Free Documentation
License
Copyleft : 2006,
2007, 2008
Everyone is permitted to copy and distribute verbatim
copies of this license
document, but changing it is not allowed.
หากนักศึกษา
และสมาชิกประสงค์ติดต่อ
หรือส่งบทความเผยแพร่บนเว็บไซต์
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
กรุณาส่ง email ตามที่อยู่ข้างล่างนี้
midnight2545@yahoo.com
midnightuniv@yahoo.com
midarticle@yahoo.com



The Midnight
University

นวนิยายพิฆาตอาณานิคม
เมื่อตะวันตกร้องหาเครื่องเทศ
มูลตาตูลีเพรียกหาความยุติธรรม
ปรามูเดีย
อนันตา ตูร : เขียน
ภัควดี วีระภาสพงษ์
: แปล
นักแปลและนักวิชาการอิสระ
หมายเหตุ
: บทความแปลชิ้นนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเป็นมาของการล่าอาณานิคม
เพื่อแสวงหาหมู่เกาะเครื่องเทศ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต
้และการปลดปล่อยอาณานิคมอินโดนีเซีย
อันเป็นการจุดประกายให้กับการปลดปล่อยอาณานิคมไปทั่วโลก
midnightuniv@yahoo.com
(บทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา)
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 984
เผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่
๒๔ กรกฎาคม ๒๕๔๙
(บทความทั้งหมดยาวประมาณ
9 หน้ากระดาษ A4)

นวนิยายพิฆาตอาณานิคม
เมื่อตะวันตกร้องหาเครื่องเทศ มูลตาตูลีเพรียกหาความยุติธรรม
ปรามูเดีย อนันตา ตูร์ : เขียน
ภัควดี วีระภาสพงษ์ : แปล
จากฉบับแปลภาษาอังกฤษของ
จอห์น เอช แมคกลิน (John H. Mcglynn) นิวยอร์กไทมส์ ๑๘ เมษายน ๑๙๙๙
หมายเหตุผู้แปล: บทความนี้เป็นงานเขียนชิ้นท้าย ๆ ในชีวิตการเป็นนักเขียนของปรามูเดีย
อนันตา ตูร์ ในปีสุดท้ายของสหัสวรรษที่แล้ว นิตยสารนิวยอร์กไทมส์ได้จัดทำบทความชุด
The Best of the Millennium โดยเชิญนักคิดนักเขียนและบุคคลหลากหลายอาชีพทั่วโลก
มาเขียนบทความเกี่ยวกับสิ่งที่มีอิทธิพลที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในรอบพันปีที่ผ่านมา
บทความทั้งหมดแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นใหญ่ ประกอบด้วย Best Idea, Best Story และ
Best Invention บทความของปรามูเดียจัดอยู่ในชุด Best Story นักคิดนักเขียนคนอื่น
ๆ ที่ได้รับเชิญมา มีอาทิเช่น Umberto Eco, A.S. Byatt, Wole Soyinka, Jared
Diamond, Joyce Carol Oates, Alberto Manguel ฯลฯ เป็นต้น
เมื่อราว 50 กว่าปีก่อน
ในงานเลี้ยงรับรองทางการทูตที่นครลอนดอน
ชายคนหนึ่งดูสะดุดตาเป็นพิเศษ เขาร่างเตี้ยเล็กเมื่อเปรียบกับมาตรฐานของชาวยุโรป
ทั้งยังผอมบาง สวมหมวกสีดำแบบชาวมุสลิมบนศีรษะผมสีดอกเลา ริมฝีปากพ่นควันบุหรี่กลิ่นหอมประหลาดฉุย
ๆ จนกำจายไปทั่วห้องโถงรับรอง
ชายคนนี้คือ อากุส ซาลิม เอกอัครราชทูตของสาธารณรัฐอินโดนีเซียคนแรกที่ส่งไปประจำประเทศอังกฤษ เขามีฉายาเรียกขานกันในประเทศว่า ท่านผู้เฒ่า ซาลิมเป็นชาวอินโดนีเซียรุ่นแรกที่ได้รับการศึกษาแบบตะวันตก ในแง่นี้ เขาจัดเป็นชาวอินโดนีเซียกลุ่มน้อยที่หาได้ยากยิ่ง เพราะในช่วงปลายยุคที่ดัทช์ครองอินโดนีเซียในปี ค.ศ. 1943 นั้น มีประชากรของประเทศแค่ 3.5% ที่อ่านเขียนหนังสือออก
ไม่น่าแปลกที่รูปกายภายนอกและบุคลิกกิริยาของซาลิม --ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงกลิ่นหอมประหลาดจากมวนบุหรี่ของเขา-- ทำให้ซาลิมตกเป็นเป้าความสนใจทันที สุภาพบุรุษผู้หนึ่งเอ่ยถามคำถามที่ติดค้างอยู่บนริมฝีปากของทุกคนในที่นั้น: "ท่านสูบอะไรอยู่หรือ?"
