่วไปเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพลิกผันนิยามความหมายของความเป็นจีนที่ทรงพลัง การเปลี่ยนเรื่องเล่าปลีก ๆ สู่สำนึกร่วมที่แผ่ไปอย่างไพศาลนี้ เกิดขึ้นผ่านวรรณกรรมซึ่งเป็นสื่อที่สามารถกระจายสู่สามัญชนทั่วไป ทั้งยังสามารถชักจูง เร้าอารมณ์ความรู้สึกได้ดีกว่างานวิชาการ ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในกระบวนการนี้คือ โบตั๋น และ หยก บูรพา นักเขียนลูกจีนซึ่งเกิดและเติบโตขึ้นในสังคมไทยช่วงหลังจีนแผ่นดินใหญ่กลายเป็นคอมมิวนิสต์ งานของนักเขียนทั้งสองคนนี้ยังเป็นหน่อเชื้อสำคัญของการสร้างประวัติศาสตร์ของคนไทยเชื้อสายจีนอย่างเป็นระบบอีกด้วย

สุภา สิริสิงห ซึ่งใช้นามปากกาในการเขียนงานเรื่อง จดหมายจากเมืองไทย ว่า โบตั๋น เกิดเมื่อปีพ.ศ.2488[20] นิยายเรื่องจดหมายจากเมืองไทยของโบตั๋นเริ่มตีพิมพ์เป็นตอน ๆ ในสตรีสารระหว่าง              ปีพ.ศ.2511-2512 และได้รับรางวัลวรรณกรรมดีเด่นจากองค์การสนธิสัญญาป้องกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรียกกันว่า “รางวัลซีโต้”หรือ รางวัล “ส.ป.อ.” ประจำปีพ.ศ.2512[21] ทั้งที่เป็นวรรณกรรมแหวกแนว กล่าวคือเป็นวรรณกรรมเรื่องแรกที่มีตัวละครเอกเป็นคนจีนในไทย และมีเนื้อหาสะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ และความคิดจิตใจของคนจีนที่อพยพมาจากแผ่นดินใหญ่และครอบครัวจีนที่เกิดในแผ่นดินไทย หลังจากนั้นจดหมายจากเมืองไทยถูกนำมาตีพิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในปีพ.ศ.2513 และกระทั่งถึงปัจจุบันมีการตีพิมพ์นิยายเรื่องนี้หลายครั้ง เฉพาะช่วงทศวรรษ 2510 ที่นิยายเรื่องนี้เริ่มปรากฏขึ้นครั้งแรกมีการตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์บรรณกิจถึง 5 ครั้งคือ ตีพิมพ์ 3 ครั้งในปีพ.ศ.2513 และตีพิมพ์อีก 2 ครั้งในปีพ.ศ.2514    และพ.ศ.2518 ตามลำดับ นอกจากนี้จดหมายจากเมืองไทยยังกลายเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาสำหรับนักเรียนมัธยม

เมื่อพิจารณาจากจำนวนพิมพ์และการถูกกำหนดให้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาสำหรับนักเรียนแล้ว กล่าวได้ว่านิยายเรื่องนี้มีส่วนอย่างสำคัญในการสร้างมโนทัศน์ความเป็นจีนและคนจีนในสังคมไทย ทั้งต่อคนไทยทั่วไปและบรรดาลูกจีน ที่เข้าสู่ระบบการศึกษาแบบไทยซึ่งต้องผ่านการอ่านนิยายเรื่องนี้

ตัวละครเอกของนิยายเรื่องนี้เป็นชาวจีนชื่อ ตัน ส่วงอู๋ ซึ่งเดินทางจากจีนแผ่นดินใหญ่มาในสภาพเสื่อผืนหมอนใบ ทว่าด้วยความขยันขันแข็ง ตัน ส่วงอู๋ ก็สามารถผลิกฐานะมาเป็นเจ้าสัวได้ ดังปรากฏภาพตัน ส่วงอู๋ ในฐานะภาพตัวแทนคนจีนที่ขยันขันแข็ง ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา จดหมายจากเมืองไทยเป็นนิยายที่มีความสมจริงโดยมีฉากของเรื่องอยู่ในช่วงเวลาระหว่างพ.ศ.2488-2508 ทั้งยังสะท้อนทรรศนะ สภาพสังคมและแนวคิดของคนจีนในไทยได้อย่างเด่นชัด แม้ในต้นเรื่องตัน ส่วงอู๋จะมีทัศนะดูหมิ่นคนไทย ทว่าท้ายที่สุดเมื่อตัน ส่วงอู๋ ผ่านประสบการณ์เจ็บปวด เขาก็เริ่มเข้าใจชีวิตและสังคมไทยมากขึ้น กระทั่งนำไปสู่การเข้าใจและเปลี่ยนทัศนคติต่อคนไทย ตัน ส่วงอู๋ เผชิญปัญหาลูกชายทำเรื่องเหลวแหลก ประชด และต่อต้าน การเลี้ยงดูครอบงำแบบเผด็จการของพ่อ จนหนีไปใช้ชีวิตกับหญิงพาร์ตเนอร์ที่เป็นโสเภณีขายตัว แต่ลูกสาวคนเล็กกลับขยันขันแข็ง เล่าเรียนสูง จนช่วยทำบัญชีให้พ่อได้ ทว่าลูกสาวคนเล็กกลับแต่งงานกับผู้ชายไทยที่พ่อเกลียด แต่เขยคนไทยนี้กลับเป็นคนมีอุดมคติ มีอาชีพเป็นครูจบการศึกษาระดับปริญญาโท เป็นคนรักศักดิ์ศรีและหยิ่งในเกียรติ ไม่ยอมรับเงินช่วยเหลือจากพ่อตาเลยสักบาท สุดท้ายเมื่อตัน ส่วงอู๋ ตัดสินใจเลิกกิจการค้า แบ่งมรดกให้ลูกชายและลูกสาวเกือบหมดนั้น ก็ไม่มีลูกคนไหน เหลียวแลเลี้ยงดู     จนลูกสาวคนเล็กและลูกเขยคนไทยต้องรับตัวไปอยู่ด้วย ในชุมชนเล็ก ๆ ของกลุ่มคนไทย ตัน ส่วงอู๋ จึงได้เรียนรู้และเข้าใจวิถีชีวิตของคนไทยลึกซึ้งยิ่งขึ้น[22]

ส่วนนักเขียนอีกคนคือ เฉลิมศักดิ์ รงคผลิน ซึ่งใช้นามปากกาว่า หยก บูรพา เกิดเมื่อปีพ.ศ.2490[23] ได้เขียนนิยายเรื่องอยู่กับก๋ง ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารฟ้าเมืองทองรายเดือนในปีพ.ศ.2519 โดยตีพิมพ์เดือนละบท อยู่กังก๋งได้รับรางวัลนิยายดีเด่นในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำปีพ.ศ.2519[24] และยังได้รับการตีพิมพ์ร่วมเล่มครั้งแรกในปีพ.ศ.2519 ต่อมาได้ถูกนำมาเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาสาหรับนักเรียนมัธยม สร้างเป็นภาพยนตร์และละครโทรทัศน์หลายครั้ง

อยู่กับก๋งให้ภาพชีวิตของสามัญชนจีนที่มีฐานะยากจน อาศัยอยู่ในชนบท ผ่านตัวละครเอกคือ หยก ซึ่งอาศัยอยู่กังก๋ง ชาวจีนผู้อพยพจากจีนมาในสภาพเสื่อผืนหมอนใบ นิยายเรื่องอยู่กับก๋งมีส่วนสำคัญในการสร้างจินตภาพในแง่บวกต่อกลุ่มชาติพันธุ์จีนในไทยเช่นเดียวกับจดหมายจากเมืองไทย โดยอยู่กับก๋งจะเน้นภาพของ กลุ่มชาติพันธุ์จีนในไทยที่มีคุณธรรม ขยันขันแข็ง ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา อาทิ

ก๋งเพียรสอนให้ฉันยอมรับความเป็นจริงของชีวิต มีความมั่นใจในตัวเอง และเข้มแข็งต่อการบุกบั่น          เพื่อความอยู่รอด… ก๋งก็เหมือนคนจีนรุ่นก่อน ๆ ที่รอนแรมมาจากแผ่นดินใหญ่ไปทั่วสารทิศเพื่อหา     ที่ลงหลักปักฐานใหม่ โดยมีความอดทนอดออมเป็นที่ตั้ง “คนที่เขารวยได้น่ะ เพราะเขามีโอกาส        และความสามารถ…” ถึงก๋งจะเป็นคนแก่และเติบโตมาในสังคมเก่าคร่าครึในสายตาของคนรุ่น        ใหม่ก็จริง แต่ไม่เคยเลยที่ก๋งจะเน้นให้ฉันฝังใจ ในเรื่องลิขิตของพรหมที่เราจับต้องไม่ได้ “ไม่ใช่ว่า            ดวงดีแล้วจะร่ารวยได้ ก่อนจะสร้างตัว ได้สำเร็จเขาจะต้องผ่านการทำงานอย่างหนักมาแล้วด้วย        รู้จักหาเงิน รู้จักเก็บงา รู้จักคิดหาช่องทางต่อทุน ฐานะของเขาจึงเป็นปึกแผ่นขึ้นมาได้… ไม่มีใคร   โชคดีถึงกับนอนขี้เกียจอยู่ข้างถนนแล้วเทวดาจะโยนถึงเงินลงมาให้ถึงหน้าตัก…จำไว้”[25]

นิยายทั้งสองเรื่องเป็นการพลิกการรับรู้เกี่ยวกับคนจีนในไทย ก่อนหน้านิยายทั้งสองเรื่องนี้จะปรากฏขึ้น ภาพตัวแทนของคนจีนในไทยมักจะปรากฏในรูปของตัวละครที่ไม่มีสกุลรุนชาติ ด้อยในด้านกิริยามารยาท และมักมีฐานะเป็นเพียงตัวประกอบของเรื่อง และถึงแม้จะมีภาพจีนชนชั้นผู้ดีปรากฏอยู่ในนิยายบ้าง แต่ชนชั้นผู้ดีจีนเหล่านั้นก็มักปรากฏเป็นผู้ดีใหม่ที่ไม่มีสกุลรุนชาติ มีแต่เงินหาใช่ผู้ดีแท้จริง[26]

