
อย่างแรกสุด เรามาลองทำความรู้จักกันว่า ใครคือ Michel Foucault ? และชื่อนี้เราจะออกเสียงกันอย่างไร ? ขอให้เรามาดูคำตอบเรื่องที่สองกันก่อนว่าชื่อของ Michel Foucaulth ออกเสียงกันอย่างไร. ชื่อแรกของบุคคลคนนี้ออกเสียงคล้ายกับชื่อของผู้หญิงอังกฤษว่า Michelle. ส่วน Foucault ออกเสียงว่า "foo บวกคำว่า co".
แล้วเขาคนนี้เป็นใคร ? ตอบสั้นๆง่ายๆก็คือ, "ชายชาวฝรั่งเศส ที่มีความพิเศษที่ไม่ธรรมดาคนหนึ่ง, เป็นปัญญาชนที่มีชื่อเสียง"(the famous intellectual). สำหรับปัญญาชนที่มีชื่อเสียงซึ่งเป็นคนรุ่นก่อนหน้าเขาคือ Jean-Paul Sartre, ผู้ซึ่ง อันที่จริงแล้ว ได้ให้คำจำกัดความคำว่า "ปัญญาชนที่มีชื่อเสียง": ว่าหมายถึง นักคิดคนหนึ่งซึ่งคิดถึงเรื่องราวต่างๆอย่างหลากหลายและกว้างขวาง ผู้ซึ่งได้รับการยอมรับกันโดยทั่วไป ในฐานะที่เป็นทรัพยากรของชาติที่สำคัญคนหนึ่ง, เป็นคนที่ฉลาดหลักแหลม, เป็นคนที่ไม่คาดฝัน และได้ไปเกี่ยวพันกับการเมืองเป็นครั้งคราวตามโอกาส และเป็นสัญลักษณ์ทางความรู้ ความคิด สำหรับประชาชาติและของโลก.
Jean-Paul Sartre : the
famous intellectual
|
ภายหลังจาก Jean-Paul Sartre, ซึ่งได้รับชื่อว่าเป็น the famous intellectual ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นที่ตกลงกันว่า ใครคือผู้ที่จะมายืนอยู่บนจุดยอดของความเป็นปัญญาชนนี้ต่อจากเขา. มีการต่อสู้ห้ำหั่นกันในความเป็นสุดยอดในช่วงทศวรรษที่ 60 ประกอบด้วย Roland Barthes นักวิจารณ์วรรณกรรม, Jacques Lacan นักจิตวิทยาหัวรุนแรง, Claude Levi-Strauss นักมานุษยวิทยาเชิงโครงสร้าง, และตัวของ Michel Foucault เอง. สำหรับ Michel Foucault นั้น, เขาทำงานในขอบเขตความรู้ที่กว้างขวางและแตกต่างกันมาก ด้วยเหตุดังนั้น มันจึงเป็นการยากมากที่จะจัดจำแนกหมวดหมู่ผลงานของเขาในร้านหนังสือหรือตามห้องสมุดต่างๆ. ทุกวันนี้ คุณอาจพบหนังสือของเขาอยู่ในหมวดปรัชญา, ประวัติศาสตร์, จิตวิทยา, สังคมวิทยา, การแพทย์, การศึกษาเรื่องเพศ, และการวิจารณ์วรรณกรรม หรือวัฒนธรรม |
สิ่งที่มาผนึกหรือเชื่อมโยงขอบเขตความรู้ทางการศึกษาของเขาเข้าด้วยกัน ก็คือ ความสนใจในเรื่องของอำนาจและความรู้(power and knowledge) แล้วเรื่องของ"อำนาจและความรู้" สองสิ่งนี้มันทำงานร่วมกันอย่างไร ?
คุณอาจกล่าวว่า เขาเริ่มต้นตรงที่ความจริงที่เห็นกันได้ชัดๆ นั่นคือ "ความรู้คืออำนาจ"(knowledge is power), สำหรับประโยคนี้ เขาได้ถอดมันออกเป็นชิ้นๆ ลอกมันออกทีละชั้น ทำการวิเคราะห์มัน และนำมันกลับเข้าไปรวมกันใหม่. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาให้ความสนใจในความรู้ของมนุษย์ และอำนาจที่กระทำต่อมนุษย์.