"นี่น่ะหรือครับ?" เล่ากันว่าอากุส ซาลิมตอบดังนี้ "นี่ก็คือเหตุจูงใจที่ทำให้ตะวันตกพิชิตโลกนั่นเอง!" อันที่จริง เขากำลังสูบบุหรี่เกรเตะก์ หรือบุหรี่อินโดนีเซียที่ผสมกานพลู กานพลูนี่แหละคือหนึ่งในเครื่องเทศที่เสาะแสวงหากันมากที่สุดในโลกมานานหลายศตวรรษ
เรื่องที่ผมเล่าถึงชาวอินโดนีเซียคนหนึ่งในราชสำนักพระเจ้าเจมส์ เป็นเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสหัสวรรษนี้หรือ? ไม่ใช่แน่นอน แม้ว่าผมอดยิ้มหัวไม่ได้กับความกล้าดีที่เพื่อนร่วมชาติแสดงออก ผมยกเรื่องนี้ขึ้นมาเล่า ก็เพราะมันสะท้อนถึงเรื่องสองประการที่ผมอยากเสนอว่าเป็น "กระบวนการ" ที่สำคัญที่สุดของสหัสวรรษนี้
กระบวนการแรกคือ การแสวงหาเครื่องเทศของชาติตะวันตก ซึ่งชักนำนานาชาติและนานาวัฒนธรรมที่ผิดแปลกแตกต่างให้มาปะทะสังสรรค์กันและกันเป็นครั้งแรก
ส่วนกระบวนการที่สองคือ การขยายตัวของโอกาสทางการศึกษา ซึ่งนำสิทธิที่เคยถูกบีบบังคับให้สูญเสียไปภายใต้อาณานิคมตะวันตก กลับมาคืนให้แก่ประชาชาติของโลกที่ต้องตกอยู่ใต้อาณานิคม นั่นคือ สิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง
กระบวนการที่สองนี้มีอุทาหรณ์เป็นงานวรรณกรรมที่บัดนี้แทบไม่มีใครรู้จักแล้ว นั่นคือ นวนิยายเรื่อง "Max Havelaar, or the Coffee Auctions of the Dutch Trading Company" ซึ่งประพันธ์โดยชาวดัทช์ชื่อ เอดูอาร์ด ดูเวอส์ เดกแกร์ (Eduard Douwes Dekker) ตีพิมพ์ออกมาในปี ค.ศ. 1859 ภายใต้นามปากกาว่า มูลตาตูลี (Multatuli เป็นภาษาละตินแปลว่า "ฉันทนทุกข์มาอย่างใหญ่หลวง") หนังสือเล่มนี้เล่าถึงประสบการณ์ต่าง ๆ ของชายชื่อ แม็กซ์ ฮาเฟอลาร์ เจ้าหน้าที่อาณานิคมชาวดัทช์ในเกาะชวาผู้เปี่ยมด้วยอุดมคติ ในนวนิยายเรื่องนี้ ฮาเฟอลาร์ได้รู้เห็น -และต่อมาก็ขบถต่อระบบเกณฑ์แรงงานเกษตรกรรม และส่วยพืชผลที่รัฐบาลดัทช์รีดนาทาเร้นจากชาวนาอินโดนีเซีย
ดี เอช ลอเรนซ์ เขียนไว้ในคำนำฉบับแปลภาษาอังกฤษของนวนิยายเรื่องนี้ในปี ค.ศ. 1927 โดยกล่าวว่า นี่เป็นงานเขียนที่ "ชวนโมโห" ที่สุดชิ้นหนึ่ง "เมื่อดูจากเปลือกนอก 'Max Havelaar' เป็นเหมือนใบปลิวหรือจุลสารที่คล้ายคลึงกันมากกับ 'กระท่อมน้อยของลุงทอม'" ลอเรนซ์เขียนไว้ดังนี้ "แทนที่จะ 'สงสารทาสนิโกรผู้อาภัพ' เราก็ 'สงสารชาวชวาอาภัพผู้ถูกกดขี่' แทน พร้อมกับเสียงเรียกร้องคล้าย ๆ กันให้มีการออกกฎหมายโดยเร่งด่วน ให้รัฐบาลทำอะไรสักอย่าง พอรัฐบาล [อเมริกัน] ทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับทาสนิโกรแล้ว นิยายเรื่อง 'กระท่อมน้อยของลุงทอม' ก็ตกยุคไปทันที รัฐบาลเนเธอร์แลนด์เองก็ทำอะไรสักอย่างเพื่อคนจนในชวา สืบเนื่องจากอิทธิพลของหนังสือที่มูลตาตูลีเขียนขึ้นมา ดังนั้น 'Max Havelaar' จึงล้าสมัยไปแล้ว"
ก่อนจะเล่าต่อไปถึงเรื่อง "Max Havelaar" และผู้ประพันธ์นิยายเล่มนี้ ผมอยากเล่าย้อนไปอีกหน่อย ย้อนไปถึงยุคเริ่มต้นของสหัสวรรษปัจจุบันนี้ ผมอยากเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังถึงเรื่องของการแสวงหาเครื่องเทศ คำที่เป็นกุญแจสำคัญที่พึงระลึกถึงไว้ก็คือ "ศาสนา"
