tadafil generic cialis
when viagra generic
prescription or not viagra
50 mg viagra
cialis max dosage
viagra pills for order
viagra equivalent
buy cialis without prescription
cialis online ordering
viagra no prescription needed
long term use of viagra
viagra commercial blues song
viagra cost cvs
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2013008

Midnight University in Japan

Filed under : SOCIAL SCIENCE

“ต้นเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2555 ม. เที่ยงคืนมีกำหนดการในการจัดงานสัมมนาร่วมกับสมาคมไทยศึกษาญี่ปุ่นในหัวข้อ “80 ปี ประชาธิปไตยไทย” ซึ่งงานจะจัดขึ้นที่ Kyoto University และOsaka University ณ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเป็นการนำเสนองานวิชาการและแลกเปลี่ยนความรู้ในประเด็นต่างๆ ระหว่างนักวิชาการไทยและญี่ปุ่นที่มีความสนใจทางด้านไทยศึกษา”

 

Midnight University in Japan

สมชาย ปรีชาศิลปกุล
 
ต้นเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2555 พวกเราชาวมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนมีกำหนดการในการจัดงานสัมมนาร่วมกับสมาคมไทยศึกษาญี่ปุ่นในหัวข้อ “80 ปี ประชาธิปไตยไทย” ซึ่งงานจะจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยเกียวโต (Kyoto University) และมหาวิทยาลัยโอซากา (Osaka University) ณ ประเทศญี่ปุ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นการนำเสนองานวิชาการและแลกเปลี่ยนความรู้ในประเด็นต่างๆ ระหว่างนักวิชาการไทยและนักวิชาการญี่ปุ่นที่มีความสนใจทางด้านไทยศึกษา

ในการเดินทางไปญี่ปุ่นในครั้งนี้ประกอบด้วยศาสตราจารย์สายชล และรองศาสตราจารย์ ดร. อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ สองนักประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง อาจารย์ชำนาญ จันทร์เรือง ผู้ขะมักเขม้นกับการผลักดันให้เกิดเชียงใหม่มหานคร อาจารย์ทศพล ทรรศกุลพันธ์ นักวิชาการหนุ่มแห่งคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่กำลังทำวิจัยและมีข้อโต้แย้งต่อระบบเกษตรพันธะสัญญาอย่างจริงจัง อาจารย์สิทธิเทพ เอกสิทธิพงษ์ อาจารย์ใหม่ของภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้สนใจในความเคลื่อนไหวของชาวจีนในสังคมไทย ดร. Yuji Mizukami หรือที่เรียกกันในภาษาไทยว่า “ต้นน้ำ” ซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่อย่างหนักทั้งในห้องสัมมนาด้วยการร่วมนำเสนอผลงานทางวิชาการ และบทบาทนอกห้องสัมมนาด้วยการเป็นผู้นำทางและนำเที่ยวให้กับพวกเราทั้งหมด รวมผมอีกหนึ่งคนทำให้การเดินทางครั้งนี้มีผู้ร่วมเดินทางทั้งสิ้น 7 คน แม้ว่าจะมีสมาชิกอีกหลายคนที่อยากร่วมเดินทางไปด้วยแต่ไม่อาจปลีกตัวไปจากภารกิจประจำ จึงทำให้พลาดโอกาสในการเดินทางคราวนี้

