Free Documentation
License
Copyleft : 2006,
2007, 2008
Everyone is permitted to copy and distribute verbatim
copies of this license
document, but changing it is not allowed.
หากนักศึกษา
และสมาชิกประสงค์ติดต่อ
หรือส่งบทความเผยแพร่บนเว็บไซต์
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
กรุณาส่ง email ตามที่อยู่ข้างล่างนี้
midnight2545@yahoo.com
midnightuniv@yahoo.com
midarticle@yahoo.com



The Midnight
University

การเมืองในเวเนซุเอลายุคฮูโก
ชาเวซ
การปฏิวัติโบลิวาร์
หรือเพียงแอปเปิ้ลเน่าที่ควรกำจัดทิ้ง
ภัควดี วีระภาสพงษ์ : เรียบเรียง
นักวิชาการอิสระ และนักแปลอิสระ
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดความรู้การเมืองในเวเนซุเอลา
ยุคประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ ครองอำนาจ
ในส่วนของบทความนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการปฏิวัติโบลิวาร์ที่กำลังดำเนินไป
และข้อได้เปรียบเกี่ยวกับการมีทรัพยากรน้ำมัน
ทำให้การปฏิวัติโบลิวาร์ต่างไปจากการปฏิวัติในรัสเซีย จีน และคิวบา
midnightuniv@yahoo.com
(บทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา)
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 956
เผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่
๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๙
(บทความทั้งหมดยาวประมาณ
12.5 หน้ากระดาษ A4)

การปฏิวัติโบลิวาร์ หรือเพียงแอปเปิ้ลเน่าที่ควรกำจัดทิ้ง
ภัควดี วีระภาสพงษ์ : เรียบเรียง
ความฝันของโบลิวาร์ยังไม่สิ้น
ในสายตาของสหรัฐอเมริกา การปฏิวัติโบลิวาร์เป็นเสมือนแอปเปิ้ลเน่าที่ควรกำจัดทิ้ง
เพราะมันเป็น "ตัวอย่างที่ไม่ดี" สำหรับประเทศอื่นในภูมิภาคละตินอเมริกา
รวมทั้งประเทศโลกที่สามทั้งหมด ในกรณีของเวเนซุเอลา สหรัฐอเมริกามีส่วนสมรู้ร่วมคิดอย่างออกนอกหน้ากับฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลชาเวซ
ทั้งในการรัฐประหารและการหยุดกิจการประท้วงของฝ่ายนายทุน
รัฐบาลฮูโก ชาเวซต้องเผชิญทั้งศึกภายในและศึกภายนอกบ้าน ตั้งแต่ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในปี ค.ศ. 1998 รัฐบาลชาเวซจึงเน้นการสร้างปราการป้องกันตัวเองสองด้าน ด้านหนึ่งคือสร้างเสริมระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมในประเทศ และการจัดตั้งของประชาชนระดับรากหญ้า กับอีกด้านหนึ่งคือหาแนวร่วมนานาชาติ ที่จะสนับสนุนการปฏิวัติตามแนวทางโบลิวาร์
เนื่องจากน้ำมันเป็นเส้นเลือดสำคัญที่หล่อเลี้ยงประเทศ ประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซจึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับองค์กรโอเปค เขาผลักดันให้เวเนซุเอลาเข้าไปมีบทบาทสำคัญในการปรับองค์กรนี้ ทำให้ประเทศสมาชิกขายน้ำมันได้ในราคาสูงขึ้น เมื่อสหรัฐฯ รุกรานอัฟกานิสถานและอิรัก ฮูโก ชาเวซเป็นหนึ่งในผู้นำประเทศไม่กี่คนในโลก ที่กล้าออกมาประณามสหรัฐฯ อย่างเปิดเผย หลังจากสหรัฐฯ ยึดครองอิรัก เวเนซุเอลาเคลื่อนไหวให้โอเปคไม่ยอมรับผู้แทนของอิรัก จนกว่าประเทศนี้จะได้รับอำนาจอธิปไตยกลับคืนมา
นอกจากนี้ รัฐบาลชาเวซยังเสนอให้อุตสาหกรรมน้ำมันในประเทศต่าง ๆ ของละตินอเมริกาจับมือกันก่อตั้งองค์กรร่วมที่เรียกว่า Petrosur หรือ "พันธมิตรน้ำมัน" ถ้าหากประสบความสำเร็จ ประเทศผู้ผลิตน้ำมันในภูมิภาคนี้จะสามารถควบคุมการผลิตน้ำมัน ซึ่งคิดเป็น 12 % ของการผลิตน้ำมันในโลก อันจะทำให้มีอำนาจต่อรองกับมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาได้มากขึ้น รวมทั้งช่วยให้ประเทศผู้ผลิตน้ำมันและประเทศผู้บริโภคน้ำมันสามารถซื้อขายกันโดยตรง โดยไม่ต้องผ่าน "นายหน้าเก็งกำไรในระบบทุนนิยม" ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันถูกลง 30%-50%
