



บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ลำดับที่ 572 หัวเรื่อง
ย้อนพิจารณาประวัติศาสตร์จีน
สิทธิพล
เครือรัฐติกาล
อาจารย์หลักสูตรจีนฯ
มหาวิทยาลัยรังสิต
บทความฟรีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
The Midnight 's article

Website
ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
สร้างขึ้นมาเพื่อผู้สนใจในการศึกษา
โดยไม่จำกัดคุณวุฒิ
หากต้องการติดต่อกับ
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ส่ง mail ตามที่อยู่ข้างล่างนี้
midnight2545@yahoo.com


คลิกไปหน้า homepage มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

ทบทวนประวัติศาสตร์จีนในทัศนะใหม่
ย้อนพินิจสงครามฝิ่นและประธานาธิบดีหวังจิงเว่ย
สิทธิพล
เครือรัฐติกาล
อาจารย์หลักสูตรจีนในระบบเศรษฐกิจโลก มหาวิทยาลัยรังสิต
หมายเหตุ:
ผลงานวิชาการชิ้นนี้ ประกอบด้วย ๒ บทความ
๑. สงครามฝิ่นและสนธิสัญญาหนานจิงในทัศนะใหม่
๒. ย้อนพินิจประธานาธิบดีหวังจิงเว่ย
เผยแพร่บนเว็ปไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
วันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
(บทความทั้งหมดยาวประมาณ
6 หน้ากระดาษ A4)
๑. สงครามฝิ่นและสนธิสัญญาหนานจิงในทัศนะใหม่
ในประวัติศาสตร์จีน สงครามฝิ่นและสนธิสัญญาหนานจิง (The Opium War and The
Treaty of Nanjing ค.ศ. ๑๘๔๐-๑๘๔๒) ที่จีนทำกับอังกฤษ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความตกต่ำของจีนสมัยราชวงศ์ชิง
(The Qing Dynasty ค.ศ. ๑๖๔๔-๑๙๑๑) หลังจากที่เคยขึ้นสู่จุดสูงสุดในรัชสมัยจักรพรรดิคังซี
หย่งเจิ้ง และเฉียนหลงในศตวรรษที่ ๑๘
ข้อตกลงในสนธิสัญญาฉบับนี้นำมาซึ่งความอัปยศอดสูแก่ประเทศจีนเป็นอย่างยิ่ง จีนต้องเปิดเมืองท่าค้าขาย ยกเกาะฮ่องกงให้อังกฤษ เสียค่าปฏิกรรมสงคราม กำหนดอัตราภาษีได้เพียงร้อยละ ๕ รวมทั้งต้องให้สิทธิสภาพนอกอาณาเขตแก่อังกฤษอีกด้วย และหลังจากเหตุการณ์ในครั้งนี้แล้วจีนยังต้องเผชิญการคุกคามจากชาติตะวันตกและญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเหมาเจ๋อตงประกาศสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นใน ค.ศ. ๑๙๔๙ จีนจึงได้ลุกขึ้นยืนอย่างสง่าในเวทีระหว่างประเทศ
