buy cialis without a perscription
buy cialis cheap
buy cialis online cheap
find cheap viagra online
generic viagra safe
fda approved cialis
first time viagra user
100mg viagra professional
walgreens viagra coupon
viagra for hypertension
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2012007

“เมื่อความเห็นต่างคือศัตรู”: สมชาย ปรีชาศิลปกุล

Filed under : POLITICS

“ที่กล่าวว่าน่าตระหนกนั้นก็ด้วยเหตุผลว่าการโหมไฟแห่งความเกลียดชังระหว่างผู้คนในครั้งอดีต รัฐมักจะเป็นผู้ที่สร้างให้บังเกิดขึ้นผ่านอำนาจการควบคุมสื่อสารมวลชน แต่ในห้วงเวลานี้กองเพลิงซึ่งกำลังขยายวงออกอย่างกว้างขวางมาจากเชื้อไฟในมือของบุคคลจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้อยู่ในภาครัฐ”

“เมื่อความเห็นต่างคือศัตรู”

สมชาย ปรีชาศิลปกุล

กฎหมายกฎเมือง หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 2 กุมภาพันธ์ 2555

หลักการพื้นฐานประการหนึ่งของสังคมที่อยู่ภายใต้อุดมการณ์แบบเสรีประชาธิปไตยก็คือ เสรีภาพในการแสดงความเห็นที่แตกต่างกันของบุคคลซึ่งอยู่ร่วมกันภายในสังคมนั้น

เป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นปรากฏการณ์ปกติที่ผู้คนในสังคมจะมีความเห็นแตกต่างกันออกไปในแต่ละเรื่อง แต่ละโอกาส แต่ละสถานการณ์ การเปิดโอกาสให้แต่ละคนแต่ละฝ่ายให้สามารถแสดงความเห็นได้อย่างอิสระคือพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตยที่จะถกเถียงและแลกเปลี่ยนกันในแต่ละเรื่องเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ทำความเข้าใจในแง่มุมที่มีห่างไกลกันอย่างสุดขั้ว

แน่นอนว่าในหลายครั้งอาจไม่ได้ข้อสรุปว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเป็นผู้ที่ถูกต้องหรือผิดพลาดไปทั้งหมด หากมีความเห็นบางอย่างที่พอจะยอมรับกันได้ในระหว่างฝ่ายที่เห็นแตกต่างกัน และนำไปสู่การสร้างการยอมรับในทางสาธารณะให้เกิดขึ้นด้วยการที่แต่ละฝ่ายต่างก็อาจได้ในบางด้านและเสียในบางด้านไป

ความเห็นต่างยังมีความสำคัญต่อการตรวจสอบความเชื่อ ความรู้ ที่สังคมในห้วงเวลาหนึ่งได้ยึดถือเอาไว้ว่ามีเหตุผลรองรับมากน้อยเพียงใด หรือเป็นความเชื่อที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในสังคมมากน้อยเพียงใด ความเห็นที่ต่างออกไปแม้อาจจะกระทำต่อความเชื่อกระแสหลักแต่ก็เป็นประโยชน์สำหรับสังคมโดยส่วนรวม

ยิ่งความเห็นที่ต่างไปจากกระแสหลักหรือความเห็นที่มีเสียงดังอยู่ก็จะยิ่งเป็นสิ่งที่แสดงถึงความหนักแน่นในการยอมรับเสรีภาพในการแสดงความเห็นของสังคมนั้นๆ

สำหรับสังคมไทย แม้เสรีภาพในการแสดงความเห็นจะเป็นยอมรับกันโดยกว้างขวาง ไม่มีใครที่จะป่าวประกาศในทางสาธารณะว่าบุคคลไม่ควรมีเสรีภาพดังกล่าวนี้ แต่ในความเป็นจริงจะพบว่าเสรีภาพในการแสดงความเห็นเป็นหลักการที่เบาหวิวและพร้อมจะถูกมองข้ามไปได้อย่างง่ายดาย หากต้องเผชิญกับความคิดที่กระทบต่อความเชื่อกระแสหลักของสังคมที่ถูกสร้างและทำให้เกิดการยึดมั่นไว้อย่างเหนียวแน่นในหมู่ผู้คน

ดังจะเห็นได้ว่าภายหลังจากการรัฐประหารเมื่อ พ.ศ. 2549 เป็นต้นมา ความขัดแย้งทางการเมืองที่ร้าวลึกได้นำมาสู่การแสดงความเห็นที่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ต่อระบบความเชื่อ สถาบัน และองค์กรจำนวนมาก ซึ่งอาจเคยเป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับโดยไม่ได้ถูกตั้งคำถามอย่างกว้างขวางเช่นที่ได้กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

การโต้แย้งต่อการรัฐประหาร ระบบรัฐธรรมนูญอันสืบเนื่องจากการรัฐประหาร การเสนอแก้ไขมาตรา 112 หรืออื่นๆ อีกเป็นจำนวนมากก็คือการแสดงความเห็นของคนอีกกลุ่มซึ่งมีทรรศนะและความเห็นที่แตกต่างกันออกไป หากมองในแง่นี้ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นก็เป็นเพียงความเห็นของบุคคลที่มีความเห็นที่แตกต่าง และแทบทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ในสื่อสาธารณะเป็นการแสดงความเห็นที่ไม่ได้พ้นไปจากกรอบของกฎหมายแต่อย่างใด

