viagra now cheaper
cialis england
cialis 5 mg
canadian viagra sales
buy cheap tramadol online cod
natural forms of viagra
handball buy
cialis pharmacy coupon
cialis online
10mg cialis didnt work
viagra patent expiration
propecia canadian pharmacy
online cialis reviews
buy cialis online
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2011019

พัฒนาการชาตินิยมเวียดนาม :ชนาวุธ วิพลกุล

Filed under : POLITICS > SOCIAL SCIENCE

“ชาตินิยมเวียดนามนั้นเป็นชาตินิยมที่มีพัฒนาการมาอย่างยาวนาน อันเกิดจากการค้นหาแนวทางการต่อต้านแบบใหม่ๆ หลังจากความล้มเหลวของขบวนการต่อต้านรูปแบบเก่า”

 

พัฒนาการชาตินิยมเวียดนาม: ชาตินิยมบนอุ้งมือราชสำนักสู่ชาตินิยมประชาชน

ชนาวุธ วิพลกุล

นักศึกษาปริญญาตรี โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา รุ่นที่ 8 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ชาตินิยมเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมหนึ่งอันมีพัฒนาการมาจากเหตุปัจจัยนานาชนิด ซึ่งล้วนแต่เป็นผลผลิตของยุคอาณานิคมทั้งสิ้น โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ชาตินิยมถูกมองว่าเป็นเครื่องมือหรือกุญแจที่นำไปสู่การปลดแอกตนเองจากอำนาจของเจ้าอาณานิคมตะวันตก และการธำรงรักษาอธิปไตยของประเทศนั้นๆ นอกจากนี้ ชาตินิยมเองบางครั้งยังถูกมองว่าเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใดในห้วงเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์ และยังถูกพูดถึงอย่างเหมารวมไปกับประวัติศาสตร์ของประเทศนั้นๆ ราวกับว่าชาตินิยมเป็นสิ่งที่จบลงไปพร้อมๆ กับการได้รับเอกราชแล้ว ในขณะที่ความเป็นจริงชาตินิยมควรจะถูกมองในลักษณะของกระบวนการที่มีพัฒนาการมาอย่างไม่ขาดสายตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันในรูปแบบของอุดมการณ์แห่งชาติที่พัฒนามาด้วยเงื่อนไขของการต่อสู้และความยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของแต่ละชาติ

ตามเรื่องแนวคิดชาตินิยมนั้นคาร์ล ด๊อยช์ (Karl Deutsch) ได้อรรถาธิบายเกี่ยวกับชาติไว้ว่า “ชาติเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการก่อตัวของระบบสื่อสารที่ซับซ้อน อีกทั้งความเป็นชาติก็คือการช่วยให้ผู้คนผูกรวมกันจากภายใน อันอยู่ภายใต้กรอบของรัฐอันเป็นกรอบความคิดในเชิงรัฐศาสตร์อันหมายถึงขอบเขต ดินแดนที่มีความชัดเจน[1]” นอกจากนี้ เบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน (Benedict Anderson) ยังได้อธิบายเสริมในส่วนนี้ไว้ว่า “ชาติเป็นประชาคมที่ถูกจินตนาการขึ้นใหม่ แต่ก็ไม่ใช่เป็นชุมชนที่ไม่มีตัวตน และชาตินั้นก็เป็นชุมชนจินตนาการของความรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน โดยอยู่ภายใต้ความเป็นอธิปไตย และถูกสร้างให้เป็นชุมชนหรือประชาคม”[2] ดังนั้น ชาตินิยมจึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นกระบวนการหรือเครื่องมืออันนำไปสู่การสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกัน เช่น การมีภาษาเดียวกัน, ระบบบริหารเดียวกัน, ประเพณีวัฒนธรรมเดียวกัน นอกจากนี้ชาตินิยมมีหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ปลุกเร้าความรู้สึกผูกพัน เป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน

ชาตินิยมเวียดนาม ชาตินิยมในราชสำนักสู่การปฏิวัติโดยประชาชนเพื่อประชาชน 

 

ในความรับรู้ของคนทั่วไป ความสำเร็จของการดำเนินการชาตินิยมเวียดนามนั้น มักเข้าใจกันว่ามาจากความสำเร็จของพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีน ที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังและเวียดมินห์ที่อยู่ฉากหน้าของความสำเร็จในสมรภูมิเดียนเบียนฟู (Điện Biên Phủ) เท่านั้น แต่ทว่าในความเป็นจริงขบวนการเวียดมินห์ หรือพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีน เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพัฒนาการของการดำเนินการชาตินิยมในประวัติศาสตร์อันยาวนานของเวียดนามเท่านั้น