เป็นเวลาหลายร้อยปี เครื่องเทศ เช่น กานพลู จันทน์เทศและพริกไทย คือมูลเหตุเบื้องต้นของความขัดแย้งทางศาสนา เครื่องเทศเป็นสิ่งที่มีมูลค่าอย่างมิอาจประมาณได้ ทั้งในฐานะเครื่องถนอมอาหาร (ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งในยุคที่ยังไม่มีตู้เย็น) ในฐานะยา และในยุคที่ความหลากหลายของอาหารมีจำกัดจำเขี่ย เครื่องเทศยิ่งมีค่าในฐานะของตัวชูรสชาติ
ในปีที่ 711 หลังคริสตกาล กองทัพของชาวแขกมัวร์ยึดครองเมืองคอร์โดบาทางตอนใต้ของประเทศสเปนไว้ได้ ล่วงมาถึง ค.ศ. 756 อับดาร์ เราะห์มาน ผู้ปกครองชาวมุสลิมประกาศว่า เขาบรรลุเป้าหมายในการเผยแผ่วัฒนธรรมของอิสลามและการค้าไปทั่วทั้งสเปน สเปนกลายเป็นศูนย์กลางของโลกในด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์และปกปักรักษาความรู้ของกรีกกับโรมัน ซึ่งเป็นของต้องห้ามของศาสนจักรโรมันคาทอลิก
การควบคุมดินแดนทางออกสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไว้ได้ทั้งสองฟาก ทำให้ชาวมัวร์สามารถควบคุมการค้ากับตะวันออก อันเป็นแหล่งเครื่องเทศและสินค้าสำคัญอื่น ๆ เรือของชาวคริสต์ไม่ได้รับอนุญาตให้แล่นผ่าน นานถึงหลายศตวรรษที่การพัฒนาของประเทศชาวคริสต์ในยุโรปถึงกับหยุดชะงักนิ่งสนิท ทรัพยากรมนุษย์และเศรษฐกิจทั้งหมดที่ระดมมาได้ ถูกทุ่มเทไปกับการทำสงครามครูเสด สงครามศักดิ์สิทธิ์นี้ไม่ได้กระทำเพียงเพื่อชิงนครเยรูซาเล็มคืนมา แต่ต้องการขับไล่ชาวมัวร์ให้พ้นจากสเปนด้วย เพื่อเข้าไปควบคุมการค้าเครื่องเทศ
ในที่สุด กองกำลังฝ่ายคาทอลิกของยุโรปก็ประสบชัยใน ค.ศ. 1236 ศาสนาอิสลามถูกขับพ้นยุโรป ต้องยกให้เป็นความดีของฝ่ายชนะที่ไม่ทำลายล้างสัญลักษณ์อันเป็นมรดกที่ชาวมัวร์ทิ้งไว้ กระนั้นก็ตาม ความอาฆาตที่มีต่ออิสลามยังคุโชน รวมทั้งความกระเหี้ยนกระหือรือที่จะขับไล่กองกำลังมุสลิมออกไปจากทุกประเทศที่ชาวคริสต์ไปถึง สถานที่แรกที่ชาวคริสต์ตีแตกคือเมืองซูตาในโมร็อกโก ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งเหนือของทวีปแอฟริกา ชายฝั่งด้านนี้กับช่องแคบยิบรอลตาร์ คือประตูทางออกสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมาตลอด เมื่อเป็นเช่นนี้ ชาวยุโรปจึงปักหลักสร้างที่มั่นสำคัญเพื่อแย่งชิงอำนาจควบคุมการค้าเครื่องเทศ ปัญหาอย่างเดียวก็คือ ชาวยุโรปแทบไม่รู้เลยว่า เครื่องเทศมาจากไหนกันแน่
สเปนกับโปรตุเกส สองชาติมหาอำนาจด้านการเดินเรือของยุโรปในสมัยนั้น ออกรอนแรมเพื่อค้นหาคำตอบ เพื่อรักษาระเบียบในหมู่ประเทศคาทอลิก จึงมีการขีดเส้นแบ่ง (พระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่หกทรงประกาศอย่างเป็นทางการในเวลาต่อมาเมื่อปี ค.ศ. 1493) ให้สเปนมีสิทธิพิชิตดินแดนที่ไม่ใช่ชาวคริสต์ทั้งหมดที่อยู่ทางทิศตะวันตกของหมู่เกาะเคปเวิร์ด ส่วนโปรตุเกสมีสิทธิ์ยึดครองประเทศนอกศาสนาทั้งหมดที่อยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่เกาะดังกล่าว ไปจนถึงเส้นแวงที่ 125 (ซึ่งอยู่ใกล้กับประเทศฟิลิปปินส์) ด้วยเหตุผลนี้เองที่โคลัมบัส นายเรือของกองนาวาสัญชาติสเปน จึงแล่นเรือไปทางตะวันตกและค้นพบทวีปแห่งหนึ่ง แทนที่จะพบต้นกำเนิดเครื่องเทศ ข้างฝ่ายโปรตุเกสก็ส่งกองเรือไปทางทิศตะวันออกสู่ทวีปแอฟริกา พวกเขากลับมาพร้อมกับทองคำ, ไข่นกกระจอกเทศและทาสเต็มลำเรือ แต่ไม่มีเครื่องเทศเช่นกัน
