Free Documentation
License
Copyleft : 2006,
2007, 2008
Everyone is permitted to copy and distribute verbatim
copies of this license
document, but changing it is not allowed.
หากนักศึกษา
และสมาชิกประสงค์ติดต่อ
หรือส่งบทความเผยแพร่บนเว็บไซต์
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
กรุณาส่ง email ตามที่อยู่ข้างล่างนี้
midnight2545@yahoo.com
midnightuniv@yahoo.com
midarticle@yahoo.com



The Midnight
University

บทวิเคราะห์การเมืองเรื่องการต่อสู้ทางชนชั้น
ประชานิยมไทยรักไทย
: (ตอนที่ ๑)
วิกฤตทุนนิยม รัฐ และการต่อสู้ทางชนชั้น
เก่งกิจ
กิติเรียงลาภ
นิสิตปริญญาเอก
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หมายเหตุ
: บทวิเคราะห์การเมืองฉบับนี้ได้รับมาจากผู้เขียน
โดยผู้เขียนได้ใช้แนวคิดทฤษฎีมาร์คซิสต์ในการมองประเด็นปัญหาทางการเมือง
ภายใต้การบริหารของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย
midnightuniv@yahoo.com
(บทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา)
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 971
เผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่
๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๙
(บทความทั้งหมดยาวประมาณ
11.5 หน้ากระดาษ A4)

ประชานิยมไทยรักไทย : วิกฤตทุนนิยม รัฐ และการต่อสู้ทางชนชั้น
(ตอนที่ ๑)
เก่งกิจ กิติเรียงลาภ :
นิสิตปริญญาเอก คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
(ผู้เขียนขอขอบคุณ อ.ใจ อึ๊งภากรณ์, อ.สุชาย ตรีรัตน์,
อ.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ และ นุ่มนวล ยัพราช
สำหรับคำแนะนำและความคิดเห็นสำหรับประเด็นนี้ในวาระต่างๆ ตลอดมา)
"The philosophers have only interpreted the world in various way; the
point is to change it"
Karl Marx (1845)
บทนำ
ผลการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้(2549)ปรากฏว่า พรรคไทยรักไทย ที่นำโดย
ทักษิณ ชินวัตร ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น ถึงเกือบ 400 เสียงอย่างที่เราทุกคนคาดการณ์ไว้
นี่ถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญอีกครั้งของการเมืองไทย ที่พรรคการเมืองพรรคเดียวสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้
และเป็นการจัดตั้งรัฐบาลสมัยที่ 2 ของพรรคไทยรักไทย ที่ไม่มีพรรคการเมืองใด หรือภาคประชาชนมาขัดขวางอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
ความนิยมชมชอบของประชาชนต่อพรรครัฐบาลที่ส่งผลให้ไทยรักไทยสามารถก้าวขึ้นมาเป็นรัฐบาลพรรคเดียวเป็นสมัยที่สองได้นั้น เป็นปรากฏการณ์สำคัญที่นักวิชาการและบุคคลทั่วไปให้ความสนใจอย่างมาก เห็นได้จากงานเขียนวิเคราะห์เกี่ยวกับพรรคไทยรักไทย ประวัติชีวิตของหัวหน้าพรรค การเมืองไทยยุคทักษิณ หรือแม้กระทั่งเรียกว่า "ระบอบทักษิณ" ก็มีมากจนไม่สามารถอ่านได้จนหมดสิ้น และหนังสือหลายเล่มก็กลายเป็น หนังสือขายดี ตีพิมพ์หลายสิบครั้ง (1) นั่นหมายความว่า มีคนจำนวนมากสนใจหรือตื่นตัวต่อการทำความเข้าใจสภาพการเมืองปัจจุบันภายใต้การนำของพรรคไทยรักไทย
รูปธรรมอีกอย่างของความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชน ก็คือ การออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในครั้งนี้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขของการเลือกตั้งปรากฏว่า มีคนกว่า 2 ล้านคน ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งแต่ทำบัตรเสียและงดออกเสียง นั่นแสดงว่า มีคนไม่เห็นด้วยหรือมองว่าไม่มีตัวเลือกที่เหมาะสม แต่คนเหล่านี้มีความตื่นตัวทางการเมือง ซึ่งแสดงออกด้วยการออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งอยู่จำนวนมาก จากรูปธรรมดังกล่าว แสดงว่า ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการหรือประชาชนทั่วไป ต่างให้ความสนใจต่อการเมืองไทยภายใต้รัฐบาลไทยรักไทย หรือ แม้แต่ "ระบอบทักษิณ" อย่างมากเป็นประวัติการณ์