นอกจากการพลิกภาพการรับรู้คนเกี่ยวกับคนจีนในไทยแล้ว นิยายทั้งสองเรื่องยังสอดแทรกอุดมการณ์แบบราชาชาตินิยม[27] ซึ่งเน้นความสำคัญของกษัตริย์ต่อชาติไทยลงในเนื้อหา ในจดหมายจากเมืองไทยปรากฏฉากที่ ตัน ส่วงอู๋กล่าวเทิดทูนสถาบันกษัตริย์ อาทิ

“กษัตริย์ทุกพระองค์ทรงมานะบากบั่นเพื่อสร้างชาติ ท่านทำงานโดยมิรู้เหน็ดเหนื่อย หาเวลาพัก  สบายมิได้เลย แต่ลูกหลานของพระองค์พากันหยุดงานฉลอง เพื่อระลึกถึงคุณของ พระองค์             โดยมิทำตัวให้เป็นประโยชน์ในวันนั้น…ลูกคิดว่าแทนที่จะหยุดงาน แต่ทางาน ให้มากขึ้นจะ               มิเหมาะกว่าหรือ… พระปิยมหาราช ท่านเลิกทาส ประชาชนฉลอง พระราชกรณียกิจล้วนแต่มี             คุณค่าสรรเสริญ กันไปโดยมิมีผลอันใดเกิดขึ้น เด็กทุกคนรู้อยู่แล้วว่า พระองค์ประเสริฐ ทำไมไม่ สอนให้เด็กทำความดีเป็นการบูชาพระองค์ท่าน แทนที่จะเอา แต่บูชาด้วยพวงมาลา ดอกไม้ ธูป      เทียน และวาจา ปฏิบัติบูชาวิเศษกว่าเป็นไหน ๆ ”[28]

ส่วนอยู่กับก๋งนั้นได้เน้นอุดมการณ์ราชาชาตินิยมอย่างเด่นชัดและทรงพลัง อาทิ

“ข้าพเจ้าจะเป็นสุขมากถ้าประจักษ์ว่า อยู่กับก๋ง นี้ได้ทำหน้าที่เป็นสะพานอันหนึ่งที่ทอดข้าม     ความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจกัน ฯลฯ ระหว่างคนจีนกับคนไทย-ถ้าหากมีอยู่ หรืออาจจะมีขึ้นในกาล     ภายหน้า และจะภูมิใจที่สุดถ้าคนจีนทุกคนที่อ่านหนังสือไทยออกได้อ่านเรื่องนี้บ้าง เพื่อที่เขาจะได้   เกิดความคิดเปรียบเทียบในใจตัวเองบ้างว่าจะอยู่ในเมืองไทยนี้เยี่ยง คนของแผ่นดิน หรือจะอยู่             ไปอย่าง เสี้ยนแผ่นดิน[29]

“ก๋งเป็นคนจีนทั้งเชื้อชาติและสัญชาติ เข้ามาเมืองไทยในฐานะผู้พึ่งพระบรมโพธิสมภารกษัตริย์  ไทย บำเพ็ญตนเยี่ยงข้าแผ่นดินข้าธุลีละอองพระบาทที่ดีตลอดชีวิตอันยากไร้ เคารพ กฎหมายไทย      รักแผ่นดินไทย เข้าใจคนไทย และดินที่จะกลบหน้าก๋งนั้น คือดินในเขต ขัณฑสีมา ของ        พระมหากษัตริย์ไทย”[30]

เมื่อพิจารณาจากภูมิหลังของผู้เขียนทั้งสองคนที่เป็นลูกจีน เกิดและเติบโตในช่วงทศวรรษ 2490 และได้รับการศึกษาในระบบการศึกษาไทยที่ปลูกฝังอุดมการณ์ราชาชาตินิยมแล้ว ก็ไม่แปลกที่ผู้เขียนทั้งสองโดยสำนึกรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม พยายามประสานความเป็นจีนเข้ากับความเป็นไทยที่มีกษัตริย์เป็นหัวใจสำคัญ

ทั้งนี้หากพิจารณาจากเนื้อหาของนิยายและการเผยแพร่ในวงกว้างจะพบว่า นิยายทั้งสองเรื่องนี้มีผลกระทบสำคัญต่อการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับคนจีนในไทย เมื่อพิจารณาจากโครงเรื่องแล้ว กล่าวได้ว่านิยายทั้งสองเรื่องนี้มีโครงเรื่องที่อาจเรียกได้ว่า “โครงเรื่องคนจีนเสื่อผืนหมอนใบใต้พระบรมโพธิสมภาร” คือ บรรยายถึงภาพชีวิตคนจีนเผชิญกับความอดอยากแร้นแค้นในแผ่นดินใหญ่ ทำให้จำต้องอพยพหนีร้อนมาพึ่งเย็น หรือพึ่งพระบรมโพธิสมภารในแผ่นดินไทย เมื่อมาถึงแผ่นดินไทยก็คนจีนเหล่านั้นก็ยอมรับการกลืนกลายเป็นไทย มุ่งแต่การสร้างฐานะทางเศรษฐกิจ โดยปราศจากความตื่นตัวทางการเมือง กระทั่งท้ายที่สุดคนจีนเหล่านี้ก็ได้ตั้งรกรากในแผ่นดินไทยสืบลูกหลานและสามารถพลิกฐานะจากยาจกเสื่อผืนหมอนใบสู่ฐานะเจ้าสัวได้ เพราะเมืองไทยใต้พระบรมโพธิสมภารสงบร่มเย็นเปิดโอกาสให้กับคนจีนและลูกหลานที่เกิดในแผ่นดินไทย

ในช่วงทศวรรษ 2510 นิยายทั้งสองเรื่องนี้ได้สร้างการรับรู้ใหม่เกี่ยวกับคนจีนในประเทศไทย ทั้งยังได้วางกรอบโครงเรื่องคนจีนเสื่อผืนหมอนใบใต้พระบรมโพธิสมภาร ซึ่งภายหลังจะถูกนำมาใช้เป็นกรอบโครงในการสร้างประวัติศาสตร์ของคนจีนในไทยอย่างเป็นระบบในยุคสมัยต่อมา

3.2 ทศวรรษ 2520-ทศวรรษ 2530: การนิยามตัวตนสู่การเป็นส่วนสำคัญของชาติไทย

นอกจากจะนำไปสู่การล่มสลายของเผด็จการทหารแล้ว เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ได้มีส่วนพลิกให้สถานภาพของกษัตริย์ในสังคมไทยกลับมามีความสำคัญและเชื่อมโยงกับการเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างเด่นชัด ระหว่างการเคลื่อนไหวในช่วง 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 วาทกรรมกษัตริย์เป็นผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญได้ถูกตอกย้ำ และยังมีการเชื่อมโยงวาทกรรมดังกล่าวเข้ากับกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ขณะที่ฝ่ายทหารกลับถูกเชื่อมโยงกับคณะราษฎรซึ่งถูกติดป้ายให้เป็นบรรพบุรุษของเผด็จการทหาร[31]

ความวุ่นวายทางการเมืองหลังเดือนตุลาคม พ.ศ.2516 ที่จบลงด้วยการเหตุการณ์นองเลือด         6 ตุลาคม พ.ศ.2519 ได้สะท้อนให้เห็นถึงภาวะความไร้เสถียรภาพทางการเมืองอย่างรุนแรงครั้งหนึ่งของสังคมไทย เนื่องด้วยเสถียรภาพทางการเมืองแบบเดิมที่ดำรงอยู่ได้ผ่านระบบอุปถัมภ์ภายใต้เครือข่ายการนำของเผด็จการทหารได้พังทลายลงอย่างกะทันหันหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 เกิดการแตกกระจายของกลุ่มต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์เดิม จนทำให้แต่ละกลุ่มอ่อนพลัง ไม่สามารถก้าวขึ้นมาแทนที่ผู้อุปถัมภ์เดิมได้ ภายใต้สภาวะดังกล่าวหากกลุ่มใดต้องการขึ้นมามีอำนาจเหนือกลุ่มอื่นก็จำต้องสร้างความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มของตนกับสถาบันกษัตริย์[32]

กระบวนการดังกล่าวก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจและโครงสร้างสังคมครั้งสำคัญของสังคมไทยผ่าน “ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ” ภายใต้การนำของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ที่ทำให้เกิดการประสานของอำนาจหลายฝ่ายทั้งจาก ระบบราชการ กองทัพ นักธุรกิจ และพรรคการเมือง ซึ่งท้ายที่สุดถูกขมวดร้อยรัดเชื่อมโยงเข้ากับสถาบันกษัตริย์

ขณะเดียวกันความเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจโลก และพลวัตทางเศรษฐกิจของสังคมไทยก็มีส่วนอย่างสำคัญต่อการปรับเปลี่ยนนิยามตัวตนของจีนสยาม ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซานับแต่ปลายทศวรรษ 2510 เนื่องด้วยการผลิตเพื่อทดแทนสินค้านาเข้าเริ่มอิ่มตัว ภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำจากวิกฤตน้ำมันปลายทศวรรษ 2510 การถอนตัวของสหรัฐออกจากอินโดจีน และความวุ่นวายทางการเมืองระหว่าง พ.ศ.2516-2519 ทำให้เศรษฐกิจที่เน้นการส่งออกด้านเกษตรกรรมเริ่มหยุดชะงัก และไทยต้องปรับเปลี่ยนตัวเองมาอิงกับการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมมากขึ้นในทศวรรษ 2520

นอกจากการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมแล้ว ไทยยังเริ่มหามาตรการใหม่ ๆ ในการขับดันเศรษฐกิจมากขึ้นด้วย เช่น สนับสนุนให้คนไทยไปทำงานในต่างประเทศโดยเฉพาะตะวันออกกลาง และส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง อุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกของไทยเติบโตอย่างสมบูรณ์ในทศวรรษ 2520 โดยเฉพาะรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับภาคธุรกิจมากขึ้น ฝ่ายนักธุรกิจรวมตัวกันตั้งสมาคมต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล เช่น สมาคมธนาคารแห่งประเทศไทย     สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มีการตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐบาลและเอกชน (ก.ร.อ.) เพื่อเป็นเวทีอย่างเป็นทางการในการส่งข้อเสนอต่อรัฐบาล

อย่างไรก็ตามปัญหาเศรษฐกิจในช่วงปลายทศวรรษ 2520 บีบให้รัฐบาลพลเอกเปรมต้องลดค่าเงินบาทใน พ.ศ. 2527 เปลี่ยนมาใช้ระบบตะกร้าเงินตรา และหันมาใช้การส่งออกเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ      จุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจโลกในช่วงปลายทศวรรษ 2520 คือสนธิสัญญาพลาซาแอคคอร์ด (Plaza accord) เมื่อพ.ศ.2528 ที่ญี่ปุ่นยอมให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินตราสกุลอื่นของโลก และเป็นจุดเริ่มต้นของ “ยุคทอง” ของเศรษฐกิจไทย เนื่องด้วยก่อให้เกิดการย้ายฐานการลงทุนและการหลั่งไหลของทุนญี่ปุ่นสู่ไทยจำนวนมาก กระทั่งทำให้ตัวเลขการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของไทยในช่วงต้นทศวรรษ 2530 เติบโตในระดับเลขสองหลัก[33]

3.2.1 คนจีน 200 ปีภายใต้พระบรมโพธิสมภาร พระเจ้าตาก และสกินเนอร์

การเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงทศวรรษ 2520-ทศวรรษ 2530 ดังที่กล่าวมาข้างต้น ได้ทำให้เกิดการเลื่อนฐานะของคนไทยเชื้อสายจีนในเมืองจำนวนมาก นับแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมาแรงงานกรรมกรในเมืองซึ่งเคยประกอบด้วยชาวจีนอพยพเป็นส่วนใหญ่ กลับกลายเป็นแรงงานคนเชื้อสายไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ[34] การเติบโตทางเศรษฐกิจนับแต่ทศวรรษ 2500 – ช่วงทศวรรษ 2530 ยิ่งเป็นปัจจัยในการผลักดันให้คนไทยเชื้อสายจีนในเมืองจำนวนมากเลื่อนฐานะสู่การเป็นนายทุนระดับชนชั้นกลางขึ้นไป[35]

อย่างไรก็ตามบรรดาชนชั้นกลางเชื้อสายจีนเหล่านี้ยังคงถูกกีดกันออกจากการเข้ามีส่วนแบ่งปันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างเต็มที่ กระแสฝ่ายซ้ายที่ขึ้นสูงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ทำให้เกิดกระแสโจมตีรัฐและทุน ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจว่าเป้าหมายในการโจมตี คือ เจ้าหน้าที่รัฐและนายทุนเชื้อสายจีนที่ถูกให้ภาพว่าเป็นผู้ร้าย ที่มุ่งเอารัดเอาเปรียบชาวชนบทไทย โดยการโจมตีนี้ก็แฝงไว้ด้วยความรู้สึกในเชิงชาตินิยมไทย ซึ่งก่อตัวมาจากการเคลื่อนไหวของบรรดานักศึกษาในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ.2516[36] นอกจากนี้ความเป็นจีนที่ถูกทำให้เป็นปมด้อยในสังคมไทยนั้นก็ยังไม่ได้มลายหายไปอย่างหมดสิ้น แม้ว่าจะค่อย ๆ มีความเปลี่ยนแปลงจากการที่สาธารณรัฐประชาชนจีนเริ่มเปิดตัวสู่โลกภายนอกและก้าวขึ้นสู่สถานะมหาอำนาจ ทำให้รัฐไทยจำต้องจัดความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนจีนใหม่ สถาบันกษัตริย์ก็เริ่มแสดงการยอมรับความเป็นจีนอย่างเปิดเผย พระบรมวงศานุวงศ์ไทยเสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนหลายครั้ง บางพระองค์ยังทรงศึกษาภาษาและวัฒนธรรมจีน[37]

ในช่วงนี้บริบทของยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปเปิดโอกาสให้กับการเคลื่อนไหวนิยามตัวตนใหม่ของคนไทยเชื้อสายจีนมากขึ้น ขณะเดียวกันพวกเขาก็จำเป็นต้องสร้างพื้นที่ในสังคมไทยให้กับตนเอง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการมีส่วนร่วมในการแบ่งปันผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ ด้วยการเริ่มนิยามตัวตนใหม่เป็นนายทุนชนชั้นกลางผู้มีวัฒนธรรม เปลี่ยนความหมายของความเป็นคนไทยเชื้อสายจีนจาก “คนชายขอบ” สู่การเป็นส่วนสำคัญของชาติไทย

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนดีขึ้นเป็นลำดับ ส่งผลให้บรรดาชาวไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากสามารถเดินทางไปเยือนบ้านเกิดและค้นพบความเป็นจีนที่ถูกลบเลือนของเขาได้ใหม่ ผลที่ตามมาทำให้การค้าและการพาณิชย์ของไทยเชื่อมเข้ากับเครือข่ายของจีนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนโดยมีนักธุรกิจชาวไทยเชื้อสายจีนเป็นตัวกลาง ขณะเดียวกันการเติบโตทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศมังกรน้อยเอเชียอาคเนย์อันมี ฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวันและเกาหลีใต้ ก็ยิ่งสร้างความภาคภูมิให้กับกลุ่มชาติพันธุ์จีน และเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้รัฐและสังคมไทยจำต้องเปิดพื้นที่ให้กับ “ความเป็นจีน” วัฒนธรรมจีนกลายมาเป็นสัญลักษณ์อันทรงเกียรติทางวัฒนธรรมซึ่งได้รับการยอมรับจากรัฐและสังคมไทย ทว่า               “ความเป็นจีน” ดังกล่าวก็ตกอยู่ภายใต้กรอบของวัฒนธรรมแห่งชาติที่ทางการรับรอง[38]

นับแต่ทศวรรษ 2520 เป็นต้นมาการผลิตงานทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์จีนโดยมีโครงเรื่อง “คนจีนเสื่อผืนหมอนใบใต้พระบรมโพธิสมภาร” ก็ถูกผลิตขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในรูปแบบภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ นิยาย และสารคดี นอกจากถูกนำมาตีพิมพ์อีกหลายครั้งแล้ว นิยายเรื่องอยู่กับก๋งซึ่งเป็นหน่อเชื้อของโครงเรื่อง “คนจีนเสื่อผืนหมอนใบใต้พระบรมโพธิสมภาร” ยังถูกนำมาสร้างเป็นละครอีกด้วย

ในช่วงนี้โครงเรื่องคนจีนเสื่อผืนหมอนใบใต้พระบรมโพธิสมภารเริ่มถูกทำให้เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้มากยิ่งขึ้น จากภาพชีวิตของคนไทยเชื้อสายจีนที่อยู่ในรูปนิยายเพียงไม่กี่เรื่อง งานที่เกี่ยวกับคนไทยเชื้อสายจีนเริ่มทวีจำนวนมากขึ้น โดยเฉพาะการปรากฏของงานเขียนเชิงสารคดีและงานวิชาการเชิงประวัติศาสตร์ที่ทำให้โครงเรื่องคนจีนเสื่อผืนหมอนใบใต้พระบรมโพธิสมภารดูสมจริงมากขึ้น

งานเขียนเชิงสารคดีของสำนักพิมพ์เส้นทางเศรษฐกิจที่สำคัญ 2 เล่มคือ คนจีน 200 ปีภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร[39] กับ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และบทบาทชาวจีนในสยาม[40] มีส่วนอย่างสำคัญในการนิยามตัวตนของคนไทยเชื้อสายจีนใหม่ ทั้งยังเป็นการทำให้โครงเรื่องคนจีนเสื่อผืนหมอนใบใต้พระบรมโพธิสมภารมีความศักดิสิทธิ์ สมจริง และสัมผัสจับต้องได้มากยิ่งขึ้น

คนจีน 200 ปีภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร ซึ่งเป็นงานเขียนเชิงสารคดีประวัติศาสตร์ ตีพิมพ์เนื่องในโอกาสงานสมโภช 200 ปีกรุงรัตนโกสินทร์ ให้ภาพชีวิตคนจีนในมิติต่าง ๆ โดยเน้นเรื่องบทบาทความสำคัญทางเศรษฐกิจของคนไทยเชื้อสายจีน พร้อมทั้งเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ภายใต้กรอบโครงเรื่องคนจีนเสื่อผืนหมอนใบใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารอย่างสมจริง หนังสือเล่มนี้ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากบรรดาห้างร้านคนไทยเชื้อสายจีนจำนวนมาก อีกทั้งรูปเล่มหนังสือก็เต็มไปด้วยพระบรมฉายาลักษณ์ของกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์หลายพระองค์ในเครื่องทรงแบบจีน

แม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะเน้นชื่อเรื่องว่าคนจีน 200 ปีใต้พระบรมโพธิสมภาร ซึ่งบ่งบอกนัยถึงการอยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของราชวงศ์จักรี ทว่าเนื้อหาภายในหนังสือกลับมีความพยายามย้อนเวลากลับไปไกลถึงสุโขทัยเพื่อที่จะบ่งบอกว่าคนจีนได้ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคมไทยและเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยมาอย่างยาวนาน นับแต่รัฐไทยเริ่มก่อตัวขึ้น