เวเนซุเอลายังปฏิเสธไม่ยอมเข้าร่วมใน Plan Colombia โครงการที่สหรัฐอเมริกา สนับสนุนเงินทุนเพื่อทำลายขบวนการจรยุทธ์ฝ่ายซ้ายในโคลอมเบีย เขาไม่ยอมลงนามในข้อตกลงรอบใหม่กับ IMF และมีบทบาทสำคัญในการขัดขวางการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีทวีปอเมริกา (FTAA) แต่หันมาสนับสนุนการสร้างกลุ่มการค้าละตินอเมริกาเพื่อคานน้ำหนักกับสหรัฐฯ
กลุ่มการค้าละตินอเมริกาที่รัฐบาลชาเวซพยายามผลักดันขึ้นมาคือ ALBA (Alianza Bolivariana para las Americas) ราวกับจะท้าทายต่อ ALCA (Area de Libre Comercio de las Americas) ซึ่งเป็นชื่อภาษาสเปนของ FTAA ที่สหรัฐอเมริกาหนุนหลัง ALBA เป็นเสมือนการสานต่อความฝันของซีโมน โบลิวาร์ ที่ต้องการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้เกิดขึ้นในภูมิภาคละตินอเมริกา ฮูโก ชาเวซประกาศว่า เป้าหมายของ ALBA คือ "การรวมกันเพื่อชีวิต-ไม่ใช่ลัทธิอาณานิคม แต่เพื่อความสุขของประชาชน"
ข้อตกลงความร่วมมือหลายประการตามแนวทาง ALBA มีการลงนามระหว่างคิวบากับเวเนซุเอลาถึง 115 โครงการ เวเนซุเอลาตกลงขายน้ำมันให้คิวบาในราคาถูก แลกเปลี่ยนกับการขอให้แพทย์และครูชาวคิวบาเข้ามาทำงานด้านสาธารณสุขและการศึกษา ในเขตยากจนของเวเนซุเอลา โครงการนี้ยังขยายต่อไปในด้านเกษตรกรรม เพราะคิวบาเป็นประเทศที่เชี่ยวชาญการทำเกษตรอินทรีย์ ความร่วมมือยังขยายไปสู่ด้านกีฬาและด้านอื่น ๆ ด้วย
เวเนซุเอลากำลังเจรจาเพื่อทำข้อตกลงตามแนวทาง ALBA กับอาร์เจนตินา แทนที่อาร์เจนตินาจะต้องจ่ายค่าน้ำมันที่นำเข้าจากเวเนซุเอลาด้วยเงินสกุลแข็ง หรือเงินสำรองที่อาร์เจนตินาไม่มีเนื่องจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ อาร์เจนตินาก็จ่ายด้วยวัวแทน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศนี้มีมากมาย นี่คือลักษณะเด่นของข้อตกลง ALBA กล่าวคือมีความยืดหยุ่นในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ โดยหลีกเลี่ยงระบบการเงินที่ผ่านธนาคารระหว่างประเทศ และผลประโยชน์ทางการค้าของบรรษัทข้ามชาติ
ความร่วมมืออื่น ๆ ในภูมิภาคยังมีอาทิเช่น ข้อตกลงความร่วมมือ 26 โครงการระหว่างเวเนซุเอลากับบราซิล การพัฒนาเครือข่ายสื่อมวลชนแห่งละตินอเมริกาขึ้นมาในนามของ Telesur เพื่อคานอำนาจข้อมูลข่าวสารกับ CNN การก่อตั้ง Banco Venezuelano Social มีภารกิจในการ "ให้เงินสนับสนุนการพัฒนาเพื่อผลประโยชน์ของความสมานฉันท์และความร่วมมือ" รวมไปถึงการเสนอให้ก่อตั้ง Bansur หรือธนาคารกลางของภูมิภาค
และในช่วงต้นปี ค.ศ. 2005 นี้เอง เวเนซุเอลาเริ่มขยายความร่วมมือข้ามภูมิภาค โดยเชื่อมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่าง จีน อินเดียและรัสเซีย โดยทั้งหมดนี้เป็นการดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบจับมือเคียงข้างกับคิวบา ส่วนกับสหรัฐฯ ที่เป็นคู่ปรปักษ์นั้น เวเนซุเอลายังคงมีความสัมพันธ์ทางการค้าตามปรกติ แม้ว่าจะมีความมึนตึงทางการทูต ประธานาธิบดีชาเวซเพิ่งขู่สหรัฐฯ อย่างเปิดเผยว่า ถ้า CIA พยายามลอบสังหารหรือหนุนหลังให้เกิดการลอบสังหารตน เวเนซุเอลาจะไม่ขายน้ำมันให้สหรัฐอเมริกาอีกแม้แต่หยดเดียว
การปฏิวัติโบลิวาร์ :
ดาวตกหรือดาวค้างฟ้า?
การปฏิวัติโบลิวาร์จะอยู่รอดปลอดภัยไปได้แค่ไหน ท่ามกลางโลกยุคเสรีนิยมใหม่และอาณานิคมใหม่?
