โครงการก้าวสู่คริสตศตวรรษที่ ๒๑ ด้วยการทบทวนประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา




Update: 21 May 2007
Copyleft2007
บทความทุกชิ้นที่นำเสนอบนเว็บไซต์นี้เป็นสมบัติสาธารณะ และขอประกาศสละลิขสิทธิ์ให้กับสังคม
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเปิดรับบทความทุกประเภท ที่ผู้เขียนปรารถนาจะเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน โดยบทความทุกชิ้นต้องยินดีสละลิขสิทธิ์ให้กับสังคม สนใจส่งบทความ สามารถส่งไปได้ที่ midnightuniv@gmail.com โดยกรุณาใช้วิธีการ attach file
H
บทความลำดับที่ ๑๒๕๕ เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ตั้งแต่วันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๐ (May, 21, 05,.2007)
R

เรื่องเล่า: ประวัติชีวิตสามัญชน และวัตถุมงคลของคนไทย
ฉลอง สุนทราวาณิชย์: เรื่องสั้นของนิธิ แต่พระเครื่องไม่รู้ของใคร
ฉลอง สุนทราวาณิชย์ : เขียน
คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

บทความทางวิชาการ ๒ ชิ้นต่อไปนี้ กองบรรณาธิการ ม.เที่ยงคืนขอรับมาจากผู้เขียน ประกอบด้วย
๑. "แด่มนุษยชาติ" และนิธิ เอียวศรีวงศ์
๒. นวัตกรรมพระเครื่องไทย: ก่อนจะเป็นอุตสาหกรรมพระเครื่อง
เรื่องแรกเป็นความประทับใจที่มีผู้เขียนมีต่อผลงานเรื่องสั้นของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์
ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นมนุษย์ที่แสดงออกมาภายใต้ภาวะความกดดันที่รุนแรง อย่างสงคราม
ส่วนเรื่องที่สองได้อภิปรายถึงเรื่องของประวัติความเป็นมาของพระเครื่อง
ซึ่งเริ่มต้นนิยมมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ เป็นอย่างมาก และวงการพระเครื่องก็เติบโตมาโดยตลอด
ในที่นี้ได้ให้เหตุผลถึงสาเหตุอันเป็นที่มาของความนิยมดังกล่าว
เพราะคนไทยคบกับฝรั่ง และรับเอาความคิดของเขามาปรับเปลี่ยนเป็นสมัยใหม่
(midnightuniv@gmail.com)

บทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา
ข้อความที่ปรากฏบนเว็บเพจนี้ ได้มีการแก้ไขและตัดแต่งไปจากต้นฉบับบางส่วน
เพื่อความเหมาะสมเป็นการเฉพาะสำหรับเว็บไซต์แห่งนี้

บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ ๑๒๕๕
เผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๐
(บทความทั้งหมดยาวประมาณ ๑๐.๕ หน้ากระดาษ A4)

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เรื่องเล่าประวัติสามัญชน และวัตถุมงคลของคนไทย
ฉลอง สุนทราวาณิชย์: เรื่องสั้นของนิธิ แต่พระเครื่องไม่รู้ของใคร
ฉลอง สุนทราวาณิชย์ : เขียน
คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