ในการเดินทางครั้งนี้พวกเราเลือกเส้นทางที่จะบินออกจากจังหวัดเชียงใหม่โดยสายการบิน Dragon Air ซึ่งจะไปแวะจอดที่ฮ่องกงก่อนจะเปลี่ยนไปขึ้นสายการบิน Cathay Pacific เพื่อไปลงที่สนามบิน Kansai เมือง Osaka ทั้งนี้เนื่องจากไม่ต้องการใช้เวลากับการเดินทางเพื่อมาต่อเครื่องที่กรุงเทพฯ อันจะทำให้ต้องใช้เวลาเพิ่มมากขึ้น แม้จะมีความกังวลว่าจะเป็นสายการบินราคาถูกในช่วงออกจากเชียงใหม่ (ซึ่งคล้ายกับสายการบิน Air Asia อันเป็นที่คุ้นเคยกันในบ้านเรา) แต่เนื่องจากราคาที่ดึงดูดใจจึงทำให้ตัดสินใจเลือกสายการบินนี้ ซึ่งภายหลังจากได้ใช้บริการแล้วดูเหมือนว่าพวกเราจะประทับใจกับการเลือกสายการบินนี้ไม่น้อย ไม่เพียงอาหารมื้อเย็นและรวมถึงไวน์แดงที่มีบริการบนเครื่อง ยังมีไอศกรีมราคาแพง Haagen Dazs กระปุกขนาดพอกินเสริ์ฟปิดท้าย แม้ว่าอาจมีข้อเสียบ้างตรงที่ต้องเสียเวลาในการรอเครื่องที่ฮ่องกงเป็นเวลาหลายชั่วโมงก็ตาม

กำหนดการสัมมนาในวันแรกคือวันที่ 6 กรกฎาคม โดยในวันนี้จะจัดขึ้นที่ Kyoto University แต่ว่าการประชุมจะจัดขึ้นในตอนบ่าย พวกเราจึงได้ใช้เวลาในช่วงเช้าเดินทางไปยังวัด Kiyozumi หรือที่คนไทยมักเรียกว่า “วัดน้ำใส” ซึ่งอยู่ใน Kyoto ในแต่ละวันมีนักท่องเที่ยวและชาวญี่ปุ่นจำนวนมากเดินทางไปทำบุญไหว้พระรวมถึงดื่มน้ำจากลำธารสามสายที่มาบรรจบกันภายในบริเวณวัด ด้วยความเชื่อว่าจะนำมาซึ่งความสำเร็จทางด้านการศึกษา ความรักและสุขภาพที่แข็งแรง

 

 

 

โอกาสนี้ชาวมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจึงได้บริจาคเงินเพื่อทำบุญร่วมกันในวาระครบรอบ 2 ปี แห่งการจากไปของรองศาสตราจารย์สมเกียรติ ตั้งนโม สมาชิกคนคนสำคัญและอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนคนที่ 3 ซึ่งได้จากไปเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2553 อันที่จริงในระหว่างที่อาจารย์สมเกียรติยังมีชีวิตอยู่ได้เคยมีการพูดคุยกันว่าเราน่าจะจัดงานสัมมนาที่ญี่ปุ่นสักครั้งหนึ่งแต่ก็ยังหาจังหวะที่เหมาะสมไม่ได้ แม้กระทั่งในยามบั้นปลายที่อาจารย์สมเกียรติต้องเผชิญกับโรคภัย อาจารย์อรรถจักรก็ได้ให้กำลังใจและบอกว่าถ้าอาจารย์สมเกียรติหายดีเมื่อไหร่ พวกเราจะหาโอกาสเดินทางมาจัดงานสัมมนาที่ญี่ปุ่นด้วยกัน แต่อาจารย์สมเกียรติก็ได้จากพวกเราไปอย่างไม่มีวันหวนกลับและไม่มีโอกาสมาร่วมงานนี้แต่อย่างใด

ณ มหาวิทยาลัยเกียวโต

งานสัมมนาเริ่มในตอนบ่ายโดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 30 คน ส่วนมากเป็นนักวิชาการญี่ปุ่นที่สนใจไทยศึกษาและแทบทุกคนล้วนแต่เคยมีโอกาสมาศึกษาหรือได้ทำงานวิจัยในสังคมไทยมาก่อน จึงมีพื้นความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสังคมไทยในแต่ละเรื่องตามความสนใจ ทั้งนี้มีนักวิชาการไทยและนักศึกษาไทยซึ่งเรียนอยู่ที่ญี่ปุ่นมาเข้าร่วมด้วยอีกจำนวนหนึ่ง