มีงานวิชาการมากมายที่วิเคราะห์หรือพยายามให้ภาพ และตอบปัญหาสำคัญเกี่ยวกับที่มา และประเมินถึงความเข้มแข็ง จุดอ่อนของรัฐบาลอยู่มากจากหลายกรอบ หลายจุดยืน และหลายประเด็น งานวิชาการส่วนมากให้ข้อสรุปว่า รัฐบาลไทยรักไทยเข้มแข็งมาก หรือมากเสียจนไม่สามารถต่อสู้ได้ รัฐบาลคุมทั้งสภา คุมทั้งสื่อ และคุมทั้งองค์กรอิสระ(บางองค์กร) หรือแม้แต่กระทั่งคุมความคิดของคนทั่วไปได้อย่างเบ็ดเสร็จ หลายๆคนวิเคราะห์ว่าเป็น รัฐบาลเผด็จการ หรือที่มากไปกว่านั้น เป็นรัฐบาลที่มีลักษณะคล้ายกับ รัฐสมบูรณายาสิทธิ์
และการที่รัฐบาลชุดนี้มีนโยบายที่เอื้ออาทรแก่คนจนในสังคมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ได้มีนักวิชาการบางส่วนวิจารณ์ว่า รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลประชานิยม คล้ายประชานิยมในลาตินอเมริกา ซึ่งการใช้จ่ายเงินจำนวนมากจะทำให้เสีย "วินัย" ทางการคลัง อันอาจนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจได้ และมีงานหลายชิ้นที่ระบุว่า รัฐบาลไทยรักไทยทำให้ภาคประชาชนอ่อนแอ หรือทำให้ชุมชนและคนจนกลายเป็นผู้บริโภค หรือผู้ถูกอุปถัมภ์ที่มือไม้อ่อน ไม่มีพลัง
บทความชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์ ต้องการโต้ตอบกับการประเมินของแนวทางต่างๆ ที่มองว่าไทยรักไทยมีความเข้มแข็งมากเกินไป มีอำนาจเบ็ดเสร็จ และประชาชนอ่อนแอ ถูกซื้อ จนไม่สามารถต่อสู้ได้ ผ่านการใช้กรอบทฤษฎีทางชนชั้นแนวมาร์คซิสต์ เพื่อตอบคำถามหาข้อสรุปในประเด็นดังกล่าว
บทความชิ้นนี้ได้แบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก คือ
ส่วนแรก จะเป็นการสำรวจงานวิชาการที่เกี่ยวข้องเท่าที่จำเป็นดังที่กล่าวไปแล้ว
ส่วนที่สอง จะเป็นการนำเสนอกรอบการวิเคราะห์ โดยบทความนี้จะใช้การวิเคราะห์ชนชั้นแนวมาร์คซิสต์
ส่วนที่สาม จะนำเสนอให้ภาพของรัฐบาลไทยรักไทย ทั้งในส่วนของที่มา นโยบาย และปัญหาที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลชุดนี้ ผ่านกรอบการวิเคราะห์ที่นำเสนอไปในส่วนที่สอง และ
ในส่วนสุดท้าย จะเป็นการยกตัวอย่างรูปธรรมของการมองการต่อสู้ของภาคประชาชนเพื่ออธิบายลักษณะของไทยรักไทยผ่านรูปธรรมคือ การพิจารณาการเลือกตั้ง 2005 อันจะนำไปสู่การสรุปเพื่อตอบคำถามสำคัญในช่วงสุดท้ายต่อไป
1. ท่าทีของนักวิชาการไทยต่อรัฐบาลไทยรักไทย
4 ปีที่ผ่านมาเราจะเห็น "ขาประจำ" ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลมาโดยตลอด
ทั้งจากมุมมองต่างๆ กัน และในหลากหลายประเด็น ซึ่งล้วนสะท้อนถึงความบกพร่องและมีปัญหาของรัฐบาลชุดนี้มาโดยตลอด
ข้อวิจารณ์ต่างๆ เหล่านั้นที่ได้รับการพูดถึงทั่วไป อาจแบ่งได้เป็น 4 แนว (2)
คือ
1.1 รัฐบาลชุดนี้เป็น ระบอบเผด็จการ หรือเป็นสมบูรณายาสิทธิ์ของทุน
1.2 พรรคอุปถัมภ์ ทำให้ประชาชนช่วยตัวเองไม่ได้ และกลายเป็นผู้บริโภคนโยบาย
1.3 พรรคนายทุน และเป็นรัฐนายทุนที่เอื้อผลประโยชน์กับการสร้างเครือข่ายและการสะสมทุนของกลุ่มทุน
1.4 รัฐบาลประชานิยม ขาดวินัยทางการคลัง และอาจนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจ
1.1 ระบอบเผด็จการ หรือเป็นสมบูรณายาสิทธิ์ของทุน
ภาพต่างๆ ที่เราจะเห็นได้จากความเป็นเผด็จการของไทยรักไทย สะท้อนออกมาใน 2 ส่วนหลักๆ
คือ