นอกจากนี้ปัญญาชนผู้มีบทบาทในการนิยามความเป็นไทยอย่างแข็งขันในช่วงเวลานั้นคือ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมชได้มีส่วนในการตอกย้ำความสำคัญของคนจีนในฐานะส่วนหนึ่งของสังคมไทย     ในบทความ คนจีนในทรรศนะของ…คึกฤทธิ์ ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือเล่มนี้ นอกจากจะสืบย้อนความสัมพันธ์ระหว่างคนจีนกับสังคมไทยนับแต่ถึงสุโขทัยถึงปัจจุบัน หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ยังได้เน้นถึงวีรกรรมของพระเจ้าตากสินมหาราชในฐานะกษัตริย์เชื้อสายจีนที่นำพลพรรคคนไทยเชื้อสายจีนกู้บ้านกู้เมือง[41] ซึ่งนับว่างานเขียนของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์นับเป็นงานชิ้นแรก ๆ นับแต่ทศวรรษ 2510 ที่ตีพิมพ์ในหนังสือเกี่ยวกับคนจีนในประเทศไทยโดยมีการกล่าวถึงประเด็นกษัตริย์มีเชื้อสายจีนอย่างเปิดเผย

ประเด็นเรื่องพระเจ้าตากสินมหาราชนี้ ถูกนำมาขยายเป็นหนังสืออีกเล่มในปีต่อมา                  โดยสำนักพิมพ์เดียวกับที่ตีพิมพ์หนังสือ คนจีน 200 ปีภายใต้พระบรมโพธิสมภาร ภายใต้ชื่อเรื่องว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และบทบาทชาวจีนในสยาม ซึ่งเนื้อหาก็เป็นการเน้นความสำคัญของคนจีนที่มีต่อสังคมไทย

ภาพลักษณ์และความหมายของความเป็นจีนได้ถูกผลิตขึ้นมาใหม่ในฐานะกลจักรสำคัญทางเศรษฐกิจ อันเป็นส่วนสำคัญของสังคมไทย และมีบทบาทสำคัญในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน (แม้แต่กษัตริย์ก็ยังมีเชื้อสายจีน) นอกจากนี้พวกเขายังเปี่ยมล้นด้วยความรักชาติ จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์

นอกจากหนังสือที่ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์เส้นทางเศรษฐกิจแล้ว การปรากฏของหนังสือวิชาการในช่วงปลายทศวรรษ 2520 ก็มีส่วนสำคัญในการตอกย้ำสร้างโครงเรื่องคนจีนเสื่อผืนหมอนใบใต้พระบรมโพธิสมภารจนกลายเป็นวาทกรรม (Discourse) ที่ครอบงำการรับรู้เกี่ยวกับคนไทยเชื้อสายจีนในสังคมไทย งานชิ้นสำคัญของ จี. วิลเลียม สกินเนอร์ เรื่อง สังคมจีนในไทย : ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์[42] ตีพิมพ์เป็นภาษาไทยครั้งแรกในปีพ.ศ.2529 โดยมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ได้กลายมาเป็นงานที่ทรงอิทธิพลต่อการศึกษากลุ่มชาติพันธุ์จีนในไทย[43]

กล่าวสำหรับวงวิชาการไทยซึ่งเป็นส่วนประกอบหนึ่งของสังคมไทยก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลครอบงำของกรอบคิดดังกล่าว ทั้งยังมีส่วนส่งเสริมการผลิตซ้ำกรอบคิดดังกล่าวอย่างมี ประสิทธิภาพ การตีพิมพ์งานศึกษากลุ่มชาติพันธุ์จีนในสังคมไทยในปลายทศวรรษ 2520 เรื่อง สังคมจีนในไทย : ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์ ของ จี. วิลเลียม สกินเนอร์ซึ่งเป็นงานที่ทรงอิทธิพลต่อการศึกษากลุ่มชาติพันธ์จีนในไทยเป็นภาษาไทยในปีพ.ศ.2529 และการตีพิมพ์งานวิชาการชิ้นอื่น ๆ ในเวลาต่อมาได้สร้างความเข้าใจต่อกลุ่มชาติพันธุ์จีนในสังคมไทยภายใต้กรอบความคิด “คนจีนเสื่อผืนหมอนใบใต้พระบรมโพธิสมภาร” อย่างมีประสิทธิภาพ

การศึกษาของสกินเนอร์ให้ภาพของชาวจีนเสื่อผืนหมอนใบที่อพยพมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารกระทั่งสร้างตัวเป็นเจ้าสัวได้เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้สกินเนอร์ยังได้เสนอกระบวนทัศน์กลืนกลาย (Assimilation paradigm) ซึ่งระบุว่าชาวจีนในไทยจะถูกกลืนกลายเป็นไทยอย่างหมดจด งานชิ้นเอกของสกินเนอร์นี้ยังคงทรงอิทธิพลต่อการศึกษากลุ่มชาติพันธุ์จีนในสังคมไทย กระทั่งปัจจุบันนักวิชาการรุ่นหลังยังคงยึดงานของสกินเนอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเสนอเรื่อง “กระบวนทัศน์กลืนกลาย” เป็น “สรณะ” และแน่นอนว่ากระบวนทัศน์ดังกล่าวก็ได้แพร่หลายออกจากวงวิชาการสู่สังคมไทยในวงกว้างจนครอบงำการรับรู้ของคนทั่วไป

ครั้นล่วงสู่ทศวรรษ 2530 การนิยามภาพลักษณ์และปรับความหมายของความเป็นจีนในสังคมใหม่เริ่มผลิดอกออกผล บรรดาชนชั้นกลางเชื้อสายจีนเริ่มกล้าที่จะแสดงอัตลักษณ์จีนในที่สาธารณะอย่างเปิดเผยมากขึ้น บรรดานักการเมืองไทยเชื้อสายจีนเริ่มรณรงค์หาเสียงโดยการพิมพ์ชื่อเป็นภาษาจีนบนป้ายรณรงค์และใช้สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม เช่น รูปมังกร และสิงห์ เพื่อแสวงหาความสนับสนุนจากบรรดาชนชั้นกลางเชื้อสายจีนในเมือง ซึ่งบัดนี้ได้กลายมาเป็นพลังสำคัญในการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังวิกฤตพฤษภาทมิฬ พ.ศ.2535

วิกฤตพฤษภาทมิฬ พ.ศ.2535 ที่บรรดาชนชั้นกลางในเมืองเคลื่อนไหวต่อต้านการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลเอกสุจินดา คราประยูร จนนำไปสู่การนองเลือดกลางเมือง ซึ่งท้ายที่สุดนำมาซึ่งชัยชนะของชนชั้นกลางเหนือระบบราชการและทหาร ทำให้ความมั่นใจในพลังของชนชั้นกลางซึ่งส่วนมากมีเชื้อสายจีนถูกตอกย้ำและเพิ่มขึ้นมาก จนอาจกล่าวได้ว่าความมั่นใจนี้พุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด

นิยายเรื่องลอดลายมังกร ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ.2528 โดยสำนักพิมพ์ดอกหญ้า เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของชาวจีนอพยพที่มาเมืองไทยในสภาพเสื่อผืนหมอนใบ แต่ด้วยความขยันขันแข็งมุมานะสร้างตัวจนเป็นเจ้าสัว มีกิจการใหญ่โต และเป็นกลจักรสำคัญทางเศรษฐกิจของไทยในช่วงทศวรรษ 2530 นิยายเรื่องนี้ขายดีมากจนมีการตีพิมพ์ถึง 28 ครั้งในช่วงทศวรรษ 2530 นิยายเรื่องนี้ได้ถูกนำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์ในปี พ.ศ.2535 ในช่วงหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ตามกระแสความมั่นใจของชนชั้นกลางที่ไทยเชื้อสายจีนที่พุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด กระแสความนิยมละครเรื่องดังกล่าวท่ามกลางหมู่ชนชั้นกลางในเมืองทำให้เกิดงานเขียนในเชิงวิชาการที่มุ่งวิเคราะห์ชนชั้นกลางไทยเชื้อสายจีน โดยล้อกับปรากฏการณ์ความนิยมละครเรื่องลอดลายมังกร จนเกิดเป็นหนังสืออาทิงานของเกษียร เตชะพีระ เรื่อง แลลอดลายมังกร : รวมข้อเขียนว่าด้วยความเป็นจีนในสยาม[44]

4. ชนชั้นกลาง ความเป็นไทยในอัตลักษณ์จีน กับประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

การสร้างประวัติศาสตร์เพื่อนิยามตัวตนให้กลายมาเป็นส่วนสำคัญของชาติไทยโดยคนไทยเชื้อสายจีนนี้กล่าวได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงสุดในช่วงทศวรรษ 2530 เรื่องเล่าที่ค่อย ๆ ถูกสร้างขึ้นมาในแต่ละยุคสมัยนี้ได้กลายมาเป็นวาทกรรมที่มีผู้เข้าร่วมผลิตและตอกย้ำ จากโครงเรื่องนิยายและประวัติศาสตร์ในแบบฉบับคนจีนเสื่อผืนหมอนใบใต้พระบรมโพธิสมภาร โครงเรื่องดังกล่าวได้กลายมาเป็นวาทกรรม หรือความจริงที่นำไปสู่การสถาปานาความรู้ชุดหนึ่งอันนำไปสู่การจัดความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างคนไทยเชื้อสายจีนกับคนกลุ่มอื่น ๆ ในสังคมไทย การรับรู้เกี่ยวกับตัวตนที่คนไทยเชื้อสายจีนรับรู้ตัวเขาเอง และภาพที่สังคมรับรู้นั้นอยู่ภายใต้กรอบวาทกรรมคนจีนเสื่อผืนหมอนใบใต้พระบรมโพธิสมภารที่ว่า การสร้างเนื้อสร้างตัวของพวกเขาจากเสื่อผืนหมอนใบสู่ฐานะชนชั้นกลางและเจ้าสัวนั้นเกิดขึ้นภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ไทย และความขยันขันแข็ง มุมานะ และวินัยของพวกเขาเอง โดยวาทกรรมนี้เป็นผลของการผลิตซ้ำอย่างซับซ้อนภายใต้เงื่อนไขของยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปดังที่ได้กล่าวไปในหัวข้อก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม การรับรู้นี้ยังถูกตอกย้ำและผลิตขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่สำคัญอย่างน้อย 2 ประการ ประการแรกคือ นิยามความเป็นไทยซึ่งนับแต่ทศวรรษ 2500 เป็นต้นมาผู้ที่มีบทบาทอย่างสำคัญในการนิยามความเป็นไทยคือหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ส่วนประการที่สองคือภาพของสถาบันกษัตริย์ในฐานะตัวแสดงทางการเมือง (Political actor) ที่ทำหน้าที่ในการสร้างดุลทางการเมือง จนก่อให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองระดับหนึ่ง ซึ่งเอื้อให้กับการเติบโตทางธุรกิจของบรรดาชนชั้นกลางเชื้อสายจีนนับแต่ทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา

4.1 ความเป็นไทยในอัตลักษณ์จีน

อัตลักษณ์จีนที่ถูกผลิตขึ้นมาแต่ละช่วงเวลานั้น ไม่ได้เกิดขึ้นมาอย่างลอย ๆ ทว่าเกิดจากการเลือกสรรสร้างความหมายเพื่อตอบโต้กับบริบทความเปลี่ยนแปลงของสังคมในแต่ละยุคสมัย ดังที่ได้แสดงให้เห็นในช่วงต้นของบทความนี้

อย่างไรก็ตามการที่อัตลักษณ์จีนถูกผลิตขึ้นภายใต้บริบทสังคมไทย เพื่อที่จะสร้างพื้นที่ยืนให้กับคนจีนในสังคมไทย การเลือกสรรประนีประนอมระหว่างนิยามความเป็นจีนกับความเป็นไทยจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงมิได้ หากต้องการสร้างพื้นที่ให้สังคมไทยยอมรับอัตลักษณ์จีน นิยามความเป็นไทยที่คนจีนในสังคมไทยเลือกที่จะประนีประนอมรับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์จีนนี้ก็คือ ความเป็นไทยที่นิยามโดยหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ปัญญาชนผู้มีบทบาทอย่างสำคัญในการนิยามความเป็นไทยในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

สายชล สัตยานุรักษ์ ได้ชี้ให้เห็นว่าความเป็นไทยที่หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมชนิยามที่สำคัญคือ เรื่องการปกครองแบบไทยที่เหนือกว่าการปกครองแบบประชาธิปไตยของตะวันตก โดยหลักการปกครองแบบไทยเน้นเรื่องความเด็ดขาดของผู้นำ แต่ผู้นำก็ถูกกำกับโดยศีลธรรมจากพุทธศาสนาทำให้ประชาชนไม่ได้รับการกดขี่ การเข้าร่วมการปกครองนี้ให้สิทธิตามชั้นทางสังคม ดังนั้นคนระดับล่างจึงไม่มีสิทธิเข้าร่วมเพราะเป็นกลุ่มคนที่ด้อยความรู้ หากเข้าร่วมจะก่อให้เกิดความวุ่นวาย ส่วนบทบาทของพระมหากษัตริย์นั้นพระองค์ทรงมีความสำคัญสูงสุด เนื่องด้วยทรงเป็นต้นแบบของความเป็นไทย ทั้งยังทรงเป็นสถาบันศักดิ์สิทธิ์สูงส่งที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้ และพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในสถานะที่จะควบคุมดูแลการใช้อำนาจของผู้นำแบบไทยแทนประชาชน นอกจากนี้หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ยังเน้นเรื่องการรู้จักที่ต่ำ-ที่สูง โดยทุกคนจะอยู่ในฐานะอย่างไร ก็แล้วแต่ความสามารถหรือกรรมของตน หากประชาชนแต่ละคนรู้จักหน้าที่ของตนเอง สังคมก็จะไม่เกิดความวุ่นวายขึ้น แม้จะมีความแตกต่างทางชนชั้น แต่สังคมก็จะดำเนินไปอย่างสงบสุข เพราะมีระบบอุปถัมภ์ผู้ที่ในชนชั้นที่ต่ำกว่า ดังนั้นสังคมไทยจึงเป็นสังคมที่มีระเบียบ ปราศจากการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องของการแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์[45]

หากพิจารณาเนื้อหาอัตลักษณ์จีนที่ถูกนำมาเสนอนับแต่ทศวรรษ 2510 เป็นต้นมาจะพบว่าความเป็นไทยที่นิยามโดยหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ โดยเฉพาะเรื่องระเบียบวินัย การรู้จัก-ที่ต่ำที่สูง และการให้ความสำคัญกับสถาบันกษัตริย์นี้ปรากฏอยู่ในอัตลักษณ์จีนที่ถูกนำเสนอต่อสาธารณชน โดยเฉพาะใน     อยู่กับก๋ง ซึ่งเป็นวรรณกรรมเกี่ยวกับคนจีนในไทยที่ถูกผลิตซ้ำมากที่สุดนั้น[46] จะพบว่าเนื้อหาสะท้อนถึงความสำคัญของสถาบันกษัตริย์ที่คนจีนเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร และหากนำเอาอยู่กับก๋งไปเทียบกับวรรณกรรมเรื่องอื่น ๆ จะพบว่าอยู่กับก๋งไม่สะท้อนความขัดแย้งระหว่างวัย ในทางตรงข้ามวรรณกรรมเรื่องนี้กลับเน้นการรู้จักที่ต่ำ-ที่สูง กล่าวคือหยกยอมรับฟังคำสั่งสอนของก๋งโดยไม่ตั้งคำถาม และตัวละครก๋งก็อยู่ในฐานะของผู้ใหญ่ที่มีเมตตาเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมต่อผู้ที่อยู่ต่ำกว่า คอยพร่ำสอนให้หยกรู้จักระเบียบวินัยและขยันขันแข็งทำตามหน้าที่ของตน

นอกจากอยู่กับก๋งแล้ว หากพิจารณาเนื้อหาสิ่งพิมพ์ที่เกี่ยวกับคนจีนในไทยที่ได้กล่าวมาในช่วงต้นของบทความจะพบว่ามักเลือกสรรนำเอาความเป็นไทยมาสอดแทรกสร้างอัตลักษณ์จีน เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของสังคมไทย โดยมักสื่อไปในทิศทางเดียวกันคือ เน้นเรื่องความสำคัญของสถาบันกษัตริย์ การรู้จักที่ต่ำ-ที่สูง การกระทำตามหน้าที่ของตน และภาพของสังคมไทยและบทบาทของคนจีนในไทยที่ปราศจากการเมืองดังสะท้อนในโครงเรื่องวาทกรรมคนจีนเสื่อผืนหมอนใบใต้พระบรมโพธิสมภารที่ให้ภาพคนจีนที่สงบนิ่งทางการเมือง

4.2 ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

แม้บรรดาชนชั้นกลางในปัจจุบันจะผ่านประสบการณ์การต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่สำคัญถึง   2 ครั้งคือ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 และเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ พ.ศ.2535 ทว่านิยามของประชาธิปไตยที่พวกเขารับรู้นั้นไม่ได้เป็นประชาธิปไตยที่มุ่งแสดงถึงสิทธิความเท่าเทียมแบบตะวันตก แต่เป็นประชาธิปไตยที่ถูกสร้างขึ้นโดยประสานกับอัตลักษณ์ความเป็นไทยหรือความเป็นไทยที่ถูกนิยามโดยชนชั้นนำ จนกล่าวได้ว่าประชาธิปไตยไทยนั้นเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งที่รัฐใช้ในการกำหนดควบคุมพลเมือง[47]

คอนเนอร์สได้ชี้ให้เห็นว่าเอกสารของภาครัฐในการโฆษณาส่งเสริมประชาธิปไตยไทยนับแต่ทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา มักเน้นย้ำเรื่องความจำเป็นในการสร้างชนชั้นกลาง ซึ่งจะเป็นผู้พัฒนาประชาธิปไตย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งพวกเขาจะเป็นพลเมืองประชาธิปไตย อย่างไรก็ตามมีการนิยามว่าพลเมืองประชาธิปไตยจะต้องรู้จักหน้าที่ของตน และหน้าที่สำคัญคือการปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ และปัญหาของการเมืองไทยเกิดจากการที่บุคคลมักรู้จักคำนึงแต่เรื่องสิทธิมากกว่าหน้าที่[48] การส่งเสริมประชาธิปไตยในที่นี้จึงสอดคล้องไปกับการนิยามความเป็นไทยที่กระทำโดยหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช

ในช่วงทศวรรษ 2520-ทศวรรษ 2530 ซึ่งเป็นช่วงที่โครงเรื่องประวัติศาสตร์คนจีนเสื่อผืนหมอนใบใต้พระบรมโพธิสมภาร เริ่มเปลี่ยนฐานะจากเรื่องเล่าสู่วาทกรรมนั้น มีการนิยามประชาธิปไตยที่เชื่อมโยงเข้ากับสถาบันกษัตริย์ และการสอนให้คนรู้จักหน้าที่และตำแหน่งของตนในชาติอย่างชัดเจน ในปี พ.ศ.2527 มีสิ่งพิมพ์ 2 ชิ้นที่ปรากฏขึ้นเพื่อเสริมสร้างตอกย้ำความหมายของประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ชิ้นแรกจัดทำโดยคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ คือ ความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยสำหรับประชาชน ซึ่งเนื้อหาคือความพยายามในการผสานประชาธิปไตยกับความเป็นไทย ส่วนประกอบของลักษณะไทยในหนังสือเล่มนี้มาจากกรมพระยาดำรงราชานุภาพที่ว่า คนไทยรู้จักผสานประโยชน์ อดทนและรักในอิสรภาพ มายาคติเรื่องรัชกาลที่ 7 พระราชทานรัฐธรรมนูญปรากฏขึ้น มีการพูดถึงพัฒนาการของสิทธิของประชาชนนับแต่รัชกาลที่ 5 มีการกล่าวถึงหน้าที่ของประชาชนที่ต้องภักดีต่อรัฐ และอธิบายเรื่องหน้าที่ของผู้แทนประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ

แต่ส่วนที่น่าสนใจคือส่วนที่ว่าด้วยเจตจำนงของประชาชน มีการระบุว่าประชาชนไม่ใช่รัฐบาล การนำความเห็นประชาชนมาพิจารณาเป็นเครื่องมือกำหนดนโยบาย เสมือนการให้ประชาชนเป็นรัฐบาล ซึ่งจะนำไปสู่วิกฤตการเมือง จำต้องแยกประชาชนออกจากการปกครอง และสร้างกลไกที่ทำให้เสียงของประชาชนได้ยิน การเลือกตั้งไม่ใช่คำตอบ เพราะเป็นแค่การเลือกคนไม่ใช่นโยบาย และการที่คนไม่ได้ออกเสียงเลือกตั้งกันทั้งหมดทุกคน ทำให้การเลือกตั้งไม่ได้สะท้อนเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชน

อีกเล่มหนึ่งพิมพ์โดยสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นการนำบทสนทนาจากรายการ “คิดด้วยกัน….การสร้างประชาธิปไตยเป็นหน้าที่ของใคร?” ซึ่งออกอากาศทางวิทยุระหว่างกุมภาพันธ์-มิถุนายน พ.ศ.2527 ซึ่งเนื้อหาเป็นการกล่าวตำหนิชาวชนบทที่ไร้วินัย ประชาธิปไตยถูกนำไปเชื่อมต่อกับวินัย การรู้จักควบคุมตนเอง ทำตามกฎหมาย และรู้จักสำนึกผิดเมื่อกระทำผิด ซึ่งสิ่งนี้ยังไม่เกิดขึ้น ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ           การซื้อขายเสียง เนื้อหายังกล่าวถึงคนไทยว่ายังไม่พร้อมสำหรับประชาธิปไตยเต็มขั้น เพราะคนไทยยังพัฒนาไม่ถึงขั้นนั้น

ครั้นปีพ.ศ.2530 ซึ่งเป็นปีครบรอบพระราชสมภพ 60 พรรษา หลังจากนั้นมีการฉายสารคดีพระเจ้าอยู่หัวกับทศพิศราชธรรม ต่อมาปีพ.ศ.2533 คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติตีพิมพ์หนังสือจากสารคดีนั้น ให้ภาพกษัตริย์ในฐานะสมมติเทพ ภาพกษัตริย์เสด็จเยือนออสเตรเลียรับปริญญากิตติมาศักดิ์       แต่ถูกประท้วงโดยชาวต่างชาติ สื่อความหมายกษัตริย์ที่เป็นคนไทย และเป็นคนไทยที่ถูกต่างชาติคุกคาม สื่อสารว่ากษัตริย์และประชาชนเป็นหนึ่งเดียวกัน มีการเชื่อมประชาชนเข้ากับกับอุดมการณ์ชาติ และขณะเดียวกันเนื้อหาของหนังสือยังกล่าวถึงปัญหาของประชาชนว่าเกิดจากการไม่รู้จักมีวินัย ควบคุมตนเอง[49]

นับแต่กลางทศวรรษ 2530 โดยเฉพาะภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ความมั่นใจในพลังของ     ชนชั้นกลาง ทำให้เกิดการผลิตงานจำนวนมากที่มองชนชั้นกลางในฐานะพลังประชาธิปไตย โดยงานที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดคือ งานของอเนก เหล่าธรรมทัศน์ เรื่อง สองนคราประชาธิปไตย : แนวทางการปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ เพื่อประชาธิปไตย[50] ขณะเดียวกันก็เกิดการสร้างประวัติศาสตร์เรื่องเล่าเกี่ยวกับชนชั้นกลางกับการเคลื่อนไหวประชาธิปไตย โดยเริ่มเกิดการมองเหตุการณ์การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกิดขึ้นก่อนหน้าพฤษภาทมิฬ พ.ศ.2535 ทั้ง 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 กับเหตุการณ์ปฏิวัติ พ.ศ. 2475 ว่าล้วนเป็นการเคลื่อนไหวของชนชั้นกลาง[51] ในแง่หนึ่งการผลิตงานดังกล่าวทำให้เกิดการมองว่าชนชั้นกลางเชื้อสายจีนในปัจจุบันมีส่วนเชื่อมโยงกับการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยที่มีความต่อเนื่องกันมาอย่างยาวนาน        การรับรู้ดังกล่าวจึงสร้างเสริมให้ชนชั้นกลางรู้สึกถึงความชอบธรรมของตนในการปกป้องประชาธิปไตยซึ่งถูกนิยามเชื่อมโยงอยู่ภายใต้กรอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข กำหนดให้คนรู้จักตำแหน่งแห่งที่ของตัวเอง รู้จักทำตามหน้าที่ ความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นเกิดจากประชาชนไร้ระเบียบวินัย ไม่รู้จักควบคุมตนเอง และทำตามหน้าที่ หากผู้คนหรือส่วนต่าง ๆ ในสังคมรู้จักทำหน้าที่ของตนเอง ตามที่ถูกกำหนดไว้เหมือนกลไกของเครื่องจักรสังคมก็จะอยู่ได้อย่างสงบสุขและมีเสถียรภาพ

ขณะเดียวกันวาทกรรมคนจีนเสื่อผืนหมอนใบใต้พระบรมโพธิสมภาร ที่นำไปสู่การให้ความหมายต่อการสร้างเนื้อสร้างตัวจากสถานะคนจีนเสื่อผืนหมอบใบจนมีฐานะมั่นคง ด้วยความขยันขันแข็งภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารซึ่งให้เสถียรภาพและความมั่นคงแก่การสร้างฐานะของคนจีน ก็เป็นพลังผลักดันให้ชนชั้นกลางซึ่งส่วนใหญ่มีเชื้อสายจีนหวงแหนเสถียรภาพและความมั่นคงอันมีพระมหากษัตริย์เป็นแกนกลาง เมื่อพวกเขารู้สึกว่าเสถียรภาพและความมั่นคงดังกล่าวกำลังถูกทำลายลงโดยอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร พวกเขาจึงออกมาร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

4.สรุป

สำนึกประวัติศาสตร์ของชนชั้นกลางไทยเชื้อสายจีนภายใต้วาทกรรมคนจีนเสื่อผืนหมอนใบใต้พระบรมโพธิสมภาร ได้หล่อหลอมให้พวกเขาเชื่อและศรัทธาในสถาบันกษัตริย์อย่างเหลือล้น เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่าการสร้างเนื้อสร้างตัวสู่สถานะชนชั้นกลางนี้เกิดขึ้นภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร ขณะเดียวกันภายใต้กระบวนการต่อรองนิยามตัวตนของคนไทยเชื้อสายจีนเพื่อเปลี่ยนพลิกความหมายจากคนชายขอบสู่การเป็นส่วนสำคัญของชาติไทยนั้น สถาบันกษัตริย์ในฐานะสัญลักษณ์อันทรงพลังของความเป็นไทย ก็มีส่วนสำคัญในการช่วยให้คนไทยเชื้อสายจีนสามารถนิยามตัวตนของพวกเขาใหม่ได้ อาทิ ผ่านการเชื่อมโยงตัวเองกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ในฐานะกษัตริย์ลูกจีนที่ทำหน้าที่กู้บ้านกู้เมือง

ขณะเดียวกันภายใต้บริบทที่บรรดาชนชั้นกลางเหล่านี้เติบโตขึ้นนั้น โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ 2520-ทศวรรษ 2530 ที่การก่อรูปของวาทกรรมคนจีนเสื่อผืนหมอนใบใต้พระบรมโพธิสมภารได้ก้าวสู่จุดสูงสุด การนิยามประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขก็ถูกกระทำอย่างเป็นระบบเช่นกัน กระทั่งประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนี้ที่เน้นเรื่องการจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สอนให้คนรู้จักตำแหน่งแห่งที่ของตน และการเลือกตั้งไม่ใช่ทางออกของปัญหาฝังรากลึกลงไปในโลกทัศน์ของชนชั้นกลาง

การเติบโตภายใต้การปะทะประสานของวาทกรรมคนจีนเสื่อผืนหมอนใบใต้พระบรมโพธิสมภารและสำนึกประชาธิปไตยแบบที่ได้กล่าวถึงข้างต้นนี้ทำให้ชนชั้นกลางไทยเชื้อสายจีนมีโลกทัศน์และสำนึกทางการเมืองแบบหนึ่งที่มีส่วนอย่างสำคัญในการผลักดันให้พวกเขาออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองจนเกิดเป็นปรากฏการณ์ลูกจีนกู้ชาติ

บรรณานุกรม

เอกสารหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

/ป5/2517/13

เอกสารหอจดหมายเหตุธรรมศาสตร์

B 5.2.2/11

ราชกิจจานุเบกษา

ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 76 ตอนที่ 11, 17 มกราคม พ.ศ. 2502

หนังสือ

เกษียร เตชะพีระ. แลลอดลายมังกร : รวมข้อเขียนว่าด้วยความเป็นจีนในสยาม. กรุงเทพฯ :                      โครงการจัดพิมพ์คบไฟ, 2537.

เขียน ธีระวิทย์. ความสัมพันธ์ไทยกับจีนในทรรศนะของคนไทย. กรุงเทพฯ : สถาบันวิจัยสังคม                    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2521.

—————-.  ทรรศนะของคนไทยที่มีต่อจีนและญี่ปุ่น. กรุงเทพฯ : สถาบันวิจัยสังคม                               จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2518.

เครก เจ. เรย์โนลด์ส. เจ้าสัว ขุนศึก ศักดินา ปัญญาชน และคนสามัญ, บก. วารุณี โอสถารมย์.                       กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2550.

จี. วิลเลียม สกินเนอร์. สังคมจีนในประเทศไทย : ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์. แปลโดย พรรณี                    ฉัตรพลรักษ์ และคณะ. กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตาราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์,                2529.

จุลชีพ ชินวรรโณ. พัฒนาการจีนศึกษาในประเทศไทย : ค.ศ.1971-1984. กรุงเทพฯ : สถาบัน                       เอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2530.

