2011046

ชนชั้นนำ พุทธศาสนา ชาตินิยม และทุนนิยม: วีระ หวังสัจจะโชค

Filed under : POLITICS > SOCIAL SCIENCE

“จากการเปรียบเทียบลาว-พม่า ทำให้เห็นว่าอุดมการณ์ชาติ-ศาสนา มีความสัมพันธ์กับการเมืองอย่างแยกไม่ออกในฐานะที่เป็นชุดความคิดที่สร้างความชอบธรรมให้กับชนชั้นนำในการถือครองอำนาจ แต่ประเทศไทยต่างจากลาวตรงที่ชาตินิยมไทยสร้างศัตรูที่มาจากทั้งภายนอกและภายใน”

ชนชั้นนำ พุทธศาสนา ชาตินิยม และทุนนิยม: เปรียบเทียบการเมืองลาว-พม่า และบทเรียนสำหรับการเมืองไทย

 

วีระ หวังสัจจะโชค 

นิสิตปริญญาเอก คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

จากการศึกษาการเมืองการปกครองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผู้เขียนได้เลือกประเทศ “ลาว” เป็นกรณีศึกษาเฉพาะ ซึ่งลาวเป็นประเทศที่ถูกละเลยไม่ให้ความสนใจจากการศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งที่การเมืองลาวนอกจากจะมีการปกครองด้วยพรรคคอมมิวนิสม์ มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ และมีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ยังมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจและซับซ้อนอย่างมากที่จะได้พิจารณาในงานชิ้นนี้ โดยในงานนี้จะตอบคำถามสำคัญ 3 ข้อ ดังนี้

  1. ประเด็นสำคัญทางการเมืองลาวที่สะท้อนลักษณะเฉพาะของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยการศึกษาจะทำการเปรียบเทียบประเทศ “ลาว” กับ “พม่า” ด้วยประเด็นสำคัญที่มีการถกเถียงในเชิงรัฐศาสตร์ ทั้งในเรื่องชนชั้นนำ ศาสนา ชาตินิยม และระบบเศรษฐกิจ
  2. ลักษณะสำคัญอื่น 2 ประการอันเกี่ยวข้องกับส่วนแรก ที่สะท้อนลักษณะเฉพาะของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  คือหนึ่ง “ประชาธิปไตย” และสอง “ทหาร”
  3. การศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เป็นบทเรียนสำหรับการเมืองการปกครองไทย

ส่วนที่ 1 

การศึกษาในส่วนแรกจะกล่าวถึงสภาพทั่วไปของสถาบันทางการเมืองของประเทศลาว และจะพิจารณาในประเด็นสำคัญทางการเมืองลาวเพื่อเปรียบเทียบกันพม่า โดยมีประเด้นสำคัญที่มีการถกเถียงในเชิงทฤษฏีทางรัฐศาสตร์ คือ ชนชั้นนำ ศาสนา ชาตินิยม และระบบเศรษฐกิจ

การปกครองและสถาบันทางการเมืองลาว

ในการศึกษาการปกครองลาวสามารถใช้วิธีการเปรียบเทียบของ Arend Lijphart[1] โดยสามารถพิจารณาได้ดังนี้

-ที่มาของอำนาจบริหาร (executive power sharing) รวมอยู่ที่สภาแห่งชาติ และเลขาธิการพรรคประชาชนปฏิวัติลาว

-ความสัมพันธ์จะหว่าวฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ (balanced executive-legislative relation) มีลักษณะเชื่องโยงอำนาจ (fusion of power) ฝ่ายบริหาร (รัฐบาล) และประธานประเทศ มาจากความเห็นชอบของสภาแห่งชาติ

-ระบบสภาเป็นแบบสภาเดี่ยว (unicameralism) คือสภาแห่งชาติ ทำหน้าที่เป็นนิติบัญญัติ

-พรรคการเมืองเป็นระบบพรรเดียวที่มีความสัมพันธ์กับการปกครองของรัฐ (party-state) คือ พรรคประชาชนปฏิวัติลาวที่เป็นพรรคคอมมิวนิสม์

-มีระบบการตรวจสอบอำนาจผ่านสภาแห่งชาติ และมีวาระในการดำรงตำแหน่งของฝ่ายนิติบัญญัติและบริหาร คือ 5 ปี

-หลักความเป็นใหญ่โดยมีรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษร (written constitution)

-อำนาจในการควบคุมความชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายบริหารอยู่ที่ศาลประชาชนและองค์การอัยการประชาชน แต่ไม่สามารถวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ (non-Judicial review) ในการกระทำของสภาแห่งชาติ

-โครงสร้างรัฐมีลักษณะเป็นรัฐเดี่ยว (unitary state) และรวมศูนย์อำนาจ (centralization)

เมื่อพิจารณาการปกครองลาวแล้วพบว่าอำนาจในสถาบันการเมืองต่างๆ มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและรวมศูนย์อยู่ที่พรรคประชาชนปฏิวัติลาวที่เป็นพรรคคอมมิวนิสม์ โดยการทำงานของพรรคจะมีโครงสร้างดังนี้

  • สมัชชาพรรค (Party Congress) เป็นเพียงตรายางรอบรับการตัดสินใจของผู้นำพรรคฯ
  • คณะกรรมการเมือง (Political Bureau) เป็นศูนย์กลางอำนาจที่แท้จริงในการตัดสินใจนโยบายสำคัญของรัฐบาล
  • คณะเลขาธิการพรรค (Secretariat) ทำหน้าที่แทนคณะกรรมการกลางในช่วงที่ไม่มีการประชุมสมัชชาพรรค และยังทำหน้าที่ในงานประจำและการประสานงานต่างๆ
  • คณะกรรมการกลาง (Central Committee)  เป็นแกนนำของพรรคฯ ที่มีความรับผิดชอบในงานระดับสูง
  • คณะกรรมการประจำสำหรับหน่วยการปกครองท้องถิ่นที่แตกย่อยมาจากคณะกรรมการกลาง มีลักษณะคล้ายผู้ว่าราชการจังหวัดที่ทำงานเป็นทีม
  • นอกจากนี้ยังมี “องค์กรแนวลาวรักชาติ/สร้างชาติ” ที่เป็นผู้แทนจากลุ่มการเมืองและสังคมต่างๆ ในการเข้ามาดูแลในประเด็นสาธารณะ

ทั้งหมดในหัวข้อนี้จึงทำให้เห็นภาพรวมของการปกครองและสถาบันการเมืองของลาว ซึ่งจะเป็นการฟูพื้นฐานในการทำความเข้าใจในประเด็นทางการเมืองในส่วนต่อไป

 

ประเด็นสำคัญทางการเมืองลาว เปรียบเทียบพม่า 

การศึกษาการเมืองลาวมีประเด็นที่น่าสนใจที่มีการถกเถียงในเชิงรัฐศาสตร์ ทั้งในเรื่องชนชั้นนำ ศาสนา ชาตินิยม และระบบเศรษฐกิจ ที่ในงานนี้จะนำมาเปรียบเทียบกับประเทศพม่าทำให้สามารถสะท้อนภาพรวมของการเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศในแผ่นดินใหญ่ (mainland) ทั้งเวียดนาม พม่า กัมพูชา และไทย

1. ชนชั้นนำทางการเมืองลาวกับการปฏิวัติ 1975 เปรียบเทียบกรณีชนชั้นนำพม่า       

ชนชั้นนำทางการเมือง (political elites) เป็นทฤษฏีทางรัฐศาสตร์ที่สำคัญในการศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในด้านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเสถียรภาพทางการเมือง[2] การศึกษาประวัติศาสตร์ลาวสมัยใหม่มีช่วงสำคัญที่ทำให้เห็นภาพของการต่อสู้ของชนชั้นนำทางการเมืองของลาวคือช่วงการปฏิวัติ 1975 ที่พรรคคอมมิวนิสม์ลาวได้รับชัยชนะ แม้ว่าก่อนการปฏิวัติ 1975 ลาวจะมีพรรคการเมืองหลายพรรคแต่ก็ยังกระจัดกระจายและอ้างอิงตัวเองกับกลุ่มชนชั้นนำในสังคม ที่สามารถแยกชนชั้นนำลาวได้ออกเป็น 4 ฝ่ายสำคัญคือ