ต้นปี ค.ศ. 1498 วาสโก ดา กามา แล่นเรือไปถึงเกาะมาดากัสการ์ ที่ตั้งอยู่นอกชายฝั่งแอฟริกาตะวันออก จากเกาะนั้น เขาพบคนนำทางพาเขาแล่นข้ามมหาสมุทรอินเดียไปถึงท่าเรือแคลิกัตทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย เมื่อเดินทางมาถึงในวันที่ 20 พฤษภาคม ดา กามาก็ "ค้นพบ" อินเดีย เคราะห์ไม่ดีนักสำหรับกลาสีผู้เหนื่อยอ่อน เพราะเขาพบว่าเครื่องเทศที่ตนเสาะแสวงหานั้น มีแต่อบเชยเท่านั้นที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ หากจะไปให้ถึงแหล่งเครื่องเทศขนานแท้ เขาต้องแล่นเรือไปอีกหลายพันไมล์ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงดินแดนที่บัดนี้รู้จักกันในนามประเทศอินโดนีเซีย แล้วแล่นต่อไปอีกหน่อยจึงจะถึงหมู่เกาะโมลุกกะ (ช่างบังเอิญที่หมู่เกาะนี้ตั้งอยู่อีกฟากซีกโลกของประเทศสเปนพอดี)
ตลอดศตวรรษต่อมา ชาวโปรตุเกสบุกเบิกเส้นทางตะวันออกเฉียงใต้ รุกไล่ไปตามเส้นทางการค้าที่เคยเป็นของชาวมุสลิม และชักจูงวิญญาณของผู้คนให้เข้ารีตไปตลอดทาง กว่าที่กองเรือของดา กามาจะแล่นไปจนถึงหมู่เกาะโมลุกกะเมื่อช่วงกลางศตวรรษที่ 16 ทั้งแอฟริกา, อนุทวีปอินเดียและมะลายา ต่างถูกปราบจนศิโรราบในนามของการค้าและพระเยซูคริสต์
นักเดินทางคนอื่น ๆ เคยมาเยือนดินแดนแห่งนี้มาก่อน-รวมทั้งมาร์โก โปโล แต่ชาวโปรตุเกสเป็นชาวต่างชาติพวกแรกที่เข้ามาพำนักอย่างถาวร อาศัยปืนคาบศิลา โปรตุเกสจึงสามารถแผ่อิทธิพลไปทั่วหมู่เกาะได้อย่างรวดเร็ว ชั่วเวลาไม่ช้าไม่นาน โปรตุเกสก็ควบคุมเส้นทางเครื่องเทศจากจุดตั้งต้นจนถึงปลายทางไว้ได้
แต่มีปัญหาประการหนึ่ง โปรตุเกสขาดกำลังประชากรที่จำเป็นในการสนับสนุนกองกำลังนาวีที่จะควบคุมโลกนอกศาสนจักรคาทอลิกครึ่งหนึ่งเอาไว้ ด้วยเหตุนี้เอง โปรตุเกสจึงจำต้องจ้างกลาสีมาจากเยอรมนี, ฝรั่งเศส และโดยเฉพาะเนเธอร์แลนด์ จุดอ่อนนี้เองที่ลิขิตความล่มสลายของการผูกขาดการค้าเครื่องเทศของโปรตุเกสลงในที่สุด
กลาสีชาวดัทช์คนหนึ่งในกองนาวีโปรตุเกส ยัน เฮาเคิน ฟาน ลินสโคทเติน (Jan Huygen van Linschoten) จดบันทึกอย่างละเอียดลออตลอดการรอนแรมหกปีไปทั่วทั้งหมู่เกาะ เขาให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อจุดอ่อนต่าง ๆ ของนายจ้าง ไม่แปลกหรอกที่โปรตุเกสทำทุกวิถีทางที่จะปิดบังซ่อนเร้นจุดเปราะของตน แต่ทุกอย่างก็ถูกเปิดโปงจนได้ในปี ค.ศ. 1596 เมื่อฟาน ลินสโคทเติน กลับภูมิลำเนาและตีพิมพ์หนังสือชื่อ "A Journey, or Sailing to Portugal India or East India" หนังสือเล่มนี้-ซึ่งเปรียบเสมือนหนังสือนำเที่ยวดินแดนแห่งนี้-ได้รับการแปลเป็นภาษาฝรั่งเศส, อังกฤษ, เยอรมันและละตินทันที