สมมุติ เรามาเริ่มต้นกันที่ประโยคหรือถ้อยความที่ว่า"ความรู้คืออำนาจ" แต่ไม่แน่ใจว่า เรามีความรู้อะไรที่เป็นความจริงสมบูรณ์อยู่หรือ (we have any knowledge of absolute truth). ถ้าหากว่าคุณขยับไอเดียเกี่ยวกับความจริงสมบูรณ์นี้ออกไป, อะไรคือความรู้ล่ะ หรือความรู้นี้หมายถึงอะไร ? บางที ความรู้เป็นเพียงสิ่งที่ผู้คนกลุ่มหนึ่งนำมารวมเข้าด้วยกัน และตกลงหรือตัดสินว่ามัน เป็นจริง.
|
ตามความคิดของ
Foucault, อำนาจของพละกำลังสร้างความชอบธรรม(might makes right) ซึ่งอาจไม่แตกต่างไปจากความรู้คืออำนาจ(knowledge
is power). ในกรณีแรกเป็นเรื่องของพลังทางกายภาพ(physical force), ส่วนกรณีหลังเป็นพลังความคิด(mental
force), ซึ่งเป็นแรงพยายามของคนจำนวนน้อยที่มีพลังอำนาจ ซึ่งสามารถที่จะไปกำหนดหรือยัดเยียดไอเดียต่างๆของพวกเขาเกี่ยวกับความถูกต้องชอบธรรม,
หรือความจริง, ให้กับคนกลุ่มใหญ่ยอมรับได้.
|
เมื่อเราพูดถึงความรู้ของมนุษย์, ทางด้านสังคมศาสตร์ หรืออย่างที่ Foucault เรียกว่า "มนุษยศาสตร์", ในขณะนั้น ผู้คนก็กำลังตัดสินว่า สิ่งที่เป็นจริง(ความจริงที่สร้างขึ้น - constructing Truth) กำลังตัดสินชี้ขาดเนื้อหาสาระที่มากำหนดนิยามความเป็นมนุษย และมีผลกระทบต่อผู้คนโดยทั่วๆไป.
อันนี้มีเงื่อนไขอยู่ว่า ถ้าหากคนพวกหนึ่งสามารถทำให้ผู้คนจำนวนมากพอเชื่อในสิ่งที่พวกเขากำหนดตัดสิน ถ้าเป็นเช่นนั้น ความจริงดังกล่าวก็อาจจะมีความสำคัญขึ้นมา มากกว่าความจริงซึ่งไม่เป็นที่รู้จัก.
ทำอย่างไร ผู้คนบางคนจึงจะให้ความไว้วางใจต่อเรา สำหรับการยอมรับไอเดียต่างๆเกี่ยวกับว่า เราเป็นใคร ? นั่นมันเกี่ยวพันกันกับอำนาจบางอย่างที่ทำให้เชื่อ. และผู้คนเดียวกันเหล่านี้ เป็นผู้ที่ได้ตัดสินใจแล้วว่า อะไรคือความรู้มาก่อนแล้ว ซึ่งสามารถที่จะอ้างได้ง่ายๆว่ามันเป็นความฉลาดที่สุด - ที่จะรู้มากขึ้นเกี่ยวกับเรายิ่งกว่าที่เราทำด้วยตัวเอง.
มาถึงตอนนี้ เราต่างได้มาถึงจุดสิ้นสุดของการยอมรับเกี่ยวกับพลังอำนาจทางกายภาพแล้ว และเข้าใจวิธีการนำมาใช้.