แนวคิดทางประวัติศาสตร์เช่นนี้ครอบงำการศึกษาประวัติศาสตร์ของจีนทั้งในประเทศจีนและประเทศต่างๆทั่วโลก ดูได้จากหนังสือของนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์จีนยุคใหม่ที่นิยมใช้กันในสถาบันการศึกษาในโลกตะวันตก เช่น The Rise of Modern China ของ Immanuel C.Y. Hsu หรือในประเทศไทย เช่น ประวัติศาสตร์จีน ของ ทวีป วรดิลก ต่างอยู่ในกรอบความคิดนี้ด้วยกันทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตามหากเราย้อนดูประวัติศาสตร์การทูตของจีน นับแต่โบราณแล้วจะพบว่าจีนมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวทางการทูตตามสถานการณ์ต่างๆเป็นอย่างดี โดยที่มิได้ถือตัวอยู่ตลอดเวลาว่าตนเองเป็นศูนย์กลางของโลกและผู้อื่นจะต้องนอบน้อมต่อตนเสมอไป ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ สมัยราชวงศ์ซ่ง (The Song Dynasty ค.ศ. ๙๗๕- ๑๒๗๙) ซึ่งเป็นยุคที่จีนอ่อนแอด้านกำลังทหารอย่างยิ่ง
จักรพรรดิราชวงศ์ซ่งถึงกับยอมส่งบรรณาการและเงินทองไปให้ชนเผ่าชี่ตันและชนเผ่าซีเซี่ย เพื่อแลกกับสันติภาพที่จะมีขึ้นในราชอาณาจักร ด้วยเหตุนี้จึงมีนักวิชาการที่ศึกษาแบบแผนการทูตของจีน เช่น ศาสตราจารย์ Michael H. Hunt แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลน่า สหรัฐอเมริกา จึงให้ความเห็นไว้ในหนังสือของเขาชื่อ The Genesis of Chinese Communist Foreign Policy ว่าสนธิสัญญาหนานจิง ไม่ได้นำมาซึ่งการเสียเกียรติภูมิของจีน หากแต่เป็นเพียงการสะท้อนแบบแผนทางการทูตที่จีนเคยปฏิบัติมาแต่โบราณเท่านั้น
การพิจารณาเปรียบเทียบสนธิสัญญาหนานจิงกับข้อตกลงที่ราชวงศ์ชิงทำกับรัฐอื่นในเวลาใกล้เคียงกัน จะทำให้เข้าใจประเด็นที่กล่าวมาชัดเจนขึ้น ในหนังสือ The Search for Modern China ของศาสตราจารย์ Jonathan D. Spence แห่งมหาวิทยาลัยเยล สหรัฐอเมริกา ได้ชี้ให้เห็นความคล้ายคลึงกันระหว่างสนธิสัญญาหนานจิง กับข้อตกลงที่ราชวงศ์ชิงทำกับรัฐสุลต่านโคคานด์ (The Sultanate of Kokand) ที่ตั้งอยู่ในเอเชียกลางใน ค.ศ. ๑๘๓๕ หรือ ๗ ปีก่อนหน้าสนธิสัญญาหนานจิง
ตามข้อตกลงฉบับนี้ ราชวงศ์ชิงได้ให้สิทธิพิเศษแก่โคคานด์ ด้วยการอนุญาตให้โคคานด์ส่งผู้แทนมาประจำอยู่ในหลายเมืองในซินเจียงของจีน โดยผู้แทนเหล่านี้มีอำนาจทางกงสุลและทางศาลเหนือชาวต่างชาติทั้งมวลในเขตอัลติชาร์ (Altishahr) ของซินเจียง โคคานด์ยังได้รับอนุญาตให้เก็บภาษีสินค้าที่ชาวต่างชาตินำมาขายในบริเวณนี้อีกด้วย นอกจากนี้ชาวโคคานด์ในเขตอัลติชาร์ของซินเจียงยังได้รับการลดหย่อนภาษีโดยจ่ายเพียงครึ่งเดียวของอัตราเต็ม รวมทั้งสินค้าที่ส่งออกจากเขตอัลติชาร์ไปยังโคคานด์ยังได้รับการยกเว้นภาษีขาออก จะเห็นได้ว่าราชวงศ์ชิงมอบสิทธิพิเศษต่างๆมากมายแก่รัฐสุลต่านโคคานด์เพื่อแลกกับความมั่นคงของพรมแดนจีนด้านตะวันตก