สองปีหลังจากผลงานของฟาน ลินสโคทเตินเผยแพร่ออกไป เนเธอร์แลนด์ โดยการรวมตัวของบริษัทธุรกิจสัญชาติดัทช์ ก็ส่งกองเรือของตนไปอินโดนีเซีย ความพยายามครั้งแรกของกองเรือดัทช์ล้มเหลว แต่กองเรือดัทช์ขบวนแล้วขบวนเล่าทยอยเดินทางมาถึงหมู่เกาะ ขับไล่ชาวโปรตุเกสออกไป และนำความมั่งคั่งเหลือจะกล่าวกลับไปเนเธอร์แลนด์ เนื่องจากขาดแคลนไม่เพียงแค่กำลังพล แต่ยังไร้ความสามารถทางการทูตที่จะปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง แม้แต่จะลุกขึ้นต่อสู้ ชาวโปรตุเกสยังทำไม่ได้
ความสำเร็จของชาวดัทช์ส่วนหนึ่งต้องยกให้กับการผูกสัมพันธ์กับเจ้าศักดินาที่มีอิทธิพลอำนาจบนเกาะชวา รวมไปจนถึงความเป็นมืออาชีพ อย่างน้อยที่สุด ในตอนเริ่มแรก ชาวดัทช์ตั้งใจมาค้าขาย ไม่ได้มาล่าอาณานิคม และด้วยเจตนาดังกล่าว เนเธอร์แลนด์จึงสร้างศูนย์กลางการค้าทางเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลกยุคนั้นขึ้น ที่ฐานที่มั่นของตนในเมืองปัตตะเวีย (ปัจจุบันคือจาการ์ตา)
อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป กองเรือการค้าดัทช์จำเป็นต้องมีกำลังทหารมาคุ้มครองการผูกขาด เพื่อรักษาราคาตลาดระหว่างประเทศให้สูงเอาไว้ ชาวดัทช์ต้องจำกัดปริมาณการผลิตเครื่องเทศด้วย ด้วยเหตุนี้ ประชากรเกือบทั้งหมดในหมู่เกาะบันดา ซึ่งเป็นแหล่งปลูกต้นจันทน์เทศ จึงถูกสังหารหมู่ทิ้งในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 จากนั้น ชาวยุโรปที่เป็นลูกจ้างของบริษัทจึงเข้ามาอยู่อาศัยแทน ส่วนคนงานในไร่นานั้น ชาวดัทช์นำทาสและเชลยสงครามเข้ามาทำงาน
เช่นกัน ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะควบคุมการผลิตเครื่องเทศ ประชาชนในหมู่เกาะโมลุกกะจึงถูกบังคับเกณฑ์แรงงาน ถูกต้อนลงขบวนเรือรบพื้นบ้านของชาวโมลุกกะ และถูกส่งออกไปทำลายไร่จันทน์เทศและกานพลูของคู่แข่ง
เกาะบูรู ซึ่งผมเป็นนักโทษการเมืองอยู่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1969-1979 ถูกเปลี่ยนจากเกาะที่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมให้กลายเป็นทุ่งรกร้างขนาดใหญ่
ตอนนี้เราเร่งเวลากลับมายังกลางศตวรรษที่ 19 สืบเนื่องจากสงครามนโปเลียนและสงครามชวา เนเธอร์แลนด์ และหมู่เกาะอินดีสตะวันออกก้าวเข้าสู่วงจรเศรษฐกิจขาลง น้ำตาล, กาแฟ, ชาและคราม กลายเป็นพืชเศรษฐกิจของหมู่เกาะแทนที่เครื่องเทศ แต่เพราะปริมาณการผลิตในประเทศเพิ่มขึ้น ขณะที่กำลังซื้อในต่างประเทศมีจำกัด กลุ่มบริษัทธุรกิจของดัทช์จึงทำกำไรน้อยลงทุกที ๆ เพื่อฟื้นคืนผลกำไร ข้าหลวงใหญ่ ย. ฟาน เดน บอช (J. van den Bosch) จึงตัดสินใจว่า รัฐบาลต้องรับประกันสิทธิในทรัพย์สินระยะยาวของนักลงทุน และควรมีการส่งออกพืชผลในปริมาณคงที่ทุกปี
เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ ฟาน เดน บอช จึงประกาศใช้ระบบเกณฑ์แรงงานเกษตร หรือที่เรียกกันว่า Cultuurstelsel ชาวนาต้องส่งส่วยผลผลิตจำนวนหนึ่งจากที่ดินของตนให้แก่รัฐบาลอาณานิคม ด้วยแผนการนี้ รัฐบาลสามารถพลิกเศรษฐกิจที่กำลังตกต่ำของเนเธอร์แลนด์ให้ดีดตัวขึ้นมาได้ในเวลาแค่สามปี แต่เกาะชวากลับกลายเป็นโรงงานนรกทางการเกษตร