แน่นอน ไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้ เราทำได้เพียงประเมินความเข้มแข็งและบริบทแวดล้อมของการปฏิวัติโบลิวาร์ในประเทศนี้
การปฏิวัติโบลิวาร์ในเวเนซุเอลาไม่ได้เกิดขึ้นมาอย่างปุบปับในสุญญากาศ แต่เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับสถานการณ์ที่ลัทธิเสรีนิยมใหม่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงในละตินอเมริกา มีการลุกฮือแข็งข้อของประชาชนขยายไปทั่วทั้งทวีป การปฏิวัติโบลิวาร์เป็นทั้งผลผลิตของสถานการณ์นี้และเป็นแนวหน้าของการต่อสู้ด้วย
มีการเปรียบเทียบการปฏิวัติโบลิวาร์ในเวเนซุเอลากับการปฏิวัติสังคมนิยมในคิวบา ปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้คิวบาอยู่รอดมาได้ เกิดจากช่องว่างทางประวัติศาสตร์ที่ขณะนั้นสหรัฐอเมริกากำลังติดหล่มสงครามเวียดนาม ในลักษณะที่ใกล้เคียงกัน เวเนซุเอลาก็มีโชคในจังหวะที่มหาอำนาจสหรัฐฯ กำลังติดหล่มสงครามอิรัก
เวเนซุเอลายังโชคดีกว่าคิวบาตรงที่ตนไม่โดดเดี่ยว แต่มีประเทศเพื่อนบ้านร่วมทางกันเลี้ยวซ้ายอีกหลายประเทศ บราซิลมีประธานาธิบดีลูลาจากพรรคแรงงาน ที่แม้จะทำอะไรไม่ได้มากนัก แต่ลูลาก็ยังอยู่ภายใต้การกดดันของขบวนการประชาชน อย่างน้อยที่สุด ลูลาก็มีบทบาทสำคัญในการต่อต้านการเจรจาเขตการค้าเสรีกับสหรัฐฯ. ปลายปีที่แล้ว อุรุกวัยได้ประธานาธิบดีคนใหม่คือ นายทาบาเร วาซเควซ จากพรรคสังคมนิยมและเป็นประธานาธิบดีคนแรกของอุรุกวัยที่มาจากพรรคฝ่ายซ้าย. ในชิลี พรรคการเมืองฝ่ายซ้ายเริ่มชนะการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น และมีแนวโน้มจะชนะการเลือกตั้งในระดับชาติ ไม่มีรัฐบาลเสรีนิยมใหม่ชุดไหนปกครองโบลิเวียได้โดยไม่ถูกประชาชนขัดขวางนโยบายจนล้มคว่ำ
ในเฮติ แม้ประธานาธิบดีอรีสตีดจะถูกรัฐประหาร แต่ประชาชนยังเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลใหม่ เอกวาดอร์เพิ่งโค่นล้มรัฐบาลเสรีนิยมใหม่ลง และเรียกร้องให้นำกำไรจากกิจการน้ำมันมาใช้ในโครงการทางสังคม ส่วนอาร์เจนตินานั้น แม้ว่าประธานาธิบดีเนสเตอร์ เคิร์ชเนอร์จะไม่ชูธงฝ่ายซ้ายโดดเด่นเท่าลูลาหรือชาเวซ แต่เขาก็ยืนหยัดต่อต้าน IMF สหรัฐอเมริกาและบรรษัทข้ามชาติ ได้พอเพียงที่จะไม่ทำให้ชาวอาร์เจนตินาออกมาเคาะหม้อกระทะและตะโกน "Que se vayan todos"
แต่เราก็ไม่ควรประเมินสถานการณ์ของภูมิภาคนี้ในแง่ดีเกินไป เพราะแม้ว่าพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายที่ชนะการเลือกตั้งในประเทศที่กล่าวมาข้างต้น จะมีโวหารต่อต้านเสรีนิยมใหม่คล้าย ๆ กัน แต่เนื้อหาและคุณภาพยังแตกต่างกันอยู่มาก ดูอย่างกรณีของเอกวาดอร์ ประธานาธิบดีกูตีเยร์เรซที่เพิ่งถูกประชาชนขับไล่ออกไป ในตอนที่ชนะการเลือกตั้งเข้ามาเป็นประธานาธิบดี เขาก็เสนอตัวมาในแบบฮูโก ชาเวซเหมือนกัน. ลูลาจากพรรคแรงงานของบราซิลก็ทำให้ประชาชนผิดหวังจนมีเสียงโห่ "ไม่เอาลูลา!" ในงานเวทีสังคมโลกเมื่อต้นปีนี้
สิ่งเดียวที่คล้ายกันในทุกประเทศของภูมิภาคก็คือ พัฒนาการของขบวนการประชาชน ในช่วงแค่ไม่กี่ปีก่อน การต่อสู้ของประชาชนมักจำกัดอยู่แต่ในท้องถิ่นและประเด็นปัญหาในท้องที่ แต่เดี๋ยวนี้ มันมักเป็นการต่อสู้ที่ดึงดูดคนหลายชนชั้นอาชีพ หลายประเด็น และมักกินวงกว้างหลายเมืองไปจนถึงระดับชาติ เช่น การต่อสู้กับการแปรรูปน้ำสามารถกลายเป็นขบวนการการเมืองในระดับชาติได้ เป็นต้น
ในสถานการณ์แบบนี้ มีแนวโน้มเกิดขึ้น 3 แบบ กล่าวคือ
แนวโน้มที่หนึ่ง ชนชั้นกระฎุมพีอาจปล่อยให้มีรัฐบาล "ทางเลือกที่สาม" เพื่อบรรเทาความไม่พอใจของประชาชน โดยเฉพาะในกรณีที่ชนชั้นกระฎุมพีไม่มีพรรคการเมืองที่สามารถสร้างแรงสนับสนุนทางสังคมได้มากพอ เช่นที่เกิดในบราซิล ชิลีและอุรุกวัย รัฐบาลพรรคแรงงานในบราซิลเป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุด
แนวโน้มที่สอง คือการสร้างระบบทหารให้การปกครองของกระฎุมพี เช่น ในโคลอมเบีย เปรูและปารากวัย ชนชั้นปกครองเริ่มทดสอบความเป็นไปได้ที่จะใช้กองทัพเพื่อฟื้นฟู "ระเบียบ" ที่ระบบการเมืองของตนไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้แนวโน้มที่สาม คือการแตกหัก เช่น ในเวเนซุเอลา เอกวาดอร์และโบลิเวีย ชนชั้นปกครองไม่สามารถสร้างความเป็นเอกฉันท์ทางการเมืองได้อีกต่อไป ประชาชนเริ่มเรียกร้องหรือเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดวาระของประเทศมากขึ้น
น้ำมันทำให้เวเนซุเอลาได้เปรียบการปฏิวัติฝ่ายซ้ายประเทศอื่นๆ
ปัจจัยภายในของเวเนซุเอลาก็มีส่วนทำให้การปฏิวัติโบลิวาร์มีโอกาสหยั่งราก ดังที่ฟิเดล
คาสโตรเคยปราศรัยไว้ในรัฐสภาของเวเนซุเอลาเมื่อปี ค.ศ. 2000 เขาชี้ว่า เวเนซุเอลามีลักษณะเฉพาะตรงที่
อุตสาหกรรมน้ำมันทำให้มันขจัดความยากจนได้โดยไม่ต้องทำลายระบบทุนนิยม ความมั่งคั่งจากน้ำมันทำให้เวเนซุเอลาดำเนินโครงการทางสังคม
โดยไม่ต้องอาศัยการยึดทรัพย์จากชนชั้นกระฎุมพี เวเนซุเอลายังมีโชคตรงที่รัฐยึดอุตสาหกรรมน้ำมันมาได้อย่างกึ่งบังเอิญ
ประจวบกับราคาน้ำมันพุ่งสูง และสหรัฐฯ กำลังต้องการน้ำมันมาก จึงทำให้เวเนซุเอลามีเวลาหยั่งรากการปฏิวัติ
หรือสามารถพัฒนาระบบคู่ขนานขึ้นมา โดยไม่จำเป็นต้องทำลายระบบทุนนิยม อีกทั้งไม่ต้องสร้างบาดแผลไว้ในสังคมอย่างประเทศรัสเซีย
จีน หรือคิวบา
การปฏิวัติในรัสเซียและคิวบาถูกกดดันจากฝ่ายต่อต้าน ทำให้ต้องมีการยึดทรัพย์เร็วกว่าที่ควร ทำให้ชนชั้นแรงงานไม่มีเวลาพอที่จะเตรียมตัว สำหรับภารกิจในการบริหารระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม อันนำไปสู่ความสับสนวุ่นวาย การยึดทรัพย์ควรเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปและใช้เวลา หยั่งรากอำนาจการเมืองให้แข็งแกร่งก่อน เป็นการปูทางและเตรียมความพร้อมให้ชนชั้นแรงงาน เพื่อให้การถ่ายโอนกรรมสิทธิ์เกิดความราบรื่นไม่สะดุดต่อเศรษฐกิจ รวมทั้งต้องมุ่งเน้นไปที่การปฏิรูประบบการศึกษาพร้อมกันไปด้วย
ปัญหาที่คิวบาต้องเผชิญเมื่อมีการยึดอุตสาหกรรมจำนวนมากคือ ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาชีพจำนวนมากหนีออกนอกประเทศ ทำให้ต้องหันไปขอความช่วยเหลือจากสหภาพโซเวียต ซึ่งนำความขัดแย้งตามมาด้วย ในรัสเซียหลังการปฏิวัติ การที่ชนชั้นแรงงานขาดการศึกษาและความเชี่ยวชาญ ทำให้พรรคบอลเชวิคต้องจำใจรับผู้บริหารยุคซาร์จำนวนมากกลับเข้ามาทำงานใหม่ ทำให้เนื้อหาของการปฏิวัติเสื่อมทรามลงอย่างช่วยไม่ได้
ความมั่งคั่งจากน้ำมันช่วยเวเนซุเอลามีเวลาหายใจมากกว่า ในด้านหนึ่ง เวเนซุเอลาสามารถจ่ายหนี้ต่างประเทศต่อไป ทำให้ไม่ต้องเผชิญปัญหาซึ่งๆ หน้ากับจักรวรรดินิยม ในขณะที่หนี้ต่างประเทศเป็นปัญหาอิหลักอิเหลื่อที่ลูลาต้องเผชิญอยู่ในปัจจุบัน น้ำมันยังทำให้เวเนซุเอลาได้เปรียบในแง่ที่มีอิสระในระดับหนึ่งจากทุนการเงินระดับโลก มันไม่ต้องพึ่งพิงสถาบันกู้ยืมเงินต่างชาติมากนัก และสามารถมีเงินสนับสนุนโครงการพัฒนาของตัวเองได้อย่างอิสระ แต่ความเป็นอิสระนี้ก็ทำให้เวเนซุเอลายังต้องผูกพันแนบแน่นกับเศรษฐกิจโลกต่อไป เพราะความมั่งคั่งของน้ำมันจะไม่มีประโยชน์เลยถ้าขายในตลาดโลกไม่ได้ แม้ว่าชาเวซจะแสวงหาความสัมพันธ์ทางการค้าแบบซีกโลกใต้-ซีกโลกใต้ แต่เวเนซุเอลาก็ยังต้องพึ่งพิงตลาดสหรัฐฯ อยู่ดี
ในอีกด้าน ความมั่งคั่งนี้เปิดโอกาสให้เวเนซุเอลาสร้างความเข้มแข็ง
และเตรียมตัวชนชั้นแรงงาน ทั้งทางด้านการศึกษา การจัดตั้งทางการเมืองและการบริหาร
แต่นี่ก็เป็นจุดอ่อนของการปฏิวัติโบลิวาร์ แม้ความสามารถในการจัดตั้งและจิตสำนึกทางการเมืองของชนชั้นแรงงานจะเริ่มหยั่งราก
แต่จิตสำนึกทางการเมืองและการจัดตั้งของประชาชนมีความเข้มแข็งเฉพาะในเมืองใหญ่และในชุมชนที่มีการจัดตั้งมายาวนานเท่านั้น
หากมองโดยภาพรวมทั้งประเทศ มันยังห่างไกลจากความสามารถที่จะบริหารระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนจากส่วนกลางได้
เพราะมีชนชั้นแรงงานเพียง 14% เท่านั้นที่จัดตั้งเป็นสหภาพ ยังไม่นับแรงงานนอกระบบที่ไม่อยู่ในสถานะที่จะจัดตั้งสหภาพ
ด้วยเหตุนี้เอง ในด้านการเมือง รัฐบาลพรรคสาธารณรัฐที่ 5 จึงยังไม่ได้ทำอะไรมากนักกับโครงสร้างเดิมของสาธารณรัฐที่
4 การเปลี่ยนผ่านจากระบอบประชาธิปไตยผู้แทนไปสู่การมีส่วนร่วมเป็นไปอย่างเชื่องช้า
ในทางเศรษฐกิจ หลายครั้งที่รัฐบาลยังไม่ได้ทำตามนโยบายที่หาเสียงเอาไว้ การมีส่วนร่วมของคนงานในโรงงานยังมีแค่ไม่กี่ตัวอย่าง