ส่วนแรก รัฐบาลชุดนี้ใช้ความรุนแรงของตำรวจและทหาร ในการปราบปรามประชาชน คนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล เช่น กรณีทนายสมชาย นีละไพจิตร รวมไปถึงการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในภาคใต้ กรณีกรือเซะ และตากใบ กรณีการสลายชุมนุมของชาวบ้านบ่อนอก จะนะ และที่อื่นๆ รวมไปถึงการเข้าจับกุมชาวเขาอย่างพลการ ละเมิดสิทธิมนุษยชนในสงครามปราบปรามยาเสพติด ด้วยการฆ่าตัดตอนผู้บริสุทธิ์โดยไม่มีการไต่สวน
ส่วนที่สอง รัฐบาลชุดนี้สามารถคุมรัฐสภา ผ่านการเป็นเผด็จการพรรคเดียว โดยไม่เปิดให้ฝ่ายค้านตรวจสอบและอภิปรายได้ มากไปกว่านั้น รัฐบาลยังคุมคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ ในสภา เพื่อให้ตัดสินใจตามที่รัฐบาลต้องการ รัฐบาลยังสามารถคุมองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่ถูกตั้งมาเพื่อความเป็น "กลาง" ในการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐ และการที่รัฐบาลสามารถคุกคามสื่อ และควบคุมสื่อ รวมไปถึงเป็นเจ้าของสื่อโดยรัฐบาลและคนในรัฐบาลเอง
ผลงานที่สำคัญที่พัฒนาการวิเคราะห์รัฐบาลไทยรักไทย ในฐานะที่เป็นระบอบเผด็จการ คือ งานของ เกษียร เตชะพีระ(3) ที่มองว่า ระบอบทักษิณมีลักษณะรวมศูนย์อำนาจ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับรัฐ โดยที่ฝ่ายบริหารสามารถผูกขาดการใช้ความรุนแรงและบริหารจัดการกับส่วนต่างๆ ของสังคมได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จนถึงกับเรียกว่า "ระบอบสมบูรณายาสิทธิทุนจากการเลือกตั้ง" (Elected Capitalist Absolutism)
ในการเลือกตั้งเราจะเห็นการซื้อนักการเมือง และพรรคการเมืองจากพรรคต่างๆ เข้ามาในพรรคไทยรักไทย ปรากฏการณ์ดังกล่าวดูเหมือนจะสะท้อนความมีลักษณะพิเศษ ที่ใช้เงินในการเมืองมากกว่าปกติ หรือที่ Pasuk and Baker (4) กล่าวว่า การเมืองไทยเปลี่ยนจาก Money politics เป็น Big money politics เป็นต้น
ยิ่งไปกว่านั้น มีการเสนอโดยนักวิชาการและแกนนำภาคประชาชนบางส่วนว่า รัฐบาลชุดนี้ หรือนายกรัฐมนตรีเป็นเผด็จการ ที่ดูคล้ายคลึงกับ สมัยจอมพลสฤษดิ์ (5) ไม่มีลักษณะของประชาธิปไตย หรือทำให้ประชาธิปไตยและการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอันปรากฏผลเป็นรัฐธรรมนูญ 2540 นั้นถอยหลังเข้าคลอง รวมไปถึงมีการทำลายภาคประชาชนไทยโดยรัฐ ทั้งการใช้กำลังและจากนโยบาย ซึ่งจะกล่าวต่อไป
ภาพของรัฐบาลไทยรักไทยจึงดูเข้มแข็งมากเมื่อมองจากแง่นี้ ซึ่งอาจจะเข้มแข็งมากจนไม่อาจต่อสู้ หรือเปิดให้ต่อสู้ต่อรองได้เลยจากภาคประชาชนและคนกลุ่มอื่นๆ ความหดหู่ของภาคประชาชนและนักวิชาการ สะท้อนผ่านคำกล่าวของ อัมมาร สยามวาลา ในช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2005 ที่ว่า "อยากให้ไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งครั้งหน้า 400 เสียง เพื่อจะได้เกิดการไม่พอใจ ลุกฮือของประชาชนคนชั้นกลางเพื่อล้มรัฐบาลอีกครั้ง (คล้ายกับพฤษภาทมิฬ)"(6)
การมองว่า รัฐบาลชุดนี้เป็นเผด็จการและเข้มแข็งเกินไป ครอบคลุมทุกส่วนของสังคม และเรากำลังอยู่ในอาณาจักรความกลัว (7) นั้น ดูเหมือนจะไม่เข้าใจข้อแตกต่างระหว่างรัฐบาลชุดนี้กับรัฐบาลเผด็จการสมัยจอมพลสฤษดิ์-ถนอม-ประภาส ซึ่งก็คือ รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ครองอำนาจผ่านกระบอกปืนแบบในอดีต แต่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั่วประเทศ ตราบใดที่ประชาชนยังสนับสนุนรัฐบาลก็ยังอยู่ได้ แต่เมื่อใดที่ประชาชนไม่สนับสนุนรัฐบาล ก็จะไม่เลือกพรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้งคราวหน้า