ปฏิเสธไม่ได้ว่าข้อเสนอหลายๆ เรื่องอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อบางชุดที่มีอยู่ในหัวสมองของหลายคน รวมทั้งอาจชวนให้รู้สึกขุ่นใจ สะเทือนใจต่อความเห็นเหล่านั้น แต่ก็เพราะว่านั่นเป็นความเห็นที่แตกต่างมิใช่หรือ หากเป็นความเห็นที่สอดคล้องกันก็คงไม่มีกระทบและไม่จำเป็นต้องมาถกเถียงกันแม้แต่น้อย

แต่ท่าทีของผู้คนจำนวนมากต่อความเห็นต่างในลักษณะเช่นนี้กลับชวนให้เกิดความตระหนกเป็นอย่างมาก

การโต้ตอบต่อความเห็นที่แตกต่างด้วยการพยายามจะป้ายสีข้อเสนอในหลายเรื่องให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการล้มล้างสถาบัน การรับจ๊อบจากอดีตนายกรัฐมนตรี หรือการว่ากล่าวในทำนองว่าบุคคลที่มาดำเนินกิจกรรมในลักษณะเช่นนี้เป็นพวกเนรคุณหรือบุพการีไม่สั่งสอน หรือการไล่ให้ไปอยู่ต่างประเทศ ฯลฯ

นอกจากความสะใจของผู้พูดและผู้ฟังบางกลุ่มที่ยืนอยู่บนฝั่งเดียว ความเห็นเช่นนี้นำไปสู่การเรียนรู้ทางสังคมหรือความงอกงามทางปัญญาในด้านใดบ้าง

การโต้ตอบในลักษณะดังกล่าวนี้มีส่วนไม่มากก็น้อยต่อการยั่วยุให้ผู้คนที่ยืนอยู่ในจุดที่แตกต่างกันเกิดโทสะและพร้อมที่จะเข้าห้ำหั่นกันได้อย่างไม่รู้สึกว่าอีกฝ่ายคือเพื่อนมนุษย์ร่วมสังคมด้วยกันแต่อย่างใด เพราะบัดนี้อีกฝ่ายหนึ่งกำลังจะดำเนินการทำลายสถาบันซึ่งตนเองเคารพรักเทิดทูนด้วยชีวิต

ท่าทีของบุคคลที่เข้าไปเผาหุ่นกลุ่มคณาจารย์คณะนิติราษฎร์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ชวนให้หวนรำลึกถึงภาพของเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ได้ไม่น้อยเลย

ที่กล่าวว่าน่าตระหนกนั้นก็ด้วยเหตุผลว่าการโหมไฟแห่งความเกลียดชังระหว่างผู้คนในครั้งอดีต รัฐมักจะเป็นผู้ที่สร้างให้บังเกิดขึ้นผ่านอำนาจการควบคุมสื่อสารมวลชน แต่ในห้วงเวลานี้กองเพลิงซึ่งกำลังขยายวงออกอย่างกว้างขวางมาจากเชื้อไฟในมือของบุคคลจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้อยู่ในภาครัฐ หากอยู่ในส่วนของสื่อสารมวลชน นักวิชาการ นักการเมือง คนที่อยู่ข้างๆ ซึ่งเป็นเพื่อนคุ้นหน้าคุ้นตากัน

ดูราวกับว่าท่าทีเช่นนี้ไม่เพียงไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เท่านั้น หากยังได้รับการตอบรับในด้านดีจากหลายฝ่ายว่า “พูดได้ตรงใจเหลือเกิน”

เสรีภาพในการแสดงความเห็นมีความหมายมากกว่าเพียงการประกาศจุดยืนทางการเมืองหรือการบริภาษบุคคลหรือฝ่ายที่ตนเกลียดชังในทางการเมืองอย่างสาดเสเทเสีย เสรีภาพในการแสดงความเห็นที่จะนำมาซึ่งการเรียนรู้ต้องอยู่บนพื้นฐานของการอดทนอดกลั้นต่อความเห็นที่ต่างออกไป และรวมถึงการความสามารถในการรับฟังและขบคิดถึงแง่มุมจากบุคคลที่ยืนอยู่กันคนละด้านของความคิด แต่ทั้งหมดคือผู้ที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่เราต่างต้องมีชีวิตอยู่ร่วมกันต่อไป

หากอาการเกลียดชังระหว่างกลุ่มคนที่ยืนอยู่คนละฝั่งเป็นผลจากการสร้างขึ้นอำนาจรัฐ การทำให้อำนาจรัฐอ่อนแอหรือการเปิดกว้างของสื่อสาธารณะก็จะช่วยทำให้ผู้คนตาสว่างได้ แต่หากอาการเกลียดชังเป็นผลจากคนจำนวนไม่น้อยดังที่กล่าวมา น่าจะเป็นความยากลำบากในการนำเอาเกลียดชังให้หลุดพ้นออกไปเพราะความเกลียดชังเหล่านี้ได้เกิดขึ้นและงอกงามในความคิดของผู้คนในสังคมอย่างกว้างขวางเสียแล้ว

ปัญหาที่อาจสำคัญไม่น้อยไปกว่าการพยายามหาทางออกจากความเห็นต่างที่มีอยู่อย่างกว้างขวางในขณะนี้ก็คือ จะทำอย่างไรเพื่อให้เสรีภาพในการแสดงความเห็นต่างสามารถมีที่ยืนอยู่ได้อย่างมั่นคง โดยไม่ถูกกีดกันหรือทำให้กลายเป็นความเห็นของศัตรูที่ต้องถูกห้ำหั่นให้มลายสิ้นไปจากแผ่นดินแห่งนี้