Spence ยังชี้ให้เห็นอีกด้วยว่า ขุนนางผู้ใหญ่หลายคนที่มีส่วนร่วมในการทำข้อตกลงฉบับนี้นั้นต่อมาก็ได้มามีส่วนร่วมในการเจรจาทำสนธิสัญญาหนานจิงกับอังกฤษใน ค.ศ. ๑๘๔๒ ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้อย่างมากว่าในทัศนะของราชวงศ์ชิง สนธิสัญญาหนานจิงมีหลักการและเหตุผลเดียวกับข้อตกลงกับรัฐสุลต่านโคคานด์และจีนสมัยราชวงศ์ซ่ง นั่นคือ การให้สิทธิพิเศษแก่ "คนเถื่อน" เพื่อสันติภาพและความมั่นคงของประเทศนั่นเอง
หนังสือ Rebellions and Revolutions: China from the 1800s to the 1980s ของ Jack Gray นักวิชาการแห่งมหาวิทยาลัยซัสเซ็กซ์ สหราชอาณาจักรฯ ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมที่น่าสนใจว่า ในความเป็นจริงแล้วสนธิสัญญาหนานจิง มิได้ลงโทษหรือข่มเหงจีนอย่างรุนแรงแต่ประการใด สนธิสัญญาฉบับนี้เป็นเพียงการวางกฎเกณฑ์ทางการค้าระหว่างจีนกับอังกฤษให้ชัดเจนยิ่งขึ้นเท่านั้น การยึดเกาะฮ่องกงเป็นเพียงการที่อังกฤษต้องการหาสถานที่สำหรับเป็นสำนักงานของผู้แทนการค้าอังกฤษในจีน
และแม้จีนจะต้องเปิดเมืองท่าค้าขายเพิ่มรวม ๕ เมือง ก็เป็นเพียงการขยายโอกาสทางการค้าโดยที่อังกฤษมิได้คิดยึดครองดินแดนใดๆในแผ่นดินใหญ่ของจีนเลย จนกระทั่งหลังจากการทำสนธิสัญญาชิโมโนเซกิ (The Treaty of Shimonoseki) ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นใน ค.ศ. ๑๘๙๕ มหาอำนาจต่างๆรวมทั้งอังกฤษจึงพากันแข่งขันแสวงหาเขตอิทธิพลในจีนจน นำไปสู่เหตุการณ์ที่เรียกว่า การรุมผ่าแตงโมจีน (The Partition of China) ในปลายทศวรรษ ๑๘๙๐
จากมุมมองที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น ทำให้เราเห็นว่า การมองสงครามฝิ่นและสนธิสัญญาหนานจิงในเชิงการถูกลบหลู่ดูหมิ่นศักดิ์ศรีนั้น เป็นการมองที่ไม่รอบด้าน เพราะในความเป็นจริงแล้วเหตุการณ์นี้กระทบต่อความรู้สึกของราชวงศ์ชิงน้อยมาก และมันมิได้ต่างอะไรจากข้อตกลงที่ทำกับรัฐสุลต่านโคคานด์เมื่อ ๗ ปีก่อนหน้านั้น
การสรุปเช่นนี้นำมาซึ่งอีกคำถามหนึ่งว่า ถ้าสงครามฝิ่นและสนธิสัญญาหนานจิงมิใช่จุดเริ่มต้นของความอัปยศอดสูในประวัติศาสตร์จีนยุคใหม่ แล้วเหตุการณ์ใดจะถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นเล่า คำตอบก็คือ สงครามระหว่างจีนกับกองทัพพันธมิตรอังกฤษ-ฝรั่งเศส ระหว่าง ค.ศ. ๑๘๕๖-๑๘๖๐ นั่นเองที่เป็นจุดเริ่มต้นของความรู้สึกเสียเกียรติภูมิของจีน
เนื่องจากในครั้งนี้กองทัพอังกฤษ-ฝรั่งเศสที่จีนมองว่าเป็น "คนเถื่อน" ได้เข้าไปถึงศูนย์กลางอำนาจของจักรวรรดิจีน ณ กรุงปักกิ่ง เผาพระราชวังหยวนหมิงหยวน และตามข้อตกลงสันติภาพในครั้งนี้จีนยอมให้ต่างชาติมาตั้งสถานทูตในกรุงปักกิ่งได้ และจีนเองต้องส่งทูตไปประจำยังดินแดนของ "คนเถื่อน" อีกด้วย ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการยอมรับเอาหลักการของตะวันตกว่าด้วยความเท่าเทียมกันทางอธิปไตยของรัฐ (The Sovereign Equality of States) มาใช้ในจีน อันขัดแย้งกับระเบียบโลกเดิมของจีนที่ถือว่าตนมีสถานะสูงที่สุดอย่างสิ้นเชิง