  1. ฝ่ายเจ้าศักดินา เป็นกลุ่มของสถาบันกษัตริย์ ประกอบด้วยเจ้ามหาชีวิต, เจ้าเพชรรัตน์ที่เป็นมหาอุปราช และสมเด็จเจ้าสว่างวัฒนาที่เป็นกษัตริย์คนสุดท้าย กลุ่มนี้ไม่มีอำนาจทางการเมืองเพราะถูกริดรอนจากเจ้าอาณานิคมและการแบ่งแยกการปกครองเป็นส่วนๆในลาว
  2. ฝ่ายขวา เป็นกลุ่มทางการเมืองที่สหรัฐอเมริกาสนับสนุนเพราะมีนโยบายต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ อีกทั้งการที่ปี 1958 ที่พรรคแนวลาวรักชาติชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้นทำให้อเมริกากลัวการขยายตัวของสังคมนิยมในภูมิภาคนี้มาก ฝ่ายนี้ประกอบไปด้วยท่านกระต่าย สะโสฤทธิ์, ท่านผุย ชนะนิกร, นายพลภูมี หน่อสะวัน และเจ้าบุญอุ้ม ณ จำปาศักดิ์  ฐานที่มั่นอยู่ทางใต้
  3. ฝ่ายซ้าย เป็นกลุ่มที่ได้รับเอาความคิดแบบสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์มาจากจีน ต้องการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคมโดยพยายามหาแนวร่วมรักชาติ และเคลื่อนไหวฝ่าน “ขบวนการปะเทดลาว” และได้พัฒนาต่อไปเป็น “พรรคแนวลาวรักชาติ” และ “พรรคปฏิวัติลาว” กลุ่มนี้ประกอบด้วนเจ้าสุภานุวงศ์, ภูมี วงศ์วิจิตร, กินิม พลเสนา และไกสอน พรหมวิหาร ฐานที่มั่นอยู่ทางเหนือ
  4. ฝ่ายกลาง เป็นกลุ่มที่พยายามประนีประนอมข้อเรียกร้องของทั้งฝ่ายซ้ายและขวาโดยพยายามตั้งรัฐบาลผสมถึงสามครั้งในปี 1957 (หลังฝรั่งเศสถอนตัวเพราะความผ่ายแพ้ในเดียนเมียนฟูและข้อตกลงเจนิวาที่จะถอนกำลังจากอินโดจีน อีกทั้งยังเข้าสู่ช่วงของสงครามเย็น), 1962 (หลังการรัฐประหารของร้อยเอกกองแล), 1974 (ข้อตกลงปารีส 1973 ที่เกี่ยวกับสงครามเวียดนามและข้อตกลงหยุดยิงที่กระทบถึงลาว) แต่ไม่ประสบความสำเร็จ[3] แม้ว่าจะได้ถือครองอำนาจในช่วงสั้นๆหลังจากการรัฐประหารของร้อยเอกกองแล (ปี 1960) ยึดอำนาจจากฝ่ายขวา (รัฐบาลผุย ชนะนิกร) และตั้งเจ้าสุวรรณภูมาเข้ามาเป็นนายก เพื่อดำเนินนโยบายประเทศไม่ให้เอียงไปหาโลกเสรีหรือคอมมิวนิสต์ แต่ไม่นานก็ถูกเจ้าบุญอุ้มนำกองกำลังปรามกบฏเข้ามายึดอำนาจคือจนทำให้เจ้าสุวรรณภูมาต้องไปตั้งรัฐบาลผลัดถิ่นที่ได้รับความร่วมมือจากขบวนการปะเทดลาว[4]ฐานที่มั่นอยู่ที่เวียงจันทน์ อย่างไรก็ดี ฝ่ายกลางมักถูกจัดกลุ่มให้เป็นฝ่ายขวา โดยงานของอนุรัตน์ ฝั่นถึงภูมิ เห็นว่าการตั้งรัฐบาลผสมทั้ง 3 ครั้งต่างเอื้อประโยชน์และเป็นช่วงเวลาที่ฝ่ายขวากำลังพ่ายแพ้ทางการเมือง[5]

การต่อสู้ในการเปลี่ยนแปลงประเทศลาวก่อนปฏิวัติ 1975 แม้สหรัฐอเมริกาจะให้เงินสนับสนุน ข้อมูลทางการทหารจาก CIA และกองกำลังรับจ้าง รวมถึงการทิ้งระเบิดในลาวจำนวนมาก เช่น ที่ทุ่งไหหิน[6] ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับสงครามอินโดจีนที่หากสามารถสร้างสนามบินก็จะสามารถเป็นฐานกำลังครอบคลุมภาคใต้ของจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด รวมถึงสามารถติดตั้งระบบจรวดนำวิถีที่บริเวณสูงของพื้นที่ดังกล่าวได้อีกด้วย[7] มีการทิ้งระเบิด 16000 ลูกต่อวันและมูลค่าระเบิดกว่าพันล้านเหรียญสหรัฐ แต่ก็ไม่อาจยับยั้งการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงประเทศลาวให้เป็นสังคมนิยมโดยพรรคปฏิวัติลาวที่สามารถยึดครองประเด็นเรื่อง “ชาตินิยม” และมีประชาชนและพุทธศาสนิกชนเป็นแนวร่วมสนับสนุนไปได้

การปฎิวัติ 1975 ถือว่าพรรคปฏิวัติลาวสามารถได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด และทำให้ชนชั้นำที่เป็นฝ่ายซ้ายของลาวสามารถครองอำนาจและเปลี่ยนแปลงการปกครองให้เป็นการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่พรรคและสภาแห่งชาติ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือการเปลี่ยนแปลงชนชั้นนำลาวสามารถจัดการกับชนชั้นนำกลุ่มอื่นได้อย่างเด็ดขาด และสามารถถือครองอำนาจฝ่ายเดียวไว้ได้แม้ว่าภายหลังจะเกิดปัญหาในทางเศรษฐกิจก็ตาม

เมื่อเปรียบเทียบกับพม่าจะพบว่าการต่อสู้เปลี่ยนแปลงของพม่าเริ่มต้นจากการเข้ามายึดครองของญี่ปุ่นเช่นเดียวกับลาว โดยนายพลอองซานได้ก่อตั้งองค์การสันนิบาตเสรีภาพแห่งประชาชนต่อต้านฟาสซิสต์ (Anti-Fascist Peoples Freedom League, AFPFL) ที่ต่อต้านญี่ปุ่นอย่างลับๆ และเป็นหน่วยงานสำคัญในการประกาศเอกราชกับอังกฤษ แต่ก่อนการเปลี่ยนแปลงช่วงที่อังกฤษประกาศเอกราชให้กับพม่า (17 ตุลาคม 1947 – 4 มกราคม 1947) กลับเกิดการลอบสังหารนายพลอองซานในเดือนกรกฏาคม 1947 ทำให้การเปลี่ยนแปลงชนชั้นพม่าเกิดความวุ่นวายและเกิดภาวะไร้ผู้นำทางการเมืองในการประกาศเอกราช[8] และผู้นำคนต่อมาคือนายพลเนวินที่ปกครองประเทศยาวนานถึง 26 ปี ด้วยการปราบปรามคู่แข่งทางการเมืองและผู้เรียกร้องประชาธิปไตยรอย่างเด็ดขาด ทำให้การเมืองพม่าตกอยู่ในบรรยากาศของการปกครองโดยทหารอย่างยาวนาน แม้จะมีช่วงของการเรียกร้องประชาธิปไตยในปี 1988 ที่มีขบวนการนักศึกษา พระ และมีนางอองซานซูจีเป็นแกนนำ แต่ก็ถูกปราบปรามลงและมีการรัฐประหารเปลี่ยนแปลงชื่อประเทศเป็น “Myanmar”

จากนั้นเป็นต้นมาพม่าก็ถูกปกครองโดยทหาร แม้ว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 1990 ที่พรรคNLD ของอองซานซูจีชนะ แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการปกครองของชนชั้นนำทหารไปได้ ทำให้เห็นว่าความผิดผลาดทางประวัติศาสตร์ในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองและการได้รับเอกราชชนชั้นนำพม่าไม่สามารถจัดการการเปลี่ยนแปลงให้ราบรื่น เพราะต้องมาสะดุดหยุดลงด้วยการลอบสังหารนายพลอองซาน ซึ่งกลายเป็นข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์ที่ว่านายพลอองซานเป็นต้นกำเนิดของการปกครองแบบทหาร (ข้ออ้างของฝ่ายทหาร) หรือนายพลอองซานต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศสู่เอกราชของชาติและประชาธิปไตย (ข้ออ้างของฝ่ายอองซานซูจี)

2. พุทธศาสนากับการเมืองลาว เปรียบเทียบกรณีประเด็นทางพุทธศาสนาและการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยของพระในพม่า

ศาสนาพุทธกับสังคมลาวมีความใกล้ชิดกันอย่างยิ่ง และในช่วงการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง (1945-1975) ศาสนาพุทธเป็นองค์กรสำคัญในการปลูกฝังจิตสำนึกทางการเมือง ความคิดแบบคอมมิวนิสต์ และคณะสงฆ์ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงประเทศในฐานะที่เป็นหัวใจสำคัญของประชาชนชาวลาว

ลัทธิคอมมิวนิสต์ในลาวเป็น “มาร์คซิสต์” สายเหมา (Maoist) ที่อาศัยวัดและพระเป็นแหล่งเผยแพร่อุดมการณ์คอมมิวนิสต์และเป็นแนวร่วมสำคัญของพรรคฯและประชาชนเพราะเหตุผล 3 ประการคือ หนึ่งศาสนาพุทธมีความใกล้ชิดกับประชาชนทั้งในแง่ของพิธีกรรมและการสะสมทุนท้องถิ่น[9] โดยในพื้นที่ที่มีความเจริญพอสมควรจะนับถือศาสนาพุทธและสร้างชุมชนรอบวัด ส่วนพื้นที่ชนบทในลาวจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆที่นับถือผีสางและผีบรรพบุรุษ ประชาชนที่มีส่วนร่วมในการปฏิวัติคือประชาชนในพื้นที่ชุมชนที่มีความเจริญและใกล้ชิดศาสนาพุทธ สอง เจ้าอาณานิคมอย่างสยามและฝรั่งเศส ไม่สนใจศาสนาพุทธในลาว รวมถึงการไม่ได้เข้าไปแทรกแซงหรือจัดการ ทำให้ศาสนาพุทธมีความเป็นอิสระมากพอสมควรในการเข้ามีปฏิสัมพันธ์กับชุมชน และสาม ด้วยการที่ประเทศลาวต้องตกเป็นอาณานิคมของประเทศที่ไม่สนใจที่จะพัฒนาลาว และการที่ลาวตกเป็นประเทศที่ต้องรับผลข้างเคียงของสมครามในภูมิภาคนี้ ทำให้ลาวไม่มีความเจริญทางด้านการพัฒนาและการศึกษา ส่งผลให้วัดและพระสงฆ์เป็นแหล่งให้ความรู้การศึกษาแก่ประชาชน ทั้งในเชิงศาสนา ศาสตร์ต่างๆ และความรู้แบบสังคมนิยม ทำให้สังคมนิยมที่เป็นแนวคิดสร้างความเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำกับโอกาสทางการศึกษาที่ศาสนาพุทธมอบให้จึงสอดคล้องกัน[10]