ในทางวัฒนธรรมอาจมีความก้าวหน้าบ้าง แต่ส่วนใหญ่จำกัดอยู่แค่การศึกษา การให้การศึกษาฟรีไปจนถึงมหาวิทยาลัย
ก็ยังไม่รู้ว่าจะทำได้ยั่งยืนแค่ไหน
กระนั้นก็ตาม เราไม่ควรมองรัฐบาลชาเวซในแง่ร้ายเกินไป รัฐบาลชาเวซแตกต่างจากรัฐบาลชาตินิยม/ประชานิยม ตรงที่ส่งเสริมการจัดตั้งองค์กรอิสระของคนจน ส่วนรัฐบาลชาตินิยม/ประชานิยม มักใช้โวหารต่อต้านจักรวรรดินิยมเต็มที่ แต่ในทางปฏิบัติ กลับใช้มาตรการต่อต้านจักรวรรดินิยมแค่อ่อน ๆ หรือมีมาตรการก้าวหน้าแค่สองสามอย่าง ซึ่งทำไปเพียงเพื่อให้ชนชั้นกระฎุมพีในประเทศสามารถมีจุดยืนที่มั่นคงขึ้น ในการสร้างสัมพันธ์กับทุนต่างชาติเท่านั้นเอง ไม่ใช่การจัดตั้งชนชั้นแรงงานเข้าสู่อำนาจ เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศเพื่อผลประโยชน์ของชนชั้นแรงงานจริง ๆ
นี่คือสิ่งที่ทำให้ชาวเวเนซุเอลายังมีความหวัง เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับอดีตที่ผ่านมา นโยบายของรัฐบาลในสมัยก่อนมุ่งกีดกันประชาชนออกจากการมีบทบาททางการเมือง แต่การปฏิวัติโบลิวาร์มุ่งสร้างความตื่นตัวทางการเมืองแก่ประชาชน และการมีบทบาทของภาคประชาชนคือสิทธิตามรัฐธรรมนูญ
ปริศนาของฮูโก ชาเวซ และกระบวนการปฏิวัติโบลิวาร์
ตอนที่ชาเวซก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีและเริ่มกระบวนการปฏิวัติโบลิวาร์ใหม่
ๆ ในฝ่ายซ้ายสากล มีทัศนะต่อชาเวซแตกต่างกัน 3 แบบคือ
1. มองชาเวซเป็นนักปฏิรูปเสรีนิยมที่พยายามปรับปรุงระบบเดิมให้ดีขึ้น
2. ชาเวซเป็นนักปฏิรูปที่ไม่มีความตั้งใจจริงที่จะแยกทางจากทุนนิยม เขาเป็นแค่นักชาตินิยมที่มีเป้าหมายแค่ต่อต้านจักรวรรดินิยมในแง่มุมจำกัด ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อนายทุนท้องถิ่น
3. มีการปฏิวัติเกิดขึ้นจริงในเวเนซุเอลา ในประเทศที่ถูกกดขี่ด้วยจักรวรรดินิยม จักรวรรดินิยมคือศัตรูเฉพาะหน้าที่สุด การต่อต้านจักรวรรดินิยมคือจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติในประเทศเหล่านี้ การต่อสู้กับจักรวรรดินิยมจะนำมวลชนไปปะทะกับทุนนิยม ก่อให้เกิดจิตสำนึกและการจัดตั้งขึ้น
ยิ่งเวลาผ่านไป บทบาทการเป็นผู้นำของชาเวซยิ่งเป็นที่ยอมรับมากขึ้น โดยเฉพาะในหมู่ปัญญาชนที่คลางแคลงใจในช่วงเริ่มต้น ก็เริ่มหันมามองชาเวซเป็นสัญลักษณ์ของการปฏิวัติในยุคใหม่ เห็นได้จากการที่เขาได้รับการต้อนรับอย่างดียิ่งในเวทีสังคมโลกปีนี้ (2005) ซึ่งโดยปรกติแล้ว ขบวนการสังคมใหม่ มักระแวงอำนาจรัฐและต้องการถอยห่างมากกว่าเข้าหา
ในหมู่ฝ่ายซ้ายที่แม้จะชื่นชมขบวนการซาปาติสตา แต่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการ "เปลี่ยนแปลงโลกโดยไม่ยึดอำนาจรัฐ" ฮูโก ชาเวซและการปฏิวัติโบลิวาร์กำลังเป็นตัวอย่างมีชีวิตที่แสดงให้เห็นว่า อำนาจรัฐยังมีประโยชน์และไม่ได้ชั่วร้ายเสมอไป กระนั้นก็ตาม ชาเวซจะสร้างความผิดหวังขึ้นมาในอนาคตหรือไม่ เป็นเรื่องที่ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า
แม้ว่าภูมิหลังของชาเวซจะเป็นทหารที่ผันตัวมาเป็นนักการเมือง แต่ก็ถือได้ว่าเขาเป็นปัญญาชนคนหนึ่ง เขาอ่านหนังสือมากว้างขวางรอบด้าน ทั้งวรรณกรรม ปรัชญา ทฤษฎีการเมืองและเศรษฐศาสตร์ เขาชอบอ้างถึงนักเขียนอย่างเอดัวร์โด กาเลอาโน (นักเขียนชาวอุรุกวัย) อันโตนิโอ กรัมชี หรือนักเศรษฐศาสตร์ที่เพิ่งล่วงลับอย่างอันเดร กุนเดอร์ ฟรังก์
แม้ว่าจะมีลีลาดุเดือดเร้าใจ แต่ฮูโก ชาเวซมีสำนึกทางประวัติศาสตร์เข้มข้น และรู้จักจังหวะจะโคนลูกล่อลูกชนทางการเมือง ในช่วงต้นบนเส้นทางสายการเมืองนั้น ชาเวซรอดพ้นจากข้อหาคอมมิวนิสต์มาได้เสมอ เขาไม่เคยเอ่ยคำว่า มาร์กซ์-เลนินหรือสังคมนิยมเลย แต่อาศัยการเชิดชูวีรบุรุษประจำชาติ เช่น ซีโมน โบลิวาร์, โรบินสัน, รีบาสหรือซาโมรา ขึ้นมาเป็นอุดมการณ์แทน
ในการปราศรัยต่อประชาชนที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อฉลองชัยชนะหลังการลงประชามติในปี ค.ศ. 2004 ประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซกล่าวหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าสนใจมาก และสร้างความคลุมเครือเกี่ยวกับจุดยืนของตัวเขาด้วย