ดังที่ปรากฏในบทความของศาสตราจารย์หวางเสี่ยวชิวแห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่ง เรื่อง เปรียบเทียบการปฏิรูปประเทศระหว่างจีน-ไทย-ญี่ปุ่นในครึ่งหลังคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ (แปลโดย รองศาสตราจารย์อาทร ฟุ้งธรรมสาร) ว่า ชนชั้นนำของจีนมองการบุกปักกิ่งของอังกฤษและฝรั่งเศสว่าเป็น "เหตุร้ายที่ไม่เคยปรากฏในรอบหลายพันปี" และทำให้กลุ่มผู้นำจีนหลัง ค.ศ. ๑๘๖๑ เช่น พระองค์เจ้าชายกง (Prince Gong ค.ศ. ๑๘๓๓-๑๘๙๘) เจิงกั๋วฟาน (Zeng Guofan ค.ศ. ๑๘๑๑-๑๘๗๒) จั่วจงถัง (Zuo Zongtang ค.ศ. ๑๘๑๒-๑๘๘๕) หลี่หงจาง (Li Hongzhang ค.ศ. ๑๘๒๓-๑๙๐๑) ตระหนักในสถานะอันอ่อนแอของจีน และนำไปสู่การดำเนินนโยบายที่เรียกว่า การสร้างตนเองให้เข้มแข็ง (Self-Strengthening Movement) และการฟื้นฟูรัชสมัยถงจื้อและกวางสู (The Tongzhi and Guangxu Restoration) ระหว่าง ค.ศ. ๑๘๖๑-๑๘๙๔ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากชาติตะวันตกนั่นเอง
๒. ย้อนพินิจประธานาธิบดีหวังจิงเว่ย
การรุกรานจีนของกองทัพพระจักรพรรดิญี่ปุ่นระหว่าง ค.ศ. ๑๙๓๑ - ๑๙๔๕ ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์จีนว่าเป็นเหตุการณ์ที่ย่ำยีศักดิ์ศรีของชนชาติจีนอย่างรุนแรงที่สุด
ในมุมมองของทั้งฝ่ายกั๋วหมินตั่งและฝ่ายคอมมิวนิสต์ถือว่า คนจีนที่ยอมเข้าสวามิภักดิ์ต่อญี่ปุ่น
อาทิ ผู่อี้ (Puyi) อดีตจักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีนที่ร่วมมือกับญี่ปุ่นสถาปนารัฐแมนจูกัวใน
ค.ศ. ๑๙๓๒ หรือ หวังจิงเว่ย (Wang Jingwei) ผู้นำคนสำคัญของพรรคกั๋วหมินตั่งที่ร่วมมือกับญี่ปุ่นตั้งรัฐบาลที่หนานจิงใน
ค.ศ. ๑๙๔๐ ต่างถูกมองว่าเป็นผู้ทรยศต่อประเทศด้วยกันทั้งนั้น
อย่างไรก็ตามหากเราพิจารณาประวัติศาสตร์การทูตของจีนแล้วจะพบว่า การเข้าด้วยกับศัตรู (collaboration) นั้น เป็นหนึ่งในกลวิธีที่จีนใช้ในการรักษาความมั่นคงของตนมาแต่โบราณ หาใช่เป็นการทรยศต่อประเทศเสมอไปไม่ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือกรณีการจลาจลของนักมวยในจีน ค.ศ. ๑๙๐๐ เมื่อพระนางฉือซี (Empress Dowager Cixi) อาศัยกำลังของพวกนักมวยประกาศสงครามกับกองทัพมหาอำนาจ ๘ ชาติ คือ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ออสเตรีย-ฮังการี รัสเซีย ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา
ขุนนางผู้ใหญ่ของราชวงศ์ชิงบางคน เช่น หลี่หงจาง (Li Hongzhang) จางจื้อต้ง (Zhang Zhidong) ต่างพากันขัดรับสั่งและหันไปเจรจาสันติภาพกับศัตรู แม้การกระทำของพวกเขาเหล่านี้จะดูเป็นการทรยศต่อพระราชสำนัก หากแต่ในที่สุดแล้วมันได้ช่วยต่ออายุของราชวงศ์ชิงมาได้อีกทศวรรษหนึ่งก่อนที่จะล่มสลายลงหลังการปฏิวัติ ค.ศ. ๑๙๑๑
ด้วยเหตุนี้การมองผู้ที่เข้าด้วยกับศัตรูว่าเป็นผู้ทรยศไปเสียทั้งหมดจึงเป็นการประเมินที่อาจจะไม่ยุติธรรมเท่าใดนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีรัฐบาล "หุ่นเชิด" ของญี่ปุ่นที่หนานจิงภายใต้การนำของประธานาธิบดีหวังจิงเว่ยระหว่าง ค.ศ. ๑๙๔๐-๑๙๔๕ ซึ่งได้รับการประเมินใหม่โดยงานของนักวิชาการตะวันตกและตะวันออกนับตั้งแต่ทศวรรษที่ ๑๙๗๐ เป็นต้นมา อาทิ
บทความของ Lin Han-sheng เรื่อง A New Look at Chinese Nationalist Appeasers ตีพิมพ์ในหนังสือ China and Japan: Search for Balance since World War I เมื่อ ค.ศ. ๑๙๗๘ รวมทั้งงานศึกษาของ Hwang Dongyoun ชื่อ Some Reflections on Wartime Collaboration in China: Wang Jingwei and his group in Hanoi เมื่อ ค.ศ. ๑๙๙๘ หรือแม้แต่หนังสือประวัติศาสตร์จีนแนวชาตินิยมที่นิยมใช้กันในสถาบันการศึกษาของโลกตะวันตกชื่อ The Rise of Modern China ของ Immanuel C.Y. Hsu นักประวัติศาสตร์เชื้อสายจีนแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานตาบาบาร่า สหรัฐอเมริกา ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. ๑๙๗๐ ก็ได้ประเมินหวังจิงเว่ยอย่างรอบด้านมากขึ้นเช่นกัน
ก่อนการรุกรานจีนของญี่ปุ่นครั้งใหญ่ใน ค.ศ. ๑๙๓๗ นั้น หวังจิงเว่ยดำรงตำแหน่งประธานสภาบริหารแห่งชาติ (The Executive Yuan) ซึ่งมีสถานะเสมือนประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐจีน ขณะที่เจียงไคเช็ค (Jiang Jieshi) ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดทางทหาร แม้ว่าคนทั้งสองจะแก่งแย่งการเป็นผู้นำพรรคกั๋วหมินตั่งหลังอสัญกรรมของ ดร. ซุนยัดเซ็น (Sun Yat-sen) ใน ค.ศ. ๑๙๒๕ แต่ในด้านการต่างประเทศนั้นผู้นำทั้งสองตระหนักดีว่าจีนในขณะนั้นอ่อนแอเกินกว่าจะต้านทานแสนยานุภาพของญี่ปุ่นได้ และการทำสงครามกับญี่ปุ่นมีความสำคัญรองลงไปจากการรักษาความมั่นคงภายใน ด้วยการปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์จีน
ด้วยเหตุนี้ทั้งสองจึงได้ร่วมมือกันดำเนินนโยบายจำยอมต่อความต้องการของศัตรู (appeasement) ดังจะเห็นได้จากการที่จีนไม่ตอบโต้ญี่ปุ่น กรณีการสถาปนารัฐแมนจูกัวใน ค.ศ. ๑๙๓๒ และในช่วงไม่กี่ปีหลังจากนั้นจีนยังได้ทำข้อตกลงที่เอื้อประโยชน์ต่อญี่ปุ่นหลายฉบับ เช่น ข้อตกลงสงบศึกตังกู่ (The Danggu Truce ค.ศ. ๑๙๓๓) ซึ่งจีนยอมสละแมนจูเรียและเย่อเหอ (Rehe) ให้ญี่ปุ่น ข้อตกลงเหอ-อูเมสึ (The He-Umezi Agreement ค.ศ. ๑๙๓๕) ซึ่งจีนยอมถอนทหารและเจ้าหน้าที่ออกจากมณฑลเหอเป่ย (Hebei) เป็นต้น