บทบาทแรกเริ่มของฝรั่งเศสในอินโดจีนที่เห็นได้อย่างชัดเจนนั้น เกิดขึ้นในเวียดนามในช่วงที่เกิดความวุ่นวายในยุคของกบฏเตยเซิน (Tây Sơn) ในช่วง ค.ศ.1770 – 1802 ซึ่งในระยะนี้ฝรั่งเศสมีบทบาทในการสนับสนุนเหวียน ฟุ๊ก แอ๊งห์[3] (Nguyễn Phúc Ánh) ในการต่อสู้และรวบรวมเวียดนามได้สำเร็จและสถาปนาตนเป็นจักรพรรดิซาลอง (Gia Long) พร้อมทั้งสถาปนาราชวงศ์เหงียน (Triều đại Nguyễn) ทำให้ในยุคของกษัตริย์ซาลองนี้ได้โปรดให้พวกมิชชันนารีได้รับความสะดวกในการเผยแพร่ และให้ชาวฝรั่งเศสมีบทบาทในราชสำนักทางด้านการเมืองและการค้า จนกระทั่งในสมัยของพระเจ้ามินห์หม่าง (Minh Mạng) พระองค์ทรงปฏิเสธการติดต่อกับชาติตะวันตก และได้ดำเนินนโยบายโดดเดี่ยว จนในที่สุดได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างฝรั่งเศสกับเวียดนามขึ้น และในสมัยของพระเจ้าเถี่ยวจิ (Thiều Trị) ก็ยิ่งดำเนินการกำจัดชาวคริสต์อย่างรุนแรงมากขึ้น จนกระทั่งในสมัยของพระเจ้าตึดึ๊ก(Tự Đức) โดยพระองค์ยิ่งดำเนินนโยบายโดดเดี่ยวไม่สนใจตะวันตก

เมื่อพระเจ้าตือดึ๊กสิ้นพระชนม์ ราชสำนักที่เมืองเว้ต้องปั่นป่วน ฝรั่งเศสจึงใช้โอกาสจากความวุ่นวายนี้ยกกองทัพเข้ามายึดเมืองด่าหนัง (Đà Nắng) และมุ่งหน้าเข้ามาที่กรุงเว้ ทำให้ขุนนางทั้งหลายต้องยอมร่างสนธิสัญญากับฝรั่งเศสโดยรับทุกเงื่อนไข อันส่งผลให้เวียดนามเสียเอกราชและตกอยู่ภายใต้อารักขาของฝรั่งเศสใน ค.ศ.1883 แต่ก็ไม่ได้ทำการถอนโคนสถาบันจักรพรรดิของเวียดนาม กลับดำเนินนโยบายผ่านการใช้กษัตริย์เป็นหุ่นเชิดเพื่อไม่ให้เกิดการต่อต้านที่รุนแรงจนเกินไป

ถึงแม้ว่าภายหลังการตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส การประนีประนอมและการโอนเอียงทางอำนาจระหว่างเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสกับราชสำนักที่นครเว้จะมีมากขึ้น ถึงขนาดที่ว่ามีการประกาศให้กลุ่มต่อต้านอำนาจฝรั่งเศสที่มีอยู่ทั่วไปในเวียดนามวางอาวุธแต่กลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ทั้งนี้เพราะข้าราชการระดับสูงในราชสำนักบางกลุ่มเองก็ไม่เห็นด้วยกับการประนีประนอม จึงนำประชาชนขึ้นต่อสู้เกิดเป็นขบวนการต่อต้านเชิงชาตินิยมระยะแรก

อย่างไรก็ดี การดำเนินการชาตินิยมเวียดนามในระยะแรกนี้ เรามักพบว่าราชสำนักจักรพรรดิและเหล่าเจ้าชายที่มีทัศนะต่อต้านฝรั่งเศสมีบทบาทอย่างมากในการนำการก่อการหรือเป็นศูนย์กลางของการดำเนินการชาตินิยม อาทิเช่น การเกิดขึ้นของขบวนการเกิ่นเวือง (Cần Vương) ที่เกิดขึ้นหลังจากพระเจ้าตึดึ๊กสิ้นพระชนม์ อันทำให้อำนาจทางการเมืองของราชสำนักตกอยู่ในมือของขุนนางทั้งสองคือ เหงวียน วัน เตื่อง (Nguyễn Văn Tường) และ โตน เทิ๊ต เทวี๊ยต (Tôn Thất Thuyết) โดยทั้งสองได้เลือกเจ้าชายเหงวียน ฟุ๊ค อึง หลิค (Nguyễn Phúc Ưng Lịch) ขึ้นเป็นจักรพรรดิองค์ใหม่ ทรงพระนามว่า “จักรพรรดิห่าม งี (Hàm Nghi)” และได้ตั้งตัวเป็นขบวนการเกิ่นเวือง โดยมีจุดมุ่งหมายในการต่อต้านฝรั่งเศส โดยเข้าต่อสู้ที่ห่าติ๊งห์ (Hà Tĩnh) และกว่างบิ่งห์ (Quảng Bình) ก่อนที่ห่าม งี จะถูกจับตัวได้ใน ค.ศ.1888 ทำให้ขบวนการเกิ่นเวืองในระยะแรกต้องยุติลง ถึงแม้ว่าขบวนการเกิ่นเวืองจะไม่ได้ปิดตัวลงไปพร้อมกับการจากไปของโตน เทิ๊ต เทวี๊ยต และจักรพรรดิห่าม งี แต่ก็ไม่สามารถรวมตัวกันต่อสู้อย่างมีเอกภาพได้ ทั้งนี้เพราะการต่อต้านของเกิ่นเวืองในระยะที่สองมักมีลักษณะกระจายต่อต้านเป็นกลุ่มย่อยๆ โดยไม่มีการรวมตัวกัน จนทำให้ในที่สุดก็พ่ายแพ้ให้กับอาวุธที่มีประสิทธิภาพกว่าของเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสเป็นอันปิดฉากการต่อต้านในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ในเวียดนาม[4]