สำหรับประธานาธิบดีที่ชอบอ้างถึงนอม ชอมสกีและเช เกวารา ครั้งนี้เขากลับอ้างถึงนักวิเคราะห์ของวอลสตรีทและเลห์แมนบราเธอรส์ พร้อมกับกล่าวเป็นนัย ๆ ว่า ตลาดต่างประเทศกำลังเข้าใจแล้วว่า รัฐบาลของเขากำลังสร้าง-ไม่ใช่ทำลาย-เสถียรภาพในภูมิภาคนี้ เขายังกล่าวถึงโครงการสร้างท่อน้ำมันโคลอมเบีย-เวเนซุเอลา และสัญญากับบริษัทเชฟรอนเท็กซาโกที่เพิ่งลงนามกันไป นั่นหมายถึงชาเวซกำลังยืนยันว่า เขาไม่มีความตั้งใจที่จะคุกคามทรัพย์สินเอกชนหรือผลประโยชน์ของบรรษัทข้ามชาติ ตราบเท่าที่ไม่มีการคุกคามต่ออำนาจอธิปไตยของเวเนซุเอลาเช่นกัน
นี่แสดงให้เห็นว่าชาเวซพยายามประนีประนอมกับทุกฝ่าย เขาไม่ต้องการหักด้ามพร้าด้วยเข่าและทำให้เวเนซุเอลาแตกแยกไปมากกว่านี้ ในการให้สัมภาษณ์แก่ทาริก อาลี บรรณาธิการนิตยสาร New Left Review ก่อนการลงประชามติเดือนสิงหาคม ชาเวซกล่าวว่า "วันนี้เรามีเป้าหมายที่จะนำพาเวเนซุเอลาไปสู่การยกเลิกกรรมสิทธิ์เอกชน หรือสังคมไร้ชนชั้นหรือเปล่า? ผมคิดว่าไม่ใช่ แต่ถ้ามีคนมาบอกผมว่า เพราะฉะนั้น คุณก็ไม่สามารถทำอะไรเลยเพื่อช่วยเหลือคนจน ช่วยเหลือประชาชนที่สร้างความมั่งคั่งให้ประเทศด้วยแรงงาน และอย่าลืมว่าบางส่วนเป็นแรงงานทาสด้วย ถ้าอย่างนั้น ผมก็ขอบอกกับเขาว่า 'เราต้องเดินกันคนละทาง' ผมจะไม่มีวันยอมรับว่า ไม่มีหนทางอื่นอีกในการปรับปรุงการกระจายความมั่งคั่งในสังคม"
ชาเวซเสริมต่อว่า "ผมเชื่อว่า คนเราตายในสนามรบ ยังดีกว่าเอาแต่ชูธงปฏิวัติที่อุดมคติมาก ๆ แล้วไม่ทำอะไรเลย...ผมรู้สึกเสมอว่า จุดยืนแบบนั้นเป็นข้อแก้ตัวที่มักง่ายมาก...คุณต้องพยายามและสร้างสรรค์การปฏิวัติสิ ก้าวสู่การสู้รบ รุกไปข้างหน้าทีละนิด ต่อให้แค่ทีละมิลลิเมตรก็ยังดี ขอให้เป็นทิศทางที่ถูกต้องก็แล้วกัน แทนที่จะมัวนั่งฝันถึงสังคมอุดมคติ"
จวบจนดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีตามรัฐธรรมนูญใหม่ย่างเข้าปีที่ 5 เมื่อต้นปี ค.ศ. 2005 นี้เอง ในเวทีสังคมโลก เป็นครั้งแรกที่ฮูโก ชาเวซประกาศอย่างชัดเจนถึงอุดมการณ์สังคมนิยม: "เราต้องฟื้นอุดมการณ์สังคมนิยมขึ้นมาทั้งในฐานะทฤษฎี แผนการและแนวทาง แต่ต้องเป็นสังคมนิยมในรูปแบบใหม่ สังคมนิยมที่มีความเป็นมนุษย์"
ชาเวซแค่อยากเอาใจนักกิจกรรมขบวนการสังคมใหม่ที่บราซิลหรือเปล่า? หลังจากนั้น ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ชาเวซก็ประกาศในรายการ Alo Presidente ซึ่งเป็นรายการวาไรตีประธานาธิบดีพบประชาชนความยาว 5 ชั่วโมงที่ออกอากาศเป็นประจำในเวเนซุเอลา: "ผมเชื่อและผมคิดว่าความเชื่อนี้จะอยู่คู่กับผมไปจนวันตาย นั่นคือหนทางไปสู่โลกใบใหม่ที่ดีกว่าและเป็นไปได้ ไม่ใช่หนทางของทุนนิยม แต่หนทางนั้นคือสังคมนิยม"
เขายังพูดในการปราศรัยที่คิวบาว่า ลัทธิโบลิวาร์ของเขาเป็นสังคมนิยมผสมกับเทววิทยาแห่งการปลดปล่อย (Liberation Theology) ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งของคริสต์ศาสนาที่แพร่หลายมากในละตินอเมริกา เขาอ้างถึงคำสอนของพระเยซูว่า "อูฐจะลอดรูเข็มยังง่ายกว่าคนรวยจะผ่านเข้าสู่อาณาจักรแห่งพระผู้เป็นเจ้า" พร้อมกับตบท้ายว่า "สำหรับผม พระผู้เป็นเจ้าก็คือประชาชน"
แต่แค่คำพูดย่อมไม่ใช่เครื่องพิสูจน์การกระทำ เวลาเท่านั้นที่จะพิสูจน์ว่า ชาเวซจะเป็นเหยื่ออีกคนหนึ่งของวัฒนธรรมทางการเมืองที่ฝังรากลึกในละตินอเมริกาหรือไม่ วัฒนธรรมของการพูดขยายความเกินจริง ให้ความหวังในแง่ดีเกินไป สัญญาในสิ่งที่ทำได้ยากหรือไม่มีทางทำได้ หรือบอกว่าจะทำโน่นทำนี่แต่ไม่ได้ทำเสียที
ความสัมพันธ์ของเขากับประชาชนก็ใช่ว่าจะชื่นมื่นเสมอไป ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลชาเวซเกิดขึ้นในการสรรหาตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งระดับท้องถิ่นเมื่อปีที่แล้ว ชุมชนต้องการเวทีระดับชาติเพื่อแสดงออกถึงความต้องการและการต่อสู้ที่วางรากฐานในระดับชุมชน ดังนั้น สมัชชาประชาชนจึงประชุมกันในชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อหาจุดยืนเกี่ยวกับการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นว่าจะเลือกอย่างไหนระหว่าง ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ท้องถิ่นเลือกขึ้นมา หรือสนับสนุนผู้สมัครที่พรรคการเมืองเลือกมาอย่างมีเงื่อนไข?