นอกจากต้องยอมสละที่ดินเพื่อทำการผลิตตามที่รัฐบาลกำหนด จ่ายภาษีสูงลิบให้ชาวดัทช์และเสีย "ส่วยสาอากร" ให้เจ้าผู้ปกครองท้องถิ่นแล้ว กฎหมายยังห้ามชาวนาไม่ให้เคลื่อนย้ายไปจากภูมิลำเนา เมื่อเกิดทุพภิกขภัยหรือไร่นาล่มเสียหาย ชาวนาก็ไม่มีทางหนีไปไหนได้เลย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ มีชาวนาหลายหมื่นคนล้มตายเพราะความอดอยาก ในขณะที่ข้าราชการชาวดัทช์และเจ้าที่ดินศักดินามั่งคั่งร่ำรวยขึ้นทุกวัน
วันที่ 13 ตุลาคม ค.ศ. 1859 ในกรุงบรัสเซลส์ เอดูอาร์ด ดูเวอส์ เดกแกร์ อดีตเจ้าหน้าที่รัฐบาลหมู่เกาะอินดีสเนเธอร์แลนด์ เขียนนวนิยายเรื่อง "Max Havelaar" เสร็จบริบูรณ์ ความห่วงใยต่อผลกระทบที่นโยบายอาณานิคมมีต่อประชาชนอินโดนีเซีย เป็นสิ่งที่เห็นได้เด่นชัดตลอดอาชีพการงานของเดกแกร์ แรกเริ่มเดิมทีนั้นเขาร่ำเรียนมาเพื่อเป็นนักเทศน์ เมื่อเข้ารับตำแหน่งในเกาะสุมาตราเหนือ เขาปกป้องหัวหน้าหมู่บ้านคนหนึ่งที่ถูกกระทำทารุณ และโดยไม่ทันรู้ตัว ก็พบตัวเองยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับผู้บังคับบัญชาในห้องพิจารณาคดี
จากเหตุการณ์ครั้งนี้ เขาจึงถูกย้ายไปสุมาตราตะวันตก คราวนี้เขาประท้วงความพยายามของรัฐบาลที่จะปลุกปั่นความขัดแย้งระหว่างชนกลุ่มน้อย จากนั้นไม่ทันไรเขาก็ถูกเรียกกลับปัตตะเวีย ความสามารถในการเขียนหนังสือเท่านั้นที่ช่วยเขาไว้ไม่ให้ถูกไล่ออก หลังจากล้มลุกคลุกคลานอีกสองสามครั้ง เดกแกร์ก็มาลงเอยที่เกาะชวาตะวันตก ที่นี่เอง เดกแกร์ในวัย 29 ปี การรู้เห็นความจริงก็มาถึงจุดสูงสุด จนทำให้เขาลาออกจากตำแหน่ง จากนิยายที่เป็นเสมือนอัตชีวประวัติ เราพอจะคาดเดาได้ว่า เขาคงเขียนจดหมายลาออกถึงข้าหลวงใหญ่ทำนองนี้:
"มาตรการที่ใต้เท้าอนุมัติ มันคือระบบของการใช้อำนาจในทางที่ผิด ระบบของการปล้นและการฆ่า ชาวชวาผู้ต่ำต้อยได้แต่คร่ำครวญอยู่ภายใต้ระบบ และนี่คือสิ่งที่ผมขอแสดงความไม่พอใจ ใต้เท้าขอรับ เหรียญเงินที่ท่านสะสมจากเงินเดือนที่ได้รับจากระบบนี้ มีแต่เลือดเปื้อนเต็มไปหมด!" เขากลับไปยุโรป-แต่ไม่ใช่กลับไปเนเธอร์แลนด์ ทว่าไปพำนักอยู่ในเบลเยียม ที่ซึ่งเขาถ่ายทอดประสบการณ์ออกมาเป็น "Max Havelaar"
ลีลาการเขียนของเดกแกร์ห่างไกลจากความสละสลวย ในการบรรยายถึงระบบ Cultuurstelsel เขาเขียนว่า: "รัฐบาลบังคับคนงานให้เพาะปลูกอะไรก็ตามที่รัฐบาลพอใจ รัฐบาลลงโทษคนงานถ้าเขาขายพืชผลที่ผลิตได้ให้คนอื่นนอกเหนือจากรัฐบาล และรัฐบาลกำหนดราคาตายตัวที่จะจ่ายให้คนงาน การขนส่งไปยุโรป ซึ่งต้องผ่านบริษัทการค้าที่ได้สัมปทาน มีต้นทุนสูง เงินที่จ่ายเพื่อเอาใจหัวหน้าหมู่บ้านยิ่งทำให้ราคาสูงขึ้นไปอีก และ...เนื่องจากธุรกิจต้องมีกำไรให้ได้ กำไรนี้จึงหามาได้ทางเดียวด้วยการจ่ายค่าจ้างให้ชาวชวาแค่พอไม่อดตาย ความอดอยากน่ะหรือ? ในเกาะชวาที่มั่งคั่ง, อุดมสมบูรณ์ราวกับสวรรค์บนดิน? ใช่แล้ว ท่านผู้อ่าน แค่ไม่กี่ปีก่อน มีหลายแห่งที่อดตายกันทั้งหมู่บ้าน แม่เร่ขายลูกเพื่อแลกกับอาหาร แม่กินเนื้อลูกตัวเอง"
