




The Midnight University

คำถามฝากนายกไปญี่ปุ่น
โรงพยาบาลไทย หัวใจบริการ(ต่างชาติ)
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน
(FTA Watch)

บทความฟรี
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 658
เผยแพร่บนเว็ปไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๘
(บทความทั้งหมดยาวประมาณ 4 หน้ากระดาษ A4)
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(FTA Watch) เรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำลังเดินทางไปประเทศญี่ป่นในวันพรุ่งนี้ ให้ทบทวนและยกเลิกข้อตกลงการเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทยญี่ปุ่น(Japan-Thailand Economic Partnership Agreement, JTEPA) เรื่องการยอมรับให้เปิดเสรีบริการการแพทย์ โดยยินยอมให้คนญี่ปุ่นที่ป่วย มารับการรักษาพยาบาลในประเทศไทยได้ โดยสามารถเบิกจ่ายเงินจากกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลตามกฎหมายญี่ปุ่นในอัตรา 70 %
ข้อตกลงนี้จะเป็นสาเหตุสำคัญของการทำลาย "ระบบการดูแลรักษาสุขภาพของคนไทย ที่จำเป็นต้องใช้บริการโรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศ" ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาคุณภาพ เพื่อช่วยให้คนไทยทุกคนได้รับการดูแลรักษาจากรัฐ ตามพรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
พร้อมเสนอให้มีการปฏิรูประบบบริการสาธารณสุข การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากร รวมทั้งการปฏิรูปแนวความคิดต่อบริการสาธารณสุข ที่จะต้องไม่คำนึงถึงกำไรสูงสุดจากการให้บริการ
การเดินหน้าอย่างเต็มพิกัดในการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี เพราะเหตุผลที่ได้ยินซ้ำซากอยู่เกือบตลอดเวลาว่า "เราจะส่งทุเรียน มังคุด ไปขายกับคนเป็นพันล้านคนแทนที่จะเป็นเพียงคนไทย 63 ล้านคน" "อะไรที่ปลูกสู้เขาไม่ได้ก็ต้องเลิกปลูก" หรือบอกว่า "เราจะได้กินแอปเปิ๊ล พีช ราคาถูก"
ทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจเพียงด้านเดียว ว่า ข้อตกลงเขตการค้าเสรี มีเพียงการลดภาษีนำเข้าส่งออกเท่านั้น แต่หลายประเทศที่รัฐบาลไทยได้ทำข้อตกลงไปแล้วนั้นได้ครอบคลุมด้านต่าง ๆ มากมาย เช่น การเงินการธนาคาร การลงทุน การบริการ และทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น และที่เพิ่งจะตกลงไปเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กับประเทศญี่ปุ่นได้รวมถึงการเปิดเสรีการบริการจำนวน 65 สาขาย่อย รวมถึงบริการโรงพยาบาล รัฐบาลไม่ได้คิด หรือ คิดเอาแต่ได้ ทำให้ขาดความรอบคอบ ในการพิจารณาผลกระทบในด้านต่างๆ ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับ "เรื่องการดูแลรักษาผู้ป่วย การผลิตยาใช้เองภายในประเทศ"
การที่รัฐบาล นายกทักษิณ ต้องการเปิดเสรีการบริการด้านสุขภาพ เป็นทิศทางหลักของนโยบาย การส่งเสริมและสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการแพทย์แห่งเอเชีย (Medical Hub) เช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การดูแลผู้สูงอายุ ทันตกรรม สปา หรือนวดแผนไทย และขณะเดียวกันรัฐบาลก็มีนโยบายส่งเสริมหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่ดำเนินการในนามโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งนโยบายทั้งสองด้านนี้ (Dual Policy) ต่างต้องใช้ทรัพยากรบุคคลกลุ่มเดียวกัน ซึ่งในปัจจุบันมีจำนวนจำกัดและไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทยังมีความขาดแคลน หมอ พยาบาล เภสัชกร และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอื่นๆ อีกมากเป็นพิเศษ
คนไทยเดือนร้อนแน่ๆ จากนโยบายที่รัฐต้องการทำ
เขตการค้าเสรี ไทย ญี่ปุ่น
1. ผลกระทบต่อระบบบริการสุขภาพ