1. "แด่มนุษยชาติ" และนิธิ เอียวศรีวงศ์

แม้ว่าอาจารย์นิธิจะเป็นครู/นักประวัติศาสตร์ และผมเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ แต่เมื่อผมรู้จักอาจารย์นิธิครั้งแรก (แต่เพียงฝ่ายเดียว) เมื่อเกือบ 40 ปีมาแล้ว ผมกลับรู้จักอาจารย์โดยผ่านงานเขียนเรื่องสั้นชื่อ "แด่มนุษยชาติ" ซึ่งเป็นงานเขียนเรื่องสั้นเรื่องเดียวของอาจารย์นิธิที่ผมเคยอ่าน แต่ผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นงานเขียนประเภทเรื่องสั้นเรื่องเดียวที่อาจารย์นิธิเคยเขียนไว้หรือไม่ หากจะให้เดาในตอนนี้ คิดว่าคงไม่ใช่ เพราะเข้าใจว่าปัญญาชนคนหนุ่มสาวส่วนใหญ่ ในรั้วมหาวิทยาลัยในช่วงทศวรรษ 2500 นอกจากเสนอความคิดเชิงวิพากษ์ที่มีต่อปัญหาทางสังคมการเมืองและหรือทัศนะเชิงปรัชญาชีวิต ผ่านงานเขียนประเภทความเรียงร้อยแก้วแล้ว ยังมักจะถ่ายทอดทัศนะความเห็นอิสระของตนผ่านงานเขียนประเภทเรื่องสั้นและบทกวีอีกด้วย

งานเขียนเรื่องสั้นเรื่อง "แด่มนุษยชาติ" นี้ เคยตีพิมพ์มาก่อนในหนังสือมหาวิทยาลัย ฉบับ23 ตุลาคม 2507 ของจุฬาฯ สมัยที่อาจารย์นิธิ ยังเป็นนิสิตปริญญาโทสาขาประวัติศาสตร์ ที่คณะอักษรศาสตร์ แต่ที่ผมได้มีโอกาสสัมผัสนั้น พิมพ์รวมอยู่ในหนังสือรวมเรื่องสั้นของนักเขียนชาวจุฬาฯ ที่มีชื่อเพราะจับใจและแสนจะโรแมนติคว่า "พเยีย" จัดพิมพ์โดยสโมสรนิสิตจุฬาฯ ใน พ.ศ.2508 ผมมารู้เอาในเวลาต่อมาจากพจนานุกรมว่า คําว่า 'พเยีย' เป็นคําเขมร แปลว่า พวงดอกไม้ นอกจากเรื่องสั้นของอาจารย์นิธิเรื่องนี้แล้ว ใน "พเยีย" ยังมีเรื่องสั้นของ สุธิรา ชูโต, จินตนา ปิ่นเฉลียว, ตุลยเทพ สุวรรณจินดา, มนุชญ์ วัฒนโกเมร, ปราโมทย์ นาครทรรพ, บัณฑิต ชุ่มนิกาย, อนุช อาภาภิรม, โกวิท สีตลายั น ฯลฯ รวมอยู่ด้วย ทั้งหมดเป็นนักเขียนเรื่องสั้นและนักกลอนระดับแนวหน้าของจุฬาฯ ในช่วงทศวรรษ 2500 มอาจารย์ ดร. กมล สมวิเชียร เป็นผู้เขียนคํานําและออกแบบปก

วรรคสั้นใน "พเยีย" เชิงแนะนําผู้เขียนก่อนเข้าสู่ "แด่มนุษยชาติ" กล่าวถึงอาจารย์ นิธิ ว่า "เป็นคนสายตาสั้น แต่สายตายาว และมองอะไรอย่างลึกซึ้ง" ซึ่งน่าจะเป็น "ความจริง" ที่คนที่รู้จักอาจารย์นิธิมาบ้าง ไม่อาจปฏิเสธได้ แต่น่าสนใจที่ว่า ในทศวรรษ 2500 อันเป็นยุคของ "สฤษดิ์" และ"เคนเนดี" นั้น ดูเหมือนว่ามีแต่คนที่เรียนรัฐศาสตร์ (จุฬาฯ) เท่านั้นที่สามารถมองอะไรที่ลึกซึ้งได้ เพราะประโยคต่อมาในวรรคแนะนําตัวบอกไว้ว่า "นิธิ เอียวศรีวงศ์ น่าจะเรียนรัฐศาสตร์มากกว่าเรียนอักษรฯ" !!