จุดยืนของชาเวซในเรื่องนี้กลับน่าประหลาดใจ เขาประกาศว่า "เราประกาศตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งแล้วและนี่คือผู้สมัครของเรา ใครที่ไม่ต้องการความเป็นเอกภาพก็เชิญไปเข้าร่วมกับฝ่าย escualidos ได้" ผู้สมัครเหล่านี้ถูกเลือกมาโดยคณะกรรมการแห่งชาติที่อยู่ใต้อิทธิพลของพรรครัฐบาล ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ การคัดค้านอย่างดุเดือดจากชุมชนจำนวนมากที่เรียกร้องให้รัฐบาลปฏิบัติตามคำโฆษณาของตัวเองในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน
ถ้าไม่มองชาเวซในแง่ร้ายเกินไป เป็นไปได้ที่เขาต้องการสร้างหลักประกันแก่การปฏิวัติโบลิวาร์ การให้ชุมชนเลือกผู้สมัครขึ้นมาเอง อาจถูกอิทธิพลของฝ่ายตรงข้ามเข้าแทรกแซง แต่ตัวบุคคลในพรรค MVR ก็มีปัญหาคอร์รัปชั่น การฉวยโอกาส การใช้ระบบอุปถัมภ์และการบริหารงานแบบโครงสร้างลำดับชั้น แม้ชาเวซจะพยายามปรับโครงสร้างของพรรคมาหลายครั้งก็ตาม
ชาเวซต้องพิสูจน์ตัวเองว่า เขาสามารถก้าวพ้นการเมืองแบบเก่าที่เขาเองแสดงความชิงชังรังเกียจ และสามารถทำได้จริงตามแนวทางการเมืองแบบโบลิวาร์ที่เขาเองเป็นคนนิยามว่า "การเมืองคือศิลปะของการทำสิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ในวันนี้ ให้กลายเป็นความเป็นไปได้ในวันพรุ่ง"
กุญแจไขปริศนาของฮูโก
ชาเวซ
นักกิจกรรมชุมชนระดับรากหญ้าของเวเนซุเอลากล่าวว่า: "เราสนับสนุนและปกป้องรัฐบาลชาเวซ
แต่เราก็วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างหนักเมื่อถึงคราวจำเป็น ถ้าไม่มีการวิจารณ์
การปฏิวัติก็ตายสนิท สังคมนิยมล่มสลายเมื่อประชาชนไม่มีปากเสียงในการปกครอง ฉันไม่เชื่ออัศวินขี่ม้าขาวคนไหน
ฉันเชื่อในประชาชน"
"ชาเวซไม่ใช่การปฏิวัติ เขาเป็นแค่ส่วนหนึ่งในการปฏิวัติเท่านั้น"
บทสรุป
ประวัติศาสตร์ตบหัวฟูกุยามา พร้อมกับตักเตือนว่า "ตราบใดที่ยังมีมนุษย์
(ซึ่งรวมทั้งเอ็งด้วย) ประวัติศาสตร์ก็ไม่เคยสิ้นสุด"
++++++++++++++++++++++++++++++++++++
เรียบเรียงจาก
Benjamin Dangl, Radio Rebelde in Venezuela, May 02, 2005, www.Americas.org.-------------------, The National Housewives' Union in Venezuela, April 27, 2005, www.UpsideDownWorld.org.
Coral Wynter, The Revolutionary Process in Venezuela: An Embryonic Workers and Peasant State, www.venezuelasolidarity.org.
Claudio Katz, Latin America's new 'left' governments, (International Socialism) http://www.isj.org.uk/
Dawn Gable, Civil Society, Social Movements, and Participation in Venezuela's Fifth Republic , www.venezuelanalysis.com.
Diane Taylor, Women's Bank: The Venezuelan Bank That Likes To Say Yes If You're A Woman, April 07, 2005 The Guardian.
Derrick O'Keefe, Venezuela's Challenge for the 21st Century: Building a Democratic, Humanist Socialism, SevenOaksMag.com.
Gabriel Garcia Marquez, The Enigma of Chavez, (Translated by Mark McHarry), October 04, 2000, Le Monde Diplomatique.
Gregory Wilpert, Collision in Venezuela, New Left Review 21 ( May-June, 2003).
John Olmsted, Venezuela Today " Report from the third Encuentro Mundial", May 15, 2005, ZNet.
Jean Duval, Letter from Venezuela: Revolutionary spirit of the masses - the workers take centre stage, http://www.marxist.com/index.asp.