และการกล่าวว่า รัฐบาลไทยรักไทยเป็นเผด็จการแบบสมัยจอมพลสฤษดิ์เท่ากับมองว่า การต่อสู้ของประชาชน นักศึกษา กรรมกร ชาวนา ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น 14 ตุลาคม 2516 และพฤษภาทมิฬ นั้นไม่มีผลให้เกิดการพัฒนาของการเมืองไทยในลักษณะก้าวหน้า หรือมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นในลักษณะที่ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียง มีเสรีภาพมากขึ้นเลย และมากไปกว่านั้น เท่ากับมองว่าเสียงของประชาชนที่ออกมาเลือกตั้งนั้นไม่มีความสำคัญ และในหลายๆ ครั้งดูเหมือนว่า ประชาชนไม่มีทางต่อสู้ต่อรองกับรัฐได้ ซึ่งได้นำไปสู่ความหดหู่สิ้นหวังในที่สุด
อย่างไรก็ตาม มุมมองแบบนี้ไม่สามารถช่วยให้เข้าใจได้ว่า สิ่งทีเรียกว่า "ระบอบทักษิณ" ทำงานอย่างไร มีที่มาอย่างไร นอกเหนือไปจากการจัดประเภทว่าเป็นเผด็จการหรือประชาธิปไตย (8) และไม่เข้าใจว่าการทำงานของ "ระบอบทักษิณ" นั้นสะท้อนการต่อสู้ทางชนชั้นที่เกิดขึ้นอย่างไร เพราะขาดมิติการพิจารณาปัญหาจากมุมมองทางชนชั้น และบริบทการเกิดขึ้นของรัฐบาลชุดนี้
1.2 พรรคอุปถัมภ์
มีการเสนอว่า รัฐบาลชุดนี้สร้างระบบอุปถัมภ์ผ่านนโยบายเอื้ออาทรที่เอาใจประชาชน
ผ่านการให้เงิน และสวัสดิการแก่คนยากจนทุกระดับ เช่น นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค,
นโยบาย SME, SML, นโยบายกองทุนหมู่บ้านละล้าน, และการแจกเงินผ่านทัวร์นกขมิ้น
เป็นต้น โดยตัดตอนสถาบันหรือคนกลางที่มีอยู่เดิมคือ นักวิชาการ นักการเมืองท้องถิ่น
เจ้าพ่อ เอ็นจีโอ และปัญญาชน ที่เชื่อมโยงผ่านการสังคมสงเคราะห์ชาวบ้าน ไปสู่การที่รัฐกลายเป็นเจ้าพ่อ
และทำหน้าที่อุปถัมภ์เสียเอง (10)
ยิ่งไปกว่านั้นมีการมองว่า
ประชาชนในชนบทถูกทำให้อ่อนแอต้องพึ่งรัฐบาลให้ช่วยเหลือ และในช่วงที่ผ่านมา มีงานวิจัยที่เสนอว่า
คนชนบทที่ได้รับผลจากนโยบายอุปถัมภ์ของรัฐนั้น เป็นหนี้นอกระบบมากขึ้น เพราะต้องไปกู้เงินนอกระบบมาเพื่อจ่ายหนี้ให้แก่กองทุนหมู่บ้านที่กู้ยืมไป
รวมไปถึงเงินที่รัฐบาลนำไปแจกจ่ายนั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดการผลิตจริง แต่เงินเหล่านั้นกลับไปกระตุ้นการบริโภคมากกว่า
การมองว่า ประชาชนถูกอุปถัมภ์จนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ทำให้ต้องทุ่มคะแนนให้พรรคไทยรักไทยนั้น
เป็นมุมมองที่มีปัญหาเนื่องจากสมมติฐานของแนววิจารณ์แบบนี้มองว่า คนชั้นล่าง
หรือคนยากจน หรือแม้แต่คนไทยและสังคมไทย เป็นสังคมที่ไม่เชื่อในความเสมอภาค (11)
คนส่วนมากมีลักษณะเป็น "ไพร่" หรือ "โง่" ที่ถูกหลอก เป็นผู้ถูกกระทำฝ่ายเดียว
หรือถูกซื้อได้ด้วยเงินที่รัฐบาลแจกให้
มากยิ่งไปกว่านั้น เวลาอธิบายถึงสาเหตุที่นำไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งของไทยรักไทย ก็จะมองว่า ประชาชนไม่ได้เลือกไทยรักไทยด้วยการเข้าใจนโยบาย ซึ่งมีความก้าวหน้ากว่ารัฐบาลชุดก่อนๆ หรือข้อเสนอของภาคประชาชนอย่างไร มุมมองแบบนี้จึงเป็นการมองว่า คนชั้นล่างถูกหลอก หรือ โง่ โดยไม่สามารถอธิบายได้ว่า นโยบายประชานิยมอยู่บนฐานของการต่อรอง การเลือก และการวางแผนทางยุทธศาสตร์อย่างไร ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป
1.3 พรรคนายทุน และรัฐนายทุน
มุมมองนี้เป็นการวิพากษ์รัฐบาล และพรรคไทยรักไทย ในฐานะที่เป็นพรรคนายทุน หรือรัฐนายทุน
โดยมองว่า ไทยรักไทยเป็นการรวมตัวของกลุ่มทุนขนาดใหญ่หลายกลุ่ม ที่เข้ามายึดอำนาจรัฐเพื่อใช้อำนาจรัฐให้เอื้อต่อการสะสมทุนของกลุ่มทุนขนาดใหญ่
งานวิชาการประเภทนี้ส่วนมากเป็นของสำนักเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาฯ ที่ให้ภาพรายละเอียดของกลุ่มทุนต่างๆ
ผู้เป็นสมาชิกพรรค ผู้ที่อยู่บัญชีรายชื่อในการเลือกตั้ง และผู้ที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีของพรรค
ว่ามาจากกลุ่มทุนกลุ่มไหน มีสายสัมพันธ์กันอย่างไร (12) และนำไปสู่การอธิบายว่า
กลุ่มทุนต่างๆ มีนโยบาย หรือวิธีการต่างๆ ที่เอื้อต่อผลประโยชน์ของกลุ่มพวกตนอย่างไร
ผ่านการอธิบายด้วยแนวคิด ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย (13)