เป็นที่น่าสังเกตว่าการดำเนินการชาตินิยมในเวียดนามระยะแรกนั้นไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรในการต่อต้านฝรั่งเศส สืบเนื่องมาจากการต่อสู้ของชาวเวียดนามในระยะกว่า 30 ปีแรกตั้งแต่ ค.ศ.1883-1913 หลังการยึดครองของฝรั่งเศส เป็นช่วงที่ประชาชนยังอยู่ร่วมสมัยกับความพ่ายแพ้และผูกติดกับระบบเดิม จึงส่งผลให้โลกทัศน์ของการต่อสู้จำกัดอยู่เพียงแค่การขับไล่ฝรั่งเศสและการฟื้นฟูระบบเก่าและจารีตที่อิงอยู่กับกษัตริย์ ดังนั้น การดำเนินการชาตินิยมในสมัยแรกยุคเกิ่นเวืองจึงเน้นบทบาทนำของราชสำนักและจักรพรรดิ แต่ทว่าจักรพรรดิและขุนนางในราชสำนักก็ไม่สามารถแสวงหาความร่วมมือจากประชาชนระดับล่างได้อย่างกว้างขวาง เมื่อเทียบกับความสำเร็จของขบวนการชาตินิยมในสมัยต่อมา ทั้งนี้ด้วยฝรั่งเศสมักเลือกเอาเชื้อพระวงศ์ที่ด้อยความสามารถมาเพื่อใช้ในการแสวงหาผลประโยชน์ในเวียดนาม จึงทำให้ศรัทธาในสถาบันจักรพรรดิด้อยลงเรื่อยๆ จนไม่สามารถเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนได้อย่างมั่นคง รวมถึงในงานของโทมัส ฮอดกินส์ (Thomas Hodkins) ได้กล่าวไว้ว่าชาวนามิได้เข้าร่วมกับการเคลื่อนไหวเพียงเพราะถูกชักจูงเท่านั้น แต่พวกเขากลับมีศักยภาพพอในการที่จะเร้าระดม ทำให้เห็นได้ว่าการเข้าร่วมของชาวนามิได้มาจากเหตุผลเดียว แต่หากเป็นปัจจัยหลายๆ ด้าน เช่น ความกดดันทางเศรษฐกิจและสภาพความเป็นอยู่ทำให้ชาวนาเข้าร่วมต่อต้าน อย่างไรก็ดี การลุกฮือเหล่านั้นมิได้มีการรวมตัวกันเป็นเอกภาพ ประกอบกับที่ราชสำนักไม่สามารถเข้าถึงประชาชนและเป็นศูนย์กลางที่เข้มแข็งได้ และเป้าหมายในการฟื้นฟูระบบเก่าที่ไม่ได้ตอบสนองความต้องการของชาวนา สุดท้ายส่งผลให้ขบวนการชาตินิยมในระยะแรกขาดการรวมตัวอันนำไปสู่ความล้มเหลว[5]

อย่างไรก็ตาม ความล้มเหลวของขบวนการต่อต้านฝรั่งเศสในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ได้กลายมาเป็นบทเรียนหนึ่ง และได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของปัญญาชนเวียดนามในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ด้วยความตระหนักว่าแนวทางแบบเดิมๆ ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ดังนั้น พวกเขาจึงมองหาแนวทางใหม่ซึ่งไม่ใช่เพียงเพื่อการขับไล่ฝรั่งเศสเท่านั้น แต่ยังเป็นแนวทางในการสถาปนาประชาคมเวียดนามรูปแบบใหม่ ชาวเวียดนามมีโอกาสที่จะรับรู้แนวคิดเรื่องของการต่อต้านระบบอาณานิคมน้อยมาก เพราะฝรั่งเศสพยายามปิดกั้นไม่ให้ยอมรับแนวคิดหรือทฤษฎีใดๆ ที่อาจจะเป็นภัยต่อระบอบอาณานิคมด้วยเกรงว่าจะเกิดความตื่นตัวของขบวนการรักชาติ ซึ่งทำให้การรับรู้เรื่องราวของแนวคิดการต่อต้านโดยส่วนมากปัญญาชนในสมัยนั้นสามารถเรียนรู้ผ่านช่องทางงานเขียนของปัญญาชนจีนที่ไหลบ่าเข้าสู่เวียดนามเหนือที่ฝรั่งเศสเองไม่สามารถควบคุมได้อย่างเข้มงวด[6] นอกจากนี้ญี่ปุ่นเองก็เป็นตัวแบบที่สำคัญอย่างหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อแนวความคิดปัญญาชนเวียดนามโดยเฉพาะเรื่องการปฏิรูปสมัยเมจิของญี่ปุ่น (ค.ศ.1868) รวมไปถึงความสำเร็จของการเคลื่อนไหวในจีน และการที่ญี่ปุ่นสามารถเอาชนะรัสเซียได้ ประกอบกับอีกช่องทางหนึ่งคือการเรียนรู้ที่ได้จากการเดินทางไปสัมผัสตะวันตกโดยตรง ซึ่งช่องทางเหล่านี้เองได้เป็นปัจจัยขับเคลื่อนของชาตินิยมเวียดนามในยุคต้นศตวรรษที่ 20