นอกจากเหตุผลดังกล่าวแล้ว พรรคปฏิวัติลาวได้สร้างและผสมศาสนาพุทธกับสังคมนิยม ในข้อเสนอที่พรรคปฏิวัติลาวกล่าวว่าพุทธศาสนาและสังคมนิยมมีเป้าหมายเดียวกันคือ “การกำจัดความทุกข์” ที่ต้องหลุดพ้นจากความทุกข์ซึ่งทุกข์นั้นก็คือการกดขี่จากพวกจักรวรรดินิยม[11] การที่พระพุทธเจ้าถูกสร้างให้เป็นนักสังคมนิยม เพราะท่านทรงสละราชสมบัติทั้งหมดเพื่อหาทางดับทุกข์และสลายชนชั้นในสังคมเดิม[12] และการที่ คำตัน เทพบัวคลี ผู้นำคณะสงฆ์ได้เขียนหนังสือชื่อ “การเมืองกับพุทธศาสนา” ที่ว่าพุทธศาสนาสามารถปรับตัวได้กับหลายระบบสังคม แต่ภายใต้ระบบทุนนิยม พุทธศาสนากลายเป็นเครื่องมือของนายทุนและถูกบิดเบือน ต่างจากในระบบสังคมนิยมที่พุทธศาสนาสามารถปรับมุมมองและปรัชญาให้เข้ากับความคิดทางการเมืองใหม่ที่สนับสนุนกระบวนการสังคมนิยมได้[13]

อีกทั้งภายหลังจากชัยชนะของฝ่ายซ้าย ศาสนาพุทธมีความใกล้ชิดกับพรรคปฏิวัติลาวในด้านความเป็นระบบราชการของศาสนาพุทธเนื่องมาจากระบบการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและการจัดลำดับคณะสงฆ์หลังจากการปฏิวัติ 1975 พรรคฯ มีหน่วยงานชื่อ Lao United Buddhist Association ในการแต่งตั้งผู้นำคณะสงฆ์และวางระบบการประกอบศาสนพิธีและจัดโครงสร้างองค์กรทางศาสนาให้ใกล้ชิดกับพรรคและมีแหล่งอบรมความรู้แนวพุทธสังคมนิยม[14]

อย่างไรก็ดี ฝ่ายขวาและจักรวรรดินิยมก็มีความพยายามที่จะใช้พุทธศาสนาในการสร้างความชอบธรรมทางการเมืองให้กับตัวเอง เช่น การที่ฝรั่งเศสสั่งให้มีการบูรณะพระธาตุหลวงที่ถูกทำลายในสมัยที่มีสงครามกับไทย เพื่อนำพระธาตุหลวงมาเป็นสัญลักษณ์ของชาติ (เทียบเคียงกับการสร้างสัญลักษณ์หอไอเฟล สัญลักษณ์ของประเทศฝรั่งเศส) และฝรั่งเศสยังออกกฎควบคุมสงฆ์ในปี 1927 และก่อตั้งสถาบันสงฆ์ในลาวและกัมพูชา[15]  อีกทั้งในยุคของจักรวรรดินิยมอเมริกาก็พยายามที่จะบังคับให้พระสงฆ์เผยแพร่ความคิดต้านคอมมิวนิสม์ จัดชั้นเรียนภาษาอังกฤษให้แก่พระสงฆ์ และให้เงินสนับสนุนในการเผยแพร่พุทธศาสนา[16] แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการใช้ศาสนาพุทธ เพราะความขัดแย้งกันเอกของจักรวรรดินิยมกับหลักการทางศาสนา และการที่ศาสนาพุทธอยู่ในระดับชุมชนจึงทำให้การควบคุมทำได้ยาก

ความใกล้ชิดระหว่างพรรคปฏิวัติลาวและพุทธศาสนา ทำให้ศาสนาพุทธเป็นฐานอ้างความชอบธรรมของพรรคปฏิวัติลาวและเป็นแนวร่วมสำคัญในการปฏิวัติ 1975 ข้อถกเถียงที่ว่าพรรคคอมมิวนิสต์ในลาวและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็น “ลัทธิสตาลิน” [17]  ที่ต่อต้านและมุ่งทำลายศาสนาจึงไม่สามารถอธิบายพรรคปฏิวัติลาวได้ อีกทั้งเพราะการร่วมมือที่สำคัญระหว่างความคิดสังคมนิยมและพุทธศาสนาทำให้ลาวสามารถปฏิวัติได้สำเร็จ และเปลี่ยนแปลงประเทศโดยใช้การเมืองแบบคอมมิวนิสต์ การปกครองแบบรวมศูนย์ และมีวัฒนธรรมศาสนาแบบพุทธ

เมื่อเปรียบเทียบกับพุทธศาสนาในพม่าแล้ว พุทธศาสนาถือว่าเป็นหน่วยสำคัญในการศึกษาและเป็นแหล่งบ่มเพาะความรู้เช่นเดียวกับลาว อีกทั้งในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของพม่า เช่น การเรียกร้องประชาธิปไตยของอองซานซูจี ก็ใช้ประเด็นทางศาสนาพุทธ ทั้งเรื่องเมตตาและความกลัว[18] ในการเคลื่อนไหว

พระสงฆ์เป็นสถาบันหลักในสังคมพม่า เนื่องมาจากบทบาทของพุทธศาสนาที่ไม่ได้มีอยู่แค่ในการศึกษาพระธรรมและปฏิบัติตามหลักศาสนา แต่ยังครอบคลุมถึงความเป็นอยู่ของประชาชนและเป็นศูนย์กลางของชุมชนเช่นเดียวกับลาว การฟื้นฟูและพัฒนาสังคมในยามที่บ้านเมิงเกิดวิกฤต ตลอดจนการเสริมสร้างภาพลักษณ์และสร้างความชอบธรรมทางการเมืองให้กับชนชั้นปกครองพม่าในประวัติศาสตร์ตลอดมา[19]

ตัวอย่างของการเคลื่อนของพระสงฆ์ในทางการเมืองคือ ปี 1990 ที่พระสงฆ์ได้รวมตัวกันปฏิเสธไม่ยอมทำสังฆกรรมและประกอบพิธีกรรมทางศาสนาให้กับกองทัพซึ่งสร้างความตกใจให้แก่กองทัพเป็นอย่างมาก และชัดเจนขึ้นในการประท้วงในปี 2007 ที่พระสงฆ์และประชาชนที่ตื่นตัวทางการเมืองไม่พอใจการผูกขาดอำนาจของพลเอกอาวุโสตานฉ่วยและสภาวะการล้มเหลวทางเศรษฐกิจ เช่น การขึ้นราคาน้ำมัน ที่เป็นแรงบีบคั้นให้พระสงฆ์ต้องออกมาเป็นแนวร่วมกับประชาชนในการประท้วงโดยการตั้งขบวนธรรมยาตราเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและประกาศให้คณะทหารหันมาบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชน[20] จึงเป็น “กิจของสงฆ์” ที่จะต้องช่วยเหลือประชาชนในการดับทุกข์และจัดการกับอำนาจผูกขาดที่ไม่เป็นธรรม การรณรงค์ของพระสงฆ์ เช่น การไม่รับบิณฑบาตรจากกลุ่มผู้นำทหาร การสวดพระสูตรบนลานเจดีย์ชเวดากองและการโบกธงนกยูงซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มนักศึกษา 8888 ในการเดินขบวนขับไล่เผด็จการทหาร

นอกจากนี้ในเหตุการณ์ปี 2007 ที่ความโดนเด่นของการเคลื่อนไหวอยู่ที่พระสงฆ์ได้มีการตั้งขบวนประท้วงที่มียุทธศาสตร์การต่อสู้ที่ลดความรุนแรง ไม่เน้นปะทะหรือจู่โจมกับทหารเหมือนในเหตุการณ์ 8888 แต่เน้นที่การสวดมนต์ภาวนาและการเดินขบวนอย่างสันติ ทำให้ได้รับความเห็นใจจากประชาคมโลกและกลุ่มประเทศตะวันตก ที่แตกต่างจากการประท้วงในยุคอาณานิคมที่ไม่ได้รับแรงสนับสนุนจากประเทศตะวันตก จึงทำให้เห็นว่าพระสงฆ์และศาสนาพุทธมีความใกล้ชิดกับการเมืองพม่าและมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวคล้ายคลึงกับลาว แต่จะต่างตรงที่ศาสนาพุทธของลาวสามารถยึดครองความหมายของชาตินิยมลาวไว้ได้และอยู่ข้างเดียวกับพม่า แต่ศาสนาพุทธพม่ากลับอยู่ตรงกันข้ามกับรัฐบาล

3. การต่อสู้และการสร้างความชอบธรรมทางการเมืองด้วย “ชาตินิยม” ของลาว เปรียบเทียบชาตินิยมแบบพม่า