|
แต่ความรู้กับอำนาจ มันทำงานร่วมกันอย่างไร ? บ่อยครั้ง ความรู้กับอำนาจ และพลังทางกายภาพมันมีความสัมพันธ์กัน, ดังเช่นเมื่อเด็กคนหนึ่งถูกทำโทษด้วยการตีก้น พร้อมกันนั้น พ่อแม่ก็จะเพื่อสอนบทเรียนอันหนึ่งให้กับลูกซึ่งก็คือกฎเกณฑ์บางอย่างนั่นเอง. แรกเลยทีเดียวนั้น ความรู้กับอำนาจ มันทำงานโดยผ่านภาษา. โดยในระดับพื้นๆ เมื่อเด็กคนหนึ่งเรียนรู้ที่จะพูด, แม่ก็จะหยิบเอาความรู้พื้นฐาน และกฎเกณฑ์ต่างๆทางวัฒนธรรมมาพูดหรือมาสอนในเวลาเดียวกัน. หรือ พ่ออาจจะพูดกับลูกของตนว่า "เชื่อฟังแม่ให้ดีๆนะ พ่อจะต้องไปทำงาน" ส่วนตัวลูกเองก็จะรู้สึกว่า "พ่อออกไปทำงานนอกบ้าน ส่วนแม่อยู่ที่บ้าน". |
|
และในระดับที่พิเศษขึ้นมา, หรือในเรื่องของมนุษยศาสตร์ (จิตวิทยาศาสตร์, สังคมวิทยา, เศรษฐศาสตร์, ภาษาศาสตร์, กระทั่งแพทยศาสตร์) ได้กำหนดตัดสินมนุษย์ในเวลาเดียวกัน ดังที่ศาสตร์เหล่านี้ได้อธิบายถึงมนุษย์, และทำงานไปด้วยกันกับสถาบันต่างๆเหล่านั้น อย่างโรงพยาบาลโรคจิต, เรือนจำ, โรงงาน, โรงเรียน, และสถาบันต่างๆทางกฎหมาย ซึ่งมีผลโดยเฉพาะและจริงจังต่อผู้คนทั้งหลาย. Foucault ได้เพ่งความสนใจในงานของเขาโดยตลอด ลงไปบนกลไกที่เป็นแกนกลางทางด้านสังคมศาสตร์ - นั่นคือ การจำแนกผู้คนออกเป็น คนปกติและไม่ปกติ(normal & abnormal). หนังสือของเขาหลายเล่ม ได้ศึกษารูปแบบที่แตกต่างกันของความไม่ปกติเหล่านี้. |
|
ความบ้า, ความป่วยไข้, อาชญากรรม, และ เรื่องเพศที่ออกนอกลู่นอกทาง โดยธรรมชาติแล้ว พวกเรามีแนวโน้มที่จะกำหนดตัดสินความไม่ปกติ ดังเช่น ทุกสิ่งทุกอย่างที่ต่างหรือผิดแผกไปจากความเป็นปกติอย่างมีนัยะสำคัญ. คำว่า"ปกติ"เป็นศัพท์พื้นๆคำหนึ่ง และสิ่งที่เป็นปกตินั้น ควรจะชัดเจนสมบูรณ์ - มันอยู่รายรอบเราทั้งหมด. เรายังสันนิษฐานด้วยว่า ความแตกต่างเป็นเรื่องง่ายที่จะกล่าว และมีแนวโน้มที่จะยังคงเป็นอย่างเดียวกันนั้นไปตลอด. แต่โดยการมองเข้าไปในเอกสารทางประวัติศาสตร์อันหลากหลายและกว้างขวาง Foucaulth ได้ท้าทายต่อสมมุติฐานเหล่านี้ทั้งหมด. เขาได้แสดงให้เห็นว่า นิยามความหมายต่างๆเกี่ยวกับ ความบ้า, ความป่วยไข้, อาชญากรรม, และเรื่องเพศที่ออกนอกลู่นอกทาง มันผันแปรไปอย่างมากมาโดยตลอด. พฤติกรรมที่ทำให้ผู้คนต้องถูกนำเข้าห้องขัง หรือส่งเข้าโรงพยาบาลต่างๆในช่วงเวลาหนึ่ง ในอีกช่วงเวลาหนึ่งนั้นมันกลับผกผัน กลายเป็นพฤติกรรมที่ได้รับการยกย่องก็ได้. สังคมต่างๆ, ความรู้กับอำนาจ, และวิทยาศาสตร์ต่างๆเกี่ยวกับมนุษย์ นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา ได้นิยามความหมายความแตกต่างระหว่างความปกติและความไม่ปกติอย่างระมัดระวัง, และด้วยเหตุนี้ จึงได้ใช้นิยามความหมายเหล่านี้ตลอดมา เพื่อควบคุมดูแล และวางระเบียบพฤติกรรมของผู้คน. การแบ่งแยกระหว่างความปกติและความไม่ปกติ อาจมองดูแล้วรู้สึกว่าเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ตามข้อเท็จจริงแล้วเป็นเรื่องที่ยากมากเลยทีเดียว - มันมักจะเลอะเลือนไม่ชัดเจน และโต้แย้งกันถึงพรมแดนระหว่าง ความปกต ิและความไม่ปกติกันอย่างมากเสมอๆ. สังคมของเรามีการจำกุมคุมขัง มีการกีดกันผู้คนบางคนออกไปจากสังคม และซ่อนเร้นคนที่ไม่ปกติเพิ่มมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ในขณะเดียวกันนั้น ก็มีการเฝ้ามอง ตรวจสอบ ตั้งคำถามกับสิ่งเหล่านี้ด้วยความระมัดระวัง. ในเรื่องที่เกี่ยวกับคนบ้าและคนที่ป่วยไข้นั้น การที่คนเหล่านี้ต้องเข้าไปอยู่ในสถานบำบัด อันที่จริงแล้วมันไม่ได้เป็นอย่างปัจจุบันนี้มาโดยตลอด. กล่าวคือ ในช่วงเวลาต้นๆ คนบ้าเป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับการยอมรับจากชุมชน, ส่วนคนที่ป่วยไข้ก็ได้รับการบำบัดรักษากันที่บ้าน; ไม่มีใครคาดหวังว่า คนที่ไร้ความสามารถหรือคนที่ผิดรูปผิดร่างไปจะหลุดรอดไปจากสายตา; และอาชญากรทั้งหลายก็ถูกลงโทษจากสาธารณชนเท่าที่จะเป็นไปได้. การกีดกันคนที่ไม่ปกติออกไปอันนี้ มิได้ทำให้ผู้คนเหล่านี้ไม่มีความสำคัญต่อวัฒนธรรม. คนที่เป็นปกติไม่ได้ถูกนิยาม ด้วยคนที่ไม่ปกติที่ได้รับการสร้างขึ้นมาในทางที่ตรงข้าม! อันที่จริง เรากำหนดนิยาม"ความปกติ"โดยผ่านความไม่ปกติที่เรารู้ว่า"อะไรคือความปกติ". แต่"ความปกติ"ที่เราคิดว่าเรารู้นี้ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆหรือ... ด้วยเหตุดังนั้น แม้ว่าความไม่ปกติจะได้รับการกันออกไป และถูกปิดบังหรือซ่อนเร้นเอาไว้(ตามสถานที่ต่างๆ), คนที่เหลือ หรือคนปกติ ก็ยังคงศึกษาและตั้งคำถามมันเพิ่มมากขึ้น. จากการศึกษาเกี่ยวกับ"ความไม่ปกติ"พบว่า มันเป็นวิธีการหลักอันหนึ่งที่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจได้รับการสถาปนาขึ้นมาในสังคม. เมื่อความ"ไม่ปกติ"และ"บรรทัดฐานที่สอดคล้องของมัน"ได้ถูกกำหนดนิยามขึ้น, ด้วยเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่ง มันมักจะเป็นว่า"คนที่ปกติ"จะเป็นผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า"คนที่ไม่ปกติ". (ตัวอย่างเช่น หากมีใครเสนอความคิดเห็นแปลกๆ แล้วมีคนอีกคนหนึ่งกล่าวว่า "ความคิดนี้ไม่ปกติ" คำพูดเช่นนี้ ก็มีอำนาจพอที่จะไปทำลายความน่าเชื่อถือความคิดแปลกๆนั้นลงไปได้ เป็นต้น) (ที่สำคัญในที่นี้ ต้องอย่าลืมว่า "ความปกติ" มันมีความจริงรองรับแค่ไหน ? หรือมันถูกสร้างขึ้นมาโดยผู้มีอำนาจบัญญัติเอาไว้) นักจิตวิทยาได้บอกกับเราถึงเรื่องคนบ้า, ส่วนแพทย์ก็บอกกับเราถึงเรื่องคนไข้, นักอาชญวิทยา(หรือนักทฤษฎีกฎหมาย หรือนักการเมือง)พูดกับเราถึงอาชญากรรมต่างๆ, แต่เราไม่เคยคาดหวังที่จะได้ยินผู้คนเหล่านี้พูดเกี่ยวกับนิยามความหมายว่ามันถูกต้องจริงๆแล้วหรือ - สิ่งที่พวกเขาพูด ได้ถูกครอบงำหรือตีเส้นเอาไว้เรียบร้อยแล้ว และคนพวกนี้ไม่ได้เคยตั้งข้อสงสัยในนิยามความหมายสิ่งที่พวกเขากำลังเกี่ยวข้องกับมันเลย |
|