น่าสังเกตว่าภายหลังการต่อต้านในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 การผูกระบบจักรพรรดิเข้ากับการต่อต้านเพื่อดึงสังคมดั้งเดิมกลับมาได้เสื่อมโทรมลง สิ่งที่เกิดขึ้นมาแทนที่คือความรู้สึกรักชาติ อันมีความสำคัญมากกว่าระบบจักรพรรดิ เพราะทัศนะของกลุ่มปัญญาชนรุ่นใหม่มองว่าจักรพรรดิหรือกษัตริย์นั้นมีพลังเป็นเพียงผู้นำเชิงสัญลักษณ์ เมื่อสิ้นอำนาจแล้วก็สูญสิ้นศูนย์รวมในขณะที่ชาติจะต้องดำรงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม พัฒนาการของศูนย์กลางการดำเนินการชาตินิยมเวียดนามระยะนี้ก็ยังไม่สามารถที่จะตัดความสำคัญของการมีอยู่ของจักรพรรดิและเหล่าราชวงศ์ในการสร้างแรงดึงดูดการรวมตัวของกลุ่มต่อต้าน อาทิ ขบวนการซุยเตินโห่ย (Duy Tân Hội) ของฟานโบ่ยเชิว (Phan Bội Châu) ใน ค.ศ.1904 ที่เริ่มจากการผลักดันเจ้าชายเกื่องเด๋ (Cường Để) เป็นประธานเพื่อต่อต้านอาณานิคม แม้ว่าฟานโบ่ยเชิวจะเลือกเชื้อพระวงศ์มาเป็นประธานกลุ่มแต่มิได้มีความตั้งใจหวนกลับไปสู่รูปแบบการต่อต้านแบบระยะปลายศตวรรษที่ 19 เช่นเป้าประสงค์ของกบฏเกิ่นเวืองแต่อย่างไร แต่เพื่อต้องการการสนับสนุนจากบรรดาเชื้อพระวงศ์และขุนนางเก่าเท่านั้น เขาเน้นว่าความรักชาติคือพลังที่เข้มแข็งกว่าความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ และเพื่อความอยู่รอดของเวียดนามจึงต้องเปลี่ยนแนวทางการต่อสู้ จากที่เคยขับเน้นความสำคัญของราชสำนักในฐานะตัวแทนของชาติ ไปสู่การประนีประนอมทางนโยบายที่ให้ความสำคัญกับความรักชาติให้กับประชาชนเป็นแก่น แล้วให้ความสำคัญกับกษัตริย์ในฐานะแม่เหล็กที่จะดึงคนอื่นเข้ามาร่วมก่อการ แต่ในท้ายที่สุดก็พบกับความล้มเหลวทั้งนี้เนื่องจากกลไกในการปราบปรามของฝรั่งเศสมีประสิทธิภาพสูง และขบวนการชาตินิยมในระยะนี้ยังมิสามารถสร้างฐานสนับสนุนในหมู่ชาวเวียดนามได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งยังอยู่ในช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่านของการต่อต้าน จึงมักเป็นการลุกฮือเป็นจุดๆ ขาดเอกภาพในการต่อต้านจนนำมาซึ่งความปราชัยของขบวนการชาตินิยมในระยะเปลี่ยนผ่านนี้

เมื่อการปฏิวัติรัสเซียประสบสำเร็จในเดือนตุลาคม ค.ศ.1917 ได้ส่งผลให้มีการกระตุ้นแนวความคิดคอมมิวนิสต์ให้แพร่หลายมากขึ้น จนกระทั่งใน ค.ศ.1919 ได้เกิดการจัดตั้งองค์กรคอมมิวนิสต์สากลหรือ โคมินเทอร์น (Comintern) ขึ้น ในห้วงเวลาดังกล่าวนักชาตินิยมเวียดนามกำลังแสวงหาแนวทางการต่อสู้แบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมเพื่อโค่นล้มระบอบอาณานิคม ซึ่งปรากฏว่าแนวอุดมการณ์คอมมิวนิสต์เป็นแนวทางหนึ่งซึ่งมีเสียงตอบรับอย่างมาก จึงทำให้อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ได้กลายมาเป็นปัจจัยเคลื่อนไหวของขบวนการชาตินิยมในเวียดนาม ผ่านโห่จี๊มินห์ที่เข้ามามีบทบาทอย่างมากต่อการขับเคลื่อนชาตินิยมเวียดนามในการต่อสู้กับเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสจัดตั้งเป็นขบวนการอย่างมีระบบในชื่อ สันนิบาตเพื่อการปฏิวัติของกลุ่มคนหนุ่มเวียดนามหรือสมาคมแทนห์เนียน (Việt Nam Thanh niên cách mạng đồng chí hội : Thanh Niên) เพื่อเผยแพร่อุดมการณ์และฝึกอบรมชาวเวียดนามให้กลับไปปฏิบัติการในประเทศ และเมื่ออุดมการณ์คอมมิวนิสต์แพร่หลายมากขึ้นจึงให้มีการจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีน (Đảng cộng sản Đông dương) ขึ้นใน ค.ศ.1930 และได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเชิงรูปแบบของขบวนการต่อต้าน เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ใช้ปรัชญาตามแนวทางลัทธิมาร์กซิสต์ที่ให้ความสำคัญกับประชาชนเข้ามาเป็นตัวสร้างชาตินิยมให้เกิดขึ้น ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคมใหม่ที่มีประชาชนเป็นตัวแสดงแทนการต่อต้านทุกรูปแบบ และได้ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกว่าตนเองเป็นเจ้าของดินแดนเวียดนาม ทั้งที่ก่อนหน้านั้นพื้นที่ทั้งหมดตกอยู่ในอุ้งมือของจักรพรรดิและต่อมาก็ตกมาสู่มือของเจ้าอาณานิคม สิ่งที่เกิดขึ้นคือความเปลี่ยนแปลงในอำนาจการจับจองที่ดิน

