


บรรณาธิการแถลง: บทความทุกชิ้นซึ่งได้รับการเผยแพร่บนเว็บไซต์แห่งนี้ มุ่งเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อวัตถุประสงค์ในการขยายพรมแดนแห่งความรู้ให้กับสังคมไทยอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ยังมุ่งทำหน้าที่เป็นยุ้งฉางเล็กๆ แห่งหนึ่งสำหรับเก็บสะสมความรู้ เพื่อให้ทุกคนสามารถหยิบฉวยไปใช้ได้ตามสะดวก ในฐานะที่เป็นสมบัติร่วมของชุมชน สังคม และสมบัติที่ต่างช่วยกันสร้างสรรค์และดูแลรักษามาโดยตลอด. สำหรับผู้สนใจร่วมนำเสนอบทความ หรือ แนะนำบทความที่น่าสนใจ(ในทุกๆสาขาวิชา) จากเว็บไซต์ต่างๆ ทั่วโลก สามารถส่งบทความหรือแนะนำไปได้ที่ midnightuniv@gmail.com (กองบรรณาธิการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน: ๒๘ มกาคม ๒๕๕๐)

coup
d'etat
Midnight
University

รายงานวิจัย - ๑๒ เดือนของการรัฐประหารสังคมไทย
รัฐประหาร
๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ กับการเมืองไทย (ตอนที่ ๑)
รองศาสตราจารย์
ดร. เกษียร เตชะพีระ : วิจัย
คณะรัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ - ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐
งานวิจัยฉบับนี้ กอง บก.มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนขอรับมาจากผู้วิจัย
เพื่อเผยแพร่ต่อสังคม
โดยเนื้อหางานวิจัย มุ่งที่จะบรรยายและวิเคราะห์กระบวนการโค่นรัฐบาลทักษิณ
ซึ่งเริ่มต้นจากปรากฏการณ์สนธิ
ลิ้มทองกุล และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ที่เปิดฉากขึ้นในเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘ ตามมาด้วย ตุลาการภิวัตน์
และจบลงด้วย กองทัพภิวัตน์ กับรัฐประหาร ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙
จากนั้นงานวิจัย ได้วิเคราะห์วิจารณ์ลักษณะแนวโน้มการเมืองไทยหลังรัฐประหาร
ภายใต้การปกครองของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์
และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) โดยเน้นประเด็นการพยายามทำลาย
ฐานอำนาจของระบอบทักษิณ, ร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ และ
การลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐
midnightuniv@gmail.com
บทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา
ข้อความที่ปรากฏบนเว็บเพจนี้
ได้รักษาเนื้อความตามต้นฉบับเดิมมากที่สุด
เพื่อนำเสนอเนื้อหาตามที่ผู้เขียนต้องการสื่อ กองบรรณาธิการเพียงตรวจสอบตัวสะกด
และปรับปรุงบางส่วนเพื่อความเหมาะสมสำหรับการเผยแพร่ รวมทั้งได้เว้นวรรค
ย่อหน้าใหม่ และจัดทำหัวข้อเพิ่มเติมสำหรับการค้นคว้าทางวิชาการ
บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ลำดับที่ ๑๔๓๘
เผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่
๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๐
(บทความทั้งหมดยาวประมาณ
๓๙ หน้ากระดาษ A4)
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
รายงานวิจัย - ๑๒ เดือนของการรัฐประหารสังคมไทย
รัฐประหาร
๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ กับการเมืองไทย (ตอนที่ ๑)
รองศาสตราจารย์
ดร. เกษียร เตชะพีระ : วิจัย
คณะรัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ - ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐
บทคัดย่อ
งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งบรรยายและวิเคราะห์กระบวนการโค่นรัฐบาลทักษิณ
ซึ่งเริ่มต้นจาก
๑) ปรากฏการณ์สนธิ ลิ้มทองกุลและพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่เปิดฉากขึ้นในเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘ ตามมาด้วย
๒) ตุลาการภิวัตน์ ภายหลังพระราชดำรัส ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙ และจบลงด้วย
๓) กองทัพภิวัตน์กับรัฐประหาร ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) โดยเน้นประเด็นพระราชอำนาจ (royal prerogative), ตุลาการภิวัตน์ (judicial review), และบทบาทของเครือข่ายข้าราชบริพาร (monarchical network) ในการต่อต้านรัฐบาลทักษิณ
จากนั้นงานวิจัยก็วิเคราะห์วิจารณ์ลักษณะแนวโน้มการเมืองไทยหลังรัฐประหารภายใต้การปกครองของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) โดยเน้นประเด็นการพยายามทำลายฐานอำนาจของระบอบทักษิณ, ร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ และการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐
"ประชาธิปไตยน่ะ
มันต้องรัฐประหารบ่อย ๆ ไม่อย่างนั้นก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย"
ในเรื่องสั้นของ "ลาว คำหอม" - อันเป็นนามปากกาของคุณคำสิงห์ ศรีนอก
(พ.ศ. ๒๔๗๓ - ปัจจุบัน) นักประพันธ์หัวก้าวหน้ารุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
ผู้มีฝีมือดีที่สุดของไทยคนหนึ่งและศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ.
๒๕๓๕ (2) ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๑ ภายใต้ชื่อเรื่องที่จงใจสะกดให้เพี้ยนว่า
"นักกานเมือง" นั้น ตัวเอกปฏิลักษณ์ (anti-hero) ชื่ออาจารย์เขิน เขียนรัก
เป็นคนสำมะเลเทเมา ตื้นเขิน ฉวยโอกาส ไร้หลักการอยู่ที่หัวเมืองแห่งหนึ่ง อดีตเขาเคยเป็นถึงสมภารเจ้าวัด
ทว่าผ้าเหลืองร้อนจนสึกตามแม่หม้ายชื่อหวานอิ่มออกมา หลังจากอยู่กินกันหลายปี
เมียก็มาป่วยตายไปเสีย ความเสียดายเสียใจทำให้อาจารย์เขินหันไปกินเหล้าแก้ทุกข์อย่างจริงจัง
อาศัยเงินทองที่แม่หวานอิ่ม ทิ้งไว้ให้เลี้ยงเหล้าบรรดาลูกน้องขี้เมาสามสี่คนเช้าจรดเย็นไปวันๆ
มาวันหนึ่งด้วยความไม่ชอบขี้หน้าหมู่หวด ตำรวจท้องที่ บวกแรงยุของพรรคพวกในวงเหล้า อาจารย์เขินก็ตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎร หลังเกิดรัฐประหารไล่หลวงพิบูล หลวงเผ่าออกไป แล้วก็เวรกรรมแกดันชนะเลือกตั้งขึ้นมา อารามหวั่นวิตกกลัดกลุ้มว่าหน้าที่ ส.ส. ในกรุงเทพฯจะเป็นชีวิตอีกแบบที่ยุ่งยากเดือดร้อนวุ่นวายเหมือนหาเสนียดให้กับตัว แกจึงละทิ้งหน้าที่ผู้แทนฯ แล้วเผ่นหนีหายไปเสียเฉยๆ ในที่สุด
ตอนหนึ่งในเรื่องระหว่างกำลังตั้งวงก๊งเหล้าเมาอ้อแอ้รอบสาย อาจารย์เขินก็อรรถาธิบายความสัมพันธ์ระหว่างรัฐประหารกับประชาธิปไตยในการเมืองไทยแก่ขี้เมาร่วมวงว่า: -"ขยันยุ่งเหลือเกินนิ" ก้อยอ้อแอ้ในลำคอ "นี่ละมังที่พวกปากมากมันพูดปาวๆ ตอนเลือกผู้แทน มันว่าไงนะ อาจารย์ อะไรนะ ไตไตนี่แหละ" ยื่นหน้าไปทางเขิน. "ประชาธิปไตยเว้ย ไม่ใช่ไตไต" เขินพูดอย่างเคร่งขรึม "เขาเรียกว่ารัฐประหาร ประชาธิปไตยน่ะ มันต้องรัฐประหารบ่อยๆ ไม่อย่างนั้นก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย" (3)
แม้จะเป็นแค่คำคุยโวของตัวละครสมมุติขี้โอ่ขี้เมา ทว่าคำกล่าวเสียดสีนี้ก็ทรงไว้ซึ่งแก่นแกนอันเป็นสัจธรรมประการหนึ่งเกี่ยวกับการเมืองไทยสมัยใหม่ นั่นคือ ใช่ว่ารัฐประหารทั้งหลายทั้งปวงจะเป็นผลเสียต่อประชาธิปไตยของไทยก็หาไม่. ความจริงแล้ว การรัฐประหารนี่แหละที่ข้าราชการทหารบก ทหารเรือ และพลเรือนระดับกลาง (พวก "คุณหลวง") กลุ่มหนึ่งผู้เรียกตัวเองว่า "คณะราษฎร" ใช้เป็นวิธีการโค่นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ลง และสถาปนาระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญขึ้นมาในการปฏิวัติเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ (4)
และในบรรดาการรัฐประหารที่ทำสำเร็จ ๑๒ ครั้งถัดมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๖ (๒ ครั้ง), ๒๔๙๐, ๒๔๙๑, ๒๔๙๔, ๒๕๐๐, ๒๕๐๑, ๒๕๑๔, ๒๕๑๙, ๒๕๒๐, ๒๕๓๔ และ ๒๕๔๙ นั้น (5) ก็มีอย่างน้อย ๖ ครั้งที่ก่อการกันขึ้นเพื่อกอบกู้หรือส่งเสริมสิ่งที่รู้จักกันในชั้นหลังว่า "ระบอบประชาธิปไตยแบบ ไทยๆ" ได้แก่:
๑) รัฐประหาร ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๖ ซึ่งพยายามตัดตอนอำนาจการเมืองของฝ่ายพลเรือนปีกซ้ายของคณะราษฎร ภายใต้การนำของหลวงประดิษฐมนูธรรมด้วยข้ออ้างภัยคอมมิวนิสต์และฟื้นฟูพระราชอำนาจและสถานภาพของพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ
๒) รัฐประหาร ๘ พ.ย. พ.ศ. ๒๔๙๐ ซึ่งขับโค่นฝ่ายพลเรือนปีกซ้ายของคณะราษฎรและขบวนการเสรีไทยภายใต้การนำของรัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์ออกจากอำนาจไป๓) รัฐประหาร ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๐ ซึ่งรุล้างกลุ่มทหาร-ตำรวจต่อต้านคณะเจ้าใต้การนำของจอมพล ป. พิบูลสงครามกับ พล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ออกจากอำนาจไป
๔) รัฐประหาร ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๑ ซึ่งถอนรากถอนโคนการปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญทิ้ง และรื้อฟื้นระบอบสัมบูรณาญาสิทธิ์กลับคืนมาในรูปแบบเผด็จการทหารอาญาสิทธิ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและมีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็นอัตตาธิปัตย์
๕) รัฐประหาร ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ ซึ่งฆ่าหมู่ปราบปรามขบวนการนักศึกษาและประชาชนในเมือง ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างขุดรากถอนโคนภายใต้อำนาจนำของคอมมิวนิสต์ลงไป และ
๖) รัฐประหาร ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ซึ่งหยุดชะงักระบอบประชาธิปไตยรัฐสภาจากการเลือกตั้งไว้ เพื่อตัดตอนอำนาจนำทางการเมืองของกลุ่มธุรกิจใหญ่ ที่มีรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร แห่งพรรคไทยรักไทยเป็นตัวแทน จากนั้นก็พยายามปรับโครงสร้างระบอบประชา-ธิปไตยฯเสียใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้อำนาจนำดังกล่าวโผล่กลับมาอีก
คำบรรยายความสัมพันธ์ระหว่างรัฐประหารกับประชาธิปไตยของไทยข้างต้น อาจฟังดูเสมือนเป็นปฏิทรรศน์ชวนฉงน ทว่านับแต่ราวต้นพุทธทศวรรษที่ ๒๔๙๐ เป็นต้นมา ประชาธิปไตยของไทยก็ไม่เคยเป็นระบอบประชาธิปไตยเฉยๆ เลย หากเป็น "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" เสมอมา หากยึดตามถ้อยคำที่ใช้ในมาตรา ๒ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับลงประชามติ พุทธศักราช ๒๕๕๐
ทางลัดทางหนึ่งในการทำความเข้าใจลักษณะเฉพาะพิเศษของ "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" แบบไทย ๆ ก็คือย้อนรอยประวัติคำว่า "ประชาธิปไตย" ดู
ศัพท์ "ประชาธิปตัย" (สะกดแบบเดิม) ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบัญญัติขึ้นตั้งแต่ราวปี พ.ศ. ๒๔๕๕ คำนี้ แรกเริ่มเดิมทีทรงใช้ในความหมายที่ตรงกับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า "republic" หรือที่แปลกันในชั้นหลังว่า "สาธารณรัฐ" (6) อันหมายถึงระบอบการปกครองที่ไม่มีกษัตริย์ (a government with no king) (7)
การเปลี่ยนย้ายความหมายของคำว่า "ประชาธิปตัย" จาก "republic" ไปเป็น"democracy" แบบที่เราเข้าใจและใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้นเกิดขึ้นภายหลังการประนีประนอมระหว่าง คณะราษฎร กับสถาบันกษัตริย์ ในการอภิวัฒน์ล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๕ เมื่อคณะผู้ปกครองใหม่เลือกใช้ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ (constitutional monarchy) แทนที่จะเปลี่ยนไปเป็นระบอบสาธารณรัฐเสียทีเดียว. ดังปรากฏหลักฐานคำว่า "ประชาธิปไตย" ถูกใช้ในความหมายใหม่ว่า "democracy" ใน เค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐมนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๕ (ปฏิทินเดิม) โน่นแล้ว (8)
ผลพวงทางประวัติศาสตร์ของการประนีประนอมทางการเมืองครั้งนั้นจึงส่งผลสืบเนื่องมาทำให้เป็นไปได้ที่จะขนานนามระบอบการเมืองไทยปัจจุบันว่า "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข" หรือ "a democratic form of government with the King as Head of State" (ตามคำแปลวลีนี้ที่ได้การรับรองเป็นทางการของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา). ซึ่งหากเราทดลองแปลวลีไทยนี้ไปเป็นภาษาอังกฤษโดยยึดตามความหมายดั้งเดิมของคำว่า "ประชาธิปตัย" สมัยรัชกาลที่ ๖ ดู ก็จะได้ความว่า: "a Republic with the King as Head of State" !?!