งานสัมมนาเริ่มต้นโดย ศาสตราจารย์ ดร. Yoshifumi Tamada หรือที่แวดวงนักวิชาการไทยเรียกกันว่าอาจารย์ธรรมดาเป็นผู้กล่าวแนะนำถึงพวกเราแต่ละคนที่จะนำเสนองานวิชาการในวันแรก อันประกอบไปด้วยอาจารย์อรรถจักร์เป็นผู้เริ่มนำเสนอเป็นอันดับแรกในฐานะที่เป็นบุคคลซึ่งเป็นที่กว้างขวางในหมู่นักวิชาการญี่ปุ่นมากที่สุดในหมู่พวกเรา (โดยความกว้างขวางของอาจารย์อรรถจักร์ไม่ใช่มาจากเพียงความสามารถในงานวิชาการที่มีคุณภาพเท่านั้น หากยังมาจากความเชี่ยวชาญในการดื่มชนิดหาตัวจับยากซึ่งเป็นที่ชื่นชอบสำหรับนักวิชาการญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อย)

อาจารย์อรรถจักรนำเสนองานวิชาการเรื่อง “รากเหง้าความขัดแย้ง: จากประชาธิปไตยครึ่งใบสู่การเมืองไพร่/อำมาตย์” เพื่อชี้ให้เห็นถึงรากเหง้าแห่งความขัดแย้งในสังคมไทยว่าเป็นผลสืบเนื่องอย่างสำคัญมาจากยุคประชาธิปไตยครึ่งใบในทศวรรษ 2520 ก่อนคลี่คลายตัวมาเป็นความขัดแย้งระหว่างเหลืองแดงในห้วงเวลาปัจจุบัน โดยต้องการเน้นให้เห็นถึงความสำคัญของบริบทต่อการทำความเข้าใจความขัดแย้งทางการเมืองที่ลึกซึ้งมากขึ้นกว่าเพียงอธิบายอยู่ในระนาบของตัวบุคคลดังที่มักเกิดขึ้นในห้วงเวลาปัจจุบัน

อาจารย์สิทธิเทพซึ่งสนใจเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของคนจีนในสังคมได้นำเสนองานเรื่อง “ลูกจีนรักชาติ: สำนึกประวัติศาสตร์และนิยามประชาธิปไตย” ด้วยการเสนอว่าปรากฏการณ์ “ลูกจีนรักชาติ” นั้นเป็นผลมาจากสำนึกประวัติศาสตร์ของคนไทยเชื้อสายจีนที่ถูกสร้างขึ้นนับแต่ทศวรรษ 2510 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เริ่มเกิดการสร้างประวัติศาสตร์ของคนไทยเชื้อสายจีนโดยมีการเชื่อมโยงตนเองเข้ากับสถาบันกษัตริย์ การสร้างประวัติศาสตร์นี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงทศวรรษ 2520 จนทศวรรษ 2530 ซึ่งการเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ของคนไทยเชื้อสายจีนกับสถาบันกษัตริย์ถูกกระทำอย่างเปิดเผยมากยิ่งขึ้น ทั้งยังเกิดการใช้อดีตเป็นเครื่องมือในการจัดความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีนกับสังคมไทยอย่างชัดเจน ซึ่งประวัติศาสตร์ของคนไทยเชื้อสายจีนที่ถูกสร้างขึ้นนี้ ได้กลายเป็นความจริงที่ครอบงำ กำกับความคิด และการเคลื่อนไหวทางการเมืองของพวกเขา จนนำไปสู่การเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อเหลือง