งานของกลุ่มนี้จึงมีลักษณะเปิดโปงมากกว่าอธิบายวิเคราะห์ถึงที่มาที่ไปของนโยบาย และยุทธวิธีการบริหารจัดการของรัฐบาลไทยรักไทย ในลักษณะภาพกว้าง แต่ทำความเข้าใจไทยรักไทยในลักษณะที่นายทุนกลุ่มต่างๆ ต้องการได้อำนาจรัฐ และต้องการผลประโยชน์จากการออกนโยบาย เพื่อการสะสมทุนของพวกตนในระยะสั้นและระยะยาว งานโดยมากจึงจำกัดที่ "การนับหัวนายทุน" ทั้งในรัฐบาลและรัฐสภา รวมไปถึงการพยายามอธิบายว่า รัฐบาลไทยรักไทย หรือตัวทักษิณเองจัดสรรพรรคพวกของตนเองเข้าไปในกลไกลรัฐและควบคุมสื่อ และส่วนต่างๆ ของสังคมมากน้อยเพียงไหน
เช่น งานของ McCargo and Ukrist (14) พยายามอธิบายว่า ทักษิณ ได้ครอบคลุมขยายอิทธิพลของตนเองและกลุ่มพวกตนเอง เข้าไปในส่วนต่างๆ ของกลไกรัฐ เช่น ทหาร ตำรวจ และการพยายามสร้างพรรคการเมืองพรรคเดียวที่เข้มแข็ง รวมไปถึงการคุมสื่อ และการขยายอิทธิพลอำนาจไปสู่วงการธุรกิจต่างๆ อย่างกว้างขวาง
ข้อสรุปของงานประเภทนี้นำไปสู่การมองว่า ไทยรักไทย หรือระบอบทักษิณนั้นครอบงำ หรือควบคุมสังคมได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และดูเหมือนจะไม่มีทางออกที่จะต่อสู้ต่อรองกับลักษณะของ "รัฐนายทุน" แบบนี้ได้ มากไปกว่าเปิดโปงว่ากลุ่มทุนกลุ่มใดบ้างได้ประโยชน์จากนโยบายของพรรค ปัญหาของแนวทางแบบนี้ เนื่องมาจากการให้ความสำคัญกับการสะสมทุนในการอธิบายปรากฏการณ์มากเกินไป โดยขาดการมองมิติของการต่อสู้ทางชนชั้น และละเลยการวิเคราะห์การเมืองภาคประชาชน ในฐานะตัวแสดงหนึ่งของการเมืองไทยที่มีส่วนกำหนดที่มา และยุทธศาสตร์การบริหารจัดการ รวมไปถึงนโยบายของไทยรักไทย
สิ่งเหล่านี้สะท้อนผ่านข้อสรุปที่แสนหดหู่ของ McCargo and Ukrist (15) ที่มองว่า ทางเลือกภายใต้รัฐนายทุนนี้มีแค่ 4 ทางที่ทั้ง 4 ทางไม่มีช่องว่างให้กับการต่อสู้ต่อรองกับไทยรักไทยผ่านการสร้างความเข้มแข็งของการเมืองภาคประชาชน นอกจากจะรอให้เกิดเหตุการณ์คล้าย พฤษภาทมิฬ หรือไม่ก็รอคอยการเกิดวิกฤต ทั้งที่เกิดจากตัวทักษิณและพรรคไทยรักไทยเอง หรือความล้มเหลวอันเกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคต ถึงจะสามารถเอาชนะรัฐบาลได้
1.4 รัฐบาลประชานิยม
มีการเสนอว่า รัฐบาลไทยรักไทยใช้งบประมาณอย่างไร้เหตุผล และมีการกลัวว่า ประเทศไทยจะกลับไปเผชิญกับปัญหาวิกฤตทางการคลังอีก
ซึ่งในที่สุดจะนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจ เช่นที่เคยเกิดขึ้นที่ลาตินอเมริกา (16)
รวมไปถึงการตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายของพรรคไทยรักไทยเป็น นโยบายเศรษฐกิจแบบเคนส์เชียน
(Keyensian Economics) เป็นการวิจารณ์จากกรอบแนวคิดเศรษฐศาสตร์เสรีนิยม(ใหม่)
(17) ที่เน้นกลไกลตลาด และไม่ต้องการให้รัฐเข้ามาแทรกแซงกลไกตลาด หรือพูดง่ายๆก็คือ
ปล่อยให้ระบบ "มือใครยาวสาวได้สาวเอา" ทำงานอย่างอิสระ เท่ากับว่า
รัฐไม่ควรจัดสวัสดิการให้ประชาชน เนื่องจากละเมิดวินัยการคลังของประเทศ
ยิ่งกว่านั้นมีการวิจารณ์ว่ารัฐบาลชุดนี้ขาดจริยธรรม เนื่องจากสร้างระบบผูกขาดสัมปทานรัฐ และระบบผูกขาดในระบบตลาด (18) ทำให้ตลาดไม่เป็นตลาดของการแข่งขันที่ "ยุติธรรม" เห็นได้จากการออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไทยรักไทยล่าสุด โดย ธีรยุทธ บุญมี (19) เสนอว่า
" ... นักนโยบายของเรากำหนดนโยบายเพื่อการทับซ้อน นักการเมืองชอบคิดอย่างทับซ้อนมากกว่าซับซ้อน เป็นต้นตอสำคัญของการบิดเบือนกลไกตลาด .. "(เน้นโดยผู้เขียน)
คำถามก็คือ จริงหรือที่ตลาดเสรีหรือกลไกตลาดสามารถสร้างความยุติธรรม มีจริยธรรม และ ไม่นำไปสู่การผูกขาดได้จริง หรือว่า แท้จริงแล้วกลไกตลาดเสรีของแนวเสรีนิยมนี้เองที่นำไปสู่การผูกขาดที่ "ปลาใหญ่(ย่อม)กินปลาเล็ก"