Jonah Gindin, The Possible Faces of Venezuelan Democracy, Venezuelanalysis.com
----------------, Deepening the Revolution II: From Chavismo to Revolution in Venezuela, Tuesday, Aug 31, 2004, Venezuelanalysis.com.
Jorge Jorquera, Venezuela: The revolution unfolding in Latin America ,
http://www.venezuelasolidarity.org.Justin Podur, The Venezuelan Referendum: Chavez wins and the balancing act continues, ZNet.
Michael Keefer, Hugo Chavez Frias and the Sense of History, May 03, 2005, ZNet.
Sarah Wagner, Participatory Democracy in Venezuela, part I:
Citizen Power and Venezuela's Local Public Planning Councils, Nov 12, 2004, Venezuelanalysis.com.------------------------, Participatory Democracy in Venezuela, part 2
The Legal and Practical Basis of Citizen Power in Venezuela, Venezuelanalysis.com.------------------------, Problems and Opportunities for Citizen Power in Venezuela Tuesday, Dec 07, 2004, Venezuelanalysis.com.
Selma James & Nina Lopez, Venezuela: the grassroots revolution and the managerial class, http://www.venezuelasolidarity.org.
Stuart Munckton, Why they are terrified of the Bolivarian Revolution, http://www.venezuelasolidarity.org.
------------------------, The revolution in Venezuela, December 8, 2004, http://www.greenleft.org.au/.
-----------------------, The Venezuelan Revolution and the Need for Solidarity, venezuelasolidarity.org.
Tariq Ali Interview, Venezuela: Changing the World by Taking Power, Jul 22, 2004, Venezuelaanalysis.com
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
สำหรับผู้สนใจ อ่านบทความเกี่ยวเนื่องข้างล่างดังนี้
-
เวเนซุเอลา: เส้นทางปฏิวัติยุคหลังประวัติศาสตร์
-
มหากาพย์การเมืองเวเนซุเอลา
: ปริศนาของฮูโก ชาเวซ
-
โค่นประธานาธิบดีฮูโก
ชาเวซ : เพียงแค่คลื่นลมกระทบหินผา
-
การปฏิวัติโบลิวาร์
: องค์กรคู่ขนานและการปฏิรูปที่ดิน
-
การปฏิวัติโบลิวาร์
: การเมือง เศรษฐกิจ สังคมภาคพลเมือง
ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I
สารบัญเนื้อหา 3 I สารบัญเนื้อหา
4
I สารบัญเนื้อหา
5
ประวัติ
ม.เที่ยงคืน
สารานุกรมลัทธิหลังสมัยใหม่และความรู้เกี่ยวเนื่อง
e-mail : midnightuniv@yahoo.com
หากประสบปัญหาการส่ง
e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com
ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ทั้งหมด
กว่า 900 เรื่อง หนากว่า 13000 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา 150 บาท(รวมค่าส่ง)
(เริ่มปรับราคาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2548)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ
midnight2545@yahoo.com
สมเกียรติ
ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็บไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ
ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com



![]()
![]()

ข้อความบางส่วนจากบทความ
เวเนซุเอลามีลักษณะเฉพาะตรงที่
อุตสาหกรรมน้ำมันทำให้มันขจัดความยากจนได้โดยไม่ต้องทำลายระบบทุนนิยม ความมั่งคั่งจากน้ำมันทำให้เวเนซุเอลาดำเนินโครงการทางสังคม
โดยไม่ต้องอาศัยการยึดทรัพย์จากชนชั้นกระฎุมพี เวเนซุเอลายังมีโชคตรงที่รัฐยึดอุตสาหกรรมน้ำมันมาได้อย่างกึ่งบังเอิญ
ประจวบกับราคาน้ำมันพุ่งสูง และสหรัฐฯ กำลังต้องการน้ำมันมาก จึงทำให้เวเนซุเอลามีเวลาหยั่งรากการปฏิวัติ
หรือสามารถพัฒนาระบบคู่ขนานขึ้นมา โดยไม่จำเป็นต้องทำลายระบบทุนนิยม อีกทั้งไม่ต้องสร้างบาดแผลไว้ในสังคมอย่างประเทศรัสเซีย
จีน หรือคิวบา
การปฏิวัติในรัสเซียและคิวบาถูกกดดันจากฝ่ายต่อต้าน ทำให้ต้องมีการยึดทรัพย์เร็วกว่าที่ควร ทำให้ชนชั้นแรงงานไม่มีเวลาพอที่จะเตรียมตัว สำหรับภารกิจในการบริหารระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม อันนำไปสู่ความสับสนวุ่นวาย การยึดทรัพย์ควรเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปและใช้เวลา หยั่งรากอำนาจการเมืองให้แข็งแกร่งก่อน เป็นการปูทางและเตรียมความพร้อมให้ชนชั้นแรงงาน เพื่อให้การถ่ายโอนกรรมสิทธิ์เกิดความราบรื่นไม่สะดุดต่อเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ รัฐบาลชาเวซยังเสนอให้อุตสาหกรรมน้ำมันในประเทศต่าง ๆ ของละตินอเมริกาจับมือกันก่อตั้งองค์กรร่วมที่เรียกว่า Petrosur หรือ "พันธมิตรน้ำมัน" ถ้าหากประสบความสำเร็จ ประเทศผู้ผลิตน้ำมันในภูมิภาคนี้จะสามารถควบคุมการผลิตน้ำมัน ซึ่งคิดเป็น 12 % ของการผลิตน้ำมันในโลก อันจะทำให้มีอำนาจต่อรองกับมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาได้มากขึ้น รวมทั้งช่วยให้ประเทศผู้ผลิตน้ำมันและประเทศผู้บริโภคน้ำมันสามารถซื้อขายกันโดยตรง โดยไม่ต้องผ่าน "นายหน้าเก็งกำไรในระบบทุนนิยม" ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันถูกลง 30%-50%