สำหรับผมได้นำเสนอเรื่อง “รัฐธรรมนูญจารีตประเพณีไทย” อันเป็นความพยายามที่จะเสนอกรอบในการวิเคราะห์รัฐธรรมนูญไทยผ่านการมอง “รัฐธรรมนูญจารีตประเพณี” ด้วยเชื่อว่าจะเป็นแนวทางในการทำความเข้าใจรัฐธรรมนูญในสังคมไทยได้ดีมากกว่าการพิจารณารัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร ซึ่งมักจะแยกการวิเคราะห์เป็นรายฉบับไป ก่อนจะปิดท้ายงานสัมมนาในวันนี้ด้วยอาจารย์ชำนาญในหัวข้อ “เชียงใหม่มหานคร: จุดเปลี่ยนประเทศไทย” ซึ่งพูดถึงแนวทางการผลักดันให้เกิดระบบการเมืองท้องถิ่นที่จะมีความเป็นอิสระและอำนาจจากรัฐบาลกลางมากขึ้น โดยในตอนท้ายของการสัมมนาได้มีการซักถามและแลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างกว้างขวางทั้งนักวิชาการทั้งด้านฝ่ายไทยและญี่ปุ่น

ในตอนเย็นของการสัมมนา ทางนักวิชาการญี่ปุ่นก็ได้เป็นเจ้าภาพในการเลี้ยงระหว่างทั้งสองฝ่าย อันเป็นโอกาสดีที่ทำให้แต่ละฝ่ายสามารถมีเวลาพูดคุยกันมากขึ้นกว่าในห้องสัมมนา งานเลี้ยงก็จัดขึ้นแบบเป็นกันเอง มีอาหารญี่ปุ่นประกอบกับการดื่มเหล้าสาเกและเบียร์ที่ทางเจ้าภาพนำมาเป็นจำนวนมากกระทั่งเวลาเลิกงานผู้ร่วมงานก็ยังไม่สามารถดื่มได้หมด

การพูดคุยกันในช่วงเวลานี้นับเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างมาก เพราะทำให้แต่ละฝ่ายสามารถซักถามในประเด็นที่ตัวเองสนใจรวมทั้งแลกเปลี่ยนความเห็นได้อย่างกว้างขวาง อันเป็นการสื่อสารกันแบบสองทางที่ทำให้การสนทนามีชีวิตชีวามากขึ้นกว่าในห้องประชุม ซึ่งในบางประเด็นบางหัวข้อสำหรับบางคน อาจน่าเบื่อและชวนให้นอนหลับมากกว่า

โดยผมก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ศาสตราจารย์ ดร. Hiroshi Yamamoto แห่งคณะเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยคานากาวา (Kanagawa University) ซึ่งอธิบายถึงปัญหาทางเศรษฐกิจที่สังคมญี่ปุ่นได้เผชิญหน้ามาอย่างยาวนานจวบจนกระทั่งปัจจุบัน ความยากลำบากในการมองหาทางออกจากปัญหาท่ามกลางความไร้เสถียรภาพของรัฐบาล และส่งผลกระทบติดตามมากับคนทุกกลุ่มอย่างกว้างขวางรวมถึงนักวิชาการและตำแหน่งงานในสถาบันการศึกษาที่หาได้ยากพอๆ กับ “งมเข็มในมหาสมุทร” อาจารย์บอกว่าสงสารคนรุ่นใหม่ๆ ซึ่งมีความสามารถทางวิชาการมากแต่กลับหางานได้ยากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในมหาวิทยาลัยญี่ปุ่น