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และ ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์. บก. จาก 14 ถึง 6 ตุลา. กรุงเทพฯ : มูลนิธิ                       โครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2541.

นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. การปฏิวัติสยาม 2475. กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และ                    มนุษยศาสตร์, 2535.

เบเนดิกท์ แอนเดอร์สัน. ในกระจก : วรรณกรรมและการเมืองสยามยุคอเมริกัน. แปลโดย

ไอดา อรุณวงศ์. กรุงเทพฯ : อ่าน, 2553.

โบตั๋น. จดหมายจากเมืองไทย. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น, 2542.

ประจักษ์ ก้องกีรติ. และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฎ : การเมืองและวัฒนธรรมของ                                นักศึกษาและปัญญาชนก่อน 14 ตุลาฯ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย

ธรรมศาสตร์, 2548.

ป๋วย อึ้งภากรณ์. สันติประชาธรรม. กรุงเทพฯ : เคล็ดไทย, 2516.

ผาสุก พงไพจิตร และคริส เบเคอร์. เศรษฐกิจการเมืองไทยสมัยกรุงเทพฯ. พิมพ์ครั้งที่ 3.                             เชียงใหม่ : สำนักพิมพ์ซิลค์เวอร์ม, 2546.

ธเนศ วงศ์ยานนาวา. บก. จักรวาลวิทยา : บทความเพื่อเป็นเกียรติแก่ นิธิ เอียวศรีวงศ์.                              กรุงเทพฯ : มติชน, 2549.

วิทยา วิทยอำนวยคุณ และ ศิลป โหรพิชัย. คนจีน 200 ปีภายใต้พระบรมโพธิสมภา. กรุงเทพฯ : เส้นทางเศรษฐกิจ, 2526.

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล. ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง : รวมบทความเกี่ยวกับกรณี 14 ตุลา และ 6                     ตุลา. กรุงเทพฯ : 6 ตุลารำลึก, 2544.

สายชล สัตยานุรักษ์. คึกฤทธิ์กับประดิษฐกรรมความเป็นไทย. กรุงเทพฯ : มติชน, 2550.

เสทื้อน ศุภโสภณ. สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและบทบาทชาวจีนในสยาม. กรุงเทพฯ :                        เส้นทางเศรษฐกิจ, 2527.

หยก บูรพา. อยู่กับก๋ง. กรุงเทพฯ : ประพันธ์สาส์น, 2519.

อเนก เหล่าธรรมทัศน์. สองนคราประชาธิปไตย : แนวทางการปฏิรูป การเมือง เศรษฐกิจ               เพื่อประชาธิปไตย. กรุงเทพฯ : มติชน, 2538.

Michael Kelly Connors. Democracy and National Identity in Thailand. London : Routledge                 Curzon, 2003.

บทความจากนิตยสาร, วารสาร และเอกสารประกอบการสัมมนา

ธงชัย วินิจจะกูล. “ประวัติศาสตร์ไทยแบบราชาชาตินิยม : จากยุคอาณานิคมอำพรางสู่ราชา                              ชาตินิยมใหม่หรือลัทธิเสด็จพ่อของกระฎุมพีไทยในปัจจุบัน.” ศิลปวัฒนธรรม 23, 1                                  (พฤศจิกายน 2544) : 56-65.

นิธิ เอียวศรีวงศ์. “ลูกจีนรักชาติ.” มติชนรายสัปดาห์ 28, 1461 (15-21 สิงหาคม 2551): 25.

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์. รากฐานของความขัดแย้ง : ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทย. เอกสาร                        ประกอบการสัมนา The Japanese Society for Thai Studies ครั้งที่ 15 ณ                                          มหาวิทยาลัยโอซาก้า และมหาวิทยาลัยเกียวโต, 6-8 กรกฎาคม 2555.

Benedict Anderson. Murder and Progress in Modern Siam. New Left Review 181 (May-                     June 1990) : 33-48.

Kasian Tejapira. “The misbehaving jeks: the evolving regime of Thainess and Sino-Thai                   Challenges.” Asian Ethnicity 10, 3 (October 2009) : 263-283.

วิทยานิพนธ์

พัชรี วราศรัย. นวนิยายไทยที่เสนอภาพสังคมชาวจีนในเมืองไทย. วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร

มหาบัณฑิต หน่วยวิชาวรรณคดีเปรียบเทียบ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2537.

สิทธิเทพ เอกสิทธิพงษ์. ชีวิตสามัญชนจีนในกรุงเทพฯ ระหว่างพ.ศ. 2500-2517. วิทยานิพนธ์                     ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2553.

Chester F. Galaska. Continuity and change in Dalat Plu : A Chinese Middle Class                             Business Community in Thailand. Ph.D.diss., Syracuse University, 1969.

การอ้างอิงทางอิเล็กทรอนิกส์

เกษียร เตชะพีระ, “เกษียร เตชะพีระ: ปรากฏการณ์ม็อบพันธมิตรฯ”. [ระบบออนไลน์] แหล่งที่มา http://prachatai.com/journal/2008/08/17905 (29 สิงหาคม 2550).

“คำประกาศเกียรติคุณ”. [ระบบออนไลน์] .แหล่งที่มา http://art.culture.go.th/index.php?case

=artistDetail&art _id=39&page=&side=book&detail=biography (1 พฤษภาคม                          2555).

ชัยอนันต์ สมุทวนิช, “ลูกจีนรักชาติ”. [ระบบออนไลน์] แหล่งที่มาhttp://www.manager.co.th/

Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000097001 (17 สิงหาคม 2551).

“ประวัติ.. โบตั๋น”. [ระบบออนไลน์] .แหล่งที่มา http://www.praphansarn.com/

new/c_writer/detail.asp?ID=22 (10 มิถุนายน 2553).

“ประวัติ…เฉลิม รงคผลิน”. [ระบบออนไลน์] .แหล่งที่มา http://www.praphansarn.com

/new/c_writer/detail.asp?ID=229 (1 พฤษภาคม 2555).

“สุภา สิริสิงห”. [ระบบออนไลน์] .แหล่งที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/สุภา_สิริสิงห

(1 พฤษภาคม 2555).

“หยก บูรพา…งานนักเขียนคือการสร้างอนุสาวรีย์ให้ตัวเอง”. [ระบบออนไลน์].แหล่งที่มา http://www.praphansarn.com/new/c_talk/detail.asp?ID=139 (10 มิถุนายน 2553).

“อากง อาม่า พา ‘ลูกจีนรักชาติ’ ชุมนุมคึกคักย่านเยาวราช ไม่เอาแดง ไม่เอาแม้ว” [ระบบ                           ออนไลน์] .แหล่งที่มา http://www.oknation.net/blog/prompzy/2010/04/28/entry-1               (1พฤษภาคม 2555).

ASTV ผู้จัดการออนไลน์, “พบลูกจีนเมืองชลฯ “รักชาติรักในหลวง” ไหว้พระบรมฉายาลักษณ์

ทุกเช้า”. [ระบบออนไลน์] .แหล่งที่มา http://www.manager.co.th/local/View

news.aspx?NewsID=9540000164487 (26 ธันวาคม 2554).


[1]อาจารย์ประจำสาขาวิชาประวัติศาสตร์ ภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

[2] เกษียร เตชะพีระ, “เกษียร เตชะพีระ: ปรากฏการณ์ม็อบพันธมิตรฯ”. [ระบบออนไลน์] .แหล่งที่มา http://prachatai.com/journal/2008/08/17905 (29 สิงหาคม 2550).

[3]ASTV ผู้จัดการออนไลน์, “พบลูกจีนเมืองชลฯ “รักชาติรักในหลวง” ไหว้พระบรมฉายาลักษณ์ทุกเช้า”. [ระบบออนไลน์] แหล่งที่มา http://www.manager.co.th/local/viewnews.aspx?NewsID=9540000164487 (26 ธันวาคม 2554).

[4] “อากง อาม่า พา ‘ลูกจีนรักชาติ’ ชุมนุมคึกคักย่านเยาวราช ไม่เอาแดง ไม่เอาแม้ว” [ระบบออนไลน์] แหล่งที่มา http://www.oknation.net/blog/prompzy/2010/04/28/entry-1 (1 พฤษภาคม 2555).

[5] นิธิ เอียวศรีวงศ์, “ลูกจีนรักชาติ” มติชนรายสัปดาห์ 28, 1461 (15-21 สิงหาคม 2551): 25.

[6] ชัยอนันต์ สมุทวนิช, “ลูกจีนรักชาติ”. [ระบบออนไลน์] .แหล่งที่มา http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews. aspx?NewsID=9510000097001 (17 สิงหาคม 2551).

[7] Kasian Tejapira, “The misbehaving jeks: the evolving regime of Thainess and Sino-Thai Challenges”,       Asian Ethnicity 10, 3 (October 2009) : 263-283.

[8]เกี่ยวกับประเด็นรูปแบบวงจรชีวิตดังกล่าวโปรดดู จี. วิลเลียม สกินเนอร์, สังคมจีนในประเทศไทย : ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์, แปลโดย พรรณี ฉัตรพลรักษ์ และคณะ (กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2529).

[9] รายละเอียดเพิ่มเติมใน สิทธิเทพ เอกสิทธิพงษ์, “ชีวิตสามัญชนจีนในกรุงเทพฯ ระหว่างพ.ศ. 2500-2517” วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2553.

[10] ป๋วย อึ้งภากรณ์, สันติประชาธรรม (กรุงเทพฯ: เคล็ดไทย, 2516), 7-8; ก่ำคือพี่ชายคนที่สามของป๋วย ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นอำพล

[11] Chester F. Galaska, “Continuity and change in Dalat Plu : A Chinese Middle Class Business Community in Thailand,” Ph.D.diss., Syracuse University, 1969, 157.

[12] สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง : รวมบทความเกี่ยวกับกรณี 14 ตุลา และ 6 ตุลา (กรุงเทพฯ :       6 ตุลารำลึก, 2544), 216.