ในระหว่างการต่อสู้ทางการเมืองของชนชั้นนำลาวทั้งฝ่ายซ้ายและขวาต่างใช้เรื่อง “ชาตินิยม” มาเป็นประเด็นหลักในการต่อสู้และแย่งชิงมวลชน ซึ่ง “ชาติ” เป็นเพียงชุมชนในจินตกรรมทางการเมือง และจินตนาการขึ้นโดยมีทั้งอธิปไตยและมีขอบเขตจำกัดมาตั้งแต่กำเนิด โดยชาติ ถูกจิตกรรม ขึ้น ลัทธิชาตินิยมจึงไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเอง แต่เป็นสิ่งที่ ประดิษฐ์ ขึ้นมา[21] โดยสามารถแยกพิจารณาออกเป็น 3 ช่วงสำคัญในการเคลื่อนไหวอุดมการณ์ชาตินิยม ดังนี้

  1.  ก่อนการปฏิวัติ 1975

การเคลื่อนไหวทางการเมืองของทั้งฝ่ายซ้ายและขวาพยายามสร้างความชอบธรรมทางการเมืองที่มาจากพื้นฐานของลัทธิชาตินิยม ซึ่งเป็นแนวคิดที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นภายใต้กรอบความคิดสมัยใหม่เรื่องรัฐชาติ (nation-state) ที่มีเขตแดนและอำนาจอธิปไตยชัดเจน โดยการเคลื่อนไหวเรื่องชาตินิยมจะเป็นเรื่องการ “กู้ชาติ” แต่มีคำอธิบายที่ต่างกันตามแบบของฝ่ายซ้ายและขวา

สำหรับฝ่ายซ้ายสรรพนิพนธ์ของ ไกสอน พมวิหาน พรรคปฏิวัติลาวใช้ชาตินิยมในเรื่องของ “ความหลากหลาย” ทางเชื้อชาติ ลาวไม่มีการแบ่งแยกชาติพันธุ์ แต่ทุกชาติสามารถสามัคคีกันและร่วมกันต่อสู่เพื่อปกป้องชาติ โดย “ชาติ” คือพื้นที่ในเขตแดนลาวที่ถูกปกครองจากจักรวรรดินิยมและพวกฝ่ายขวา[22]

ส่วนฝ่ายขวา ใช้ประเด็นเรื่องชาตินิยมด้วยการพยายามกีดกันชาติพันธุ์หรือชนกลุ่มน้อยออกไปจากความเป็นชาติลาว โดยชนกลุ่มน้อยเป็นเพียงคนชั้นสองในสังคมลาว กระต่าย สะโสฤทธิ์ นายกรัฐมนตรีลาวที่มาจากฝ่ายขวาเคยกล่าวไว้ว่า “…อาณาจักรล้านช้าง เหมือนกับประเทศลาวในปัจจุบันที่ผู้คนมีความสามัคคี ถ้าเราแยกชนกลุ่มน้อย เช่น ข่า แม้ว ที่มีเพียงเล็กน้อยและกระจายกันอยู่บนที่สูงออกไป คนทั้งหมดในเมืองลาวล้วนแต่พูดภาษาเดียวกัน เชื่อในผีเดียวกัน ศาสนาเดียวกัน และมีธรรมเนียมปฏิวัติเหมือนกัน…” [23] การใช้ชาตินิยมของฝ่ายขวาที่กีดกันชนกลุ่มน้อยออกไปเช่นนี้ ทำให้ชาตินิยมของฝ่ายซ้ายที่เน้นความสามัคคีระหว่างคนลาวหลายเชื้อชาติได้เปรียบในแง่ของมวลชนและความชอบธรรมทางการเมืองในการหาแนวร่วมในการปฏิวัติ

อีกทั้งชาตินิยมของฝ่ายซ้ายมีมิติในเรื่องจองการสร้างแนวร่วมทางชนชั้นระหว่างกรรมาชีพและชาวนา รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์อื่นด้วยคำอธิบายแบบ “กึ่งเมืองขึ้น-กึ่งศักดินา” ในการต่อต้านจักรวรรดินิยม[24] ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส อเมริกา หรือบรรดาพันธมิตรทั้งไทยและฝ่ายขวาในลาว

  1. หลังการปฏิวัติ 1975

หลังจากการปฏิวัติ 1975 รัฐบาลของส.ป.ป.ลาว ได้สร้างความคิดเรื่องชาตินิยมแบบใหม่ ในประเด็นดังต่อไปนี้

-มีการสร้างตราประเทศเป็นสัญลักษณ์ของประเทศขึ้นมาขึ้น โดยมีฟันเฟือง (อุตสาหกรรม) รวมข้าวและทุ่งนา (เกษตรกรรม) สายฟ้า (ความมั่งคั่ง) ดาวทอง (อนาคตที่โชติช่วง) ค้อนและเคียว (กรรมาชีพและชาวนา) เป็นพื้นฐานในการสร้างความเป็นหนึ่งของทุกชาติ ทุกเผ่า และทุกระดับ เพื่อป้องกันและสร้างประเทศ[25]

-มีการกำหนดภาษาลาวให้เป็นภาษาพูดและภาษาราชการ มีการแต่งเพลงชาติใหม่ให้เน้นความหลากหลายทางชาติพันธุ์และต่อต้านนายทุน ศักดินา และจักรวรรดินิยม[26] ธงชาติแบบใหม่ที่มีแถบสีแดงบนล่างและมีสีน้ำเงินและดวงจันทร์อยู่ตรงกลางซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอิสรภาพของลาว แทนที่แบบเดิมที่เป็นช้างและเศวตรฉัตร 9 ชั้น และการเปลี่ยนแปลงวันชาติ เป็นวันที่ 19 กรกฎาคม (วันที่ประกาศเอกราชจากฝรั่งเศส) วันรัฐธรรมนูญ 2 ธันวาคม (วันที่พรรคปฏิวัติลาวยึดอำนาจสำเร็จ) [27]

-ชาตินิยมในกลุ่มชาติพันธุ์ รัฐบาลลาวได้พยายามรักษาความเสมอภาคและความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งการให้สิทธิในการทำงาน การศึกษาเล่าเรียน ทำให้ปัญหาเรื่องชาติพันธุ์ในลาวเบาบางลง[28]

  1. ช่วงการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ 1986-87

จากปัญหาทางเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องที่เกิดหลังการปฏิวัติ 1975 นำมาสู่การประกาศใช้นโยบายทางเศรษฐกิจจิตนาการใหม่ (New Thinking) ที่เป็นแนวคิดแบบเสรีนิยมใหม่ที่เน้นการทำงานของกลไกตลาดและดำเนินเศรษฐกิจด้วยภาคเอกชน โดยในช่วงเวลาสำหรับแผนเศรษฐกิจใหม่นี้ รัฐบาลลาวได้ใช้นโยบายชาตินิยมควบคู่ไปด้วยเพื่อลดความไม่พอใจของประชาชนจากความล้มเหลวในการบริหารงาน โดยชาตินิยมในช่วงการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจนี้มีสาระสำคัญในเรื่องการขอให้ประชาชนแสดงความอดทนและร่วมกันฝ่าฝันอุปสรรคต่างๆ เหมือนสมัยที่เคยร่วมมือกันภายใต้การนำของพรรคเพื่อกอบกู้เอกราชของชาติ[29]

สำหรับชาตินิยมในช่วงการเปลี่ยนแปลงนี้ศัตรูหลักคือ ไทย แม้ไทยจะมีความสำคัญกับลาวอย่างมากในด้านการพัฒนาทุนนิยมในลาวและราชวงศ์ไทยมีความใกล้ชิดกับลาวในหลายด้าน เช่น โครงการพระราชดำริที่นายไกสอน พมวิหาน เข้ามาเยี่ยมชม รวมถึงการที่สมเด็จพระเทพฯ ที่เสด็จเยือนลาวและเขียนหนังสือถึงลาวสม่ำเสมอ แต่รัฐบาลลาวก็เกรงกลัวรัฐบาลไทยและอิทธิพลของไทย เช่น แนวคิดการปกครอง ประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ และลัทธินิยมกษัตริย์ เป็นต้น[30]

ตัวอย่างของชาตินิยมต่อต้านไทย เช่น การกล่าวหา นิโคล เทริโอ นักร้องไทยที่ตำหนิผู้หญิงลาวว่าสกปรก อีกทั้งการเขียนหนังสือ “ประวัติศาสตร์ลาว” ใหม่ให้ศัตรูของชาติทั้งยุคศักดินาและอาณานิคมคือ สยาม (ไทย) ฝรั่งเศส และอเมริกา อย่างไรก็ดี จากการที่ประชาชนลาวมีจิตใจรักชาติและจิตใจต่อสู้ ทำให้สามารถเอาชนะศัตรูได้ตลอดมา โดยตัวแสดงทางชาตินิยมของชาวลาวที่ต่อต้านไทย เช่น เจ้าฟ้างุ้มมหาราช ที่รวบรวมอาณาจักรล้านช้างและยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ แม้กระทั่งพระเจ้าอู่ทองยังเกรงกลัวและต้องส่งลูกสาวไปสมรสด้วย และเจ้าอนุวงศ์ ที่เป็นกบฏต่อต้านไทยแม้ว่าจะเป็นองค์ประกันอยู่ที่กรุงธนบุรีตั้งแต่เล็ก เป็นต้น โดยกษัตริย์ทั้งสองได้ถูกสร้างเป้นอนุสาวรีย์สำคัญของลาว และเป็นการหยิบ “เลือก” ใช้กษัตริย์บางคนในการประดิษฐ์กรรมชาตินิยมขึ้นมาในลาวเพื่อต่อต้านและระมัดระวังความสัมพันธ์กับไทย