นอกจากนี้ก็มีนักศึกษาญี่ปุ่นได้มาพูดคุยกันในประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญของประเทศไทยรวมถึงสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน ซึ่งผมก็ได้ให้คำตอบไปเท่าที่พอจะมีความรู้ในส่วนที่สนใจ ทั้งนี้หากเปรียบเทียบกับญี่ปุ่นแล้วสังคมไทยมีปัญหาศูนย์กลางอยู่ที่ระบบการเมืองซึ่งกระทบไปถึงระบบเศรษฐกิจ แต่สำหรับญี่ปุ่นนั้นปัญหาใจกลางอยู่ที่ระบบเศรษฐกิจซึ่งระบบการเมืองยังไม่สามารถเข้ามาแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้มีข้อสังเกตบางประการก็คือ งานเลี้ยงที่มี “อบายมุข” นี้จัดขึ้นในห้องเลี้ยงรับรองภายในมหาวิทยาลัย ผมได้ถามนักวิชาการญี่ปุ่นเป็นการกระทำที่ผิดระเบียบของมหาวิทยาลัยหรือไม่ ซึ่งได้รับคำตอบว่าเป็นสิ่งที่กระทำกันมาโดยปกติของการเลี้ยงรับรองที่จะมีเครื่องดื่มประกอบ อีกเรื่องหนึ่งก็คือทั้งบรรดานักวิชาการที่เป็นอาจารย์และลูกศิษย์ที่เป็นผู้หญิงก็มีความสามารถในการดื่มไม่แตกต่างไปจากบรรดาผู้ที่เป็นผู้ชายแต่อย่างใด ซึ่งเมื่อได้อยู่เป็นเวลาหลายวันมากขึ้นก็มองเห็นความแตกต่างต่อการให้ความหมายในการดื่มของผู้หญิงในสังคมญี่ปุ่นกับสังคมไทย แม้จะไม่ใช่ในสังคมโดยรวมแต่อย่างน้อยก็สำหรับคนกลุ่มหนึ่งที่ทำงานทางด้านวิชาการ

ทั้งนี้ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งที่ไม่อาจผ่านไปก็คือสาเกและเบียร์ญี่ปุ่นที่นำมาเลี้ยงนั้นมีรสชาติ “อร่อย” จนทำให้หลายคนที่ปกติจะไม่ค่อยดื่มหรือไม่ดื่มเลยกลับดื่มในปริมาณที่มากกว่าปกติ ถึงแม้ว่าหลายคนจะดื่มกันไปมากพอสมควรแต่ในเช้าวันรุ่งขึ้นดูเหมือนจะมีข้อสรุปว่าไม่มีใครมีอาการ “แฮ้ง” แต่อย่างใด อันเป็นเหตุผลให้ต่างก็มีความรื่นรมย์กับการดื่มในหลายวันต่อมา

วันที่ 7 เดือน 7 เทศกาลฉลองดวงดาว

สำหรับในวันที่ 7 กรกฎาคม 2555 งานประชุมวันนี้จะไปจัดที่มหาวิทยาลัยโอซากา เนื่องจากพักอยู่ในเมืองเกียวโตพวกเราจึงต้องออกเดินทางตั้งแต่ช่วงเช้า แต่การเดินทางไปก็ค่อนข้างสะดวกด้วยการใช้รถไฟฟ้าสองสามทอดก็ไปถึงหน้ามหาวิทยาลัยได้

การประชุมในวันนี้มีผู้เข้าร่วมประมาณ 100 คน ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการและนักศึกษาชาวญี่ปุ่น ทั้งนี้มีนักศึกษาไทยอีกกลุ่มหนึ่งก็ได้มาเข้าร่วมประชุมด้วย บรรยากาศโดยรวมในการประชมจึงค่อนข้างคึกคักกว่าในวันแรก มีนักวิชาการชาวญี่ปุ่นมากหน้าหลายตามาเข้าร่วมกันเพิ่ม ในการประชุมได้แบ่งออกเป็น 3 ห้อง สำหรับนักวิชาการไทยก็ได้ถูกจัดไว้ให้ห้องเดียวกันในช่วงบ่าย โดยมีอาจารย์ทศพลเป็นผู้นำเสนอคนแรกในหัวข้อ “พาณิชยการของขบวนการนิยมเจ้าอย่างออกนอกหน้า” ซึ่งได้ชี้ให้เห็นถึงการสร้างความเป็นพาณิชย์นิยมในหมู่ผู้นิยมเจ้าว่ามีกระบวนการในการทำงานอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านการโฆษณานานาประเภท อันมีผลต่อการสร้างความซาบซึ้งตรึงใจให้บังเกิดขึ้นในหมู่ประชาชนต่อสถาบันจารีต