โดยที่ฝรั่งเศสเองมีแผนในการพัฒนาที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงให้ปลูกข้าวได้จำนวนมาก อันจะทำให้ฝรั่งเศสเองมีรายได้จำนวนมหาศาล ฝรั่งเศสจึงต้องพัฒนาพื้นที่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณดังกล่าวนั้นมีน้ำขัง บางแหล่งน้ำทะเลก็เข้าถึง และระบบน้ำยังมิเพียงพอต่อการเพาะปลูก ดังนั้นฝรั่งเศสจึงต้องดำเนินงานสำคัญ 2 ประการคือ พัฒนาระบบชลประทานและการจัดการกับการถือครองและพัฒนาที่ดิน อันส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงการถือครองที่ดินในภาคใต้ซึ่งนำไปสู่ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและสังคมต่อไป และเพื่อให้การพัฒนาระบบชลประทานในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงดำเนินไปได้ รัฐบาลอาณานิคมได้หารายได้มาดำเนินโครงการดังกล่าวผ่านการขายที่ดินตามแนวคลองชลประทาน ซึ่งเป็นที่ดินที่มีราคาสูง ส่งผลให้การถือครองที่ดินแบบจารีตที่เดิมที่ดินเป็นสมบัติของจักรพรรดิและเป็นสมบัติส่วนรวมของหมู่บ้าน ซึ่งหมายถึงเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่มีการซื้อขาย กลายเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าและสามารถจับจองได้ ส่งผลให้ที่ดินจำนวนมากกลายไปเป็นสมบัติส่วนบุคคลของชาวฝรั่งเศสและเวียดนามที่เต็มใจร่วมมือกับรัฐบาลอาณานิคม เช่น กลุ่มผู้ปกครองท้องถิ่น เป็นต้น และก่อให้เกิดปัญหาการกระจายการถือครองที่ดินที่ไม่ทั่วถึง นอกจากนี้นโยบายการให้กรรมสิทธิ์ถือครองที่ดินและความหวังจะได้กำไรจากรายได้จากการขายข้าวทำให้มีการบุกเบิกที่ดินในลุ่มแม่น้ำโขงเพื่อพัฒนาแหล่งปลูกข้าวเพื่อส่งออกขนานใหญ่โดยเฉพาะทางภาคตะวันตกของที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง[7] อย่างไรก็ตาม การบุกเบิกพื้นที่ทำการเกษตรเช่นนี้ไม่ได้ทำให้สภาพชีวิตของชาวเวียดนามดีขึ้น เนื่องมาจากที่ดินทั้งหลายนั้นได้ตกไปอยู่ในมือของนายทุน ชาวนาที่เคยมีที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อยก็กลายเป็นชาวนาไร้ที่ดิน อันเกิดจากภาวะหนี้สินที่มาพร้อมกับการมุ่งเก็บค่าเช่าที่ดิน

ความทุกข์ยากของชาวเวียดนามนั้นมิได้จบลงที่การเป็นผู้ไร้ที่ดินเท่านั้น แต่ทว่ายังถูกซ้ำเติมด้วยระบบภาษีที่รัฐบาลเก็บเป็นเงินสดในอัตราที่แน่นอนโดยไม่ผ่อนปรน ในขณะที่ชาวนาเวียดนามได้รับความกดดันจากค่าเช่าที่ดินและภาษีของรัฐ แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เคยช่วยในการยังชีพก็ลดน้อยลง เช่น แต่เดิมชาวนาเคยไปหาของป่าหรือจับสัตว์น้ำในหนองบึง แต่เมื่ออาณานิคมเข้ามาประกาศว่าพื้นที่เหล่านั้นเป็นทรัพย์สินของรัฐและให้สัมปทานกับนายทุนเพื่อทำประโยชน์ จึงได้ทำให้ชาวนาจำนวนมากตัดสินใจเข้าสู่เมืองเพื่อเป็นกรรมกร ที่ต้องแบกรับความกดดันจากค่าแรงที่ต่ำและไม่มีกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ประกอบกับไม่มีเสรีภาพในการจัดตั้งสหภาพแรงงานส่งผลให้เกิดความทุกข์ในการดำรงชีวิตของชาวเวียดนามอย่างมาก ซึ่งความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ก่อให้เกิดสำนึกความเป็นชาติและพลเมืองของชาติขึ้น และได้พัฒนาต่อมาจนกลายเป็นชาตินิยมที่สามารถรวมตัวประชาชนได้อย่างกว้างขวางในแทบทุกพื้นที่ ผ่านการโฆษณาชวนเชื่อ และการพูดถึงการปรับแนวคิดให้สอดคล้องกับการปฏิบัติในสังคมเวียดนาม กล่าวคือนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามไม่ได้เน้นการปฏิวัติโดยชนชั้นกรรมาชีพอย่างเคร่งครัดตามทฤษฎี ขบวนการคอมมิวนิสต์ถือว่าการปฏิวัติจะต้องปฏิบัติในทางการเมืองคือการต่อสู้เพื่อเอกราชของชาติ และการปฏิบัติทางสังคมคือการคืนที่ดินให้แก่เกษตรกร ซึ่งสะท้อนให้เห็นลักษณะที่ผสมผสานกันของชาตินิยมและสังคมนิยมไว้ด้วยกัน จึงส่งผลให้ชาตินิยมของเวียดนามนั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในการก่อการ และละทิ้งรูปแบบการต่อสู้ที่ต้องการสถาปนาระบบเก่าในสังคม (ที่มีความขัดแย้งกับประชาชนในเรื่องที่ดินอยู่แล้ว)[8] และสามารถสร้างฐานในหมู่ประชาชนได้อย่างเหนียวแน่นในแทบทุกกลุ่มชน