และเราจะพบว่า นโยบายของรัฐบาลนั้นในแง่หนึ่งที่สำคัญมากคือ ได้นำเสนอผลประโยชน์ให้กับคนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่จริงๆ เช่น การเข้าถึงระบบสาธารณสุขในราคาถูก การให้เงินโดยตรงแก่คนยากจนทั้ง กองทุนหมู่บ้าน SME SML คนจนได้ประโยชน์จริงในแง่ของการบริโภค หรือมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แม้จะเป็นระยะสั้นก็ตาม แต่สิ่งที่เราน่าจะวิจารณ์รัฐบาลนั้น น่าจะเป็นประเด็นที่รัฐควรจะให้บริการประชาชนมากกว่านี้ โดยไม่ควรมีข้ออ้างว่ารัฐไม่มีเงิน ซึ่งแก้ได้โดยการเรียกร้องให้มีรัฐสวัสดิการเต็มตัว ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องที่ก้าวหน้าและประสบความสำเร็จในประเทศที่การต่อสู้ของภาคประชาชนมีอาวุธทางความคิดที่ก้าวหน้า เช่น ในยุโรปบางประเทศ เป็นต้น
ปัญหาของแนวคิดเสรีนิยม จึงอยู่ที่ว่า แนวคิดเสรีนิยมไม่ได้มีจุดยืนอยู่ที่การมองผลประโยชน์ทางชนชั้น โดยไม่สามารถเข้าใจได้ว่า นโยบายต่างๆ ให้ผลประโยชน์กับประชาชนคนชั้นล่างจริง (21) และที่แย่ไปกว่านั้นคือเท่ากับว่า เอากรอบแบบเสรีนิยมเป็นอาวุธในการต่อสู้กับรัฐบาลที่ผลักดันแนวเสรีนิยมเอง ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งสำคัญที่เราต้องทำความเข้าใจก็คือ นโยบายเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากรัฐบาลไทยรักไทย หรือ ทักษิณใจดีและเป็นเพื่อนประชาชน หรือว่า รัฐบาลชุดนี้โง่ที่ไม่มีความรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ ซึ่งอาจจะพาให้เกิดปัญหาวิกฤตการคลังอย่างที่นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักใช้วิจารณ์รัฐบาล ถ้าเราพิจารณาภาพความไม่พอใจต่อแนวทางเสรีนิยมซึ่งในที่สุดก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ และกระแสการปฏิรูปการเมืองในช่วงนั้น เราจะพบว่า นโยบายเหล่านี้มีที่มาที่ไป และไม่ใช่ว่ารัฐบาลไทยรักไทยไม่มีความรู้ความเข้าใจด้านเศรษฐศาสตร์แต่อย่างใด
จุดร่วมของข้อวิจารณ์ทั้ง 4 แนว คือ การมองว่าไทยรักไทยมีความเข้มแข็งมาก มีวิธีการจัดการกับประชาชน และคนกลุ่มต่างๆ อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด บางคนถึงกับกล่าวว่า ทักษิณ สามารถครอบงำสังคมไทย สร้างเครือข่ายทั้งในรัฐและเครือข่ายทางธุรกิจได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และงานเกือบทั้งหมดเป็นการรอคอยการล่มสลายของไทยรักไทย อันเกิดจากความผิดพลาดของนโยบายและการบริหารจัดการของตัวเอง มากไปกว่าเปิดช่องให้กับต่อสู้ของภาคประชาชน
เนื่องมาจากกรอบการวิเคราะห์ของงานต่างๆ เหล่านี้ ขาดการมองมิติของการต่อสู้ทางชนชั้นที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีลักษณะกระจัดกระจาย รวมไปถึงขาดการมอง "อำนาจ" ในฐานะที่เป็นความสัมพันธ์ (22) แต่มองอำนาจในลักษณะที่ตายตัวและกระจุกตัว ทั้งที่อำนาจนั้นมีลักษณะสัมพัทธ์ มากเสียกว่ากระจุกตัวเป็นกลุ่มก้อนที่ใครจะสามารถแย่งชิง หรือครอบงำได้เบ็ดเสร็จโดยไม่กระทบต่อส่วนอื่นๆ การมองแบบนี้ส่งผลให้ไม่สามารถเข้าใจว่า ความเข้มแข็งของไทยรักไทยมีที่มา หรือสะท้อนการต่อสู้ แย่งชิง และมีความเปราะบาง รวมไปถึงเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนสามารถต่อสู้ ต่อรองได้อย่างไร ซึ่งจะกล่าวต่อไป
++++++++++++++++++++++++++++++++++++
เชิงอรรถ
(1) ดูรายชื่อหนังสือที่เกี่ยวกับ ระบอบทักษิณ และไทยรักไทยได้ใน Achara Deboonme "Thaksinomics a massive feed for curiosity" in The Nation, 6 September 2004.(2) การแบ่งดังกล่าวเป็นการปรับจากงานของ พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ "เส้นทางประชาธิปไตย และการปรับตัวของรัฐไทยในระบอบทักษิณ" ใน ฟ้าเดียวกัน, ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 มกราคม - มีนาคม 2547, น. 67.