นี่เป็นปฏิพจน์ (oxymoron) ที่เป็นไปได้ก็เพราะกระบวนการทางการเมืองวัฒนธรรมที่ดลบันดาลให้ศัพท์การเมืองจากต่างชาติต่างภาษา ที่มีนัยเปลี่ยนแปลงแบบขุดรากถอนโคนกลับเชื่องหรือหมดเขี้ยวเล็บพิษสงลง (taming or metathesis) ด้วยเดชานุภาพของพระราชอำนาจนำ (9)
กล่าวให้ถึงที่สุด การกลับกลายความหมายอันน่ามหัศจรรย์น ี้เป็นสัญลักษณ์แสดงความสำเร็จของพระราชอำนาจนำที่ทรงสร้างสมขึ้นด้วยพระราชอุตสาหะ วิริยะต่อเนื่องยาวนานในรัชกาลปัจจุบัน จนสถาบันกษัตริย์กลับมีสถานะทางการเมืองโดดเด่นเป็นหลักในระบอบประชาธิปไตย ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างยิ่งยวดเหนือล้ำกว่าในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในบางด้านด้วยซ้ำไป (10)
สู่รัฐประหาร ๑๙ กันยายน
๒๕๔๙
หาก "ทักษิโณมิคส์" หรือแนวทางนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทักษิณหมายถึง:
- การแปรกิจการภาคสาธารณะของรัฐชาติ ให้กลายเป็นของเอกชนไม่ถือชาติตามแนวทางเสรีนิยมใหม่
สำหรับคนรวยผู้มีเส้นสายทางการเมือง; ควบคู่กับ
- ประชาบริโภคนิยมสำหรับคนจนผู้ออกเสียงเลือกตั้ง แล้ว
"ระบอบทักษิณ" ก็อาจหมายถึง ระบอบประชาธิปไตยอำนาจนิยมภายใต้อำนาจนำของกลุ่มทุนใหญ่
ความขัดแย้งหลักของการเมืองไทยก่อนรัฐประหาร
๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ก็คือความขัดแย้งระหว่าง [ระบอบทักษิณ + ทักษิโณมิคส์]
กับ "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" หรือนัยหนึ่ง
ระบอบเลือกตั้งธิปไตยภายใต้พระราชอำนาจนำ นั่นเอง
พลังใหม่ฝ่ายแรกได้เติบใหญ่ แผ่ขยายรุกคืบ เข้ากระแทกโยกคลอนกรอบโครงอำนาจเก่าฝ่ายหลังอย่างแข็งกร้าวรวดเร็ว
จนก่อเกิดปฏิกิริยาต่อต้านคัดค้านกว้างขวางออกไปในที่สุด. ขณะสิ่งที่กล่าวอ้างเรียกขานกันว่า
"ปฏิญญาฟินแลนด์" จะจริงเท็จอย่างไรยังไม่พิสูจน์ทราบชัดนั้น (11)
แต่ที่แน่ๆ ก็คือ [ท่วงทำนองการนำเดี่ยวแบบซีอีโอบรรษัทประเทศไทย ของนายกฯ ทักษิณ,
นโยบายทักษิโณมิคส์, และระบอบพรรคเด่นพรรคเดียวที่กำลังเติบกล้าขึ้นมา] (12)
สวนทวนกระแส [อุดมการณ์ราชาชาตินิยม, ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง, และเครือข่ายข้าราชบริพาร]
(13) อย่างแจ้งชัด
กระแสคลื่นการรณรงค์ทางการเมืองเพื่อโค่นรัฐบาลทักษิณ ทยอยเคลื่อนตัวซัดสาดเข้ามาเป็น ๓ ระลอกด้วยกันโดยทั้งหมดกินเวลา ๑ ปี จากเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘ ถึงกันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ได้แก่:
- ปรากฏการณ์สนธิ ลิ้มทองกุล กับพันธมิตรประชาชนฯ หรือขบวนการมวลชนราชาชาตินิยม (ก.ย. ๒๕๔๘ - เม.ย. ๒๕๔๙)
- ตุลาการภิวัตน์ (เม.ย. - ก.ค. ๒๕๔๙)
- กองทัพภิวัตน์กับรัฐประหาร (ก.ค. - ก.ย. ๒๕๔๙)
1. ปรากฏการณ์สนธิ ลิ้มทองกุลกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
คนชั้นกลางในเมืองและชนชั้นนำเดิมที่ประกอบกันเป็นฝ่ายค้านนอกสภาต่อรัฐบาลของนายกฯ
พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตรนั้น มีความแตกต่างหลากหลายกันทางอุดมการณ์และการเมืองเกินกว่าจะหล่อหลอมเข้าด้วยกันเป็นปึกแผ่นเองได้.
ในที่สุด จุดร่วมเดียวที่สามารถรวมใจพลังการเมืองนานาสารพัดประเภทเหล่านี้ก็คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ดังปรากฏว่าข้อเรียกร้องใจกลางที่ค่อยๆ ก่อตัวสุกงอมขึ้น ท่ามกลางยุทธการสื่อมวลชนของสนธิ
ลิ้มทองกุล กับเครือหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ จากกันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘ ถึงกุมภาพันธ์
พ.ศ. ๒๕๔๙ ได้แก่ การถวายพระราชอำนาจคืนและขอพระราช-ทานผู้นำในการปฏิรูปการเมืองแทนที่นายกรัฐมนตรีทักษิณ
(14)
ในแง่นี้ "ปรากฏการณ์สนธิ ลิ้มทองกุล" จึงน้อมนำและอิงอาศัยความชอบธรรมจากการรณรงค์ต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่น ที่มีสมาชิกคณะองคมนตรีเป็นแกนนำภายใต้ร่มธง "ธรรมราชา" ประเด็นดังกล่าวนี้บวกกับแนวพระราชดำริ "เศรษฐกิจพอเพียง" ได้กลายมาเป็นฐานคติรองรับให้แนวร่วมอันกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นนักเคลื่อนไหวสื่อมวลชนต่อต้านการเซ็นเซอร์, องค์กรพัฒนาเอกชนต่อต้านรัฐ, สหภาพแรงงานต่อต้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นของเอกชน, กลุ่มสนับสนุนการพัฒนาทางเลือกต่อต้านทุนนิยม ฯลฯ มาปฏิบัติภารกิจร่วมกันทางการเมืองได้
ถึงแม้ข้อเรียกร้องถวายคืนพระราชอำนาจที่ริเริ่มโดยสนธิ ลิ้มทองกุลกับเครือหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ จะเป็นชนวนให้เกิดข้อโต้แย้งถกเถียงกันในสาธารณชนอื้ออึงเพียงใด แต่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอันเป็นเครือข่ายแนวร่วมหลวมๆ ของกลุ่มและบุคคลฝ่ายค้านสารพัดพวกคละเคล้ากัน ซึ่งเข้าสวมบทแกนนำทางการของขบวนการต่อต้านทักษิณที่กำลังเติบใหญ่ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด สืบต่อเมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๙ ก็หันมาเห็นชอบและเก็บรับมันไปเป็นข้อเสนอของตนเองในเวลาอันรวดเร็วราวเดือนครึ่งหลังก่อตั้ง (15) ฉะนั้นเอง ขบวนการต่อต้านทักษิณจึงเข้าสวมรับเอาเอกลักษณ์รวมหมู่ทางการเมืองแบบราชาชาตินิยม โดยนิยามทักษิณกับระบอบของเขาเป็นศัตรูของชาติ พุทธศาสนา และพระมหากษัตริย์
เมื่อขบวนการมวลชนราชาชาตินิยมดังกล่าวข้างต้นถูกจุดเครื่องติดและเริ่มเร่งแรงขึ้นแล้ว ก็ได้แผ่ขยายตัวจากกรุงเทพฯ ไปสู่เมืองศูนย์กลางอื่นๆ ทั่วประเทศ แม้ว่าผลสะเทือนของมันจะถูกหักกลบลบล้างไปบ้างจากการเคลื่อนไหวคู่ขนานของคาราวานคนจน ผู้สนับสนุนทักษิณที่ชุมนุมสำแดงพลังตอบโต้อยู่ที่สวนจตุจักร (กรุงเทพฯ). กล่าวโดยรวมแล้ว นับว่าขบวนการมวลชนราชาชาตินิยมประสบความสำเร็จในการกดดันให้นายกฯทักษิณประกาศพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร จัดเลือกตั้งใหม่ (๒๔ ก.พ. ๒๕๔๙) ,ประกาศเว้นวรรคตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทั้งที่ชนะเลือกตั้ง (๔ เม.ย. ๒๕๔๙) และลาพักราชการระยะยาวจากตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี (๕ เม.ย. - ๒๓ พ.ค. ๒๕๔๙). กระนั้นก็ตาม พรรคไทยรักไทยก็ชนะเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒ เม.ย. ๒๕๔๙ อยู่ดีและส่อท่าทีแน่ชัดว่าจะครองอำนาจรัฐต่อไปโดยยึดกุมสภาผู้แทนราษฎรไว้เบ็ดเสร็จ และยังมีทักษิณเป็นหัวหน้าพรรค
วิเคราะห์วิจารณ์พระราชอำนาจ:
อำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์เฉพาะกิจ
ข้อเสนอของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเรื่อง "ถวายพระราชอำนาจคืน",
"ขอให้ทรงใช้พระราชอำนาจตามมาตรา ๗ แห่งรัฐธรรมนูญ" หรือ "นายกฯพระราชทาน
- รัฐบาลพระราชทาน" ก็ตามล้วนมีฐานคิดที่มาจากปรัชญาและธรรมเนียมปฏิบัติของระบอบเสรีประชาธิปไตยตะวันตก
ที่เรียกว่า PREROGATIVE ซึ่งราชบัณฑิตยสถานแปลเป็นไทยว่า "อำนาจพิเศษ"
หรือ "พระราชอำนาจ" (16) นี่แหละ คือรากเหง้าทางความคิดและแบบธรรมเนียมปฏิบัติของมาตรา
๗ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐
แต่เดิม PREROGATIVE ถูกนิยามโดยนักคิดการเมืองเสรีประชาธิปไตยตะวันตกว่าหมาย ถึง:
- อำนาจของฝ่ายบริหารที่จะดำเนินการไปตามดุลพินิจเพื่อประโยชน์สุขส่วนรวม ในกรณีที่กฎหมายมิได้ระบุบ่งบอกไว้ว่าให้ดำเนินการอย่างไร และบางครั้งกระทั่งในกรณีที่ฝ่าฝืนกฎหมายด้วยซ้ำไป
- การที่ประชาชนอนุมัติให้ผู้ปกครองสามารถเลือกกระทำการต่างๆ อย่างเสรีเพื่อประโยชน์ส่วนรวมเมื่อกฎหมายเงียบเสียง (คือมิได้ระบุบ่งบอกไว้) และบางครั้งกระทั่งกระทำการฝ่าฝืนบท บัญญัติของกฎหมายด้วยซ้ำไป, รวมทั้งประชาชนยังยินยอมรับผลสำเร็จของการกระทำดังกล่าวด้วย
- อำนาจในการทำประโยชน์ส่วนรวมโดยไม่มีกฎเกณฑ์กำกับ
- การที่ฝ่ายบริหารใช้อำนาจเหนือกฎหมายเพื่อประโยชน์สุขส่วนรวม (17)
เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับเนื้อหาของมาตรา
๗ ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ซึ่งระบุว่า:
"ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"
(18). จะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญมาตรา ๗ จำกัดขอบเขตของ PREROGATIVE ให้แคบเข้าเฉพาะกรณีที่รัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุไว้เท่านั้น
(กล่าวคือไม่เปิดช่องให้ใช้ในลักษณะที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติประดามีของรัฐธรรมนูญ)
และยังตีวงกำกับสำทับลงไปอีกชั้นหนึ่งว่า ต้องเป็นไปตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้นด้วย
นั่นหมายความว่าหากยึดการตีความมาตรา ๗ อย่างเคร่งครัดตามตัวอักษร ก็มิอาจใช้อำนาจตามมาตรา ๗ เพื่อ "ขอนายกฯ พระราชทาน" ได้ เพราะมีมาตรา ๒๐๑ แห่งหมวด ๗ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ กำกับการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว. อย่างไรก็ตาม หากอ่านเอาเรื่องบรรดาข้อเสนอข้างต้นในสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ความหมายที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมในทางปฏิบัติของมันก็คือ การเรียกร้องให้ใช้ อำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์เฉพาะกิจ (ad hoc absolutism) นั่นเอง กล่าวคือมันสะท้อนความมุ่งมาดปรารถนาอยากได้อำนาจเด็ดขาดสมบูรณ์ ที่อยู่นอกและเหนือรัฐธรรมนูญลงมาปฏิบัติการ ขจัดกวาดล้างและจัดระเบียบสังคมการเมืองเสียใหม่เป็นการเฉพาะกิจเฉพาะกาล - ก่อนจะย้อนกลับเข้าสู่หลักนิติรัฐและระบอบรัฐธรรมนูญปกติอีกครั้งหนึ่ง
ทว่าในสภาพการณ์และเงื่อนไขใดเล่า ที่การใช้อำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์เฉพาะกิจ จะมีฐานความชอบธรรมที่พออ้างอิงได้ในประวัติการเมืองประชาธิปไตยของไทย? ในทางหลักการ วาระความจำเป็นแห่งอำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์เฉพาะกิจ ปรากฏขึ้นเมื่อเกิดสภาพรัฐล้มเหลว (failed state) ที่รัฐประสบความล้มเหลวอย่างเป็นระบบในการปฏิบัติหน้าที่พื้นฐานตามสัญญาประชาคมของมัน กล่าวคือ:
- รัฐไม่สามารถปกป้องสิทธิในร่างกาย ชีวิตและทรัพย์สินของพลเมือง ก่อเกิดสภาพ "ภาวะธรรมชาติ" (the state of nature) หรือนัยหนึ่งเสมือนไร้รัฐ, ไม่มีศาลสถิตยุติธรรมที่ทรงสิทธิอำนาจเป็นที่ยอมรับของผู้คนโดยทั่วไปให้เป็นที่พึ่ง; หรือ
- รัฐล่วงละเมิดสิทธิในร่างกาย ชีวิต ทรัพย์สินของพลเมืองเสียเอง ก่อเกิดสภาพ "ภาวะสงคราม" (the state of war) ที่เจ้าหน้าที่รัฐทำสงครามกับพลเมือง ใช้กำลังประทุษร้ายร่างกาย ชีวิต ทรัพย์สินประชาชนโดยปราศจากสิทธิ์อันชอบที่จะทำเช่นนั้น; หรือ- ประชาชนพลเมืองเพิกถอนความยินยอม (consent) จากรัฐ หรือนัยหนึ่งไม่ยอมรับไม่ยอมปฏิบัติตามอำนาจรัฐโดยทั่วไป รัฐได้แต่ใช้กำลังบังคับ (coercion) มาข่มขี่ประชาชนพลเมืองให้ทำตามคำสั่งเท่านั้น
เบื้องหน้าภาวะรัฐล้มเหลวอันคับขันดังกล่าวข้างต้น สังคมมีทางเลือกที่เผชิญหน้าอยู่ ๒ ทาง กล่าวคือ:
๑) กลับสู่ภาวะธรรมชาติที่ไร้รัฐ ซึ่งอาจสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสงครามของทุกคนต่อทุกคน (war of all against all) ทั้งนี้ขึ้นกับความคงอยู่และเข้มแข็งของสายใยเครือข่ายประชาสังคม หรือ
๒) สถาปนาสังคมการเมืองขึ้นมาใหม่ (refounding political society) ซึ่งเป็นที่ยอมรับของบุคคลและฝ่ายต่างๆ ด้วยการใช้อำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์เฉพาะกิจ
ในประสบการณ์การเมืองไทย สถานการณ์ที่อาจจัดว่าเข้าข่ายหรือใกล้เคียงภาวะรัฐล้มเหลวดังกล่าวคือ เหตุการณ์นักศึกษาประชาชนลุกขึ้นสู้เผด็จการทหารเมื่อ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ และเหตุการณ์ประชาชนลุกขึ้นสู้รัฐบาลทหารเมื่อพฤษภาทมิฬ พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งกรณีแรกคลี่คลายไปด้วยการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงแต่งตั้งนายสัญญา ธรรมศักดิ์ องคมนตรีและอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นนายกรัฐมนตรี "พระราชทาน" (19) ส่วนกรณีหลังคลี่คลายไปด้วยปฏิบัติการพลิกโผชื่อนายกรัฐมนตรีจากพลอากาศเอกสมบุญ ระหงษ์ เป็นนายอานันท์ ปันยารชุนโดยประธานสภาผู้แทนราษฎรนายอาทิตย์ อุไรรัตน์ระหว่างนำรายชื่อเข้ากราบถวายบังคมทูลฯแต่งตั้ง (20)
อย่างไรก็ตาม ข้อน่าคิดก็คือภาวะรัฐล้มเหลวดังกล่าวนี้ - เมื่อเรียนรู้แล้ว มีประสบการณ์แล้ว - ก็อาจสามารถวิศวกรรมหรือสร้างสถานการณ์ความล้มเหลวของรัฐ (to engineer a state failure) ขึ้นมาได้อย่างน้อยก็ด้วย ๒ วิธีการ ได้แก่: -
๑) ด้วยความรุนแรง เช่น ก่อจลาจล เผาบ้านเผาเมือง และ/หรือ ยั่วยุให้กำลังทหาร-ตำรวจปราบฆ่าผู้คนกลางเมือง (21)
๒) ด้วยปฏิบัติการไม่รุนแรงหรืออารยะขัดขืน (civil disobedience) อันเป็นมาตรการแสดง ออกอย่างสันติวิธีว่า ประชาชนพลเมืองเพิกถอนความยินยอม-ไม่ยอมรับ ไม่ยอมปฏิบัติตามอำนาจรัฐโดยทั่วไป จนรัฐและระบอบการเมืองทำงานไม่ได้ ดังที่ขบวนการอหิงสาของมหาตมะคานธีกระทำต่อรัฐเจ้าอาณานิคมอังกฤษเพื่อกู้เอกราชของอินเดีย หรือขบวนการสิทธิพลเมืองของ ดร. มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์กระทำต่อรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นอเมริกัน เพื่อเรียกร้องสิทธิพลเมืองเสมอภาคแก่ชนผิวดำ (22)
อย่างไรก็ตามในประวัติการเมืองประชาธิปไตยของไทย อีกกรณีหนึ่งที่มีการใช้อำนาจพิเศษหรือพระราชอำนาจเข้าแทรกแซงโดยตรงในทางการเมืองคือ เมื่อพระบาทสมเด็จฯ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ประกาศพระราชกฤษฎีกาให้ปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร และตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ณ วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๖ โดยงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ทั้งนี้ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการตามพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ ได้แก่ นายกรัฐมนตรีพระยามโนปกรณนิติธาดา และรัฐมนตรีอีก ๑๓ นาย จากคณะรัฐมนตรีทั้งสิ้น ๒๐ นาย (23)
สถานการณ์ตอนนั้นไม่ได้เกิดภาวะรัฐล้มเหลวแต่อย่างใด ทว่ามีความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงในวงการรัฐบาลระหว่าง [คณะเจ้าและขุนนางอนุรักษนิยมฝ่ายนายกรัฐมนตรีพระยามโนปกรณนิติธาดา] กับ [ปีกซ้ายของคณะราษฎรและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางส่วนฝ่ายรัฐมนตรีหลวงประดิษฐ์มนูธรรม] เกี่ยวกับเค้าโครงการเศรษฐกิจที่หลวงประดิษฐ์มนูธรรมเสนอ. การประกาศพระราชกฤษฎีกางดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราครั้งนั้น จึงเท่ากับเป็นการใช้อำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์เฉพาะกิจของกลุ่มการเมืองฝ่ายหนึ่งเพื่อขจัดกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามนั่นเอง
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจนอกเหนือจากว่า ใครฝ่ายใดสถาบันใดเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเพื่อใช้พระราชอำนาจในพระราชกฤษฎีกานี้แล้ว ยังอยู่ตรงที่ว่าไม่นานต่อมา วันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๖ รัฐบาลพระยามโนปกรณนิติธาดาก็ถูกยึดอำนาจโดยคณะทหารบก ทหารเรือและพลเรือน ภายใต้การนำของพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา และพันโทหลวงพิบูลสงคราม จากนั้นรัฐบาลใหม่ที่มีพระยาพหลฯ เป็นนายกรัฐมนตรีก็เปิดสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ และออกพระราชบัญญัติให้ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาที่ได้ปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรลงเมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๖ นั้นเสียเมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๖ โดยให้เหตุผลว่า การที่รัฐบาลพระยามโนปกรณนิติธาดา ปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรานั้น "...มิได้อาศัยอำนาจในรัฐธรรมนูญประการใด ซึ่งทำให้เสื่อมทรามความศักดิ์สิทธิ์แห่งรัฐธรรมนูญ" (24)
เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบสถานการณ์การเมืองช่วงต้นปี พ.ศ. ๒๕๔๙ กับกรณีตัวอย่างการใช้อำนาจพิเศษหรือพระราชอำนาจ (PREROGATIVE) ในอดีตของไทยแล้ว จะเห็นได้ว่ามันละม้ายใกล้เคียงกรณีพระราชกฤษฎีกางดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราปี พ.ศ. ๒๔๗๖ มากกว่าเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ หรือพฤษภาทมิฬ พ.ศ. ๒๕๓๕ กล่าวคือ เป็นความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงระหว่าง [ฝ่ายรัฐบาลรักษาการทักษิณและผู้สนับสนุน] กับ [ฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ต่อต้านทักษิณ] มากกว่าจะเป็นภาวะรัฐล้มเหลวใดๆ (25)
ในภาวะขัดแย้งแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางการเมืองเช่นนั้น การขอให้ทรงใช้อำนาจพิเศษหรือพระราชอำนาจตามมาตรา ๗ พระราชทานนายกรัฐมนตรี ย่อมเป็นการเรียกร้องให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัวฯ ซึ่งทรงเป็นประมุขของคนไทยทุกคนทุกฝ่าย ทรงเลือกข้างเป็นของบางคนบางฝ่ายในท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง อันจะส่งผลกระทบต่อสถานภาพและสัมพันธภาพของพระมหากษัตริย์กับฝ่ายอื่นๆ สถาบันอื่นๆ ในสังคมการเมืองไทยในระยะยาว
ฉะนั้น การขอนายกฯพระราชทานด้วยอำนาจมาตรา ๗ แห่งรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ก็ตาม, ขอให้กองทัพเข้าแทรกแซงทางการเมืองโดย "ยืนอยู่ข้างประชาชน" ก็ตาม, กล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว มีสาระเป้า หมายสำคัญเหมือนกัน คือขอให้มีการใช้อำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์เฉพาะกิจมาขจัดฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองโดยอยู่นอกและเหนือรัฐธรรมนูญนั่นเอง
2. ตุลาการภิวัตน์
ในระหว่างที่ นายอักขราทร
จุฬารัตน์ ประธานศาลปกครองสูงสุด นำตุลาการศาลปกครองสูงสุดและต่อมา นายชาญชัย
ลิขิตจิตถะ ประธานศาลฎีกานำผู้พิพากษาประจำศาล สำนักงานศาลยุติธรรมทยอยกันเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ตามลำดับ
ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่
๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙ นั้น
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรัสขอร้องให้คณะตุลาการศาลต่างๆ พิจารณาปรึกษาช่วยกันหาทางแก้ไขวิกฤตที่สุดในโลก ที่กำลังเกิดขึ้นเนื่องจากการเลือกตั้งที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและอาจเป็นโมฆะ เพื่อป้องกันไม่ให้ชาติบ้านเมืองล่มจมไป พระองค์ยังทรงชี้แจงด้วยว่าคำขอให้ทรงใช้พระราชอำนาจพระราชทานนายกรัฐมนตรีคนใหม่แทน โดยอ้างมาตรา ๗ ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ นั้น ทำให้พระองค์เดือดร้อนมากเพราะผิดรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การปกครองแบบประชาธิปไตย เป็นการปกครองแบบมั่ว ไม่มีเหตุมีผล เป็นการให้พระมหากษัตริย์ทำเกินหน้าที่ ทำตามใจชอบ (26)
สืบเนื่องจากพระราชดำรัสองค์นั้น คณะตุลาการแห่งศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุดและศาลรัฐธรรมนูญก็เริ่มเคลื่อนไหวปรึกษาหารือประสานกันอย่างพร้อมเพรียง เปิดเผยโดดเด่นต่อสาธารณะอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ (27) นำไปสู่การพิจารณาไต่สวนดำเนินคดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งอย่างเร่งด่วนฉับไวเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ:
- ๒๗ เม.ย. ๒๕๔๙ ศาลปกครองไต่สวนฉุกเฉินกรณีพรรคประชาธิปัตย์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ ๒ และ ๒๓ เม.ย. ที่ผ่านมา รวมถึงการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ ๒๙ เม.ย. ศกนี้ เนื่องจากเป็นการเลือกตั้งที่มิชอบด้วยกฎหมาย ศาลปกครองได้ออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราวโดยสั่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระงับการจัดการเลือกตั้งในวันที่ ๒๙ เม.ย.นี้ไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา
- ๘ พ.ค. ๒๕๔๙ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ ๒ เม.ย. พ.ศ. ๒๕๔๙ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญให้เพิกถอนเสียและจัดเลือกตั้งใหม่- ๒๓ พ.ค. ๒๕๔๙ ศาลแขวงสงขลายกฟ้องคดีประชาชนฉีกบัตรเลือกตั้งประท้วง โดยถือเป็นการใช้สิทธิต่อต้านการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญโดยสันติวิธี
- ๒๙ มิ.ย. ๒๕๔๙ ศาลปกครองเพิกถอนคำสั่ง กกต. ที่ให้ใช้ตรายางประทับแทนกากบาทบัตรเลือกตั้ง
- ๑๓ ก.ค. ๒๕๔๙ ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องอัยการสูงสุดให้ยุบ ๕ พรรคการเมืองรวมทั้งพรรคไทยรักไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ในข้อหากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
- ๒๕ ก.ค. ๒๕๔๙ ศาลอาญาพิพากษาจำคุก พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ, นายปริญญา นาคฉัตรีย์ และนายวีระชัย แนวบุญเนียร คณะกรรมการการเลือกตั้ง ๓ คนที่เหลือเป็นเวลา ๔ ปีโดยไม่รอลงอาญา และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ๑๐ ปี ฐานปล่อยให้มีการเวียนเทียนรับสมัครเลือกตั้งในวันที่ ๒๓ เม.ย. ๒๕๔๙ อีกทั้งสั่งไม่ให้ปล่อยตัวชั่วคราว จนในที่สุดทั้งสามยอมลาออกจากตำแหน่ง กกต. หลังจากนั้นศาลได้อนุญาตให้ทั้งสามคนประกันตัวออกไป
- ๑๐ ส.ค. ๒๕๔๙ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาประชุมสรรหาผู้สมควรได้รับเสนอชื่อเป็นคณะ กรรมการการเลือกตั้ง ๑๐ คนเพื่อส่งให้วุฒิสภาคัดเหลือ ๕ คนทำหน้าที่ กกต. ชุดใหม่ ฯลฯ
ระหว่างกระบวนการข้างต้นที่ถูกขนานนามในภาษาไทยว่า "ตุลาการภิวัตน์" (judicial review) กำลังดำเนินอยู่นั้นเอง (28) ดูเหมือนรักษาการนายกฯทักษิณจะเปลี่ยนใจ และไม่ยอมวางมือทางการเมือง โดยกลับเข้ามาปฏิบัติหน้าที่รักษาการนายกฯ อีกเมื่อวันที่ ๒๓ พ.ค. ๒๕๔๙ และประกาศจะนำพรรคไทยรักไทยลงต่อสู้ชิงชัยในการเลือกตั้งครั้งใหม่ แต่ไม่ยอมเปิดเผยว่าตัวเองจะรับบทบาทการเมืองใดหลังเลือกตั้ง
ขณะเดียวกันรักษาการนายกฯทักษิณ
ก็เริ่มโจมตีตอบโต้เครือข่ายข้าราชบริพารด้วยตนเองอย่างเปิดเผย นอกจากเขียนจดหมาย
"ส่วนตัว" ลงวันที่ ๒๓ มิ.ย. ๒๕๔๙ กล่าวโทษฟ้องร้องไปถึงประธานาธิบดีจอร์จ
บุชผู้ลูกแห่งสหรัฐอเมริกาแล้ว (29) เขาก็กล่าวหาโดยไม่ระบุนาม - ต่อหน้าที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับสูงทุกกระทรวงทบวงกรมกว่า
๕๐๐ คนที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๙ - ถึง "บุคคลซึ่งดูเหมือนมีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ"
ว่าเข้ามาสั่งการวุ่นวายการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งที่ไม่มีอำนาจหน้าที่เพื่อบ่อนทำลายรัฐบาล
(30)
คำกล่าวหานี้นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสื่อมวลชนว่า "บุคคลฯ"
ดังกล่าวหมายถึงใคร? พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี?
และมีแรงกดดันจากบุคคลชั้นนำให้รักษาการนายกฯทักษิณระบุออกมาให้แจ่มแจ้ง (31).
ปรากฏรายงานข่าวในชั้นหลังว่า ประมาณหนึ่งเดือนถัดมา รักษาการนายกฯทักษิณได้ขอนัดรับประทานดินเนอร์หูฉลามสองต่อสองกับอดีตนายกฯบรรหาร
ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยที่ร้านซ้งหูฉลาม ย่านสะพานพระปิ่นเกล้าฯ เพื่อหาลู่ทางสมานฉันท์ทางการเมือง
ในโอกาสนั้นนายบรรหารได้ซักถามทักษิณเกี่ยวกับ "บุคคลซึ่งดูเหมือนมีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ"
ที่เขากล่าวถึงว่า:
"...จากวันที่ ๑๐ เมษายนมาเนี่ย คุณสร้างเรื่อง ผู้มีบารมี มาแล้ว แล้วผู้มีบารมี คุณบอกเป็นบุคคล แล้วบุคคลคือใคร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนะสิ เขาก็บอกว่า "เปล่า พี่ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น" ผมถามว่า ป๋าเปรม หรือเปล่า เขาเงียบ ผมบอกว่า "คุณทำอย่างนี้ไม่ได้นะ ตายนะเนี่ย ปากพูดต้องระมัดระวังด้วย" (32)
วิเคราะห์วิจารณ์ตุลาการภิวัตน์: การตีความ ๔ แนวทาง
ปรากฏการณ์ที่สื่อสิ่งพิมพ์บางฉบับเรียกว่า "ศาลกู้ชาติ" หรือโดยเนื้อแท้ทางรัฐศาสตร์แล้วอาจเรียกได้ว่าเป็น "การใช้อำนาจตุลาการเข้าแทรกแซงเพื่อวินิจฉัยชี้ขาด การได้มาซึ่งอำนาจอธิปไตย" (judicial intervention to adjudicate on the acquisition of sovereign power) นี้ได้รับการประเมินวิเคราะห์ทางวิชาการอย่างเอาการเอางานและทันท่วงทีโดยนักวิชาการ นักนิติศาสตร์และผู้พิพากษามากมายหลายท่าน ในที่นี้ ผู้เขียนขอเลือกสรรข้อวิเคราะห์ที่โดดเด่นสำคัญทั้งโดยแนวทรรศนะและฐานะบทบาทของผู้วิเคราะห์มาสรุปเสนอโดยสังเขป ๔ ท่าน ได้แก่:
- ธีรยุทธ บุญมี อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- ชาญชัย ลิขิตจิตถะ ประธานศาลฎีกา (ตำแหน่งขณะนั้น) ปัจจุบันเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ในรัฐบาลนายกรัฐมนตรีพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์- บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ปัจจุบันเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า
- มีชัย ฤชุพันธ์ อดีตประธานวุฒิสภาและประธานรัฐสภา ปัจจุบันเป็นประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และประธานกรรมการกฤษฎีกา
คณะที่ ๑ (กฎหมายการเมืองการปกครอง)
หนึ่ง) ธีรยุทธ บุญมี
ธีรยุทธ บุญมี เป็นผู้คิดประดิษฐ์คำว่า "ตุลการภิวัตน์" มาเรียกขานปรากฏการณ์นี้เป็นคนแรก
โดยนิยามว่า: "กระบวนการตุลาการภิวัตน์ หรือกฎหมายภิวัตน์ หรือนิติธรรมภิวัตน์
(judicialization of politics) ... คือการให้อำนาจแก่ฝ่ายตุลาการในการตรวจสอบถ่วงดุลสองอำนาจใหญ่
คือฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติได้" หรือ "กระบวนการตรวจสอบเชิงหลักกฎหมายของฝ่ายตุลาการ"
(judicial review) (33)
ธีรยุทธเสนอว่า เป้าหมายของกระบวนการตุลาการภิวัตน์ก็เพื่อโต้แย้งทัดทาน และพัฒนาให้พ้นจาก "แนวคิดประชาธิปไตยตามลัทธิเสียงส่วนใหญ่ (majoritarianism)" หรือ "ลัทธิ ๑๖ ล้านเสียง" ของพรรคไทยรักไทย ซึ่งเมื่อบวกกับ "ลัทธิรัฐสภา" แล้ว "หากก้าวไปสุดขั้วก็จะกลายเป็นระบอบเผด็จการหรือเผด็จการโดยรัฐสภาได้"
หากวิเคราะห์เปรียบเทียบกับทางรัฐศาสตร์ ระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ (constitutional democracy) มีกลไกมาตรการใหญ่ๆ ที่ใช้มาป้องกันกำกับควบคุมการใช้อำนาจประชาธิปไตยของเสียงข้างมาก (majoritarian democracy) ไม่ให้เสื่อมทรามกลายเป็นระบอบทรราชของเสียงข้างมาก (the tyranny of the majority) อยู่ด้วยกัน ๔ ชนิดได้แก่:
๑) บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่กำหนดเงื่อนไขพิเศษในการลงมติบางกรณี เช่น ต้องใช้มติเสียงข้างมากเป็นพิเศษ อาทิสองในสามของจำนวนสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดแทนเสียงข้างมากธรรมดา หรือให้ถ่วงเวลาลงมติเนิ่นช้าออกไป เป็นต้น
๒) ศาลตุลาการคณะต่างๆ เช่นศาลรัฐธรรมนูญ - อันประกอบไปด้วยชนชั้นนำผู้เชี่ยวชาญทางนิติศาสตร์-รัฐศาสตร์ส่วนน้อย - ได้มีอำนาจทบทวนยับยั้งการที่เสียงข้างมากในสภาฯ จะละเมิดรัฐธรรมนูญ๓) การแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยออกเป็นฝักฝ่ายเพื่อคานอำนาจกัน ได้แก่ฝ่ายนิติบัญญัติ, ฝ่ายบริหาร, ฝ่ายตุลาการ; รวมทั้งบทบาทของสถาบันสื่อมวลชนนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ (บางครั้งเรียกว่า "อำนาจที่ ๔") หรือแม้แต่ธนาคารชาติ (ในแง่การเงินการธนาคาร)
๔) การจัดวางกลไกตรวจสอบ-ถ่วงดุลอำนาจ ระหว่างสถาบันการเมืองต่างๆ ไว้ในระบบ เช่น ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร, กลไกการยื่นกระทู้เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี, วุฒิสภาตรวจสอบทบทวนกฎหมายที่ผ่านโดยสภาผู้แทนฯ, พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งอำนาจยับยั้งร่างกฎหมายที่ผ่านรัฐสภาแล้ว และส่งคืนเพื่อให้พิจารณาทบทวนเมื่อพระองค์ไม่ทรงเห็น ชอบด้วย, องค์การมหาชนอิสระต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, คณะกรรมการการเลือกตั้ง, คณะ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นต้น (34)
ปัญหาก็คือ ที่ผ่านมากลไกมาตรการทัดทานอำนาจเสียงข้างมากประเภทต่างๆ ค่อนข้างไม่ทำงานหรือทำงานไม่ได้ผลภายใต้รัฐบาลทักษิณ, มักถูกแทรกแซง บิดเบือน คุมกำเนิดและทำให้เป็นอัมพาตบ่อยครั้ง ด้วยพลังเสียงข้างมากที่ยึดกุมอำนาจบริหารและนิติบัญญัติไว้, จนในที่สุดสังคมต้องหันไปอาศัยตุลาการทั้ง ๓ ศาลให้ช่วยกัน "ตุลาการภิวัตน์" ตามข้อ ๒ ข้างต้นเป็นที่พึ่งสุดท้ายในกรอบระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ
ธีรยุทธได้ตั้งคำถามชวนถกเถียงว่า กระบวนการตุลาการภิวัตน์ก้าวก่ายอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งได้รับฉันทานุมัติจากการเลือกตั้งของประชาชนหรือไม่? หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งถูกต้องชอบธรรมหรือ ไม่? เขาตอบว่าเมื่อมองดูแบบปฏิบัติของประเทศต้นตำรับประชาธิปไตยตะวันตกต่างๆ แล้ว กระบวนการตุลาการภิวัตน์น่าจะถูกต้องด้วยเหตุผลประการต่าง ๆ ได้แก่:
- ระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนบกพร่องตรงที่ หลังเลือกตั้งแล้ว ผู้แทนแย่งชิงตัดขาดอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชน สิทธิการกำหนดตัวเองของประชาชนจึงเสมือนหนึ่งถูกแช่แข็งไปเสีย จำต้องให้ฝ่ายตุลาการซึ่งมีรากเหง้าจากเจตจำนงของประชาชนแต่ดั้งเดิมเช่นกัน มาตรวจสอบแก้ไขจุดนี้
- เอาเข้าจริง การแยกอำนาจอธิปไตยเป็นฝ่ายต่าง ๆ ไม่ได้ชัดเจนเบ็ดเสร็จมาแต่ต้น- เมื่อเปรียบเทียบอำนาจทั้ง ๓ ฝ่าย ฝ่ายตุลาการจะเน้นมองผลประโยชน์ระยะยาวสุด และกว้างสุดของประเทศ
จึงควรทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายอื่น- สังคมแห่งความเสี่ยงสมัยใหม่ (risk society) แยกเป็นระบบย่อยๆ อันซับซ้อน ประชาชนตกอยู่ในความเสี่ยงจากภยันตรายใหม่ๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากบรรษัทธุรกิจใหญ่ จึงควรให้ฝ่ายตุลาการทำหน้าที่ปกป้องประชาชนจากความเสี่ยงภัยเหล่านี้ เพราะแยกห่างจากกลุ่มธุรกิจที่สุดยิ่งกว่าอำนาจอื่น
- ฝ่ายรัฐสภาอยู่ใกล้ผลประโยชน์และอารมณ์สาธารณชน, ขาดความสนใจและความชำนาญที่จะมองกฎหมายอย่างรอบด้านเป็นระบบทั้งหมด จึงควรให้ฝ่ายศาลทบทวนกฎหมายจะดีที่สุด
อย่างไรก็ตาม หากมองดูประสบการณ์ของประเทศต้นตำรับประชาธิปไตยตะวันตกชุดเดียวกันจากอีกมุมหนึ่ง ก็จะพบว่า มีข้อควรคำนึงเกี่ยวกับกระบวนการตุลาการภิวัตน์เช่นกัน ดังต่อไปนี้คือ:
- พึงระมัดระวังว่า กระบวนการตุลาการภิวัตน์อาจเปิดช่องให้นำไปสู่ "ตุลาการธิปไตย" หรือการปกครองโดยฝ่ายตุลาการ (judicial rule) ไม่เพียงแค่การตรวจสอบเชิงหลักกฎหมายของฝ่ายตุลาการ (judicial review) เท่านั้น
- หากถึงขั้นนั้น แทนที่ศาลจะเป็นกลไกอันจำเป็นและเป็นประโยชน์เพื่อเหนี่ยวรั้งจำกัดลัทธิเสียงส่วนใหญ่ การณ์จะกลับกลายเป็นว่าศาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง (an unelected court) จะเข้าแทนที่เสียงข้างมากในฐานะกลไกหลักทางด้านนิติบัญญัติไปเสีย- กล่าวในทางทฤษฎี กระบวนการตุลาการภิวัตน์เป็นคุณตรงที่มันช่วยหลีกเลี่ยงป้องกันลัทธิยึดติดตัวบท หรือยึดติดเจตนารมณ์ดั้งเดิมของรัฐธรรมนูญเป็นเกณฑ์แบบแห้งแล้งเถรตรงตายตัวถ่ายเดียว (textualism and originalism) ทว่าในทางกลับกัน ตุลาการภิวัตน์ก็อาจมีโทษหากล้ำเส้นเกินเลย กลายเป็นลัทธิเอาอำนาจตุลาการไปเคลื่อนไหวทางสังคมและ/หรือการเมืองแบบไม่บันยะบันยัง (unconstrained judicial activism)
- ความเสี่ยงอันตราย (risk) ในกรณีหลังอยู่ตรงฝ่ายตุลาการอาจถูกชักจูงให้ดำเนินกระบวน การตุลาการภิวัตน์ไขว้เขวไปตามอุดมการณ์ของเสียงข้างน้อยต่าง ๆ (minoritarian ideologies) หรือแม้แต่กระแสอารมณ์วูบไหวชั่วครู่ชั่วยามของเสียงข้างมาก (the majoritarian passions of the moment) ก็เป็นได้ อาทิ การที่ศาลฎีกาสหรัฐอเมริกายืนยันรับรองคำสั่งให้กักกันชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นทั้งหมดในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ทั้งที่คำสั่งนั้นตั้งอยู่บนความระแวงสงสัยรวมหมู่มากกว่าหลักฐานหนักแน่นอันใด
- ฉะนั้น กล่าวให้ถึงที่สุด ที่พึ่งในการต่อต้านทัดทานลัทธิเสียงข้างมาก (majoritarianism) อาจมิใช่กระบวนการตุลาการภิวัตน์โดยตัวมันเอง (เพราะฝ่ายตุลาการก็อาจโน้มเอียงผิด พลาดได้ ดูข้อ ๔) แต่เป็นวัฒนธรรมในการตีความและใช้กฎหมายซึ่งวิวัฒน์คลี่คลายไปอย่างเชื่องช้า หรือจะเรียกว่าธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมก็ได้ สิ่งนี้ต่างหากเป็นตัวช่วยเหนี่ยวรั้งให้ศาลใช้ดุลพินิจอย่างยับยั้งชั่งใจในกรอบขอบเขตอันพอเหมาะพอควร
สอง) ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
ไล่เลี่ยกับการเผยแพร่บทความของธีรยุทธ บุญมี. ประธานศาลฎีกา นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ
ได้ทำหนังสือถึงประธานวุฒิสภา นายสุชน ชาลีเครือ กรณีที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาสรรหาผู้สมควรเป็นกรรมการการเลือกตั้ง
(กกต.) แทนตำแหน่งที่ว่างลง ๒ คน ลงวันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๙ (35)
ในหนังสือนี้ ประธานศาลฎีกาได้เสนอการตีความ [พระราชดำรัสพระราชทานแก่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดและผู้พิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่
๒๕ เมษายน ๒๕๔๙] รวมทั้ง [การปฏิบัติงานสนองพระราชดำรัสสืบเนื่องต่อมาของศาลรัฐธรรมนูญ
ศาลปกครองและศาลฎีกาเพื่อตรวจสอบสถาบันการเมืองและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญต่างๆ
ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๒ เมษายน ๒๕๔๙] ซึ่งตัวเองเข้าร่วมโดยตรงไว้อย่างมีนัยสำคัญ
ในที่นี้ผู้เขียนใคร่นำเสนอเปรียบเทียบเนื้อหาในหนังสือของประธานศาลฎีกา กับบทความของ ธีรยุทธโดยทำเป็นตารางคู่ขนานเฉพาะประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวดังต่อไปนี้:
๑. หลักการทั่วไป
๒. เงื่อนไขสถานการณ์พิเศษ
๓. การตีความพระราชดำรัสและปฏิบัติการของ ๓ ศาล
๑) หลักการทั่วไป
บทความของอาจารย์ธีรยุทธ
"พระราชดำรัสที่จะให้คณะผู้พิพากษาเป็นผู้แก้ ปัญหาวิกฤตของชาติ... เป็นการมองอำนาจศาลอย่างกว้างขวาง แนวที่เปิดทางให้กับสิ่งที่ประเทศยุโรปเรียกว่า กระบวนการตุลาการภิวัตน์ของระบอบการปกครอง (judicialization of politics) และสหรัฐอเมริกาเรียกการตรวจสอบฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติโดยระบบตุลาการ (power of judicial review) ซึ่งคือการที่อำนาจตุลาการเข้าตรวจสอบการออกกฎหมาย การใช้อำนาจของนักการเมืองอย่างเข้มงวดจริงจัง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ ประเทศไทยก็ก้าวเดินมาสู่กระบวนการตุลาการภิวัตน์นี้ โดยผ่านศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครอง" (ตุลาการภิวัตน์, น. ๑๖ - ๑๗)หนังสือของประธานศาลฎีกา
"ในการปกครองระบอบระชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ทรงเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยโดยผ่านทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาล"
๒) เงื่อนไขสถานการณ์พิเศษ
บทความของอาจารย์ธีรยุทธ
"แต่เนื่องจากฝ่ายบริหารเข้ารุกล้ำแทรกแซงกลไกราชการและอำนาจตรวจสอบอย่างหนักจนนำไปสู่วิกฤตดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงแนะให้ทั้ง ๓ ศาลได้เข้ามามีบทบาทร่วมกันเพื่อแก้วิกฤต" (ตุลาการภิวัตน์, น. ๑๗)
หนังสือของประธานศาลฎีกา
"แต่ในเวลาที่ประเทศตกอยู่ในภาวะว่างเว้นรัฐสภา และคณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุที่มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร หากมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องสงวนรักษาระบอบการปกครองและความสงบสุขแห่งราชอาณาจักรไว้"
๓) การตีความพระราชดำรัสและปฏิบัติการของ ๓ ศาล
บทความของอาจารย์ธีรยุทธ
"ตามทฤษฎีการเมือง เราจะมองการพระราชทานคำแนะนำครั้งนี้ได้อย่างไร?"ตามรัฐธรรมนูญ ในฐานะประมุขของอำนาจอธิปไตยทั้ง ๓ ด้าน เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ ท่านทรงความชอบธรรมที่จะชี้ทางแนะนำอำนาจใดอำนาจหนึ่งให้ปฏิบัติเพื่อแก้วิกฤตของชาติ "ในฐานะประมุขของฝ่ายตุลาการ ๓ ศาล ซึ่งใช้รูปแบบการประชุมร่วมเพื่อแนะนำอำนาจฝ่ายอื่น เช่น กกต. ก็มีความชอบธรรม เพราะแม้ประชาธิปไตยจะยึดหลักการแยกอำนาจ แต่ไม่ถือเป็นหลักการแยกอำนาจเด็ดขาด การวิพากษ์วิจารณ์ แนะนำซึ่งกันและกันย่อมทำได้ เช่น ฝ่ายบริหารหรือนักวิชาการอาจแนะนำศาลว่า การปฏิรูปการบริหารภายในเพื่อเร่งรัดคดีต่างๆ ก็ย่อมได้ "การแนะนำเป็นการใช้อำนาจอย่างอ่อนเป็นทางอ้อม เพราะเป็นการแนะนำเชิงการเมือง ไม่ใช่เชิงคดีความ แต่ผู้ได้รับคำแนะนำอาจเลือกไม่กระทำก็ได้ เช่นที่ กกต.เลือกที่จะไม่ลาออก โดยถือว่าถูกตามกฎหมาย แต่ไม่ถูกโดยพฤตินัยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อข้อแนะนำประมุขศาลต่อ กกต.เกิดขึ้น สืบเนื่องจากคำแนะนำซึ่งประมุขของประเทศได้พระราชทานลงมา" (ตุลาการภิวัตน์, น. ๑๗)หนังสือของประธานศาลฎีกา
"พระมหากษัตริย์ย่อมทรงใช้อำนาจอธิปไตยโดยผ่านทางศาลได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ ดังที่ทรงมีพระราชดำรัสแก่ประธานศาลปกครองสูงสุดและประธานศาลฎีกา เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๙ ดังนั้น การปฏิบัติภารกิจของศาลตามที่ได้รับใส่เกล้าใส่กระหม่อมมา จึงเป็นไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ"
เราอาจตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการตีความ "ตุลาการภิวัตน์" ๒ แนวทางข้างต้นได้ดังนี้:
- ขณะที่อาจารย์ธีรยุทธมุ่งตีความกรณีดังกล่าวว่าสอดคล้องกับแบบปฏิบัติสากลของบรรดาประเทศต้นตำรับประชาธิปไตยตะวันตกทั้งหลาย ประธานศาลฎีกากลับเน้นว่ามันเป็นไปตามการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอันเป็นลักษณะเฉพาะของไทย
- ขณะที่อาจารย์ธีรยุทธเห็นว่ากรณีดังกล่าวเกิดขึ้นในเงื่อนไขสถานการณ์วิกฤตทางการเมืองของชาติที่ก่อขึ้นโดยฝ่ายบริหาร ประธานศาลฎีกาอธิบายว่ามันเป็นเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่เกิดสุญญากาศทางอำนาจนิติบัญญัติและบริหารในระหว่างยุบสภาฯ อันเป็นการตีความที่ค่อนข้างปลอดการเมือง, เป็นกลางและเชิงเทคนิคกว่า- ขณะที่อาจารย์ธีรยุทธตีความกรณีตุลาการภิวัตน์ของไทยว่า โดยเนื้อแท้แล้วเป็นการ "แนะนำ" (ย้ำคำนี้ซ้ำถึง ๑๐ ครั้งใน ๔ ย่อหน้า) อันเป็น "การใช้อำนาจอย่างอ่อนเป็นทางอ้อม" "ตามรัฐธรรมนูญ" ใน "เชิงการเมือง ไม่ใช่เชิงคดีความ" ซึ่ง "ผู้ได้รับคำแนะนำอาจเลือกไม่กระทำก็ได้", สอดคล้องกับหลักพระราชอำนาจที่จะทรงตักเตือนรัฐบาล (The right to warn) ตามแนวคิดการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบอังกฤษที่ Walter Bagehot สรุปประมวลไว้ในหนังสือ The English Constitution (ค.ศ. ๑๘๖๕-๖๗) (36) และไม่ถือว่าฝ่ายตุลาการแทรกแซงอำนาจฝ่ายอื่นแต่อย่างใด "เพราะแม้ประชาธิปไตยจะยึดหลักการแยกอำนาจ แต่ไม่ถือเป็นหลักการแยกอำนาจเด็ดขาด" นั้น ประธานศาลฎีกากลับอธิบายความหมายโดยอ้างอิงมาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญว่าเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่านทางศาลและเป็นการปฏิบัติภารกิจของศาลเพื่อสนองพระราชดำรัสโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ, อันนับเป็นการตีความการใช้อำนาจครั้งนี้ว่ามีลักษณะอย่างแข็งเป็นทางตรงตามรัฐธรรมนูญ, ไม่จำแนกเชิงการเมืองออกจากเชิงคดีความ, และไม่ได้เปิดช่องให้เลือก
- ข้อพิจารณาสำคัญที่สุดระหว่างการตีความ "ตุลาการภิวัตน์" ๒ แนวทางนี้น่าจะอยู่ตรงหลักความพร้อมรับผิด (accountability) ว่ามีตำแหน่งแห่งที่อยู่แตกต่างกันตรงไหนอย่างไรในการตีความแต่ละแบบ?