ประมาณ 20 ปี ภายหลังต่อมาเห็นจะได้ เมื่อมีโอกาสได้พูดคุยกับคุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี ครั้งที่เป็นบรรณาธิการนิตยสาร "บานไม่รู้โรย" ถึงงานเขียนที่ผ่านมาของอาจารย์นิธิ ผมได้เอ่ยถึงเรื่องสั้นเรื่องนี้ ทําให้คุณสุชาติเกิดสนใจขึ้นมา จึงได้ขออนุญาตอาจารย์นิธิ เพื่อนํามาตีพิมพ์ใหม่อีกครั้ง หากพิมพ์ครั้งแรกใน วารสารกองทุนศรีบูรพา, 5 (พฤษภาคม 2545), หน้า 104-108.

จําไม่ผิด ดูเหมือนว่า อาจารย์นิธิจะเห็นว่ามันเป็นเรื่องสั้นที่ "ไม่เข้าท่า" หรือไม่ก็ตกยุคสมัยไปแล้ว แต่ก็ตกลงยินยอม และเรื่องสั้นเรื่องนี้ ก็ได้ตีพิมพ์อีกครั้งใน "บานไม่รู้โรย" ฉบับใดฉบับหนึ่ง "แด่มนุษยชาติ" เป็นเรื่องราวที่ถ่ายทอดกระแสห้วงคิดคํานึงของ "สิบเอก ปอล พอคเค็น" ทหารหนุ่มอเมริกันที่บาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดที่เครื่องบินรบฝ่ายตนเองทิ้งลงมา และนอนรอความตายอยู่อย่างอ้างว้างเดียวดายในสมรภูมิรบใกล้เมืองแซงต์โลในฝรั่งเศส ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นความคิดคํานึงของ "มนุษย์ตัวเล็กๆ คนหนึ่ง" ที่ใกล้ตายและพยายามแสวงหาความหมายของชีวิต ความกลัว ความตาย ความรัก สงคราม รวมทั้งการเข่นฆ่าอย่างเหี้ยมโหดเคียดแค้นชิงชังระหว่างมนุษย์ด้วยกัน เพียงด้วยสาเหตุขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ที่ถูกหล่อหลอมครอบงําจากคําว่า "ชาติ"

เมื่อครั้งที่ผมได้อ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้ เป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2508 ผมเป็นเพียงเด็กหนุ่มวัยรุ่น เรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายใกล้ๆ จุ ฬาฯ อ่านหนังสือทั้งนวนิยาย เรื่องแปล และเรื่องสั้นมาพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่พิมพ์อยู่ในชาวกรุง แต่จําได้ว่าในตอนนั้น ผมไม่เคยรู้สึกประทับใจกับเรื่องสั้นไทยเรื่องใดมากเท่ากับเรื่องนี้มาก่อน และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมก็ได้ติดตามงานเขียนของอาจารย์นิธิเ กือบทุกชิ้นอย่างกระหายหิว ทั้งที่เป็นความเรียงเชิงวิพากษ์ บทความวิชาการ ตําราแบบเรียนหนังสือแปล และงานค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ โดยที่ไม่ปรากฏว่าอาจารย์นิธิเขียนเรื่องสั้นออกมาอีกเลย

มาถึงวินาทีนี้ "แด่มนุษยชาติ" อาจเป็นเรื่องสั้นที่ "ไม่เข้าท่า" ในสายตาของอาจารย์นิธิที่เป็นผู้เขียน และเมื่อพิจารณาคุณค่าเชิงวรรณศิลป์ นักวรรณกรรมวิจารณ์ นักวิชาการด้านวรรณกรรมสมัยใหม่ และนักอ่านงานวรรณกรรมไทยร่วมสมัย ก็อาจจะเห็นว่าไม่มีอะไรโดดเด่นน่าสนใจ และเมินเฉยต้องานชิ้นนี้. "แด่มนุษยชาติ" จึงยังคงความเป็นงานเขียนชิ้นหนึ่งของอาจารย์นิธิที่น้อยคนเคยได้อ่านหรือแม้แต่เคยได้ยินชื่อ แต่สําหรั บผมแล้ว "แด่มนุษยชาติ" ดูจะเป็นงานเขียนสั้นๆ ที่เผยตัวตน ความผูกพัน ความคิด ชีวทัศน์จริยธรรม ความใฝ่ฝันและ สรุปรวมความเป็น "นิธิ เอียวศรีวงศ์" ในหลายๆ ด้านได้เกือบครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็น "นิธิ เอียวศรีวงศ์" ในตอนนั้น เมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้ว หรือในตอนนี้ ในวัยเลยเกษียณที่ยังคงความแหลมคมทางความคิดและความมุ่งมั่นเพื่อสังคมที่ดีงาม