สรุปใจความสำคัญอย่างรวดเร็วเกี่ยวกับชีวิตของ Foucault : Foucault เกิดในปี ค.ศ.1926 ใน Poitiers, อันเป็นเมืองในชนบท และชื่อเต็มของเขาก็คือ Paul - Michel Foucault. พ่อของ Paul เป็นศัลยแพทย์ และพ่อของพ่อของเขาก็เป็นศัลยแพทย์เช่นเดียวกัน. ดังนั้นจึงเดาได้ไม่ยากเลยว่า สิ่งที่พ่อของ Paul-Michel ต้องการให้เขาเป็นนั่น คืออาชีพอะไร ? เมื่อตอนที่เขามีอายุได้ 17 ปี, Paul-Michel ตัดสินใจว่า เขาไม่สามารถที่จะเป็นหมอได้, โดยไม่คำนึงถึงการทะเลาะกันครั้งใหญ่กับผู้เป็นพ่อ, และต่อมาเขาก็ตัดสินใจว่า เขาไม่สามารถที่จะเป็น Paul ได้เช่นเดียวกัน. ตอนที่เขาอายุ 13 ปีนั้น ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่สองขึ้นมา และเมืองที่เขาเกิดคือ Poitiers ได้ถูกยึดครองโดยพวกเยอรมัน. ในช่วงนั้น เขายังเรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียนเจซุอิทที่บ้านเกิดของเขา, Paul-Michel แน่นอน ไม่ต้องการที่จะเป็นวีรบุรุษสงคราม, แต่เขาก็ได้ช่วยเด็กคนอื่นๆขโมยท่อนไม้มาจากพวกนาซีเพื่อมาใส่ในเตาผิงของโรงเรียนเพื่อให้ความอบอุ่น. สงครามนับเป็นบททดสอบ ที่ทรหดที่สุด ซึ่งเขาได้มีชีวิตรอดผ่านพ้นมาได้, แต่การผจญภัยที่แท้จริงของชีวิตเขา กลับกลายเป็นชีวิต และภารกิจในโรงเรียนของเขา นั่นเอง. ระบบวิชาการของฝรั่งเศส สำหรับบรรดานักเรียนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ จะมีความรู้สึกเกี่ยวกับการแข่งขัน และความตื่นเต้นเกี่ยวกับมันเป็นอันมาก, เป็นไปได้ว่ามันจะเทียบได้กับในสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับการแข่งขันโอลิมปิควิชาการเลยทีเดียว. Foucault ได้เข้าโรงเรียน the Lycee Henri-IV เมื่อตอนที่เขาอายุได้ 4 ขวบ, เขายังเด็กเกินไปสำหรับการไปโรงเรียน แต่เขาก็ไม่ต้องการที่จะถูกแยกจากพี่สาวที่โตกว่า. สำหรับสองปีที่เขาต้องนั่งอยู่หลังห้อง เล่นกับดินสอถ่านหรือเครยองคส์ และบางทีก็ได้ฟังอะไรบ้าง. เขาชอบโรงเรียน และชอบเช่นนั้นเรื่อยมา, เขาได้คะแนนสูงสุดในทุกๆวิชายกเว้นคณิตศาสตร์ จนกระทั่งตอนที่เขามีอายุได้ 8 ขวบ เขาทำคะแนนผ่านวิชาเลขไปได้อย่างหวุดหวิด. ซึ่งนั่นได้แสดงให้เห็นว่า เขาเกือบจะสอบตกในชั้นเรียน และยังจะกลายมาเป็นหนึ่งในคนที่มีความคิดสติปัญญาอันยิ่งใหญ่ที่สุด ของคนในรุ่นเขา, ปัญญาชนผู้มีชื่อเสียงระดับโลก. แม่ของเขาตัดสินใจว่า มันถึงเวลาแล้วที่จะส่งเขาเข้าโรงเรียนเจซุอิท ซึ่งชื่อว่า the College Saint-Stanislaus. เขาเรียนได้ดีที่นั่น แต่มักจะมาเป็นที่สองลองจากเพื่อนของเขา Pierre Riviere เสมอ. (ขอให้จำชื่อนี้เอาไว้ เพราะจะได้มีการกล่าวถึงอีกในภายหลัง). Foucault ได้จากโรงเรียนหนึ่งไปยังอีกโรงเรียนหนึ่ง และก็สอบได้ดีมากๆมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเขาได้ก้าวมาถึงจุดสูงสุด: เขาทำคะแนนได้เป็นอันดับที่สี่ ท่ามกลางนักเรียนทั้งหมดที่แข่งขันกันทั้งประเทศ เพื่อสอบเข้า the Ecole Normale Superieure ในกรุงปารีส - ซึ่งถือว่าเป็นสถานศึกษาในระดับวิทยาลัยที่เข้มข้นทางด้านสติปัญญาและพิเศษมากที่สุดในฝรั่งเศส. แต่อย่างไรก็ตาม