นวนิยายเรื่อง "Max Havelaar" ที่เผยแพร่ออกมาในปี ค.ศ. 1859 เปรียบประดุจแผ่นดินไหว เช่นเดียวกับ "กระท่อมน้อยของลุงทอม" ที่เป็นหัวกระสุนให้ขบวนการเลิกทาสในอเมริกา "Max Havelaar" ก็กลายเป็นอาวุธไว้ตบหน้าชาวดัทช์ในอินโดนีเซีย และเป็นอาวุธของขบวนการเสรีนิยมที่กำลังขยายตัวในประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งต่อสู้เพื่อให้เกิดการปฏิรูปในอินโดนีเซีย โดยอาศัย "Max Havelaar" ขบวนการเสรีนิยมจึงมีอาวุธที่สามารถสร้างความอับอายแก่รัฐบาลดัทช์ จนนำไปสู่การสร้างนโยบายใหม่ที่รู้จักกันในชื่อของ นโยบายจริยธรรม เป้าหมายหลักคือส่งเสริมการชลประทาน การอพยพย้ายถิ่นฐานระหว่างเกาะต่าง ๆ รวมทั้งส่งเสริมการศึกษาในหมู่เกาะอินดีสเนเธอร์แลนด์
ในตอนแรก ผลกระทบของการปฏิรูปมีไม่มากนัก แต่ล่วงมาถึงต้นศตวรรษที่ 20 ชาวอินโดนีเซียจำนวนหนึ่ง ส่วนใหญ่เป็นลูกหลานของผู้ปกครองท้องถิ่น เริ่มรู้สึกถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น คนหนึ่งในจำนวนนั้นคือ อากุส ซาลิม ชายผู้สูบบุหรี่กานพลู การอ่านนวนิยายเรื่อง "Max Havelaar" ในโรงเรียนช่วยปลุกเขาตื่นขึ้น ซาลิม พร้อมกับชาวอินโดนีเซียคนอื่น ๆ ที่ได้รับการศึกษาแบบดัทช์ ร่วมกันสร้างขบวนการเพื่อการปลดปล่อยและเสรีภาพ จนในที่สุดนำไปสู่การปฏิวัติเต็มรูปแบบในช่วงทศวรรษ 1940
การปฏิวัติอินโดนีเซียไม่เพียงให้กำเนิดประเทศใหม่ขึ้นมาประเทศหนึ่ง มันยังจุดประกายให้เกิดเสียงเพรียกหาการปฏิวัติในแอฟริกา และสะท้อนไปปลุกสำนึกของประชาชนใต้อาณานิคมชาติอื่น ๆ ในโลกต่อเป็นทอด ๆ ส่งสัญญาณถึงจุดจบของการปกครองระบอบอาณานิคมของยุโรป บางที ถ้ามองในแง่หนึ่ง มันคงเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ เพราะถึงที่สุดแล้ว โลกต้องตกเป็นอาณานิคมของยุโรปก็เพราะ หมู่เกาะเครื่องเทศของอินโดนีเซียเป็นสาเหตุมิใช่หรือ? เราอาจกล่าวได้ว่า การริเริ่มกระบวนการปลดแอกอาณานิคม คือชะตากรรมของอินโดนีเซีย
แด่มูลตาตูลี-เอดูอาร์ด ดูเวอส์ เดกแกร์ เจ้าของผลงานที่จุดประกายกระบวนการนี้ โลกติดหนี้บุญคุณเขาอย่างใหญ่หลวง
ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I
สารบัญเนื้อหา 3 I สารบัญเนื้อหา
4
I สารบัญเนื้อหา
5
ประวัติ
ม.เที่ยงคืน
สารานุกรมลัทธิหลังสมัยใหม่และความรู้เกี่ยวเนื่อง
e-mail : midnightuniv@yahoo.com
หากประสบปัญหาการส่ง
e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com
ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ทั้งหมด
กว่า 980 เรื่อง หนากว่า 16000 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา 150 บาท(รวมค่าส่ง)
(เริ่มปรับราคาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2548)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ
midnight2545@yahoo.com
สมเกียรติ
ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็บไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ
ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com



![]()
![]()

ข้อความบางส่วนจากบทความ
ดี เอช ลอเรนซ์ เขียนไว้ในคำนำฉบับแปลภาษาอังกฤษของนวนิยายเรื่องนี้ในปี ค.ศ.