(3) เกษียร เตชะพีระ, บุชกับทักษิณ : ระบอบอำนาจนิยมขวาใหม่ไทย-อเมริกัน (โครงการจัดพิมพ์คบไฟ : กรุงเทพฯ, 2547), น. 133-8.
(4) " The Only Good Populist is a Rich Populist : Thaksin Shinawatra and Thailand's Democracy" Working Papers Series No.36 (Southeast Asia Research Centre: Hong Kong), p. 13
(5) เช่นคำกล่าวของ พิภพ ธงไชย ผู้นำอาวุโสของขบวนการเอ็นจีโอ ในงาน สภาประชาชน วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2548 ที่หอประชุมคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ
(6) "400-seat govt could lead to public revolt, scholars warn" in Bangkok Post, 10 August 2004, p. 1
(7) นิธิ เอียวศรีวงศ์ "อาณาจักรแห่ง 'ความกลัว'" ใน มติชนรายวัน ,6 กันยายน 2547, น. 6.
(8) Thitinan Pongsudhirak "Thailand : Populism, Democracy and Authoritarianism" paper presented for the Third Annual Thai-Korean Political Science Associations Conference, Silom Hotel, Huahin, Thailand, 26-27 July 2003. และดูข้อวิจารณ์ที่น่าสนใจได้ใน Pitch Pongsawat "Thaksinism as Hegemonic Project (again)" in Toxinomics (openbooks: Bangkok, 2004),p. 189.
(9) ธีรยุทธ บุญมี "การเมืองระบอบทักษิณ (Thaksinocracy)" ใน.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง, รู้ทันทักษิณ (สำนักพิมพ์ขอคิดด้วยคน : กรุงเทพฯ, 2547), น. 44-6.
(10) เวียงรัฐ เนติโพธิ์ "เจ้าพ่ออุปถัมภ์กับรัฐอุปถัมภ์" ใน สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ , 50, 1 (30 พฤษภาคม - 5 มิถุนายน 2546), น. 14-7. และ "รัฐคือผู้อุปถัมภ์รายใหม่แทนเจ้าพ่อ" ใน เนชั่นสุดสัปดาห์ , 11, 572(2546), น. 92-3.
(11) อคิน รพีพัฒน์ "ระบบอุปถัมภ์กับการเมืองไทย สมัยคิดใหม่ทำใหม่" ใน เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง, อ้างแล้ว, น.33-9. ข้อสังเกตคือ การอุปถัมภ์ และ การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่มีการคิดคำนวณและต่อรอง ต่างกันอย่างไร ซึ่งอาจทำให้ต้องกลับมาทบทวนว่าทฤษฎีระบบอุปถัมภ์ ที่เชื่อในความเป็นไพร่ และความจงรักภักดีระหว่างผู้อุปถัมภ์ และผู้ถูกอุปถัมภ์ ยังสามารถอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองไทย โดยเฉพาะการเลือกตั้งได้หรือไม่ อย่างไร
(12) ดู รัตพงษ์ สอนสุภาพ และประจักษ์ น้ำประสายไทย, Thaksino's Model ปฏิรูปความมั่นคั่งสู่ฐานอำนาจใหม่ (บริษัท ยู เอ๊กซ์ เพรส: กรุงเทพฯ, 2546). ; Ukrist Pathmanand "Big Four Telecoms, Thaksin Regime and democracy in Thailand" paper presented at Korean-Thai Political Scientists Dialogues on the Theme of "Governance and Security Issues of Concern to Korea and Thailand" on July 25-28,2003 at the Sailom Hotel, Hua Hin Beach Resort Thailand
(13) สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ "คอร์รัปชั่นนโยบาย" ใน เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง, อ้างแล้ว, น. 59-66.
(14) McCargo, Duncan and Ukrist Pathamanand, The Thaksinization of Thailand (NAIS Press: Denmark, 2005)
(15) Ibid, p. 248-53.