สาม) บวรศักดิ์ อุวรรณโณ
กลางเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๙ นักกฎหมายมหาชนชั้นนำภาครัฐก็ทยอยออกมาทำหน้าที่อธิบายความหมายกระบวนการ
"ตุลาการภิวัตน์" เริ่มด้วยบทความ "ทศพิธราชธรรมกับพระมหากษัตริย์ไทย"
ของศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ซึ่งขณะนั้นอุปสมบทเป็นภิกษุฉายา
"ปวรสกโก" (37)
ถัดมา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานวุฒิสภาและประธานรัฐสภา ทั้งยังเป็นประธานกรรมการกฤษฎีกาคณะที่ ๑ (กฎหมายการเมืองการปกครอง) ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษแก่หนังสือพิมพ์มติชนรายวันเนื่องในวโรกาสงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเรื่อง "๖ ทศวรรษ...อัจฉริยภาพทางรัฐธรรมนูญ" (38)
การตีความปรากฏการณ์ "ตุลาการภิวัตน์"
ของทั้งสองมีความเหมือน/ความแตกต่างบางประการที่น่าสนใจทั้งในแง่หลักการ, เหตุผลข้อถกเถียงและข้อวินิจฉัย
แต่อาจประมวลสรุปในขั้นต้นได้ว่า:
ขณะที่บวรศักดิ์ตีความอิงหลัก "ประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา-กษัตริย์ทรงเป็นประมุข"
หรือที่เขาเรียกว่า "ธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญ" (Convention of
the Constitution) ดังที่ปรากฏความในมาตรา ๗ แห่งรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ โดยยึดโยงเข้ากับหลักทศพิธ-ราชธรรมนั้น.
มีชัยเน้นตีความอิงหลัก "พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยทางศาลตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ"
ในมาตรา ๓ แห่งรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ โดยชี้ให้เห็นพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการใช้อำนาจทางตุลาการเข้ามาแก้ปัญหา
เพื่อความกระจ่างควรกล่าวแต่ต้นว่าทั้งสองคนไม่เห็นด้วยกับการที่บางฝ่ายขอให้พระบาท- สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้ "พระราชอำนาจ" (Royal Prerogative) พระราชทานนายกรัฐมนตรีคนใหม่โดยอ้างมาตรา ๗ แห่งรัฐธรรมนูญ ท่ามกลางการต่อสู้ทางการเมืองเมื่อต้นปี ๒๕๔๙ ทั้งนี้เพราะขัดแย้งกับมาตราอื่นๆ หลายมาตราในรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ซึ่งจะต้องถูกงดใช้ไป (เหตุผลของบวรศักดิ์) และยังเป็นการให้พระองค์ตัดสินในลักษณะเข้าข้างใดข้างหนึ่ง ทั้งที่พระองค์ทรงเป็นกลางในเวลาเกิดวิกฤต (เหตุผลของมีชัย)
กระนั้นแล้ว จะทำความเข้าใจกระบวนการ "ตุลาการภิวัตน์" ที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมาอย่างไรดี? บทความขนาดยาวของบวรศักดิ์ชิ้นนี้ มีจุดประสงค์จะชี้ว่า ตลอดรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นับแต่พระปฐมบรมราชโองการ "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหา ชนชาวสยาม" เป็นต้นมา พระองค์ทรงยึดมั่นปฏิบัติหลักทศพิธราชธรรมอย่างแน่วแน่สม่ำเสมอจนมันได้แปรเปลี่ยนกลายเป็น
๑) หลักการและแนวทางปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ
๒) หลักบริหารจัดการรัฐกิจ และกิจการพลเมืองสำหรับนักบริหารภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาสังคมทุกระดับ และ
๓) หลักการทางสังคมสำหรับสมาชิกสังคมทั้งปวง กล่าวคือ:
- หลักศีลและอวิโรธนะ (high moral character & non-deviation from righteousness or conformity to the law) ซึ่งสอดคล้องเคียงคู่ไปกับหลักนิติรัฐและรัฐธรรมนูญแห่งระบอบประชาธิปไตย
- หลักปริจจาคะและตปะ (self-sacrifice & austerity or self-control or non-indulgence) ซึ่งสอดคล้องเคียงคู่ไปกับหลักการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและความโปร่งใสในการบริหาร อันเป็นเสาหลักสองในสามประการของธรรมรัฐหรือธรรมาภิบาล (good governance) ในยุคโลกาภิวัตน์
- หลักอวิหิงสา, มัททวะและอาชชวะ (non-violence or non-oppression; kindness and gentleness & honesty, integrity) ในการดำเนินโครงการพระราชดำริเพื่อแก้ไขบรรเทาความทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชน เป็นต้น
สรุปรวมความคือด้วยพระวิริยะอุตสาหะที่ทรงบำเพ็ญปฏิบัติมาตลอดรัชกาล หลักทศพิธราชธรรม ได้เปลี่ยนสถานะกลายเป็น "ธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญ" (Convention of the Constitution) - คือเป็นเลือดเนื้อ (flesh and blood) ที่ห่อหุ้มโครงกระดูก (skeleton) ของรัฐธรรมนูญ - แห่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทย
นั่นหมายความว่า โดยผ่านการปฏิบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บัดนี้หลักทศพิธราช-ธรรมได้ถูกแปรเป็นธรรมเนียม (conventionalized) ส่วนที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรของรัฐธรรมนูญไทย, เป็นที่ยอมรับ (consensus), มีผลผูกพัน (binding), แม้ไม่มีสภาพบังคับทางกฎหมาย เอาไปฟ้องร้องกันในศาลไม่ได้เวลาใครล่วงละเมิด, แต่ก็มีสภาพบังคับทางการเมืองที่ผู้ล่วงละเมิดจะถูกวิพากษ์วิจารณ์, ว่าทำการฝ่าฝืนธรรมเนียมปฏิบัติ (unconventional) และไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ (unconstitutional)
นับว่าบทความของบวรศักดิ์ให้ความหมายใหม่ทางวัฒนธรรมที่กระชับรัดกุมขึ้นแก่มาตรา
๗ แห่งรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ โดยยึดโยงน้อมนำหลักทศพิธราชธรรมไปรองรับกำกับการใช้พระราชอำนาจ
"ตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"
ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญบังคับ
กล่าวสำหรับพระราชดำรัส ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙ แก่ฝ่ายตุลาการ บวรศักดิ์วิเคราะห์เชื่อมโยงตามหลักที่วางไว้ข้างต้นว่าดังนี้:
๑) จัดเป็นกรณีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้พระราชสิทธิที่จะทรงแนะนำ ทรงสนับ สนุนและทรงตักเตือน (หรือ advisory power; ไม่ใช่ decision-making power อันเป็นอำนาจตัดสินใจที่พ่วงตามมาด้วยภาระรับผิดชอบทางการเมืองต่อผลที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นขององค์กรตามรัฐธรรมนูญอย่างรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี) ตามธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญแห่งระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญของอังกฤษที่วางแบบอย่างไว้แต่เดิม กล่าวคือ:
"To state the matter shortly, the sovereign has, under a constitutional monarchy such as ours, three rights - the right to be consulted, the right to encourage, the right to warn." (39)
๒) ทว่าในกรณีพระราชดำรัสองค์นี้ ยังจัดเป็นข้อยกเว้นด้วย เพราะพระองค์พระราชทานพระราชดำรัสครั้งนี้อย่างเปิดเผย ซึ่งปกติจะไม่ทรงกระทำนอกจากในภาวะไม่ปกติจริงๆ ฉะนั้น หลักเรื่องความลับและการห้ามอ้างอิง (the principles of confidentiality and non-reference) ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญในกรณีพระราชทานคำแนะนำโดยทั่วไป จึงได้รับยกเว้น
๓) อย่างไรก็ตาม หลักเรื่อง "พระมหากษัตริย์จะไม่ทรงกระทำผิดเลย" (The King can do no wrong.) ยังต้องถือว่าคงอยู่แม้ในกรณีนี้ - โดยหลักดังกล่าวถือว่าพระมหากษัตริย์ไม่ทรงเกี่ยวข้องกับการพิจารณาทางการเมืองใดๆ (is not involved in any political consideration) ดังนั้นพระองค์จึงไม่ทรงกระทำผิด, แต่ตัวผู้กราบบังคมทูลฯ แนะนำและลงนามรับสนองพระบรมราชโองการต่างหาก ที่มีเจตจำนงทางการเมือง และฉะนั้นจึงมีความรับผิดชอบทางการเมืองและกฎหมาย
๔) นั่นหมายความว่าการดำเนินการใดๆ ตามพระราชดำรัสต้องเป็นไปตามอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบขององค์กรและบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งอันเป็น "ส่วนปฏิบัติการ" ของรัฐธรรมนูญ (efficient parts of the Constitution)
ซึ่งในกรณีพระราชดำรัส ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ก็หมายถึงอำนาจหน้าที่และความรับผิด ชอบของฝ่ายตุลาการทั้ง ๓ ศาลนั่นเอง
นับว่าการตีความกระบวนการ "ตุลาการภิวัตน์" ของบวรศักดิ์มีลักษณะระมัดระวัง พยายามแยกแยะ และอิงธรรมเนียมประเพณีแบบอนุรักษ์นิยม อันนำไปสู่ข้อสรุปที่เอาเข้าจริงก็ไม่ต่างจากของธีรยุทธ บุญมี นัก กล่าวคือ:
"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยึดมั่นอยู่ในบทบาทของพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ คือ ทรงแนะนำให้องค์กรตามรัฐธรรมนูญทำหน้าที่ของตนเอง ไม่ใช่ให้พระมหากษัตริย์มาทรงกระทำสิ่งที่ผิดหน้าที่ในรัฐธรรมนูญ" (40)
สี่) มีชัย ฤชุพันธุ์
ในคำให้สัมภาษณ์พิเศษแก่หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน (๑๒ มิ.ย. ๒๕๔๙, น. ๑๑) มีชัย
ฤชุพันธุ์เลือกอธิบายกระบวนการ "ตุลาการภิวัตน์" หรือ [พระราชดำรัสแก่ฝ่ายตุลาการเมื่อ
๒๕ เมษายน ๒๕๔๙] + [การปฏิบัติงานสนองพระราชดำรัสของฝ่ายตุลาการทั้ง ๓ ศาลสืบต่อมา]
แบบเดียวกับคำอธิบายของ ชาญชัย ลิขิตจิตถะ ประธานศาลฎีกา ในหนังสือถึงประธานวุฒิสภา
นายสุชน ชาลีเครือ ที่อ้างถึงข้างต้น
กล่าวคือทั้งคู่ตีความพระราชดำรัส ๒๕ เมษายน ๒๕๔๙ โดยอิงมาตรา ๓ แห่งรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ว่าเป็นกรณี "อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้" ทว่าความแตกต่างโดดเด่นที่น่าสนใจยิ่ง อยู่ตรงการประเมินค่า และเหตุผลข้อถกเถียงรองรับคำอธิบายข้างต้นของมีชัย
มีชัยชี้ว่านี่เป็น "ครั้งแรก" (ย้ำคำนี้ ๒ ครั้งในบทสัมภาษณ์) ที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตยทางศาลในลักษณะนี้ อันสะท้อน "พระอัจฉริยภาพจริงๆ", "พระอัจฉริยภาพทางรัฐธรรมนูญอย่างยิ่ง" ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว "ที่คนธรรมดานึกไม่ออก" สิ่งที่ผู้คนทั่วไปนึกคิดไม่ถึง - ทว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนึกถึงด้วยพระอัจฉริยภาพ - เกี่ยวกับเนื้อความของมาตรา ๓ แห่งรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ในทรรศนะของมีชัย พอแยกแยะออกได้ ๓ ประเด็นคือ:
- เวลานึกถึงอำนาจอธิปไตย คนทั่วไปจะนึกถึงแต่ฝ่ายบริหาร อันได้แก่ คณะรัฐมนตรี และฝ่ายนิติบัญญัติ
อันได้แก่รัฐสภาเป็นหลัก, ไม่คิดถึงฝ่ายตุลาการ
- เวลาคิดถึงฝ่ายตุลาการ คนทั่วไปก็จะคิดแต่ในความหมายของการพิจารณาพิพากษาคดี,
ไม่คิดถึงในแง่ที่เป็นอำนาจส่วนหนึ่งที่ประกอบกันขึ้นเป็นอำนาจอธิปไตย- พระราชดำรัส ๒๕ เมษายน ๒๕๔๙ แสดงว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนึกถึงฝ่ายตุลาการในฐานะเป็นองค์อำนาจ
ไม่ใช่แค่ตัวการพิจารณาพิพากษาคดี, และทรงใช้อำนาจตุลาการในฐานะอำนาจอธิปไตยเป็นครั้งแรก
สำหรับสภาพเงื่อนไขอันเป็นเหตุให้พระองค์ทรงตัดสินพระทัย ริเริ่มใช้อำนาจตุลาการในฐานะอำนาจอธิปไตยเป็นครั้งแรกนี้ ก็ได้แก่วิกฤตทางการเมืองครั้งที่ ๓ (เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙, ส่วนสองครั้งก่อนคือ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ และ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๕) ในครั้งนี้เกิดภาวะอำนาจอธิปไตยอีก ๒ อำนาจได้แก่บริหารและนิติบัญญัติใช้ไม่ได้เพราะเกิดปัญหา (มีการยุบสภาฯ จึงเหลือเพียงรัฐบาลรักษาการ), ทุกคนตันหมดแล้ว หมดทางไป มองไม่เห็นลู่ทาง ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร, บ้านเมืองทำท่าจะเสียหายแล้ว โดยทุกครั้งที่ทรงลงมาแนะนำทางออกเพื่อแก้วิกฤตด้วยพระองค์เอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีหลัก ๒ ประการ คือเพื่อความสุขสงบของประเทศและความอยู่รอดปลอดภัยของประชาชน
นอกจากนี้ เวลาที่จะทรงแก้นั้น ทรงระมัดระวังที่จะไม่ไปเกี่ยวข้องกับการเมืองโดยตรง ทรงแก้โดยปลอดจากการเมือง, และทรงเป็นกลาง จะไม่ทรงลงมาในลักษณะที่จะทำให้ข้างใดข้างหนึ่งเกิดความรู้สึกว่าถูกหรือผิด หรือในลักษณะที่เท่ากับว่าเข้าข้างใครอีกข้างหนึ่ง ไม่ทรงไปทำให้เห็นว่าอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง - ซึ่งยากลำบากมาก แต่เพราะเหตุนั้นจึงทำให้เป็นที่ยอมรับได้
มาในครั้งนี้ พระราชดำรัสที่พระราชทานแก่ฝ่ายตุลาการก็ "เป็นเพียงการให้คำแนะนำ" เหมือนดังที่เคย "ทรงชี้ทาง" แก่ฝ่ายต่างๆ ในอดีต, พระองค์ "เพียงแต่บอกว่าใครควรจะลงไปทำ...ลองไปคิดดูสิว่าใครจะทำอะไร", "อาศัยอำนาจที่มีอยู่ไปทำกันเอาเอง จะไปทำอย่างไรก็ไปทำกันเอาเอง"
ส่วนฝ่ายตุลาการ ๓ ศาลที่รับสนองพระราชดำรัสนั้นก็ต้อง "ดูว่าจะทำอะไรได้บ้างในกรอบของตัวเอง", "โดยคนที่ไปทำก็จะมีขอบเขต อย่างตุลาการก็มีขอบเขต" แบ่งออกเป็น ๒ ขา ได้แก่: -
ขาแรก) อำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดี ซึ่งมีตัวบทกำหนดกรอบไว้ค่อนข้างชัดเจน มีระยะเวลา มีความเที่ยงธรรม โอกาสที่คู่ความทั้งสองฝ่ายมีจะเท่ากัน อันเป็นอำนาจปกติทั่วไปอยู่แล้ว
ขาหลัง) อำนาจตุลาการที่จะไปแก้วิกฤตการเมือง ในฐานะที่เป็นคนไม่รู้เรื่องบริหารและนิติบัญญัติมาก่อน.....
อำนาจขาหลังนี้เป็นครั้งแรกที่ฝ่ายตุลาการเริ่มใช้ ค่อนข้างแปลกใหม่และไม่คุ้นเคย นับว่าเป็นอาณาบริเวณที่ฝ่ายตุลาการยังไม่ได้สำรวจทำความรู้จักมาก่อน (uncharted territory) จึงค่อนข้าง "อันตราย" (มีชัยย้ำคำนี้ถึง ๔ ครั้งในบทสัมภาษณ์) และต้องระมัดระวังในการดำเนินการว่าทำอะไรได้บ้าง? ทำอะไรไม่ได้บ้าง? ควรทำอะไรบ้าง? ไม่ควรทำอะไรบ้าง?
ที่สำคัญจะเดินเรื่องแค่ไหนอย่างไรดี
ขาหลัง - อันเป็นเรื่องการเมือง มีฝักมีฝ่าย มีพวกพ้อง มีคนได้รับผลร้ายและได้รับผลดี
เวลาเสียก็จะไม่พอใจ ว่ากล่าวและอาจไม่ยอมรับ ลงไปรุมศาลได้ - จึงจะไม่ไปขัดขาแรก
- อันเป็นเรื่องการพิจารณาพิพากษาคดีตามหลักกฎหมายอย่างเที่ยงธรรม - จนขาพันกันสะดุดล้มลง?
แม้แต่มีชัยเองก็พูดถึงประเด็นนี้ด้วยถ้อยคำคลุมเครือแปลกแปร่งพิกล คือใช้คำว่า
"เขา (หมาย ถึงฝ่ายตุลาการ) ก็จะแก้เท่าที่เขาจะเอื้อม เขาก็แนะนำเท่าที่เขาจะทำได้"
โดยเสนอแนะหลักการป้องกันสองขาเดินขัดกันเองแก่ฝ่ายตุลาการไว้ว่า: -
- อาศัยกระบวนการตามอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีให้สอดคล้องกัน โดยกำหนดทิศทางร่วมกันได้
- แต่ไม่ใช่ต้องตัดสินอย่างเดียวกัน หรือไปตัดสินแทนกัน เพราะจะทำให้ขาดความเป็นอิสรภาพที่ศาลแต่ละศาลสั่งกันไม่ได้
เราอาจดึงข้อสรุปสำคัญบางประการเกี่ยวกับกระบวนการตุลาการภิวัตน์ในทรรศนะของมีชัยได้ว่า:
- การใช้อำนาจตุลาการในฐานะอำนาจอธิปไตยโดยองค์พระประมุข เพื่อแก้วิกฤตทางการเมืองครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญของไทย
- โดยทรงตีความมาตรา ๓ แห่งรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ที่ว่าพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ - ด้วยพระอัจฉริยภาพทางรัฐธรรมนูญชนิดที่คนธรรมดานึกไม่ออก- อย่างไรก็ตาม พระราชดำรัสของพระองค์เพียงทรงชี้ทางแนะนำแก่ฝ่ายตุลาการ ส่วนการปฏิบัติสนองพระราชดำรัสของฝ่ายตุลาการ ๓ ศาลนั้นย่อมต้องมีกรอบ มีขอบเขตของตัวเอง และต้องรับผิดชอบเอง
- ขอบเขตอำนาจของฝ่ายตุลาการในเรื่องนี้มี ๒ ขา คือขาแรกอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดี และขาหลังอำนาจที่จะไปแก้วิกฤตทางการเมืองซึ่งไม่เคยทำมาก่อน เป็นครั้งแรกเช่นกัน จึงต้องใช้อย่างระมัดระวังให้อำนาจสองขาเดินไปด้วยกันได้ ไม่ขัดกันเอง
ในทางวิชาการ อาจจะจริงที่การใช้อำนาจตุลาการมาแก้วิกฤตทางการเมืองทำให้อันตรายต่อศาล โดยเฉพาะถ้าใช้ไม่ถูกกาละเทศะ แต่ในภาวะวิกฤตที่หมดทางไปและฝุ่นยังตลบ อำนาจอธิปไตยด้านอื่นไม่อยู่ในฐานะที่จะแก้ปัญหาได้ ก็จำเป็นต้องอาศัยอำนาจตุลาการอันเป็นอำนาจเดียวที่มีอยู่ โดยขอภาวนาให้เรื่องจบเร็ว ๆ ศาลจะได้ไม่ต้องออกมายุ่งกับการเมือง
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
(คลิกไปอ่านต่อบทความเรื่องเดียวกัน
ตอนที่ ๒)
เชิงอรรถ
(1) เสนอต่อการประชุมวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์แห่งชาติครั้งที่ ๘ (พ.ศ. ๒๕๕๐), ๑๓ - ๑๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐
(2) ดูเอกสารบทความข้อเขียนเกี่ยวกับประวัติภูมิหลังของคำสิงห์ ศรีนอกอย่างพิสดารได้ในหนังสือที่จัดพิมพ์ในวาระอายุครบรอบ ๗๐ ปีของเขา ชาติ กอบจิตติและคณะ, รวบรวม, งานและความคิดลาว คำหอม (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์นักเขียน, ๒๕๔๔).
(3) ลาว คำหอม (คำสิงห์ ศรีนอก), "นักกานเมือง", ฟ้าบ่กั้น (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์กอไผ่, ๒๕๓๐), หน้า ๙๘.
(4) ชาญวิทย์ เกษตรศิริและธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์, ปฏิวัติ 2475 = 1932 Revolution in Siam (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2547).
(5) ดูรายละเอียดใน ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์, "ข้ออ้าง" การปฏิวัติ-รัฐประหาร-กบฏในเมืองไทยปัจจุบัน: บทวิเคราะห์และเอกสาร, เอกสารวิชาการ โครงการตลาดวิชา มหาวิทยาลัยชาวบ้าน หมายเลข ๖/๒๕๕๐/๒๐๐๗, ชาญวิทย์ เกษตรศิริและคณะ, บรรณาธิการ (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, ๒๕๕๐), หน้า ๑๒ - ๔๔.
(6) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, จดหมายเหตุรายวันในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพหม่อมเจ้าชัชวลิต เกษมสันต์ ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส, ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๗). ดังปรากฏข้อความในจดหมายเหตุรายวันส่วนพระองค์ประจำเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๕๕ ตอนหนึ่งว่า:
"(แต่ก็) มีปัญหาว่าจะเปนไปได้จริงเช่นนั้นฤาไม่ ต่างว่าเลิกเจ้าแผ่นดิน เลิกเจ้าและเลิกขุนนางเสียให้หมด เปลี่ยนลักษณปกครองเปนประชาธิปตัย (ริปับลิค) อันตามตำราว่าเป็นลักษณปกครองซึ่งให้โอกาศให้พลเมืองได้รับความเสมอหน้ากันมากที่สุด เพราะใคร ๆ ก็มีโอกาศที่จะได้เป็นถึงประธานาธิบดี ข้อนี้ก็ดีอยู่ (ตามตำรา)..." (หน้า ๗๒ เส้นใต้เน้นโดยผู้เขียน ตัวสะกดคงไว้แบบเดิมตามต้นฉบับ)
(7) "A republic is a kind of government that has no king, queen, or other monarch and where the people are sovereign." อ้างจาก "Republic", Simple English Wikipedia, accessed 23 October 2007, <simple. wikipedia.org/wiki/Republic>.
(8) ปรีดี พนมยงค์, "เค้าโครงการเศรษฐกิจ", ปรีดี พนมยงค์กับสังคมไทย (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหา-วิทยาลัยธรรมศาสตร์และโครงการปรีดี พนมยงค์กับสังคมไทย, ๒๕๒๖), หน้า ๑๗๓ - ๗๔. ในข้อความว่า:
"ในการทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ข้าพเจ้ามิได้ปรารถนาที่จะเปลี่ยนพระเจ้าแผ่นดินองค์เดียวมาเป็นหลายองค์ ซึ่งเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยแต่เปลือกนอกเท่านั้น ข้าพเจ้ามุ่งต่อสาระสำคัญคือ "บำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎร" (เน้นโดยผู้เขียน)
(9) Kasian Tejapira, "The Politics of Translation", Commodifying Marxism: The Formation of Modern Thai Radical Culture, 1927 - 1958 (Kyoto: Kyoto University Press and Trans Pacific Press, 2001), pp. 196 - 99.
(10) ดูกรณีตัวอย่างและข้อถกเถียงเรื่องนี้ใน เกษียร เตชะพีระ, "อำนาจนำ (hegemony)", มติชนรายวัน, ๑๒ ต.ค. ๒๕๕๐, น. ๖; และ ชนิดา ชิตบัณฑิตย์, โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ: การสถาปนาพระราชอำนาจนำในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, ๒๕๕๐).