จากผลงานของโห่จี๊มินห์ เรื่องเส้นทางการปฏิวัติ (Đường kách Mệnh) ได้อธิบายถึงหลักการสำคัญของการปฏิวัติ อันสัมพันธ์กับการปรับกลยุทธ์ในการต่อสู้จากพื้นที่ของราชสำนักมาสู่การสร้างฐานความสำคัญในหมู่ประชาชนไว้ดังนี้คือ

1. การปฏิวัติคืองานอันหนักยิ่งของมวลชน กรรมกร และชาวนา มิใช่เพียงวีรบุรุษ 2-3 คน ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องจัดตั้งมวลชนเพื่อการปฏิวัติ

2. การปฏิวัติจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่ออยู่ภายใต้การนำของพรรคปฏิวัติตามแนวทางอุดมการณ์มาร์กซ์-เลนิน ดังนั้น จึงต้องจัดตั้งพรรครูปแบบใหม่

3. การปฏิวัติแห่งชาติคือส่วนหนึ่งของการปฏิวัติโลก ดังนั้น ชาวเวียดนามจะต้องร่วมกับกรรมาชีพทั่วโลกก่อการปฏิวัติตามแนวนโยบายของสากลนิยมที่ 3

น่าสังเกตว่าจากการศึกษาเรื่องเส้นทางปฏิวัติที่โห่จี๊มินห์ได้อธิบายไว้ ได้ปรากฏภาพของกระบวนการชาตินิยมใหม่ในเวียดนามที่สำคัญมากอันกล่าวถึงโฉมหน้าของขบวนการชาตินิยมเวียดนามในลักษณะที่เป็นองค์กร ซึ่งประกอบไปด้วยมวลชน กรรมกร และชาวนา อยู่ภายใต้แนวคิดปฏิวัติตามอุดมการณ์มาร์กซ์-เลนิน และที่สำคัญเป็นการก่อการปฏิวัติตามแนวสากลนิยมที่ 3 ซึ่งให้ความสำคัญกับการต่อต้านเจ้าอาณานิคมด้วย ซึ่งนัยสำคัญประการหนึ่งของนโยบายสากลนิยมที่ 3 นั้นก็ได้ให้ภาพของการต่อต้านเจ้าอาณานิคม ซึ่งกลุ่มก่อการเองก็มิได้เป็นเพียงกรรมกรหรือชาวนาเท่านั้น แต่กลับกล่าวรวมถึงมวลชนที่อยู่ภายใต้การปกครองของอาณานิคม โดยที่จุดนี้เองที่ทำให้ชาตินิยมปฏิวัติแนวคอมมิวนิสต์ของเวียดนาม (รวมถึงอินโดจีนทั้งหมดด้วย) มีความพิเศษเพราะเป็นการรวมมวลชนทั้งหมดเข้าต่อต้าน ซึ่งอาจรวมไปถึงกลุ่มทุนและกลุ่มเศรษฐกิจในชาติ เกิดการเป็นขบวนการชาตินิยมที่เน้นการรวมตัวให้ความสำคัญกับการเป็นเอกราชของชาติมากกว่าการให้ความสำคัญกับชนชั้น ซึ่งการจัดตั้งองค์กรของขบวนการคอมมิวนิสต์นับเป็นพัฒนาการที่สำคัญยิ่งสำหรับการก่อเกิดความรู้สึกชาตินิยมในหมู่ประชาชนเวียดนาม เพราะถึงแม้ว่าอุดมการณ์คอมมิวนิสต์จะเป็นอุดมการณ์ซึ่งผลักดันที่อยู่ในความรับรู้ของการปฏิวัติเวียดนาม แต่ทว่าอุดมการณ์เองก็ไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนตัวเองได้ถ้าปราศจากการเผยแพร่ เนื่องจากแต่เดิมนั้นอุดมการณ์คอมมิวนิสต์เป็นเพียงแนวความคิดที่แพร่อยู่ในหมู่ชาวเวียดนามจำนวนเล็กน้อย และเป็นความรับรู้ในระดับปัจเจกชนโดยมิได้มีการรวมกลุ่มเพื่อการปฏิวัติในเวียดนามอย่างชัดเจน และด้วยสภาวะเช่นนี้จึงทำให้การปฏิวัติเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก ดังนั้น โห่จี๊มินห์จึงได้จัดตั้งองค์กรขบวนการคอมมิวนิสต์ขึ้นภายใต้การชี้นำของโคมินเทอร์นและประสบความสำเร็จอย่างสูงในฐานะขบวนการชาตินิยมอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในเวียดนาม ซึ่งสืบเนื่องมาจากความชัดเจนของทฤษฎีมาร์ก-เลนินที่เน้นการปฏิบัติ นอกจากนี้ความสำเร็จยังสืบเนื่องมาจากความสามารถของนักปฏิวัติที่สามารถปรับแนวคิดให้สอดคล้องกับพื้นฐานทางสังคมเวียดนามได้