นอกจากนี้ ยังมีการใช้ชาตินิยมร่วมกับพุทธศาสนาเพื่อปฏิรูปทางเศรษฐกิจ โดยพุทธศาสนาจะมีหน้าที่ในการแสดงให้เห็นถึง “ความเสื่อมโทรมของค่านิยมเดิม” หรือสิ่งที่ดีงามในอดีตของชนชาติลาวที่กำลังถูกทำลายลงด้วยวัฒนธรรมจากต่างชาติ เช่น การแต่งกาย เพลง ที่จะทำลายความเป็นตัวตนของชาติลาวไป โดยชาตินิยมพยายามชูศาสนาพุทธให้เป็นเอกลักษณ์ของชาติและความภาคภูมิใจวันวัฒนธรรมทางพุทธอันดีงามของชนชาติลาว และสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงสัญลักษณ์ของลาวโดยใส่ “พระธาตุหลวง” ไปแทน “ค้อนและเคียว” ในตราประเทศ[31] เพื่อแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่เน้นศาสนาพุทธมากกว่าสังคมนิยม และศาสนาพุทธก็ส่งเสริมเศรษฐกิจแบบทุนนิยม แต่ก็พยายามรักษาวัฒนธรรมดั่งเดิมอันดีงามของลาวเอาไว้

หลังจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจนี้ อาจกล่าวได้ว่าการเปลี่ยนจากระบบสังคมนิยมมาเป็นทุนนิยมและเปิดเสรีทางวัฒนธรรม เป็นสิ่งที่ไม่สามารถดำรงอยู่หรือเปลี่ยนแปลงได้โดยตัวเอง แต่จำเป็นต้องอาศัยชาตินิยมและศาสนาเข้ามาสร้างความชอบธรรมในการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

ส่วน “ชาตินิยม” แบบพม่า มีความแตกต่างกับชาตินิยมของลาวมาก เพราะชาตินิยมแบบพม่าเป็นการเน้นย้ำชนชาติพม่า โดยพลักชนกลุ่มน้อย เช่น กะเหรี่ยง ออกไปจากความเป็นพม่า โดยการเคลื่อนไหวของนักชาตินิยม (nationalist movement) ในพม่าที่เกิดขึ้นช่วง 1930s เป็นต้นมา เน้นประเด็นเรื่องอัตลักษณ์ของชาวพม่าและการต่อต้านชนกลุ่มน้อย อันเนื่องมาจากเหตุผลที่จักรวรรดินิยมอังกฤษที่ใช้หลักการแบ่งแยกและปกครอง (divide and rule)ให้พวกกะเหรี่ยงปกครองชาวพม่า ทำให้การต่อสู้เรื่องชาตินิยมในการปลดแอกของพม่าจึงต้องต่อต้านทั้งศัตรูภายนอกคืออังกฤษและศัตรูภายในคือพวกกะเหรี่ยง[32] โดยองค์กรนำในการต่อสู่เรื่องชาตินิยมของพม่าคือ “Dobama Asiayone” (แปลไทยคือกลุ่ม “พวกเราชาวพม่า”) ที่เคลื่อนไหวเพื่ออิสระภาพด้วยประเด็นชาตินิยม

อีกทั้งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กลุ่ม Dobama Asiayone ยังเคลื่อนไหวเพื่อสนับสนุนญี่ปุ่นในการขับไล่พวกอังกฤษออกไปจากพม่า และกลุ่มดังกล่าวนี้ได้พัฒนาไปเป็นกลุ่ม AFPFL ของนายพลอองซาน ที่ยังคงใช้ประเด็นเรื่องชาตินิยมในการเคลื่อนไหวต่อสู้กับอังกฤษ และพยายามปรับความเข้าใจกับกลุ่มกะเหรี่ยง โดยในปี 1945 ได้เจรจากับองค์การกลางกะเหรี่ยง (The Karen Central Organization, KCO) แต่หลังจากที่นายพลอองซานถูกลอบสังหารทำให้การเจรจากับกะเหรี่ยงยากลำบากยิ่งขึ้น[33] อีกทั้งความอ่อนไหวของกลุ่มกะเหรี่ยงที่ได้รับความรู้และอาวุธจากอังกฤษ (กะเหรี่ยงคริสต์) ก็ได้มีการรวมกลุ่มเพื่อต่อสู้กับรัฐบาลกลาง[34] ซึ่งหลักจากช่วงเวลาดังกล่าวภายใต้การปกครองของรัฐบาลนายพลเนวินและรัฐบาลทหารตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็มีนโยบายในการในการปราบปรามชนกลุ่มน้อยอย่างรุนแรง ในขณะเดียวกันชนกลุ่มน้อยก็ได้ตั้งกองกำลังในการต่อสู้เพื่อเอกราชของตนเอกเช่นกัน

กล่าวโดยสรุปคือ ชาตินิยมแบบลาว เน้นความสามัคคีเรื่องชาติพันธุ์และสร้างแนวร่วมในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยการแบ่งแยกและปกครองของอเมริกากลับเลือกชนชั้นนำทางการเมืองฝ่ายขวามากกว่ากลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ทำให้การสร้างแนวร่วมทางชาตินิยมของลาวกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นทำได้ง่าย แต่ชาตินิยมแบบพม่า กลับเน้นที่เรื่องของอัตลักษณ์ของชาวพม่าแต่เพียงชนชาติเดียวโดยชาติพันธุ์อื่นๆกลายเป็นศัตรู ซึ่งเป็นผลมาจากการแบ่งแยกและปกครองของอังกฤษ ที่ใช้ชนกลุ่มน้อยพวกกะเหรี่ยงเป็นผู้ปกครองชาวพม่าในยุคอาณานิคม

         4. ทุนนิยมแบบเสรีนิยมใหม่ เปรียบเทียบลาวและพม่า

เศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ (neo-liberalism) ที่เน้นการทำงานของกลไกตลาดและการแทรกแซงของรัฐต้องมีน้อยที่สุดและมีเพื่อทำให้ตลาดทำงานอย่างเป็นปกติเท่านั้น โดยกระแสของทุนนิยมแบบเสรีนิยมใหม่เกิดขึ้นในช่วง 1970 เป็นต้นมา และกระจายไปสู่ประเทศต่างๆ ทั้งไทย (ช่วงเปรม) พม่า และลาว  โดยประเทศลาวหลังจากการปฏิวัติ 1975 ได้นำระบบเศรษฐกิจแบบรวมศูนย์อำนาจไว้ที่รัฐ รัฐบาลได้ออกกฎหมายจำนวนมากในการควบคุมการประกอบธุรกิจของเอกชน ควบคุมการเคลื่อนย้ายสินค้าและแรงงาน ยึดกิจการของเอกชน ใช้การผูกขาดการค้าในและระหว่างประเทศโดยรัฐ อีกทั้งยังขึ้นภาษีอัตราก้าวหน้าเพื่อรองรับการข้ออ้างเรื่องการพัฒนาโดยรัฐ และประกาศใช้นโยบายการสร้างกรรมสิทธิ์ร่วม (Collectivization) หรือที่รู้จักกันในชื่อว่าระบบนารัฐ-นารวม (Collectivized agriculture) จัดตั้งสหกรณ์ทั้วประเทศ [35] อันหมายถึงระบบเศรษฐกิจที่แต่เดิมเป็นของเอกชนและชุมชน ต้องเปลี่ยนแปลงมาสู่การควมคุมโดย “แผน” ของรัฐส่วนกลาง

อย่างไรก็ดี ระบบเศรษฐกิจโดยรัฐเช่นนี้สร้างความเสียหายอย่างมากให้กับประเทศ เนื่องด้วยเงินช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาที่เคยได้รับก่อนการปฏิวัติ 1975 ที่หายไป และผู้ช่วยเหลือด้านเงินทุนอย่างจีนและเวียดนามก็กลับกลายมาเป็นศัตรูเพราะกรณีการบุกยึดกัมพูชาปี 1978 ทำให้ลาวต้องพึ่งพิงตนเอง และรัฐบาลไม่มีสมรรถภาพเพียงพอในการดูแลระบบเศรษฐกิจของประเทศ ตัวอย่างเช่น ระบบสหกรณ์ที่เคยจัดตั้งขึ้น 2500 แห่งถูกยุบเหลือ 60 แห่งที่สามารถดำเนินการได้[36] จากความเสียหายทางเศรษฐกิจดังกล่าวทำให้การประชุมสมัชชาใหญ่ของพรรคฯ ครั้งที่ 4 ในปี 1986 ได้มีการประกาศใช้นโยบายทางเศรษฐกิจใหม่ทีชื่อว่า จิตนาการใหม่ (New Thinking) ต่อมาเรียกว่ากลไกเศรษฐกิจใหม่ (New Economic Mechanism)