ความผูกพันอันแนบแน่นอบอุ่นลึกซึ้งระหว่างแม่กับลูก แม่ผู้คอยปกป้องลูกด้วยความอาทร ห่วงใย และพร้อมที่ จะให้อภัยแก่ลูกเสมอ ดูจะเป็น "สาร" สําคัญประการหนึ่งที่ "แด่มนุษยชาติ" พยายามสื่อให้เห็น โดยฉายผ่านความรู้สึกที่ปอล มีต่อแม่ เมื่อเขาหวลคิดถึงชีวิตซุกซนในวัยเด็ก ที่หนีแม่ออกจากบ้านหวังไปเผชิญโชคในโลกกว้าง "เราร้องไห้คิดถึงแม่ อยากให้แม่กอดเราไว้ให้แน่น แล้วตบหลังเราเบาๆ แต่ก็ไม่มีมือแม่ให้เราจูบ ไม่มีอกแม่ให้ซบ"

และอีกครั้งในสมรภูมิรบก่อนความตายมาเยือนไม่นานนัก เมื่อปอลต้องเผชิญกับระเบิดที่ถล่มมาจากเครื่องบินรบฝ่ายเดียวกัน "ถ้าเป็นไปได้ เขาอยากให้ตัวเขาแทรกลงไปกับพื้นดิน ให้มันโอบกอดตัวเขาให้มิด จนปลอดภัยจากอั นตรายใดๆ เหมือนกับที่แม่เคยกอดเขาในความมืดที่น่ากลัวเมื่อเป็นเด็ก"
และ"พื้นดินในความรู้สึกของปอลหรือทหารในสภาพเช่นเขา เป็นทั้งแม่ที่ให้ความพิทักษ์รักษาและเป็นทั้งคนรักที่ให้ความอบอุ่นจากทรวงอก"

ดูเหมือนว่า ความรู้สึกทั้งรักและเคารพที่ปอลมีต่อแม่ เป็นความรู้สึกเดียวกันกับที่อาจารย์นิธิมีต่อแม่ คนที่เคยอ่าน "พุทธศาสนา: สาระและพัฒนาการ" ที่อาจารย์นิธิพากเพียรแปลจากผลงานของ เอดเวิร์ด กอนเซ เรื่อง Buddhism: Its Essence and Development และตีพิมพ์เป็นธรรมบรรณาการในคราวฌาปนกิจศพมารดาใน พ.ศ. 2514 คงตระหนักดีถึงความผูกพันอันแนบแน่น อบอุ่น ลึกซึ้ง ระหว่างอาจารย์นิธิและแม่ ได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ดี อย่างที่ชื่อเรื่องบ่งบอกเป็นนัย "แด่มนุษยชาติ" สื่อ"สาร"ที่มากกว่าความผูกพันระดับบุคคลระหว่างแม่กับลูก. "สาร" ที่สําคัญกว่าใน "แด่มนุษยชาติ" คือ "ธรรมชาติ" ที่แท้ของมนุษย์ในทัศนะของอาจารย์นิธิ ในด้านหนึ่งมนุษย์เป็นเพียง "สัตว์ตัวเล็กที่ รักชีวิตและใฝ่สงบโดยธรรมชาติ" แต่ภายใต้ กรอบแนวคิดของ "ชาติ " ที่มีพลังอันน่าสะพึงกลัว มนุษย์ ก็กลับกลายเป็นเพียง"เครื่องจักรกลที่ทํางานได้ด้วยระเบียบและวินัย" อันนําไปสู่การเข่นฆ่าประหัตประหารกันอย่างโหดเหี้ยมไร้สาระ