(16) ไสว บุญมา, ประชานิยม : หายนะจากอาร์เจนตินาถึงไทย? (Nation Books: กรุงเทพฯ, 2546)
(17) อัมมาร สยามวาลา "ทักษิโณมิคส์" มติชนรายวัน 25 ธันวาคม 2545
(18) ธีรยุทธ บุญมี "Road Map ประเทศไทย" ใน เนชั่นสุดสัปดาห์ , 12, 593, 13 ตุลาคม 2546, น. 22-4.
(19) ธีรยุทธ บุญมี "ธีรยุทธ วิพากษ์ สมภารทักษิณ บรรลุ!เอื้ออาทร เอื้ออาธรรม์" ใน โพสทูเดย์, 28 กุมภาพันธ์ 2548, น. A6.
(20) อัมมาร สยามวาลา "อดีต ปัจจุบัน และอนาคตของวิกฤติเศรษฐกิจและทางออกของเศรษฐกิจไทย" ใน OCTOBER no.2 Political Economy & International Relation, เมษายน 2546, น. 166-87. ; อเนก เหล่าธรรมทัศน์ "ประชานิยม" เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 10 ฉบับที่ 491, 29 ตุลาคม- 4 พฤศจิกายน 2544, หน้า 16. ; ธีรยุทธ บุญมี ,อ้างแล้ว.
(21) ดูข้อวิจารณ์ในลักษณะนี้ได้จาก กลุ่มประชาธิปไตยแรงงาน "นโยบายแก้ไขความยากจนของรัฐบาลไทยรักไทย" ใน ประชาธิปไตยแรงงาน, ปีที่ 7 ฉบับที่ 1 กุมภาพันธ์ 2547, น. 1-4.
(22) Poulantzas, N., State, Power, Socialism, translated by Patrick Camiller (Verso: London, 1980),p. 146-53.
ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I
สารบัญเนื้อหา 3 I สารบัญเนื้อหา
4
I สารบัญเนื้อหา
5
ประวัติ
ม.เที่ยงคืน
สารานุกรมลัทธิหลังสมัยใหม่และความรู้เกี่ยวเนื่อง
e-mail : midnightuniv@yahoo.com
หากประสบปัญหาการส่ง
e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com
ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ทั้งหมด
กว่า 950 เรื่อง หนากว่า 15000 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา 150 บาท(รวมค่าส่ง)
(เริ่มปรับราคาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2548)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ
midnight2545@yahoo.com
สมเกียรติ
ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็บไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ
ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com



![]()
![]()

ข้อความบางส่วนจากบทความ
อันเนื่องมาจาก พรรคไทยรักไทยเข้าใจสถานการณ์ที่ วิกฤตเศรษฐกิจไม่ได้จำกัดตัวอยู่ที่เศรษฐกิจ
แต่เป็นวิกฤตของรัฐและระบบทุนนิยมด้วยพร้อมๆ กัน ดังนั้นการก่อตัวขึ้นของพรรคไทยรักไทยที่มาพร้อมกับนโยบายประชานิยม
จึงอยู่บนฐานของการพยายามรักษาความชอบธรรมทางการเมือง และผ่อนแรงต้านของประชาชนที่มีต่ออำนาจรัฐ
อันเกิดจากการต่อสู้ทางชนชั้นที่มีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นหลังวิกฤตเศรษฐกิจ
นโยบายประชานิยมจึงเป็น "ยุทธศาสตร์" ของการต่อสู้ทางชนชั้น ทั้งภายในชนชั้นนายทุนด้วยกันเอง และเพื่อซื้อความสงบทางชนชั้น ไม่ให้ชนชั้นล่างขึ้นมาต่อสู้ และสร้างความรู้สึกว่า เท่าเทียมกัน ภายใต้ความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบทุนนิยม ที่ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการถือครองปัจจัยการผลิตแม้แต่น้อย ในแง่นี้นโยบายประชานิยมที่ถูกสร้างขึ้นจึงเป็นความจำเป็นเชิงโครงสร้าง ที่รัฐบาลหรือชนชั้นนายทุนที่สถาปนาเป็นกลุ่มก้อนทางอำนาจเพื่อยึดอำนาจรัฐมี "ความจำเป็น" ต้องให้แก่ประชาชน
สิ่งเหล่านี้สะท้อนผ่านข้อสรุปที่แสนหดหู่ของ McCargo and Ukrist ที่มองว่า ทางเลือกภายใต้รัฐนายทุนนี้มีแค่ 4 ทางที่ทั้ง 4 ทางไม่มีช่องว่างให้กับการต่อสู้ต่อรองกับไทยรักไทยผ่านการสร้างความเข้มแข็งของการเมืองภาคประชาชน นอกจากจะรอให้เกิดเหตุการณ์คล้าย พฤษภาทมิฬ หรือไม่ก็รอคอยการเกิดวิกฤต ทั้งที่เกิดจากตัวทักษิณและพรรคไทยรักไทยเอง หรือความล้มเหลวอันเกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคต ถึงจะสามารถเอาชนะรัฐบาลได้