1927 โดยกล่าวว่า นี่เป็นงานเขียนที่ "ชวนโมโห" ที่สุดชิ้นหนึ่ง "เมื่อดูจากเปลือกนอก
'Max Havelaar' เป็นเหมือนใบปลิวหรือจุลสารที่คล้ายคลึงกันมากกับ 'กระท่อมน้อยของลุงทอม'"
ลอเรนซ์เขียนไว้ดังนี้ "แทนที่จะ 'สงสารทาสนิโกรผู้อาภัพ' เราก็ 'สงสารชาวชวาอาภัพผู้ถูกกดขี่'
แทน พร้อมกับเสียงเรียกร้องคล้าย ๆ กันให้มีการออกกฎหมายโดยเร่งด่วน ให้รัฐบาลทำอะไรสักอย่าง
พอรัฐบาล [อเมริกัน] ทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับทาสนิโกรแล้ว นิยายเรื่อง 'กระท่อมน้อยของลุงทอม'
ก็ตกยุคไปทันที รัฐบาลเนเธอร์แลนด์เองก็ทำอะไรสักอย่างเพื่อคนจนในชวา สืบเนื่องจากอิทธิพลของหนังสือที่มูลตาตูลีเขียนขึ้นมา
ดังนั้น 'Max Havelaar' จึงล้าสมัยไปแล้ว"
ก่อนจะเล่าต่อไปถึงเรื่อง
"Max Havelaar" และผู้ประพันธ์นิยายเล่มนี้ ผมอยากเล่าย้อนไปอีกหน่อย
ย้อนไปถึงยุคเริ่มต้นของสหัสวรรษปัจจุบันนี้ ผมอยากเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังถึงเรื่องของการแสวงหาเครื่องเทศ
คำที่เป็นกุญแจสำคัญที่พึงระลึกถึงไว้ก็คือ "ศาสนา"
สเปนกับโปรตุเกส สองชาติมหาอำนาจด้านการเดินเรือของยุโรปในสมัยนั้น ออกรอนแรมเพื่อค้นหาคำตอบ(เครื่องเทศ) เพื่อรักษาระเบียบในหมู่ประเทศคาทอลิก จึงมีการขีดเส้นแบ่ง (พระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่หกทรงประกาศอย่างเป็นทางการในเวลาต่อมาเมื่อปี ค.ศ. 1493) ให้สเปนมีสิทธิพิชิตดินแดนที่ไม่ใช่ชาวคริสต์ทั้งหมดที่อยู่ทางทิศตะวันตกของหมู่เกาะเคปเวิร์ด ส่วนโปรตุเกสมีสิทธิ์ยึดครองประเทศนอกศาสนาทั้งหมดที่อยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่เกาะดังกล่าว ไปจนถึงเส้นแวงที่ 125 (ซึ่งอยู่ใกล้กับประเทศฟิลิปปินส์) ด้วยเหตุผลนี้เองที่โคลัมบัส นายเรือของกองนาวาสัญชาติสเปน จึงแล่นเรือไปทางตะวันตกและค้นพบทวีปแห่งหนึ่ง แทนที่จะพบต้นกำเนิดเครื่องเทศ ข้างฝ่ายโปรตุเกสก็ส่งกองเรือไปทางทิศตะวันออกสู่ทวีปแอฟริกา พวกเขากลับมาพร้อมกับทองคำ, ไข่นกกระจอกเทศและทาสเต็มลำเรือ แต่ไม่มีเครื่องเทศเช่นกัน