Yuji Mizukami หรืออาจารย์ต้นน้ำ ได้นำเสนองานเรื่อง “ความเปลี่ยนแปลงของ Informal Sector ในรอบ 80 ปี กับประชาธิปไตยไทย” โดยเป็นการพูดถึงความเปลี่ยนแปลงของภาคการผลิตที่ไม่เป็นทางการหรือ “นอกระบบ” ที่สัมพันธ์กับความเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มเสื้อแดงที่แผ่ขยายออกอย่างกว้างขวาง โดยนอกจากเนื้อหาของงานแล้วความสำคัญประการหนึ่งที่ไม่อาจข้ามไปก็คือนับเป็นการนำเสนองานของนักวิชาการญี่ปุ่นเป็นภาษาไทยครั้งแรกในการประชุมไทยศึกษาที่ญี่ปุ่น ซึ่งอาจารย์ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการใช้ภาษาไทยในระดับที่ดี สามารถสื่อความหมายในเนื้อหาของงานได้เป็นอย่างเข้าใจ

งานชิ้นสุดท้ายของนักวิชาการไทยคือ “การต่อสู้ในการบัญญัติศัพท์ก่อนและหลังการปฏิวัติ พ.ศ. 2475” โดยอาจารย์สายชล อันเป็นงานที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการต่อสู้ช่วงชิงความหมายของถ้อยคำในการบัญญัติศัพท์ซึ่งมีรากเหง้ามาจากภาษาต่างประเทศและด้วยอุดมการณ์ที่แตกต่างออกไป อันนับเป็นการเมืองในระดับที่มักถูกมองข้ามและไม่ได้ตระหนักถึงมาก งานชิ้นนี้เป็นการค้นคว้าผ่านเอกสารในทางประวัติศาสตร์อย่างหนักแน่นตามแบบฉบับของอาจารย์สายชล มีรายละเอียดที่แสดงให้เห็นถึงการต่อสู้ในการสร้างความหมายของฝ่ายต่างๆ อันแฝงไปด้วยความเป็น “การเมือง” ของการพยายามสถาปนาคำและความหมายของศัพท์จำนวนมาก 

ภายหลังจากเสร็จสิ้นงานในวันที่สอง ทางฝ่ายเจ้าภาพก็ได้จัดเลี้ยงด้วยอาหารญี่ปุ่นพร้อมกับเบียร์และเหล้าสาเกอย่างเพียบพร้อม งานเลี้ยงก็จัดขึ้นในบริเวณมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกันกับในวันแรกโดยไม่มีความรู้สึกว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมต่อการ “ดื่มแอลกอฮอล์” ในเขตมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด จึงยิ่งทำให้มั่นใจได้มากยิ่งขึ้นว่าการกระทำในลักษณะเช่นนี้เป็นเรื่องที่ปกติสำหรับสังคมญี่ปุ่นซึ่งแตกต่างไปจากสังคมไทยอย่างมาก

โดยที่ผู้เข้าร่วมในวันที่สองของการประชุมมีนักวิชาการญี่ปุ่นจำนวนมาก จึงเป็นโอกาสอันดีที่ทำให้ผมได้พบกับมิตรชาวญี่ปุ่นหลายคนที่ไม่ได้พบปะมาเป็นเวลานาน รวมถึงนักศึกษาชาวไทยและชาวญี่ปุ่นซึ่งได้มาร่วมวงพูดคุยในประเด็นต่างๆ ทั้งที่มีสาระและดูราวกับว่าไม่ค่อยมีสาระมากเท่าใด แต่ก็มีประโยชน์ในการทำความเข้าใจต่อวัฒนธรรมของนักวิชาการญี่ปุ่น ทั้งอาจารย์อรรถจักร์ผู้กว้างขวางก็ได้ช่วยแนะนำให้รู้จักกับผู้คนอีกเป็นจำนวนมากในครั้งนี้