การที่รัฐจะเปิดเสรีบริการสุขภาพ นั้น จากผลการวิจัยการให้บริการทันตกรรมในจังหวัดภูเก็ต
ซึ่งเป็นจังหวัดนำร่องการให้บริการกับชาวต่างชาติ พบว่า หากคาดการณ์ว่า จากจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด
จะมีนักท่องเที่ยวมาใช้บริการทันตกรรมร้อยละ 5 จะทำให้มีชาวต่างประเทศใช้บริการทันตกรรม
มากถึง 72,671 คน จากจำนวนนักท่องเที่ยว 1,453,426 คน และเมื่อพิจารณาจากศักยภาพด้านทันตกรรมที่มีอยู่
ทั้งจากจำนวนเก้าอี้ทำฟันและชั่วโมงที่ใช้ต่อคนไข้หนึ่งคน ขณะนี้จังหวัดภูเก็ตสามารถรองรับคนไข้ทำฟันได้เพียง
60,840 คน ซึ่งหากสนับสนุนให้มีชาวต่างประเทศมาใช้บริการเพิ่มขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อการใช้บริการของคนไทยแน่นอน
(1)
2. ผลกระทบต่อการขาดแคลนแพทย์และบุคลากรอื่น
ๆ
หากมีคนไข้จากต่างประเทศมากขึ้น ย่อมเป็นปัจจัยสำคัญให้เกิดการไหลของแพทย์จากภาครัฐ
โดยเฉพาะชนบทเข้าสู่ภาคเอกชนเพิ่มขึ้น ดังการศึกษาของน.พ.ศุภสิทธิ์ พรรณารุโณทัย
และ ดร.ครรชิต สุขนาค ที่พบว่า "การเปิดการค้าเสรีด้านบริการ จะทำให้แพทย์หลั่งไหลไปสู่ภาคเอกชน
การลงทุนผลิตแพทย์สูญเปล่าไปถึง 420 -1,260 ล้านบาทต่อการรับผู้ป่วยต่างชาติ
1 แสนคนต่อปี
ขณะนี้ประเทศไทยมีแพทย์น้อยมาก ประมาณ 27,000 คนที่ยังเป็นแพทย์ หรือแพทย์หนึ่งคนต่อประชาชนประมาณ
2,400 คน ซึ่งถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับสิงคโปร์ ฮ่องกง ยุโรป อเมริกา... ถ้าเอาชาวต่างชาติเข้ามารักษามากในขณะที่แพทย์ไทยยังไม่พอจะเกิดอะไรขึ้น
ผู้ที่ได้ประโยชน์แน่นอน คือ โรงพยาบาลเอกชน แพทย์ที่ทำงานเอกชน และในเมื่อมีผู้ป่วยที่เอกชนมาก
แพทย์ที่ทำงานให้ภาครัฐก็จะลาออก... ใครจะดูแลผู้ป่วย 30 บาท และใครจะเป็นครูแพทย์?!
(2)
3. ผลกระทบต่อประสิทธิภาพของการรักษาพยาบาล
1. ข้อเสียที่อาจจะพบเห็นกันได้ชัดเจนทุกคน คือ การต้องรอหรือเข้าคิวในการรักษาพยาบาลทั้งในโรงพยาบาลรัฐและเอกชน เพราะมีจำนวนคนรับบริการที่เพิ่มขึ้น
2. การเข้าไม่ถึงบริการในกลุ่มโรคที่ไม่มีความเร่งด่วน โดยอ้างเหตุผลบุคลากรไม่เพียงพอ เช่น สัดส่วนจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ที่ให้บริการในระบบอาจจะน้อยลงเพราะต้องให้บริการชาวต่างชาติเพิ่มขึ้น ดังที่เริ่มเป็นปัญหาในปัจจุบัน เช่น การใส่เล็นส์ตาเทียมในผู้สูงอายุ อาจจะต้องรอมากกว่า 3-6 เดือน
ข้อเสนอต่อเรื่องนี้
ต้องทบทวนการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีทั้งหมด
1. ให้มีกระบวนการการดำเนินการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี ต้องผ่านขั้นตอนของรัฐสภา และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างกว้างขวาง
2. ต้องมีการศึกษาถึงผลได้และผลเสียในการทำและไม่ทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี ,การกระจายของรายได้จากการเปิดเสรีบริการสุขภาพ
3. จะต้องรีบดำเนินการปฏิรูประบบสุขภาพดังนี้3.1. การปฏิรูประบบบริการ งบประมาณและทรัพยากร การจัดสรรงบประมาณไปยังหน่วยบริการโดยตรง หรืออย่างน้อยจัดสรรให้โดยตรงกับระดับจังหวัด เพื่อทำให้เกิดการกระจายบุคลากรด้านสุขภาพที่เป็นธรรมและเพิ่มการสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรทางการแพทย์ทำงานในโรงพยาบาลชุมชนและโรงพยาบาลของรัฐ
3.2. การปฏิรูประบบบริการสาธารณสุข ผลักดันให้เกิดมาตรฐานเดียวในการให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นบริการด้านการรักษา คุณภาพยา ในหน่วยบริการระดับต่าง ๆ ของกองทุนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องหมด เช่น สวัสดิการการรักษาพยาบาลข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ ประกันสังคม 30 บาทรักษาทุกโรค เป็นต้น3.3. การปฎิรูปแนวคิดด้านสุขภาพ"บริการสาธารณสุข ไม่เป็นไปเพื่อแสวงกำไรสูงสุดในเชิงธุรกิจ" ดังเช่นมติขององค์การสหประชาชาติ ให้การทำกิจการที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภคสำคัญบางด้าน เช่น น้ำประปา ไฟฟ้า เป็นสินค้ามนุษยธรรม ที่ต้องไม่มีการทำกำไรสูงสุดหรือ