อย่างไรก็ตาม การปรับแนวคิดให้สอดคล้องกับการปฏิบัติที่สำคัญประการต่อมาก็คือ ขบวนการคอมมิวนิสต์เวียดนามไม่ได้เน้นการปฏิวัติโดยชนชั้นกรรมาชีพอย่างเคร่งครัดตามทฤษฎี ขบวนการคอมมิวนิสต์ถือว่าการปฏิวัติจะต้องปฏิบัติในทางการเมืองคือ การต่อสู้เพื่อเอกราชของชาติและการปฏิบัติทางสังคมคือการคืนที่ดินให้แก่เกษตรกร ซึ่งสะท้อนให้เห็นลักษณะที่ผสมผสานกันของชาตินิยมและสังคมนิยมไว้ด้วยกัน จึงส่งให้ชาตินิยมของเวียดนามนั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในการก่อการ อันเป็นผลมาจากการขยายตัวของแนวคิดคอมมิวนิสต์สากลอันเป็นปัจจัยเคลื่อนไหวให้กับชาตินิยมเวียดนามในเวลาต่อมาและทำให้กลุ่มชาตินิยมอื่นๆ ลดความสำคัญลงและผลักดันให้ขบวนการคอมมิวนิสต์เวียดนามก้าวขึ้นมาเป็นกลุ่มชาตินิยมระดับหน้าของเวียดนามในการต่อต้านเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส

นอกจากนี้ อุดมการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์ได้เสนอภาพของประชาคมที่ถูกจัดตั้ง (Organized Communities) ได้ชัดเจนว่าหากปฏิวัติสำเร็จ ประชาคมที่จะจัดตั้งใหม่จะมีเอกราช ทุกคนมีสิทธิอันเท่าเทียม ชาวนาจะได้รับที่ดินคือจากเจ้าที่ดิน มีการลดภาษีและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจะดีขึ้นภายใต้อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ สิ่งที่เกิดขึ้นคือภาพประชาคมใหม่ที่พรรคคอมมิวนิสต์เสนอขึ้นเป็นภาพที่ได้รับความสนใจอย่างมาก อีกทั้งยังสอดคล้องกับผลประโยชน์ของประชาชนบางกลุ่มโดยเฉพาะชาวนาและกรรมกร จึงเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ชาวเวียดนามจำนวนมากยอมรับประชาคมใหม่และเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ความคิดของชาวเวียดนาม ประกอบกับแม้ว่ากลุ่มเจ้าที่ดินและนายทุนชนชั้นกลางอันเป็นพื้นฐานของปัญญาชนที่เป็นผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนแบบใหม่ที่ฝรั่งเศสนำเข้ามาในเวียดนาม และที่สำเร็จการศึกษามาจากฝรั่งเศสจะมีความชื่นชมและผูกพันกับระบอบอาณานิคม โดยแสดงให้เห็นจากการชื่นชมในอารยธรรมฝรั่งเศสและความต้องการที่จะอยู่ร่วมกับคนฝรั่งเศส ทั้งยังเต็มใจเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิฝรั่งเศส แต่ในขณะที่มีอีกพวกหนึ่งซึ่งเป็นส่วนน้อยได้กลายเป็นผู้ที่ต่อต้านฝรั่งเศสและระบอบอาณานิคม อันเกิดจากการพินิจเปรียบเทียบประเทศของตนที่อยู่ภายใต้การกดขี่รีดนาทาเร้นกับประเทศเสรีอย่างฝรั่งเศส จึงทำให้ปัญญาชนเหล่านี้สนใจศึกษาลัทธิการเมือง โดยมีไม่น้อยที่เดินทางไปฝรั่งเศสเพื่อศึกษาความคิดทางการเมืองที่จะนำมาใช้ต่อต้านฝรั่งเศส และกลุ่มดังกล่าวก็กลายมาเป็นหัวหอกสำคัญของขบวนการพรรคคอมมิวนิสต์ในการโค่นล้มระบอบอาณานิคม จึงทำให้ชาตินิยมของเวียดนามกลายเป็นชาตินิยมของประชาชนเพื่อประชาชนที่เข้าถึงประชาชนในแทบทุกหมู่เหล่า

นอกจากนี้ในมิติด้านกำลังรบตามความคิดของหวอเหงวียนซ๊าป เขามองว่าสิ่งสำคัญในการต่อต้านจำเป็นที่จะต้องลงลึกสู่มวลชน โดยเน้นที่การปลุกจิตสำนึกทางการเมือง เขาได้สรุปไว้ว่า “ทหารกับประชาชนก็เหมือนน้ำกับปลา” กองกำลังโฆษณาชวนเชื่อติดอาวุธ (Đội Việt Nam Tuyên truyền Giải phóng quân) โดยมีฐานปฏิบัติการอยู่ในกาวบั่ง (Cao Bằng) บั๊กก่าน (Bắc Cạn) และ หล่างเซิน (Làng sơn) ซึ่งประกอบไปด้วยกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์หนุ่ง (Nùng) และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นรวมถึงชาวเวียดนามเป็นกองกำลังประชาชนกลุ่มแรกที่ทำการต่อสู้ตามแนวทางชาตินิยม[9] และได้พัฒนาต่อไปกลายเป็นกองทัพประชาชนที่แข็งแกร่ง มีกำลังพลในราว 50,000 นาย จนท้ายที่สุดนำไปสู่ชัยชนะของขบวนการชาตินิยมเวียดนาม ณ สมรภูมิเดียนเบียนฟู