(11) ดูบันทึกคำอภิปรายและรายงานข่าวใน "ชำแหละ"ปฏิญญาฟินแลนด์" ชู"ปฏิญญาธรรม-ศาสตร์" ปกป้องสถาบันกษัตริย์", มติชนรายวัน, ๒๕ พ.ค. ๒๕๔๙, น. ๒; "ชัยอนันต์"ชี้เหตุ กค. "ทักษิณ" ไป มวลชนปะทะ ปักใจ "บางอำนาจ" เข้าแทรกแซง "เกรียงกมล" โต้ฟินแลนด์ไร้สาระ", มติชนรายวัน, ๒๕ พ.ค. ๒๕๔๙, น. ๑.
(12) ดูข้อถกเถียงละเอียดใน เกษียร เตชะพีระ, "ภาคสอง: ระบอบทักษิณ", บุชกับทักษิณ: ระบอบอำนาจนิยมขวาใหม่ไทย-อเมริกัน (กรุงเทพฯ: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ, ๒๕๔๗), หน้า ๑๒๑ - ๒๔๐.
(13) ดูข้อถกเถียงละเอียดใน เกษียร เตชะพีระ, "สถาบันกษัตริย์", จากระบอบทักษิณสู่รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙: วิกฤตประชาธิปไตยไทย (กรุงเทพฯ: มูลนิธิ ๑๔ ตุลา, ๒๕๕๐), หน้า ๓๘ - ๕๓.
(14) เห็นได้จากคำถวายสัตย์ปฏิญาณร่วมต่อสู้เพื่อถวายคืนพระราชอำนาจที่สนธิ ลิ้มทองกุลอ่านนำให้ผู้ชมกล่าวตามในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรครั้งที่ ๘ เมื่อวันที่ ๑๑ พ.ย. ๒๕๔๘ ณ สวนลุมพินี และฎีกา ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ ของสนธิ ลิ้มทองกุล, สโรชา พรอุดมศักดิ์และคณะ อ้างในคำนูณ สิทธิสมาน, ปรากฏการณ์สนธิ: จากเสื้อสีเหลืองถึงผ้าพันคอสีฟ้า (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์บ้านพระอาทิตย์, ๒๕๔๙), หน้า ๓๐๔ - ๐๖, ๓๑๕ - ๒๒.
(15) ดูแถลงการณ์พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยฉบับที่ ๖/๒๕๔๙ นัดหมายชุมนุมใหญ่แสดงตนขอพึ่งพระบารมีขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๗ ปลดชนวนวิกฤตของแผ่นดินเริ่มต้นการปฏิรูปการเมืองครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒๓ มี.ค. ๒๕๔๙ ใน คนข่าวอิสระ (นามแฝง), รวบรวม, ถอดรหัสเลือกตั้ง ๒๕๔๙ ตุลาการภิวัฒน์ หยุด! ระบอบทักษิณ (กรุงเทพฯ: นาง สุนิสา อินทร์นุรักษ์, ๒๕๔๙), หน้า ๑๖๑ - ๖๓.
(16) ศัพท์รัฐศาสตร์ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๔๔), หน้า ๑๖๙.
(17) สรุปเรียบเรียงจาก John Locke, "Chap. XIV: Of Prerogative, The Second Treatise of Government: An Essay Concerning the True Original, Extent, and End of Civil Government", Two Treatises of Government, Peter Laslett, ed., (New York: New American Library, 1965), pp. 421 - 27. ข้อเขียนที่ถือเป็นงานแม่บทของปรัชญาเสรีประชาธิปไตยอังกฤษชิ้นนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. ๑๖๘๙
(18) วิจิตรา (ฟุ้งลัดดา) วิเชียรชม, รวบรวม, รวมรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบ (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์วิญญูชน, ๒๕๔๑), หน้า ๑๑.
(19) วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย, สัญญา ธรรมศักดิ์ คนของแผ่นดิน (กรุงเทพฯ : กองทุนศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์, ๒๕๔๖).
คำบอกเล่าของสัญญา ธรรมศักดิ์เกี่ยวกับการได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งนั้นบ่งชี้ชัดว่าการดำเนินการแต่งตั้งซึ่งเป็นไปโดยชอบด้วยมาตรา ๑๔ แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรพุทธศักราช ๒๕๑๕ โดยมีนายทวี แรงขำ รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่แทนประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการนั้น เกิดขึ้นโดยเจ้าตัวงงงันไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อนเลย
(20) อนุสรณ์ ศิริชาติ, "อาทิตย์ อุไรรัตน์ ไทม์แมชชีน วันหักดิบ", มติชนรายวัน, ๖ มี.ค. ๒๕๔๘, น. ๑๑.
(21) ดูตัวอย่างกรณีเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ๒๕๓๕ ในธนโชคและศิริกานดา, ผมผิดหรือ? ที่ยึดกรือเซะ! พลเอกพัลลภ ปิ่นมณี (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์กู๊ดมอร์นิ่ง, ๒๕๔๗), หน้า ๒๕๐ - ๕๖.
(22) ชัยวัฒน์ สถาอานันท์, อารยะขัดขืน (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมล คีมทอง, ๒๕๔๙).
(23) ดู ศาสตราจารย์ไพโรจน์ ชัยนาม, รวบรวมเรียบเรียง, "พระราชกฤษฎีกาให้ปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรและตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่", รัฐธรรมนูญ บทกฎหมายและเอกสารสำคัญในทางการเมืองของประเทศไทย (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๑๙), หน้า ๒๔๙ - ๕๐.
(24) อ้างจาก ศาสตราจารย์ไพโรจน์ ชัยนาม, รวบรวมเรียบเรียง, "พระราชบัญญัติให้ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาที่ได้ปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรลงวันที่ ๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๗๖", รัฐธรรมนูญ บทกฎหมายและเอกสารสำคัญในทางการเมืองของประเทศไทย, หน้า ๒๖๘ - ๖๙.
(25) การที่ศาสตราจารย์ ดร. ชัยอนันต์ สมุทวณิช นักรัฐศาสตร์ผู้จงรักภักดีต่อราชบัลลังก์ ผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย มิตรสนิทเก่าแก่ของสนธิ ลิ้มทองกุลและอดีตมันสมองวิชาการของเครือหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้ตีพิมพ์บท ความ "การงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา",ผู้จัดการรายวัน, ๒๗ ก.พ. ๒๕๔๙, น. ๑๒, ออกมา "ขอให้พระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจตามมาตรา ๗ ของรัฐธรรมนูญประกาศงดใช้รัฐธรรมนูญเป็นการชั่วคราว เพื่อให้มีการจัดตั้งรัฐบาลรักษาการ ทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา ยังไม่ให้มีการเลือกตั้งจนกว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จ"ประจวบเหมาะในจังหวะนั้นจึงมีนัยทางยุทธศาสตร์การเมืองที่สำคัญคล้องจองกับกรณีประวัติศาสตร์ข้างต้น
(26) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช, "พระราชดำรัส ๒๕ เม.ย. ๒๕๔๙", ใน คนข่าวอิสระ (นามแฝง), รวบรวม, ถอดรหัสเลือกตั้ง ๒๕๔๙, หน้า ๗ - ๑๔.
(27) คนข่าวอิสระ (นามแฝง), รวบรวม, "บันทึกแห่งตุลาการภิวัตน์: ๓ ศาล...๓ ประสานผดุงความยุติธรรม", ถอดรหัสเลือกตั้ง ๒๕๔๙, หน้า ๖๗ - ๗๒.
(28) ธีรยุทธ บุญมี, ตุลาการภิวัตน์ (Judicial review) (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์วิญญูชน, ๒๕๔๙).
(29) "เปิด จ.ม. โต้ตอบ 'ทักษิณ-บุช'", มติชนรายวัน, ๑๒ ก.ค. ๒๕๔๙, น. ๒.
(30) "ทักษิณประกาศสู้ ไม่ถอยให้อำนาจนอก รธน.", มติชนรายวัน, ๓๐ มิ.ย. ๒๕๔๙, น. ๒.
(31) มีชัย ฤชุพันธุ์, "ความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรี", ๔ ก.ค. ๒๕๔๙, www.meechaithailand.com/ index1.html.
(32) อ้างจาก บรรหาร ศิลปอาชา, สัมภาษณ์พิเศษโดยชาลินี จงจิตร, "มังกรเติ้งเปิดอินไซด์ดินเนอร์หูฉลาม," มติชนรายวัน, ๒๑ ส.ค. ๒๕๔๙, น. ๑๑.
(33) ธีรยุทธ บุญมี, "พิพากษาหาความยุติธรรมให้ประเทศ เพิ่มดุลยภาพการเมืองไทย ก้าวสู่การปฏิรูปการเมืองหน ๒", ตุลาการภิวัตน์ (Judicial review) (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์วิญญูชน, ๒๕๔๙), หน้า ๑๙, ๒๕, ๒๖. บทความนี้นำเสนอครั้งแรกในงานสัมมนา "วิกฤตประเทศไทยยุคทุนนิยมไล่ล่า" ในโอกาสครบรอบ ๓๐ ปีของหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ข้อความอ้างอิงด้านล่างของธีรยุทธมาจากหนังสือเล่มนี้
(34) Jon Elster, "Majority Rule and Individual Rights", in Obrad Savi?, ed., The Politics of Human Rights (London and New York: Verso, 1999), pp. 120 - 48.
(35) "เปิดบันทึก ปธ. ศาลฎีกา ย้ำเหตุคว่ำบาตร ๓ กกต.", มติชนรายวัน, ๒ มิ.ย. ๒๕๔๙, น. ๒. ข้อความอ้างอิงด้านล่างของประธานศาลฎีกามาจากเอกสารชิ้นนี้
(36) Walter Bagehot, The English Constitution (London: The Fontana Library, 1963), pp. 111 - 20.
(37) ฉบับตัดตอนภาษาไทยได้แก่ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, "ทศพิธราชธรรมกับพระมหากษัตริย์ไทย", มติชนรายวัน, ๑๑ มิ.ย. ๒๕๔๙, น. ๒; ฉบับสมบูรณ์ภาษาอังกฤษทยอยลงต่อกัน ๕ ตอนในหนังสือพิมพ์ Bangkok Post ได้แก่ 1) Borwornsak Uwanno, "Ten principles of a righteous King", Bangkok Post, 12 June 2006, p. 8; 2) Borwornsak Uwanno, "Thailand's Dhammaraja", Bangkok Post, 13 June 2006, p. 10; 3) Borwornsak Uwanno, "King and the Constitution", Bangkok Post, 14 June 2006, pp. 12 - 13; 4) Borwornsak Uwanno, "A Proof beyond any shadow of doubt", Bangkok Post, 15 June 2006, p. 12; 5) Borwornsak Uwanno, "The King's paternalistic governance", Bangkok Post, 16 June 2006, p. 10. ข้อความอ้างอิงด้านล่างของบวรศักดิ์มาจากบทความเหล่านี้
(38) มีชัย ฤชุพันธุ์, สัมภาษณ์พิเศษโดยหทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ, "๖ ทศวรรษ...อัจฉริยภาพทางรัฐธรรมนูญ", มติชนรายวัน, ๑๒ มิ.ย. ๒๕๔๙, น. ๑๑; และควรอ่านข้อเขียนของเขาอีกชิ้นประกอบด้วย มีชัย ฤชุพันธุ์, "อำนาจ กกต. ตาม ม. ๑๔๕", มติชนรายวัน, ๑๔ มิ.ย. ๒๕๔๙, น. ๑๑. ข้อความอ้างอิงด้านล่างของมีชัยมาจากบทสัมภาษณ์และข้อเขียนนี้
(39) Bagehot, The English Constitution, p. 111.
(40) บวรศักดิ์, "ทศพิธราชธรรมกับพระมหากษัตริย์ไทย", มติชนรายวัน, ๑๑ มิ.ย. ๒๕๔๙, น. ๒.
(คลิกไปอ่านต่อบทความเรื่องเดียวกัน ตอนที่ ๒)
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
นักศึกษา
สมาชิก และผู้สนใจบทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ก่อนหน้านี้ หรือถัดจากนี้สามารถคลิกไปอ่านได้โดยคลิกที่แบนเนอร์
ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I
สารบัญเนื้อหา 3 I สารบัญเนื้อหา
4
I สารบัญเนื้อหา
5 I สารบัญเนื้อหา
6
ประวัติ
ม.เที่ยงคืน
สารานุกรมลัทธิหลังสมัยใหม่และความรู้เกี่ยวเนื่อง
e-mail : midnightuniv@gmail.com
หากประสบปัญหาการส่ง
e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@hotmail.com
ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ทั้งหมด
กว่า 1300 เรื่อง หนากว่า 25000 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา 150 บาท(รวมค่าส่ง)
(เริ่มปรับราคาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2548)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@gmail.com หรือ
midnight2545@yahoo.com
สมเกียรติ
ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็บไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ
ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
32
33
34
35
36
37
38
39
40
41
42
43
44
45
46
47
48
49
50
51
52
53
54
55
56
57
58
59
60
61
62
63
64
65
66
67
68
69
70
71
72
73
74
75
76
77
78
79
80
81
82
83
84
85
86
87
88