กลไกเศรษฐกิจใหม่มีฐานคิดแบบทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ (Neo-Liberalism) ที่ใช้ “กลไกตลาด” ในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ โดยประเทศลาวได้นำระบบทุนนิยมแบบตลาดเสรีมาใช้ประยุกต์กับการปกครองที่รวมศูนย์อำนาจไว้ที่พรรคฯ และรัฐส่วนกลาง[37] โดยรัฐได้มีแนวทางในการผ่อนคลายการใช้แผนจากส่วนกลางให้มีขอบเขตเพียงการปกครอง ส่วนวิสาหกิจของรัฐสามารถมีแผนของตัวเอง มีการกระจายอำนาจการตัดสินใจให้กับหน่วยงานของรัฐ และเปิดเสรีทางการค้าให้แก่เอกชน ใช้กลไกตลาดในการแลกเปลี่ยนสินค้า ให้อิสระกับผู้ประกอบการ ส่งเสริมการท่องเที่ยว มีการค้าระหว่างประเทศมากขึ้นและเพิ่มเครื่องมือทางการเงิน ทั้งสินเชื่อ อัตราดอกเบี้ย และส่งเสริมการลงทุน[38] การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการเปิดระบบเศรษฐกิจให้กับ “กลไกตลาด” มากขึ้นสำหรับผู้ประกอบการในประเทศ และมีการค้าระหว่างประเทศที่คู่ค้าสำคัญที่สุดก็คือประเทศไทย (ส่วนแบ่งทางการตลาดร้อยละ 34 ในการลงทุนทั้งหมดของลาว [39])

ข้อถกเถียงเกี่ยวกับการใช้ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ในลาวมีทั้งด้านที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ด้านที่เห็นด้วยมองว่าการส่งเสริมเศรษฐกิจเช่นนี้ทำให้ประเทศลาวมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง GDP เติบโตร้อยละ 6-7 อย่างต่อเนื่องทุกปี มีการลงทุนจากต่างชาติมากมาย ทำให้เกิดการแข่งขันในการผลิตสินค้าและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วยการสร้างรายได้จากการประกอบกิจการของเอกชน การท่องเที่ยว มีคุณภาพชีวิตที่ดี สาธารณูปโภคและสุขอนามัย รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศและการบริโภคสินค้าของประชาชนในราคาที่เหมาะสม[40] แต่ในด้านที่ไม่เห็นด้วยกับระบบเศรษฐกิจเช่นนี้ ก็กล่าวว่าการพัฒนาตามทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ทำให้เกิดการขูดรีดแรงงานมากขึ้น มีการลดงบประมาณรัฐที่เป็นประโยชน์ของประชาชน เช่น ระบบสาธารณสุขและการศึกษา การคอรัปชั่นในรัฐบาล ระบบอุปถัมภ์ของนักธุรกิจและข้าราชการ การทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากการสร้างโรงไฟฟ้าและเขื่อน อีกทั้งยังถูกขูดรีดจากทุนภายนอกประเทศทั้งจากไทยและสหรัฐอเมริกา[41] (คู่ค้าอับดับ 1 และ 2)

ข้อถกเถียงทั้งสองทำให้เข้าในสภาพทางเศรษฐกิจของประเทศลาวที่เป็นอยู่ ถึงอย่างไรก็ตามรัฐบาลและประชาชนก็ยังสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมแบบเสรีนิยมใหม่ เพราะการเติบขึ้นของประเทศทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนลาวดีขึ้นและมีโอกาสในชีวิตมากขึ้น อีกทั้งประกอบกับความหวาดกลัวความล้มเหลวทางเศรษฐกิจโดยรัฐทำให้ประชาชนสนับสนุนแนวทางแบบเสรีนิยมใหม่ในการพัฒนาประเทศ

ส่วนพม่า แม้หลังจากการขึ้นมาของนายพลเนวินที่กล่าวอ้างว่าเป็นนักสังคมประชาธิปไตยได้วางระบบเศรษฐกิจของพม่าให้รวมศูนย์อยู่ที่รัฐ หน่วยการผลิตทั้งหมดและแผนการผลิตถูกกำหนดโดยรัฐส่วนกลาง[42] ต่อมาปัญหาทางเศรษฐกิจและการเคลื่อนไหวของขบวนการประชาธิปไตยในปี 1988 ทำให้รัฐบาลทหารพยายามปฎิรูปเศรษฐกิจให้เป็นไปในแบบเสรีนิยมใหม่ที่อาศัยกลไกตลาดและการทำงานของภาคเอกชนในการดูแลการผลิตและการแลกเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจของพม่า (ช่วงเวลาเดียวกับที่ลาวใช้นโยบายจิตนาการใหม่) รวมไปถึงการเกิดขึ้นของ The Union of Myanmar Foreign Investment Law ในปี 1988 ที่ยินยอมให้ชาวต่างชาติเป็นเจ้าของกิจการทั้งหมด หรือร่วมทุนกับบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลชาวพม่า โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องมีเงินลงทุนจากต่างประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละสามสิบห้าของเงินลงทุนทั้งหมด[43]

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ นอกจากพม่าและลาวแล้วยังมีเวียดนามที่ทำการปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจแบบ “รื้อฟื้น” (Doi Moi) ในปี 1986 ที่ใช้กลไกตลาดเสรี การลงทุนจากต่างประเทศ พัฒนาประเทศด้วยอุตสาหกรรมแบบส่งออกผ่านวิสาหกิจทั้งในและนอกประเทศ และลดบทบาทรัฐในการควบคุมเศรษฐกิจ[44] ซึ่งเช่นเดียวกับไทยสมัยพลเอกเปรมที่รัฐไม่เข้าแทรงแซงเศรษฐกิจ โดยปล่อยให้กลไกตลาดทำงานผ่านการลงทุน กิจกรรมของภาคเอกชน และการผลิตเพื่อส่งออก ซึ่งสอดคล้องกับอินโดนิเซียตั้งแต่ปี 1966 เป็นต้นมา นอกจากจะให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงทางการเมืองให้กับชนชั้นผู้ปกครองใหม่และการล้างอิทธิพลคอมมิวนิสม์อย่างถอนรากถอนโคนแล้ว รับบาลของซูฮาโตยังถูกกลุ่มประเทศเจ้าหนี้ (Inter-Government Group on Indonesia: IGGI) 13 ประเทศ โดยมีเนเธอร์แลนด์เป็นประธานกลุ่ม จึงทำให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (IBRD) กดดันและบีบบังคับให้อินโดนิเซียต้องปรับเปลี่ยนนโยบายทางเศรษฐกิจแบบชาตินิยม (economic nationalism) ที่เคยใช้มาตลอดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มาเป็นเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ (neo-liberalism) ที่หันมาใช้กลไกตลาดและมือที่มองไม่เห็นทางเศรษฐกิจ (laissez-faire) เพื่อให้สอดคล้องกับเงื่อนไขของกลุ่มเจ้าหนี้ ทำให้เกิดการลงทุนจากต่างชาติ การพัฒนา และการผลิตเพื่อการส่งออก ซึ่งเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจของอินโดนิเซียโดยเชื่อมโยงกับกระแสเศรษฐกิจโลก[45]

ทั้งหมดนี้จึงทำให้เห็นประเด็นทางการเมืองสำคัญที่สะท้อนภาพของการเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ดีพอสมควร ผ่านการศึกษาประเทศลาวและเปรียบเทียบกับประเทศพม่า ทั้งในเรื่องชนชั้นนำ ศาสนา ชาตินิยม และเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่

 

ส่วนที่ 2

นอกจากประเด็นที่กล่าวไว้ในส่วนแรก การเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีเรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณาอีก 2 ประเด็นคือ ประชาธิปไตย และทหารในการเมือง ที่จะกล่าวต่อไปนี้

         1. ประเด็นเรื่องประชาธิปไตยกับการเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จากส่วนแรกที่ศึกษาเปรียบเทียบการเมืองลาวและพม่าพบว่าการเปลี่ยนแปลงและเสถียรภาพทางการเมืองจะขึ้นอยู่กับความเป็นหนึ่งเดียวกันขอชนชั้นนำ ซึ่งในประเด็นเรื่องประชาธิปไตยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับชนชั้นนำ อีกทั้งประธิปไตยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีหลายรูปแบบ ทั้งประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพ (consolidated democracy) เช่น ฟิลิปปินส์และไทย ประชาธิปไตยครึ่งใบ (semi-democracy) เช่น มาเลเชียและสิงคโปร์ ประชาธิปไตยแบบจอมปลอม (pseudo-democracy) เช่น กัมพูชา และประชาธิปไตยแบบชี้นำ (Guided democracy) เช่น อินโดนิเชีย[46]

นักวิชาการด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเชี่ยวชาญประเทศอินโดนิเซียอย่าง Harold Crouch เห็นว่าการร่วมมือกันของชนชั้นนำอาจเป็นอุปสรรคในการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แม้ว่าจะมีหลายปัจจัยที่ส่งผลให้การเมืองเปลี่ยนแปลง ในทางตรงข้าม ถ้าขาดความเป็นหนึ่งเดียวของชนชั้นนำอาจเป็นการฉุดรั้งไม่ให้สังคมเป็นเสรีและประชาธิปไตย[47] หรืออาจกล่าวได้ว่าประชาธิปไตยและการเมืองที่สมดุลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเกิดขึ้นเมื่อชนชั้นนำมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยชนชั้นนำอาจแสวงหาความชอบธรรมจากระบบพรรคเดียวและใช้นโยบายชาตินิยม เช่น ลาว เวียดนาม หรืออาจหาความชอบธรรมด้วยระบบเลือกตั้ง เช่น ไทย ฟิลิปปินส์  โดยอาจสรุปความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นนำและประชาธิปไตยได้ดังนี้

  ความเป็นหนึ่งเดียวกันของชนชั้นนำ (Elite cohesion) ความแตกแยกของชนชั้นนำ (Elite disunity)
สังคมที่ประชาชนไม่ตื่นตัว (Quiescent constituents) เผด็จการอำนาจนิยมที่มีเสถียรภาพ (Stable authoritarianism) เผด็จการอำนาจนิยมที่ไร้เสถียรภาพ (Unstable authoritarianism)
สังคมที่ประชาชนมีส่วนร่วม (Participatory society) ประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพ (Stable democracy) ประชาธิปไตยที่ไร้เสถียรภาพ (Unstable democracy)

(แผนภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นนำและประชาธิปไตย) [48]

จากแผนภาพทำให้เห็นว่าการศึกษาประชาธิปไตยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องคำนึงถึงระบอบที่มี “เสถียรภาพ” หรือ “ไร้เสถียรภาพ” ที่ตัวแปรคือความเป็นหนึ่งเดียวกันของชนชั้นนำ ส่วนในด้านประชาธิปไตยต้องดูว่าสังคมมีวัฒนธรรมการเมืองที่การมีส่วนร่วมมีมากแค่ไหน หรือประชาชนเป็นเพียงผู้ที่ไม่ตื่นตัวทางการเมือง ตัวแปรดังกล่าวจึงสามารถนำมาศึกษาการเมืองและประชาธิปไตยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้

         2. ประเด็นเรื่องทหารกับการเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ประเด็นสำคัญในการเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกประการหนึ่งคือ ทหารและความสัมพันธ์ของทหารในการเมือง ทั้งในประเทศที่ปกครองด้วยทหารโดยตรง เช่น พม่า หรือทหารร่วมกับชนชั้นนำของประเทศในการปกครองโดยอ้อม เช่น ไทย ลาว กัมพูชา บรูไน ฯลฯ ไม่ว่าจะรัฐบาลจะเกิดขึ้นโดยทหาร หรือทหารเข้าไปมีผลประโยชน์ในทางการเมืองและเศรษฐกิจร่วมกันรัฐบาล หากพิจารณาเชิงประวัติศาสตร์แล้ว ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ความสำคัญกับทหารที่เป็น “กองทัพสมัยใหม่” ที่ขึ้นกับรัฐส่วนกลางอย่างมาก เพราะเป็นภูมิภาคที่มีสงครามตลอดเวลาทั้งจากเจ้าอาณานิคม การปลดเอกตนเอง และสงครามกับพรรคคอมมิวนิสม์

ทหารมีความสำคัญในฐานะที่เป็นเครื่องมือของรัฐที่มักจะถูกผลัดดันด้วยอุดมการณ์ “ชาตินิยม” เพื่อจัดการกับศัตรูของชาติ เช่น ในไทยกรณีการปกครองด้วยรัฐบาลทหารของจอมพลสฤษดิ์ ที่ใช้กำลังทหารปราบปรามศัตรูของชาติทั้งพรรคคอมมิวนิสม์และกบฎในภาคเหนือและอีสาน[49] หรือกรณีทหารพม่าที่ใช้นโยบายชาตินิยมในการจัดการกับชนกลุ่มน้อย และทหารพม่ามีทั้งกำลังที่เป็นอาวุธทางกายภาพ และมีอำนาจในทางความรู้และชาตินิยมผ่านการกล่อมเกลาทางอุดมการณ์และวัฒนธรรม โดยภายในกองทัพได้มีหน่วยงานยุทธศาสตร์ (Office of Strategic Studies) ที่เป็นถังความคิดเรื่องชาตินิยมและการยัดเยียดความรู้ชุดหนึ่งให้กับประชาชน[50]

อย่างก็ดี หลายครั้งที่ทหารเข้ามามีส่วนร่วมใน “การพัฒนา” ประเทศทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น ไทยสมัยจอมพลสฤษดิ์ที่มีการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พม่าในสมัยนายพลเนวิลที่วางนโยบายการพัฒนาสู่สังคมนิยม (Burmese Road to Socialism) และฟิลิปปินส์สมัยมาร์กอสที่มีนโยบายสังคมใหม่ (New Society) เพื่อพัฒนาประเทศให้เป็นหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยการปฏิรูปเศรษฐกิจระดับรากหญ้า ให้สวัสดิการคนจน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ที่มักถูกวิจารณ์เป็นนโยบายประชานิยมต้นแบบของภูมิภาคที่มีการคอรัปชั่นและเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง (crony capitalism) อย่างมหาศาล

กล่าวโดยรวมคือ แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างทหารและการเมืองจะเกิดขึ้นเนื่องมาจากผลของยุคหลังอาณานิคม (post-colonialism) ที่ทำให้ทหารต้องเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง หรือพยายามเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากการอยู่ในการเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทหารหรือกองทัพถือว่าเป็นกลไกของรัฐ (state apparatus) ที่อยู่คู่กับการเมืองตลอด ต่างจากรัฐบาลและนักการเมืองที่ที่ถือครองอำนาจได้ชั่วคราว ประเด็นสำคัญจึงคือรัฐบาลสามารถประนีประนอมกับกองทัพได้เพียงใด หรือควบคุมกองทัพได้หรือไม่ หรือจะให้กองทัพขึ้นมาปกครองเอง

 

ส่วนที่ 3

การศึกษาการเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บทเรียนสำหรับการเมืองไทย

การศึกษาประเด็นสำคัญในการเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสองส่วนข้างต้นทำให้เห็นประเด็นหลักในทางการเมืองของภูมิภาคที่สามารถนำมาอธิบายและเปรียบเทียบให้เป็นบทเรียนกับการเมืองไทยได้ใน 5 ประเด็นดังต่อไปนี้

  1. ชนชั้นนำมีความสำคัญในการเปลี่ยนแปลงหรือดำรงไว้ซึ่งสภาพเดิมของการเมือง โดยบทเรียนจากลาวและพม่าทำให้เห็นความแตกต่างของการเปลี่ยนผ่านของชนชั้นนำ เมื่อเปรียบเทียบกันไทยพบว่าการเปลี่ยนแปลงชนชั้นนำที่สำคัญที่สุดคือ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ที่ไม่ราบรื่นและพ่ายแพ้ให้กับพลังของชนชั้นนำเก่าทำให้การเมืองไทยสะดุดหยุดลงในหลายช่วง เช่น ช่วงระบบสฤษดิ์ และช่วงเปรม
  2. การเป็นประชาธิปไตยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีชนชั้นนำเป็นตัวแปรสำคัญทางการเมืองที่จะให้เป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตย โดยสำหรับไทยแล้วแม้ชนชั้นนำจะมีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับประชาธิปไตย แต่เมื่อประชาชนมีข้อเรียกร้องหรือตื่นตัวทางการเมืองมากเกินไป ชนชั้นนำก็พร้อมที่จะเป็น “พลังต้านประชาธิปไตย” [51] ที่จะปะทะกับประชาชน เช่น กรณี 14 ตุลา 16 ที่ประชาชนตื่นตัวทางการเมืองแต่ก็มีจุดจบเป็นการฆ่าประชาชนใน 6 ตุลา 19 และกรณีการรัฐประหาร 19 กันยา 49 เป็นต้น
  3. ทหารและกองทัพมีความสำคัญและอยู่ในการเมืองตลอดเวลา ไม่ว่าจะโดยตรงหรืออ้อม ไม่ว่าจะเข้ามาเล่นการเมืองหรือการมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สำหรับการเมืองไทย ทหารและกองทัพยุคหลังสฤษดิ์เป็นเพียงกลไกของรัฐที่ถูกใช้ด้วยชนชั้นนำที่พยายามประคับประคองให้การพัฒนาประชาธิปไตยเป็นไปอย่างเหมาะสมและไม่มากเกินไป
  4. ประเทศไทยและเอเชียตะวันออกฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่อยู่ภายใต้กระแสเศรษฐกิจโลก เห็นได้จากการเปลี่ยนแปลงในช่วง 1980-90 ที่หลายประเทศมีการปฏิรูปเศรษฐกิจให้เป็นแบบเสรีนิยมใหม่ และอยู่ภายใต้กระแสของทุนนิยมโลกที่มีปฏิสัมพันธ์กันประเทศมหาอำนาจ ไม่ใช่ประเทศที่อยู่ได้ด้วยตนเอง โดดเดี่ยว หรือมีลักษณะพิเศษแต่อย่างใด
  5. จากการเปรียบเทียบลาว-พม่า ทำให้เห็นว่าอุดมการณ์ชาติ-ศาสนา มีความสัมพันธ์กับการเมืองอย่างแยกไม่ออกในฐานะที่เป็นชุดความคิดที่สร้างความชอบธรรมให้กับชนชั้นนำในการถือครองอำนาจ แต่ประเทศไทยต่างจากลาวตรงที่ชาตินิยมไทยสร้างศัตรูที่มาจากทั้งภายนอก (อังกฤษ ฝรั่งเศส) และภายใน (อีสาน เหนือ) มากกว่าจะเป็นการสร้างความสามัคคี อีกทั้งไทยยังต่างจากพม่าที่ศาสนาพุทธของไทยเป็นเครื่องมือของชนชั้นนำในการอ้างอิงเรื่องธรรมราชาและเป็นฐานของชนชั้นนำในการปกครอง มากกว่าที่จะอยู่เคียงข้างประชาชน แม้ช่วงหลัง เช่น การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง จะได้รับการสนับสนุนจากพระสงฆ์จำนวนมาก แต่ก็ถูกโจมตีจากคณะสงฆ์ในส่วนกลางที่ว่าเป็นพระปลอม หรือพระที่ไม่อยู่ในธรรมวินัย เป็นต้น

จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ทำให้เห็นภาพของการเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเด็นสำคัญทางการเมืองที่มาจากการศึกษาประเทศเฉพาะคือลาว และทำการเปรียบเทียบกับพม่า ในประเด็นเรื่องชนชั้นนำ ศาสนา ชาตินิยม และระบบเศรษฐกิจ อีกทั้งยังมีประเด็นอื่นทั้งเรื่องประชาธิปไตยและทหาร โดยประเด็นดังกล่าวนี้สามารถนำมาเป็นบทเรียนในการพิจารณาการเมืองของประเทศไทยได้อย่างดี


[1] Arend Lijphart, “Non-Majoritarian Democracy: A Comparison of Federal and Consociational Theories”, Publius, Vol 5, No.2, (Spring: Oxford University Press, 1985), from http://www.jstor.org/stable/3329961  , Accessed January 3, 2011, p. 12-13.