ในท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองเช่นนี้ สงครามไม่เพียงทําลายชีวิตมนุษย์และทรัพย์สิน หากทว่าสงครามยังได้ "บั่นทอนความเป็นมนุษย์…ไปเสียสิ้น" มนุษย์ต้องถูกพรากซึ่งสิทธิทั้งหลายทั้งปวง แม้แต่ "สิทธิขั้นมูลฐานของมนุษย์…สิทธิแห่งความกลัว"ยิ่งไปกว่านั้น "สัญชาตญาณรักที่จะเกื้อกูลกัน" ของมนุษย์ก็พลอยถูกพรากไปด้วย

"ถ้าไม่ได้อยู่ในระหว่างสงคราม เขาจะกรากไปช่วยจอนนี ถ้าเขาอยากร้องไห้ เขาก็ร้องเสียให้สะใจ อนิจจา สงครามได้พรากเขามิ ให้ช่วยเหลือเพื่อนรัก แม้ในฐานแห่งมนุษย์ผู้มีสัญชาตญาณรักที่จะเกื้อกูลกัน สงครามได้กีดกันมิให้เขาได้ร้องไห้ ซึ่งเป็นอาการธรรมดาของมนุษย์ และเป็นเครื่องมืออันวิเศษสุดในการถ่ายทอดอารมณ์ แม้เป็นการร้องไห้ให้แก่ความทุกข์ยากของบุคคลผู้มีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งและยาวนานต่อกัน"

สําหรับอาจารย์นิธิ ดูเหมือนว่ามีอุดมคติหรือจริยธรรมบางอย่างที่สูงส่ง และมีพลังยิ่งใหญ่กว่าอุปาทานในเรื่องของ "ชาติ" และ "กิเลสตัณหา" ของมนุษย์ในฐานะที่เป็นปัจเจก"ท่ามกลางท้องฟ้าพื้นสีน้ำเงินเข้มนี้ มดวงดาวอยู่มากมาย ถัดจากดวงนี้ก็ถึงดวงนั้น และต่อๆ กันไปเรื่อยไม่มีที่สิ้นสุด ดารดาษอยู่ทั่วอาณาเขตของจักรวาล ไม่มีดาวดวงไหนใหญ่โตเมื่อเทียบกับจักรวาล มันเป็นแตฝุ่นละอองที่ล่องลอยอยู่อย่างไร้จุดหมาย และ…อย่างน่าเวทนา ความนึกคิดเช่นนี้ทําให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปอลเคยประสบ กลับกลายเป็นของเล็กกระจ้อยร่อยอย่างน่าสงสารไปเสียทั้งนั้น …แม้แต่การสงครามที่กําลังดําเนินอยู่นี้"

ดังนั้น แม้ว่ามนุษย์จะเป็นเพียง "สัตว์ที่บอบบาง ไม่ทนทาน และไม่ เหมาะที่จะมีชีวิตในโลกที่ดุร้ายรุนแรงนี้…" แต่ใช่ว่าจะไร้สิ้นหนทางออกไปสู่สิ่งที่ดีกว่าสูงส่งกว่า คําตอบของอาจารย์นิธิเมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้ว ใน "แด่มนุษยชาติ" ที่ว่า "…ตราบจนกว่ามนุษย์จะบังคับวิถีทางของโลกได้อย่างแท้จริงเท่านั้น" อาจจะฟังดูเลื่อนลอย ไม่หนักแน่น ปราศจากรายละเอียด แต่ก็เปี่ยมด้วยความหวัง

และเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งที่อาจารย์นิธิทําอยู่อย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ ไม่ว่าจะโดยผ่านงานเขียนทางวิชาการประวัติศาสตร์ งานเขียนเชิงวิพากษ์สังคม การเข้ามีส่วนร่วมอย่างแข็งขันจริงจังในความเคลื่อนไหวทางสังคมต่างๆ รวมทั้งการร่วมก่อตั้งและดําเนินกิจกรรม"มหาวิทยาลัยเที่ยงคื น" ก็คือ ความพยายามที่จะผลักดันเกื้อหนุนให้มนุษย์ ตัวเล็ๆ ที่บอบบางอ่อนแอ ด้อยสิทธิ ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน ชาวนา ชาวป่า ชาวน้ำ และชาวดอย สามารถ "บังคับวิถีทางของโลกได้อย่างแท้จริง"

หากจะมีบางอย่างที่อาจารย์นิธิในตอนนี้ อาจจะเปลี่ยนความคิดไปจากตอนที่เขียนเรื่อง"แด่มนุษยชาติ" ก็คงจะเป็นข้อความประโยคหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในเรื่องสั้นเรื่องนี้ถึง 2 ครั้ง 2 ครา ที่ว่า"แม้แต่พระเจ้าก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงอดีตได้"

ผมเองไม่ค่อยแน่ใจนักว่าประโยคนี้ใน "แด่มนุษยชาติ" จริงๆ แล้ว อาจารย์นิธิต้องการให้สื่อความหมายใด หรือคําว่า "อดีต" ในที่นี้ คืออะไร อย่างไรก็ดี คงไม่เป็นการเกินเลยที่จะกล่าวว่าผลงานทางประวัติศาสตร์ของอาจารย์นิธิ (และรวมทั้งของนักประวัติศาสตร์คนอื่นๆ อีกมาก) ได้เปลี่ยนแปลงและหรือกําลังเปลี่ยนแปลง "อดีต" ของสังคมไทย อย่างที่เราเคยเข้าใจหรือถูกทําให้เข้าใจมานานแสนนาน

เมษายน 2545


2. นวัตกรรมพระเครื่องไทย: ก่อนจะเป็นอุตสาหกรรมพระเครื่อง
บทความสั้นฉบับลําลองประกอบคําอภิปราย ในการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง "พระอัจฉริยคุณในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว"
จัดโดย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันพุธที่ 21 กันยายน 2548 ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

พระเครื่อง (หรือในรูปศัพท์ใหม่ที่ดูหรูหราน่าฟังและยอมรับได้ในทางราชการมากกว่า คือ วัตถุมงคลเนื่องในคติพุทธศาสนา) ในที่นี้ หมายถึงเครื่องรางที่ทําขึ้นตามคติพุทธศาสนา เป็นพระพุทธรูป หรือพระรูปของพุทธสาวกผู้เป็นพระอรหันต์ และรูปของพระภิกษุทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่หรือล่วงลับดับขันธ์ไปแล้ว ที่เป็นที่เคารพนับถือว่าเป็นเกจิอาจารย์ที่ทรงคุณวิเศษ

พระเครื่องโดยทั่วไปมีขนาดเล็กที่พกติดตัวได้ อาจสร้างเป็นพระพิมพ์ พระพิมพ์ดินเผา หรือทําด้วยโลหะและโลหะผสม เช่น ตะกั่ว ชิน และสําริด โดยหล่อด้วยกรรมวิธีแบบโบราณ นอกจากนี้ยังรวมถึงเหรียญพระเครื่องโลหะทําขึ้นตามกรรมวิธีสมัยใหม่ ที่เรียกกันว่า 'เหรียญปั๊ม' เป็นที่เชื่อกันว่าพระเครื่องเหล่านี้มีฤทธิ์อํานาจศักดิ์สิทธิ์ที่อาจช่วยคุ้มครองป้องกันเจ้าของหรือผู้ที่บูชาอัญเชิญติดตัวพ้นจากอันตราย ทั้งที่เป็นภัยจากอํานาจลึกลับเหนือธรรมชาติ ภัยธรรมชาติ ภัยจากสัตว์และจากมนุษย์ด้วยกันเอง ทําให้ผู้ที่บูชาติดตัวเป็นที่รักของคนทั่วไป และเสริมส่งบารมีให้เจริญก้าวหน้ามั่นคง