เนื่องจากต้องเดินทางกลับที่พักในเกียวโตซึ่งต้องใช้เวลานานพอสมควรทำให้ต้องล่ำลาจากมิตรสหายชาวญี่ปุ่นในเวลาที่ไม่ดึกมาก แต่ในการเดินทางกลับวันนี้ตรงกับเทศกาลฉลองดวงดาวของคนญี่ปุ่นหรือ Tanabata Festival อันเป็นตำนานที่เล่าถึงเรื่องหญิงสาวกับชายหนุ่มคู่รักที่ถูกลงโทษจากเทพเจ้าให้ต้องพลัดพรากจากกัน แต่ด้วยความรักที่มีต่อกันเทพเจ้าจึงให้ทั้งคู่จะมีโอกาสเดินทางข้ามทางช้างเผือกเพื่อมาพบกันปีละครั้ง อันเป็นวันที่กลายมาเป็นงานเทศกาลฉลองดวงดาวที่มีอยู่มาจนกระทั่งปัจจุบัน คนหนุ่มสาวญี่ปุ่นจะออกมาเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ด้วยการแต่งกายอย่างสวยงาม โดยเฉพาะหญิงสาวจะแต่งชุดที่เรียกว่า Yukata ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับกิโมโนแต่จะตัดเย็บด้วยผ้าฝ้ายและมีลักษณะที่คล่องตัวกว่า โดยจะใส่ในฤดูร้อนและเป็นชุดลำลองในงานประเพณีต่างๆ สำหรับหญิงสาว โดยเชื่อกันว่าคนที่เป็นเนื้อคู่กันจะมีโอกาสมาเจอกันในค่ำคืนนี้เฉกเช่นหญิงสาวและชายหนุ่มในตำนาน

นับว่าเป็นโอกาสอันดีที่ทำให้ได้เห็นหญิงสาวในชุด Yukata อยู่มากมายตามสถานที่สาธารณะหรือแม้บนรถไฟฟ้า ถือเป็นการปิดท้ายของวันที่งดงามแม้ว่าประมาณครึ่งหนึ่งของชาวมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะพ้นวัยหนุ่มสาวไปแล้วก็ตาม แต่ก็ล้วนยังคงมีอารมณ์โรแมนติกอยู่เต็มเปี่ยมในหัวใจ

 

 

 

งานเลี้ยงย่อมเลิกราเพื่อรองานใหม่

ในช่วงเวลาก่อนที่จะเดินทางกลับเมืองไทย พวกเรามีเวลาในการไปเที่ยวชมสถานที่สำคัญหลายแห่งในเมืองเกียวโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมทั้งปราสาท วัด พิพิธภัณฑ์หรือศาลเจ้าหลายแห่ง จะพบว่าในสถานที่เหล่านี้จะมีเด็กนักเรียนของญี่ปุ่นจำนวนมากมาเยี่ยมชม ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่าเป็นระบบการศึกษานอกโรงเรียนที่มีความสำคัญไม่น้อยในการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์สังคมญี่ปุ่น โดยในสถานที่แต่ละแห่งจะมีการบูรณะ ดำเนินการและจัดวางได้อย่างน่าสนใจ หลายแห่งหากต้องการเที่ยวชมอย่างจริงจังแล้วคงต้องใช้เวลานานเป็นวันเพื่อให้สามารถดูและทำความเข้าใจได้อย่างทั่วถึง ทำให้หวนนึกถึงสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ในสังคมไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นของสามัญชนหรือนอกแวดวงชนชั้นนำดูจะไม่ได้รับความใส่ใจในการทะนุบำรุงมากเท่าใด เหลือเอาไว้แต่เพียงประวัติศาสตร์ความทรงจำของชนชั้นนำที่นับวันจะห่างเหินจากประชาชนมากยิ่งขึ้น