3.4. การพัฒนาความเข้มแข็งของผู้บริโภคและองค์กรต่าง ๆ ให้ผู้บริโภคมีความรู้ความเข้าใจพื้นฐานด้านสุขภาพ และส่งเสริมให้ดูแลตนเองเพิ่มขึ้น3.4.1. การสนับสนุนให้ชุมชนหรือท้องถิ่น มีระบบพัฒนาบุคลากรสุขภาพในระดับท้องถิ่นของตนเอง
3.4.2. การมีส่วนร่วมของกลุ่มต่าง ๆ การตัดสินใจด้านนโยบายในปัจจุบัน นับว่ายังไม่ได้ปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ตามที่ได้กำหนดไว้ในมาตรา 57 ที่กำหนดให้มีองค์การอิสระผู้บริโภคทำหน้าที่ให้ความเห็นในการกำหนดนโยบาย ซึ่งนับแต่มีรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นเวลามากกว่า 8 ปี ยังไม่มีการดำเนินการให้มีกฎหมายองค์การอิสระผู้บริโภค3.5. การรายงานสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เช่น การรายงานสถานการณ์การกระจายบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขให้กับสาธารณชน
3.6. นำเข้าบุคลากรทางการแพทย์ มาให้บริการในประเทศไทย สำหรับผู้ป่วยชาวต่างประเทศ ที่ใช้บริการอยู่แล้วจำนวนมากในปัจจุบัน เพื่อไม่ให้กระทบต่อการใช้บริการของคนไทย
สนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
สารี อ๋องสมหวัง 01-668-5240
นิมิตร์ เทียนอุดม 01-6666-047
เชิงอรรถ
(1) รศ.ดร ชื่นฤทัย กาญจนจิตรา และคณะ ,เอกสารประกอบการสังเคราะห์ประเด็น ประชุมสมัชชาสุขภาพ ว่าด้วยผลกระทบต่อสุขภาพจากนโยบายการค้าเสรี
(2) นพ.พินิจ กุลละวณิชย์ "บทความส่องโลกส่องสุขภาพกับแพทยสภา" มติชน กันยายน 2547
บทความวิชาการฟรีที่ผ่านมา
ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
หากนักศึกษาและสมาชิกท่านใตสนใจ
สามารถคลิกไปอ่านได้จากที่นี่...คลิกที่ภาพ
ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I
สารบัญเนื้อหา
3
ประวัติ
ม.เที่ยงคืน
e-mail : midnightuniv@yahoo.com
หากประสบปัญหาการส่ง
e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com
ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็ปไซคทั้งหมด
กว่า 650 เรื่อง หนากว่า 8500 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา 150 บาท(รวมค่าส่ง)
(เริ่มปรับราคาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2548)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ
midnight2545@yahoo.com
สมเกียรติ
ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็ปไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ
ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com
คลิกไปหน้าสารบัญ(1)
คลิกไปหน้าสารบัญ(2)
คลิกไปหน้าสารบัญ(3)
คลิกไปหน้าสารบัญ(4)
เพื่อดูบทความใหม่
เว็ปไซต์เผยแพร่ความรู้
เพื่อสาธารณประโยชน์
หากนักศึกษาหรือสมาชิก ประสบปัญหาภาพและตัวหนังสือซ้อนกัน
กรุณาลด text size ของ font ลง
จะช่วยแก้ปัญหาได้

การที่รัฐจะเปิดเสรีบริการสุขภาพนั้น จากผลการวิจัยการให้บริการทันตกรรมในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นจังหวัดนำร่องการให้บริการกับชาวต่างชาติ พบว่า หากคาดการณ์ว่า จากจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด จะมีนักท่องเที่ยวมาใช้บริการทันตกรรมร้อยละ 5 จะทำให้มีชาวต่างประเทศ ใช้บริการทันตกรรม มากถึง 72,671 คน จากจำนวนนักท่องเที่ยว 1,453,426 คน และเมื่อพิจารณาจากศักยภาพด้านทันตกรรมที่มีอยู่ ทั้งจากจำนวนเก้าอี้ทำฟันและชั่วโมงที่ใช้ต่อคนไข้หนึ่งคน ขณะนี้จังหวัดภูเก็ตสามารถรองรับคนไข้ทำฟันได้เพียง 60,840 คน ซึ่งหากสนับสนุนให้มีชาวต่างประเทศมาใช้บริการเพิ่มขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อการใช้บริการของคนไทย