จากที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นพบว่าการดำเนินการชาตินิยมเวียดนามนั้นเป็นชาตินิยมที่มีพัฒนาการมาอย่างยาวนาน อันเกิดจากการค้นหาแนวทางการต่อต้านแบบใหม่ๆ หลังจากความล้มเหลวของขบวนการต่อต้านรูปแบบเก่า ดังจะเห็นว่าแรกเริ่มนั้นศูนย์กลางชาตินิยมของเวียดนามถูกผูกติดอยู่กับราชสำนักอันเกิดขึ้นจากความไม่พอใจของขุนนางขงจื๊อบางส่วนที่ถูกลดทอนบบาทและอำนาจที่เคยมี จึงได้ร่วมกันทำการต่อต้าน โดยได้ดันกษัตริย์ไปเป็นศูนย์กลางและสัญลักษณ์ของการต่อต้านเพื่อดึงเอาสังคมแบบดั้งเดิมกลับคืนมา แต่ทว่าชาตินิยมลักษณะนี้มิได้เกิดจากการรวมตัวและสร้างฐานในหมู่ประชาชนมากเท่าที่ควร ทั้งนี้เนื่องจากสำนึกของประชาชนต่อสังคมศักดินาแบบก่อนอาณานิคมไม่ได้ทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะชาวนาที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น จึงทำให้พลังการต่อต้านในระยะแรกนี้มีไม่มากเท่าที่ควร ส่งผลให้ชาตินิยมเวียดนามในระยะแรกไม่ประสบความสำเร็จและได้ก่อเกิดการต่อต้านในรูปบแบใหม่ขึ้น พยายามเปลี่ยนแปลงการต่อต้านในรูปแบบใหม่คือพยายามสร้างฐานในหมู่ประชาชน แต่ทว่าก็ยังไม่สามารถที่จะตัดความสำคัญของกษัตริย์ในฐานะสัญลักษณ์ของการต่อต้านได้ทั้งหมด ทั้งนี้เพราะยังคงต้องการกษัตริย์ที่จะชักจูงมวลชนและราชสำนักให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการต่อต้านได้ แต่ทว่าก็ยังไม่สามารถสร้างประชาคมใหม่ในจินตนาการของประชาชนได้เท่าที่ควร อีกทั้งการต่อต้านนั้นมีลักษณะกระจายเป็นหย่อมๆ ไม่สามารถรวมตัวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพทำให้การดำเนินการชาตินิยมในระยะนี้ขาดเอกภาพ ไม่สามารถทำการต่อต้านได้อย่างเต็มกำลังต้องประสบกับความล้มเหลวอีกเช่นเดิม จนกระทั่งเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีนเกิดขึ้นใน ค.ศ.1930 ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงเชิงรูปแบบของขบวนการต่อต้าน เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ใช้ปรัชญาตามแนวทางลัทธิมาร์กซิสต์ที่ให้ความสำคัญกับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชาวนาและชนชั้นกรรมาชีพ ที่เป็นประชากรหลักของประเทศในการจัดตั้งประชาคมใหม่ของเวียดนามเข้ามาเป็นตัวสร้างชาตินิยมให้เกิดขึ้น อันสามารถสร้างฐานชาตินิยมในหมู่ประชาชนได้อย่างกว้าง ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคมใหม่ที่มีประชาชนเป็นตัวแสดงแทนการต่อต้านทุกรูปแบบ เกิดการเป็นการต่อสู้ของประชาชนเพื่อประชาชนของเวียดนาม จนในที่สุดนำไปสู่ชัยชนะแห่งการปลดแอกตัวเองออกจากระบอบอาณานิคมฝรั่งเศส


[1] ธีรยุทธ บุญมี , ชาตินิยมและหลังชาตินิยม, (กรุงเทพมหานคร : สายธาร,  2546), น. 44

[2] เพิ่งอ้าง, น.45

[3] ประวัติศาสตร์ไทยเรียกว่า องเชียงสือ ซึ่งชื่อขององเชียงสือปรากฎอยู่ในประวัติศาสตร์ไทยสมัยพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ลี้ภัยอพยพเข้ามาเพื่อหนีภัยสงครามและขอความช่วยเหลือจากรัชกาลที่ 1 และได้กลับไปยังเวียดนามเพื่อต่อสู้กับพวกเตยเซิน ในที่สุดได้รับชัยชนะ และสถาปนาตัวขึ้นเป็น กษัตริย์ซาลอง รวบรวมเวียดนาม และสถาปนาความสัมพันธ์กับราชวงศ์จักรีอย่างแนบแน่น

[4]สุด จอนเจิดสิน, ประวัติศาสตร์เวียดนามตั้งแต่สมัยอาณานิคมฝรั่งเศสถึงปัจจุบัน, พิมพ์ครั้งที่ 3, (กรุงเทพมหานครฯ: โครงการเผยแพร่งานวิชาการ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550) น.27-34

[5]เชิดเกียรติ อัตถากร, ขบวนการคอมมิวนิสต์เวียดนาม ค.ศ. 1925-1945,” (มหาบัณฑิตสาขาวิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2532), น.40-44

[6] เพิ่งอ้าง, น.48

[7] สุด จอนเจิดสิน, ประวัติศาสตร์เวียดนามตั้งแต่สมัยอาณานิคมฝรั่งเศสถึงปัจจุบัน, กรุงเทพ : โครงการเผยแพร่ผลงานวิชาการ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิมพ์ครั้งที่ 3, 2550, น. 63-66

[8] โปรดดู ธนกฤต เต็งประวัติ, “บทความเรื่อง ชาวนากับข้าวในเวียดนาม: จากพระหัตถ์จักรพรรดิสู่อุ้งมือเจ้าอาณานิคม,” ในหนังสืออุษาคเนย์ที่รัก: สุเจน กรรพฤทธิ์ และสิทธา เลิศไพบูลย์ศิริ บรรณาธิการ, (กรุงเทพ : โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2553)

[9] ศุขปรีดา พนมยงค์และ ปรีดา ข้าวบ่อ,หวอเหวียนย้าปจอมทัพคู่บารมีโฮจิมินห์, (กรุงเทพ : มิ่งมิตร, 2552) , น. 39