ที่ the Ecole Normale, Foucault ไม่ได้เป็นเด็กที่มีความสุขเท่าใดนัก. เขาเริ่มที่จะตกต่ำ และรู้สึกไม่เบิกบานกับมันมากขึ้นๆ ไม่สามารถเข้ากันได้กับคนอื่นๆ และในท้ายที่สุด เขาถึงกับพยายามที่จะฆ่าตัวตายเลยทีเดียว. ด้วยเหตุนี้ พ่อของเขาจึงนำเขาไปพบกับจิตแพทย์ ผู้ซึ่ง Michel หนุ่มได้บอกกับจิตแพทย์ผู้นั้น เกี่ยวกับความสนใจทางเพศของเขา กับผู้ชายด้วยกัน. บรรดาจิตแพทย์ทั้งหลายในขณะนั้น มีแนวโน้มที่จะปฏิบัติกับเรื่องของการรักร่วมเพศในฐานะที่เป็นการป่วยไข้อย่างหนึ่ง ซึ่งก่อให้เกิดความทุกข์อย่างมากอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยงได้, ด้วยเหตุนี้ มันจึงไม่อาจที่จะช่วยบรรเทาความรู้สึกหดหู่และตกต่ำของ Michel ลงไปได้มากนัก. แต่เขาก็เริ่มจากจุดนี้ในการได้รับไอเดียที่ว่า บางที บรรดาจิตแพทย์ทั้งหลาย กำลังกระทำอะไรที่มากเกินไปกว่า การช่วยลดอาการคุ้มคลั่งและความว้าวุ่นทางจิต - อาจบางทีจิตแทย์พวกนี้กำลังจะกลายเป็นตำรวจที่คอยตรวจจิต(mental police), เพื่อตัดสินว่าอะไรที่ควรจะหรือไม่ควรจะได้รับการอนุญาตให้เข้าสู่สังคม. ขณะนั้น เขาต้องการที่จะศึกษาจิตวิทยาเพื่อตัวของเขาเอง และค้นพบว่ามันเป็นเรื่องที่ชวนหลงใหลและน่าตรึงใจอย่างยิ่ง. เขาได้อ่านงานเขียนของ Freud และรายงานของ Kinsey. บรรดาครูบาอาจารย์ของเขาที่ the Ecole Normale ทุกปีจะมีการนำบรรดานักศึกษาไปดูคนไข้ในโรงพยาบาลโรคจิตในปารีส และไปเยี่ยมโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่งใกล้ๆ Orleans เป็นเวลาสัปดาห์หนึ่ง(ในทุกๆปี) เพื่อสังเกตุดูแพทย์และคนไข้ต่างๆ. Foucault รู้สึกลำบากใจและทุกข์ใจนิดหน่อยกับการทดสอบ Rorschach tests, ซึ่งการทดสอบเหล่านี้ ได้กระทำกับนักศึกษาทั้งหมดที่ the Ecole Normale (และทำกับคนอื่นๆอีกมากมายมาจนตลอดชีวิตของเขา), และนั่นทำให้เกิดการประเมินอย่างรวดเร็วเกี่ยวกับจิตวิญญานที่อยู่ข้างใต้ของพวกเขา. พร้อมด้วยคนส่วนใหญ่ทุกคนที่เขารู้จัก, Foucault ได้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์(1950-1953), และยุติลงช่วงเวลาที่ Stalin ได้ถึงแก่กรรม เมื่อตอนที่ผู้คนจำนวนมากกำลังตั้งคำถามและข้อสงสัยว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับสหภาพโซเวียต. ในปี 1955 Foucault ได้งานทำในฐานะครูผู้สอนใน Upsalla, ในประเทศ Sweden. ซึ่งที่นั่น เขาได้ค้นพบห้องสมุด ที่มีผลงานทางด้านการแพทย์ขนาดใหญ่โดยบังเอิญ นับจากศตวรรษที่ 16 ถึงศตวรรษที่ 20. โดยเพียงไม่กี่ปีต่อมา เขาก็ได้จ่อมจมและฝังตัวอยู่ในห้องสมุดแห่งนี้ และได้ทำงานวิจัยซึ่งต่อมาได้กลายเป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า Folle et deraison หรือในชื่อภาษาอังกฤษ Madness and Civilization (ความบ้าและอารยธรรม) และเรื่อง Naissance de la Clinique (The Birth of the Clinic - การกำเนิดของคลินิค). (ต่อเรื่อง"ความบ้าและอารยธรรม)
|