ก่อนถึงวันเดินทางกลับ อาจารย์ธรรมดาได้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงมื้อเย็นซึ่งทางอาจารย์ก็ได้พานักศึกษาที่อยู่ภายใต้การควบคุมการดูแลมาพบกับพวกเราด้วย อาจารย์ธรรมดาก็ได้กำชับนักศึกษาของตัวเองว่าให้ตั้งคำถามมากๆ กับพวกเราทั้งหมดในระหว่างการทานอาหาร ผมเดาว่าคงเป็นวิธีการหนึ่งของนักวิชาการญี่ปุ่นในการผลักดันให้ลูกศิษย์ต้องมีบทสนทนาการค้นหาความรู้จากบุคคลต่างๆ นอกจากในห้องประชุมสัมมนา

นอกจากนี้ทั้งพวกเราและทางอาจารย์ธรรมดาก็มีความเห็นว่าน่าจะมีการจัดงานไทยศึกษาระหว่างนักวิชาการไทยและญี่ปุ่นที่เมืองไทยบ้าง อาจารย์อรรถจักรเสนอว่าจะพยายามหาทุนจากหน่วยงานของญี่ปุ่นมาเป็นงบสนับสนุนสำหรับการจัดงาน รวมทั้งก็อาจจะสามารถหางบเพิ่มเติมจากมหาวิทยาลัยกลางวันที่พวกเราหลายคนสังกัดอยู่ โดยจัดเป็นงานสัมมนาระหว่างประเทศซึ่งก็น่าจะได้รับการสนับสนุนเนื่องจากจะมีส่วนช่วยในการเพิ่มดรรชนีชี้วัด (KPI) ของมหาวิทยาลัยให้สูงเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้อาจเป็นการจัดภายใต้ความร่วมมือกันระหว่างหลายๆ ฝ่าย โดยกำหนดการคร่าวๆ ที่เสนอกันไว้ก็อาจเป็นในช่วงปิดเทอมของทางมหาวิทยาลัยญี่ปุ่นประมาณเดือนสิงหาคม ซึ่งถ้าหากทางเมืองไทยมีการปรับเปลี่ยนการเปิดเทอมให้ตรงกันในระหว่างมหาวิทยาลัยในอาเซียนในปีหน้าก็จะเป็นโอกาสอันดีที่จะมีช่วงระยะเวลาสอดคล้องกัน การจัดงานไทยศึกษาระหว่างนักวิชาการไทยและญี่ปุ่นจึงดูเหมือนว่าจะเป็นข้อสรุปสำคัญประการหนึ่งที่ได้จากกินมื้อเย็นในวันนี้

ภายหลังจากนี้พวกเราก็ต้องเตรียมตัวเดินทางกลับเมืองไทยด้วยเส้นทางเดิมเหมือนตอนเที่ยวมา การมาญี่ปุ่นในเที่ยวนี้เมื่อประเมินจากส่วนตัวนับว่าประสบความสำเร็จไม่น้อย ทั้งในแง่ของการประชุมที่มีผู้มาเข้าร่วมแม้จะไม่มากมายก็ตาม แต่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนได้อย่างหลากหลายในประเด็นต่างๆ รวมทั้งการทำความรู้จักกับนักวิชาการญี่ปุ่นจำนวนมากที่สนใจในไทยศึกษา การเยี่ยมชมสถานที่สำคัญต่างๆ ในโตเกียวและโอซากา

แม้ว่างานเลี้ยงในคราวนี้จะเลิกราแต่การเดินทางในทางวิชาการก็ยังคงจะเดินหน้าต่อไป ด้วยความคาดหวังว่าในปีหน้าจะสามารถจัดการประชุมไทยศึกษาที่เชียงใหม่ และทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างสองฝ่ายเพิ่มมากขึ้นซึ่งก็น่าจะสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบันที่ต้องการให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ข้ามพรมแดนที่กว้างขวางมากขึ้น การเดินทางครั้งนี้จึงจบลงด้วยการคาดหวังว่าจะมีงานเลี้ยงครั้งใหม่ในอนาคตข้างหน้าที่ไม่ไกลเกินไป