[13] หอจดหมายเหตุธรรมศาสตร์, B 5.2.2/11 เรื่องคำให้การพยานโจทก์เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของนักศึกษา (สรุปผลการสดับตรับฟังเรื่อง “การจัดนิทรรศการจีนแดง” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์).

[14] หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, ก/ป5/2517/13 บัญชีประมวลข่าวและเหตุการณ์สำคัญ พ.ศ.2517 เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน : นิทรรศการจีนแดงที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ชาวไทย 24 มกราคม 2517).

[15] เขียน ธีระวิทย์, ความสัมพันธ์ไทยกับจีนในทรรศนะของคนไทย (กรุงเทพฯ : สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2521), 16-17; “ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 53” ใน ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 76 ตอนที่ 11, 17 มกราคม พ.ศ. 2502, ฉบับพิเศษ, 3-4.

[16]วรศักดิ์ มหัทธโนบล, “จีนสยามในความสัมพันธ์ไทย-จีน” ใน จักรวาลวิทยา : บทความเพื่อเป็นเกียรติแก่ นิธิ        เอียวศรีวงศ์, บก. ธเนศ วงศ์ยานนาวา (กรุงเทพฯ : มติชน, 2549), 307.

[17] ตัวเลขนี้เกิดจากการคิดคำนวณโดยอาศัยรายชื่อสิ่งพิมพ์ที่ปรากฏใน เขียน ธีระวิทย์, ทรรศนะของคนไทยที่มีต่อจีนและญี่ปุ่น (กรุงเทพฯ : สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2518), 110-126.

[18] จุลชีพ ชินวรรโณ, พัฒนาการจีนศึกษาในประเทศไทย : ค.ศ.1971-1984 (กรุงเทพฯ : สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2530), 16.

[19] ป๋วย อึ้งภากรณ์, สันติประชาธรรม, 8.

[20] “คำประกาศเกียรติคุณ”. [ระบบออนไลน์] .แหล่งที่มา http://art.culture.go.th/index.php?case=artistDetail&art _id=39&page=&side=book&detail=biography (1 พฤษภาคม 2555); “สุภา สิริสิงห”. [ระบบออนไลน์] .แหล่งที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/สุภา_สิริสิงห (1 พฤษภาคม 2555).

[21] “ประวัติ.. โบตั๋น”. [ระบบออนไลน์] .แหล่งที่มา http://www.praphansarn.com/new/c_writer/detail.asp?ID=22 (10 มิถุนายน 2553).

[22] โบตั๋น, จดหมายจากเมืองไทย (กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น, 2542).

[23] “ประวัติ…เฉลิม รงคผลิน”. [ระบบออนไลน์] .แหล่งที่มา http://www.praphansarn.com/new/c_writer/detail.asp?

ID=229 (1 พฤษภาคม 2555).

[24] “หยก บูรพา…งานนักเขียนคือการสร้างอนุสาวรีย์ให้ตัวเอง”. [ระบบออนไลน์] .แหล่งที่มา http://www.praphansarn. com/new/c_talk/detail.asp?ID=139 (10 มิถุนายน 2553).

[25]หยก บูรพา, อยู่กับก๋ง (กรุงเทพฯ : ประพันธ์สาส์น, 2519), 16-17.

[26] พัชรี วราศรัย, “นวนิยายไทยที่เสนอภาพสังคมชาวจีนในเมืองไทย,” วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต หน่วยวิชาวรรณคดีเปรียบเทียบ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2537, 38-40.

[27] เกี่ยวกับประเด็นนี้โปรดดู ธงชัย วินิจจะกูล, “ประวัติศาสตร์ไทยแบบราชาชาตินิยม : จากยุคอาณานิคมอาพรางสู่ราชาชาตินิยมใหม่หรือลัทธิเสด็จพ่อของกระฎุมพีไทยในปัจจุบัน” ศิลปวัฒนธรรม 23, 1 (พฤศจิกายน 2544) 56-65.

[28] โบตั๋น, จดหมายจากเมืองไทย, 241-242.

[29] หยก บูรพา, คำนา อยู่กับก๋ง. ตัวเน้นตามต้นฉบับ น่าสนใจที่ว่าวาทกรรมเสื่อผืนหมอนใบใต้พระบรมโพธิสมภารที่ถูกผลิตโดยอยู่กับก๋งทรงพลังยิ่ง นอกจากการที่นิยายเรื่องนี้ยังถูกนำมาผลิตเป็นละครและภาพยนตร์หลายครั้งจนทำให้วาทกรรมดังกล่าวถูกเน้นย้ำแล้ว ท่ามกลางวิกฤตการเมืองในปีพ.ศ.2553 นักแสดงคนหนึ่งที่เคยสวมบทบาทเป็นก๋งยังได้ขึ้นเวทีรับรางวัลนาฏราช พร้อมประกาศข้อความที่แทบไม่ต่างจากการเน้นย้ำเรื่อง คนของแผ่นดิน กับ เสี้ยนแผ่นดิน ในอยู่กับก๋ง

[30] หยก บูรพา, อยู่กับก๋ง, 416.

[31] รายละเอียดดู ประจักษ์ ก้องกีรติ, และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฎ : การเมืองและวัฒนธรรมของนักศึกษาและปัญญาชนก่อน 14 ตุลาฯ (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2548).

[32] อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์, รากฐานของความขัดแย้ง : ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทย, เอกสารประกอบการสัมนา The Japanese Society for Thai Studies ครั้งที่ 15, ณ มหาวิทยาลัยโอซาก้า และมหาวิทยาลัยเกียวโต, 6-8 กรกฎาคม 2555.

[33] ผาสุก พงไพจิตร และคริส เบเคอร์, เศรษฐกิจการเมืองไทยสมัยกรุงเทพฯ, พิมพ์ครั้งที่ 3 (เชียงใหม่ : สำนักพิมพ์ซิลค์เวอร์ม, 2546), 186-199.

[34] เบเนดิกท์ แอนเดอร์สัน, ในกระจก : วรรณกรรมและการเมืองสยามยุคอเมริกัน. แปลโดย ไอดา อรุณวงศ์ (กรุงเทพฯ : อ่าน, 2553), 18.

[35] เบเนดิกท์ แอนเดอร์สัน ยังได้ชี้ให้เห็นว่านับแต่ช่วงปลายทศวรรษ 2510 มีลูกหลานคนไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากเข้าสู่การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย “เพียงแต่มองไปที่ประตูธรรมศาสตร์ก็จะพบคนไทยเชื้อสายจีนอยู่ภายใน ในขณะที่คนที่อยู่ข้างนอกนั้นคือหน้าของคนไทยที่มีเชื้อชาติไทย” รายละเอียดในบทความ Benedict Anderson, Murder and Progress in Modern Siam, New Left Review, 181 (May-June 1990), 33-48.

[36] รายละเอียดดู เบเนดิกท์ แอนเดอร์สัน, ในกระจก : วรรณกรรมและการเมืองสยามยุคอเมริกัน.

[37] Kasian Tejapira, “The misbehaving jeks: the evolving regime of Thainess and Sino-Thai Challenges”, 275.

[38] เครก เจ. เรย์โนลด์ส, “เจ้าสัวและขุนศึก: บริบททางวัฒนธรรมและการเมืองของสังคมไทยสมัยใหม่และสามก๊กนิยายพงศาวดารจีน” ใน เจ้าสัว ขุนศึก ศักดินา ปัญญาชน และคนสามัญ, บก. วารุณี โอสถารมย์ (กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2550), 261-262.

[39] วิทยา วิทยอำนวยคุณ และ ศิลป โหรพิชัย, คนจีน 200 ปีภายใต้พระบรมโพธิสมภา(กรุงเทพฯ : เส้นทางเศรษฐกิจ, 2526).

[40] เสทื้อน ศุภโสภณ, สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและบทบาทชาวจีนในสยาม (กรุงเทพฯ : เส้นทางเศรษฐกิจ, 2527).

[41] “คนจีนในทรรศนะของ..คึกฤทธิ์,” คนจีน 200 ปีภายใต้พระบรมโพธิสมภาร, 31.

[42] จี. วิลเลียม สกินเนอร์, สังคมจีนในประเทศไทย : ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์.

[43] งานวิชาการที่ว่าด้วยเรื่องคนจีนในประเทศไทย นับแต่ทศวรรษ 2510 มักอ้างอิงงานของสกินเนอร์เป็นสำคัญ อย่างไรก็ตามการแปลงานของสกินเนอร์เป็นภาษาไทยทำให้งานของเขาเป็นที่รับรู้แพร่หลาย และถูกอ้างอิงมากขึ้น

[44] เกษียร เตชะพีระ, แลลอดลายมังกร : รวมข้อเขียนว่าด้วยความเป็นจีนในสยาม (กรุงเทพฯ : โครงการจัดพิมพ์     คบไฟ, 2537).

[45] โปรดดู สายชล สัตยานุรักษ์, คึกฤทธิ์กับประดิษฐกรรมความเป็นไทย (กรุงเทพฯ : มติชน, 2550).

[46] ล่าสุดคือการนำมาผลิตเป็นละครโทรทัศน์เฉลิมพระเกียรติฉายทาง ททบ. 5 ในปีพ.ศ.2548 ซึ่งเป็นช่วงที่วิกฤต           การเมืองไทยเริ่มก่อตัวขึ้น โดยมีการโฆษณาว่า “อยู่กับก๋ง…ละครที่ต้องดูเพื่อไม่ให้คนดีหายไปจากสังคมไทย”

[47] Michael Kelly Connors, Democracy and National Identity in Thailand (London : Routledge Curzon, 2003).

[48] เรื่องเดียวกัน.

[49] Michael Kelly Connors, Democracy and National Identity in Thailand, 129-154.

[50] อเนก เหล่าธรรมทัศน์, สองนคราประชาธิปไตย : แนวทางการปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ เพื่อประชาธิปไตย (กรุงเทพฯ : มติชน, 2538).

[51] อาทิ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และ ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์, บก., จาก 14 ถึง 6 ตุลา (กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2541), นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, การปฏิวัติสยาม 2475 (กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2535).