[2] William Case, Politics in Southeast Asia: Democracy or Less, (Richmond: Curzon, 2002), p. 20.

[3] ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, “รัฐบาลผสมของลาว: ความหวังสุดท้าย”, รัฐศาสตร์สาร, ปีที่ 2 ฉ.2, 2517, หน้า 219-221.

[4] กนกพรรณ อยู่ชา, สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว: ภูมิหลังทางการเมืองและสถานภาพทางเศรษฐกิจ, (กรุงเทพ: สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ, 2539), หน้า 26.

[5] อนุรัตน์ ผั่นถึงภูมิ, การสร้างความชอบธรรมทางการเมืองของ ส.ป.ป.ลาว ระหว่างปี ค.ศ. 1975-2003, วิทยานิพนธ์ระดับมหาบัณฑิต ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

[6] กนกพรรณ อยู่ชา, อ้างแล้ว, หน้า 31.

[7] สุรชัย ศิริไกร, การพัฒนาเศรษฐกิจ และการเมืองลาว, (กรุงเทพฯ: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ, 2542), หน้า 15-17.

[8] Clive J. Christie, A Modern History of Southeast Asia: Decolonization, Nationalism, and Separatism, (London: Tauris Academic Studies, 1996), p. 73.

[9] ศาสนาพุทธเกิดขึ้นในสังคมที่มีการลงหลักปักฐานเป็นชุมชนและมีการติดต่อซื้อขายกันแบบแลกเปลี่ยน โดยศาสนาพุทธได้เข้ามีมีอิทธิพลในบริเวณดินแดนรอบแม่น้ำโขงตั้งแต่สมัยล้านช้าง ศาสนาพุทธเกิดขึ้นเพื่อสอดรับกับการเปลี่ยนแปลของระบบเศรษฐกิจแบบแลกเปลี่ยนและระบบตลาด เพราะด้วยรูปแบบของการประกอบพิธีกรรม การทำบุญ และการสร้างศาสนสถาน เป็นการรวมศูนย์ทางเศรษฐกิจของชุมชนและสร้างความเจริญในด้านชีวิตความเป็นอยู่ให้กับชุมชนรอบบริเวรณวัด ดูเพิ่มใน ธึรยุทธ บุญมี, ประวัติศาสตร์ความคิดของสังคมไทยช่วงต้น: การแพร่ขยายและพัฒนาของความคิดพุทธศาสนาในสังคมไทย, เอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการประจำปี 2529,วันที่ 30 กันยายน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, (กรุงเทพฯ : ชมรมวิจัยคุณภาพ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2529)

[10] Martin Stuart-Fox, Buddhist Kingdom, Marxist State: The Making of Modern Laos, (Bangkok: White Lotus Press, 2002), p. 127.

[11] อนุรัตน์ ผั่นถึงภูมิ, อ้างแล้ว, หน้า 62.

[12] เพิ่งอ้าง, หน้า 63.

[13] Martin Stuart-Fox, Buddhist Kingdom, Marxist State: The Making of Modern Laos, op. cit, p. 136.

[14] ศรีประภา เพชรมีศรี, “มีหรือไม่ การเมืองใหม่ในลาว?”, ใน  เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : กระบวนการเป็นประชาธิปไตยและการเมืองสมัยใหม่, บก. อุกฤษฎ์ ปัทมานันท์ และพรพิมล ตรีโชติ, (กรุงเทพ: สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ, 2542), หน้า 221.

[15] Grant Evans, The Politics of Ritual and Remembrance: Lao since 1975, (Chiang Mai: Silkworm Books, 1998), p. 50.

[16] Martin Stuart-Fox, Buddhist Kingdom, Marxist State: The Making of Modern Laos, op. cit, p. 126-132.

[17] ใจ อึ้งภากรณ์, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้: ข้อถกเถียงทางการเมือง, (ไม่ปรากฎสำนักพิมพ์, 2552), หน้า 103-142.

[18] อ้างอิงจากเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง “Freedom From Fear” และ “Running away does not to solve any problems” วิชา การเมืองการปกครองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปีการศึกษา 2553.

[19] ตุลยภาค ปรีชารัชช, ผ่าการเมืองพม่า: ความขัดแย้ง ความมั่นคง ในโลกที่ไร้พรมแดน , (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, 2551), หน้า 35.

[20]เพิ่งอ้าง, หน้า 35.

[21] เบน แอนเดอร์สัน, ชุมชนจินตกรรม: บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม, ชาญวิทย์ เกษรศิริ และคณะ แปล, พิมพ์ครั้งที่ 1, (กรุงเทพ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2552), หน้า 1 -13.

[22] ไกสอน พมวิหาน, สรรนิพนธ์ เล่ม 1: เกี่ยวกับการปฏิวัติชาติ-ประชาธิปไตย, สุพจน์ ด่านตระกูล แปล, (นนทบุรี: สันติธรรม, 2531), หน้า 4-7.

[23] Grant Evans, The Politics of Ritual and Remembrance: Lao since 1975, op. cit, p. 10.

[24] ไกสอน พมวิหาน, สรรนิพนธ์ เล่ม 1: เกี่ยวกับการปฏิวัติชาติ-ประชาธิปไตย, อ้างแล้ว, หน้า 242-250.

[25] Grant Evans, The Politics of Ritual and Remembrance: Lao since 1975, op. cit, p. 12.

[26] ดูได้ใน “The National Anthem of Laos”, YouTube, http://www.youtube.com/watch?v=2BUYzygsezY , Accessed no 11 January 2010.

[27] Grant Evans, The Politics of Ritual and Remembrance: Lao since 1975, op. cit, p. 13.

[28] อนุรัตน์ ผั่นถึงภูมิ, การสร้างความชอบธรรมทางการเมืองของ ส.ป.ป.ลาว ระหว่างปี ค.ศ. 1975-2003, อ้างแล้ว, หน้า 79.

[29] สุณัย ผาสุก อ้างใน อนุรัตน์ ผั่นถึงภูมิ, อ้างแล้ว, หน้า 121.

[30] เพิ่งอ้าง, หน้า 121 – 123.

[31] เพิ่งอ้าง, หน้า 129.

[32] Clive J. Christie, A Modern History of Southeast Asia: Decolonization, Nationalism, and Separatism, op. cit, p. 58-59.

[33] Clive J. Christie, A Modern History of Southeast Asia: Decolonization, Nationalism, and Separatism, op. cit, p. 71-74.

[34] Benedict Anderson, The Spectre of Comparisons: Nationalism, Southeast Asia and the World, (London: Verso, 1998), p. 327.

[35] ศรีประภา เพชรมีศรี, “มีหรือไม่ การเมืองใหม่ในลาว?”, อ้างแล้ว, หน้า 220 – 221.

[36] ศรีประภา เพชรมีศรี, “มีหรือไม่ การเมืองใหม่ในลาว?”, อ้างแล้ว, หน้า 223.

[37] กนกพรรณ อยู่ชา, อ้างแล้ว, หน้า 55.

[38] ศรีประภา เพชรมีศรี, “มีหรือไม่ การเมืองใหม่ในลาว?”, อ้างแล้ว, หน้า 224-225.

[39] “การลงทุนของเอกชนไทยในประเทศลาว”, ประสาทสังข์ ธนาคารศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน), ปีที่ 13 ฉ.2 (กุมภาพันธ์ 2538), หน้า 1 – 10.

[40] กนกพรรณ อยู่ชา, อ้างแล้ว, หน้า 55-134.

[41] ใจ อึ้งภากรณ์, อ้างแล้ว, หน้า 219-221.

[42] Donald M. Seekins, The Disorder in Order: The Army-State in Burma since 1962, (Bangkok: White Lotus, 2002), p. 272.

[43] ดูเพิ่มใน http://www.energy.gov.mm/foreigninvestmentlaw.htm .

[44] ใจ อึ้งภากรณ์, อ้างแล้ว, หน้า 206-209.

[45] ภูวดล ทรงประเสริฐ, อินโดนิเซีย: อดีตและปัจจุบัน, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์, 2539), หน้า 480-482.

[46] William Case, Politics in Southeast Asia: Democracy or Less, op. cit, p. 5-10.

[47] Harold Crouch cited in William Case, Politics in Southeast Asia: Democracy or Less, op. cit, p. 20.

[48] William Case, Politics in Southeast Asia: Democracy or Less, op. cit, p. 24.

[49] Benedict Anderson, The Spectre of Comparisons: Nationalism, Southeast Asia and the World, op.cit, p. 177-179.

[50] Donald M. Seekins, The Disorder in Order: The Army-State in Burma since 1962, op. cit, p. 286-287.

[51] โยชิฟูมิ ทามาดะ, “ประชาธิปไตย การทำให้เป็นประชาธิปไตย และการออกจากประชาธิปไตยของประเทศไทย”, วารสารฟ้าเดียวกัน (ตุลาคม – ธันวาคม) ฉ.4. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน, 2551, หน้า 98 – 139.