ความร่วมมือระหว่างเจียงไคเช็คกับหวังจิงเว่ยมาสิ้นสุดลงเมื่อเกิดเหตุการณ์นครซีอาน (The Xi'an Incident) ในเดือนธันวาคม ค.ศ. ๑๙๓๖ เมื่อนายพลจางเสวียเหลียง (Zhang Xueliang) จับเจียงไคเช็คเป็นตัวประกันแล้วบังคับให้เขาร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการต่อต้านญี่ปุ่น หลังจากนั้นเป็นต้นมาเจียงไคเช็คก็เชื่อว่า พลพรรคกั๋วหมินตั่งและประชาชนจีนส่วนใหญ่ต้องการให้เขาต่อต้านญี่ปุ่น
เมื่อญี่ปุ่นบุกจีนที่สะพานมาร์โคโปโลชานนครปักกิ่ง (สมัยนั้นเรียกเป่ยผิง หมายถึง สันติภาพทางเหนือ) ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๓๗ เจียงไคเช็คจึงเดินหน้าทำสงครามกับญี่ปุ่น ขณะที่หวังจิงเว่ยยังคงความคิดที่ว่าจีนอ่อนแอเกินไปที่จะต้านทานกองทัพญี่ปุ่น ประชาชนจีนจะได้รับความลำบาก อีกทั้งเขายังมองต่อไปว่า การทำสงครามกับญี่ปุ่นจะทำให้พรรคกั๋วหมินตั่งอ่อนแอลง จนเสียเปรียบพรรคคอมมิวนิสต์จีนในที่สุด
ดังนั้นเมื่อนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ฟูมิมาโร โคโนเอ (Fumimaro Konoe) เสนอขอเจรจาสันติภาพกับจีนเมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ. ๑๙๓๘ หวังจิงเว่ยซึ่งขณะนั้นไปตั้งขบวนการสันติภาพอยู่ที่กรุงฮานอยของเวียดนาม จึงพยายามเกลี้ยกล่อมให้เจียงไคเช็ครับข้อเสนอนี้แต่ไม่สำเร็จ อีกทั้งคนสนิทของเขาชื่อ เจิ้งจงหมิง (Zeng Zhongming) ถูกกลุ่มขวาจัดในพรรคกั๋วหมินตั่งลอบสังหารในเดือนมีนาคม ค.ศ. ๑๙๓๙
หวังจิงเว่ยจึงตัดสินใจเดินทางไปญี่ปุ่นในเดือนพฤษภาคมของปีนั้นเพื่อเจรจาตั้งรัฐบาลของตนเอง การกระทำของเขาในครั้งนี้ได้รับการประณามจากฝ่ายกั๋วหมินตั่ง โดยได้ขับไล่เขาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค และฝ่ายคอมมิวนิสต์ก็ประณามว่า เขาคือนายพลอู๋ซานกุ้ย (Wu Sangui) ผู้เปิดประตูด่านซานไห่กวนให้กองทัพแมนจูบุกเข้ายึดประเทศจีนเมื่อ ค.ศ. ๑๖๔๔
รัฐบาลของหวังจิงเว่ยที่มีญี่ปุ่นสนับสนุนได้รับการจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ค.ศ. ๑๙๔๐ มีนครหนานจิงเป็นเมืองหลวง หวังจิงเว่ยเป็นประธานาธิบดี และโจวโฝไห่ (Zhou Fohai) คนสนิทของเขาเป็นรองประธานาธิบดีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตลอดระยะเวลาของรัฐบาลหนานจิงของหวังจิงเว่ย แม้เขาต้องยอมต่อข้อเรียกร้องของญี่ปุ่นหลายเรื่อง เช่น การยอมรับรองรัฐบาลแมนจูกัว การยอมให้ญี่ปุ่นใช้เกาะไห่หนานเป็นฐานทัพเรือ เป็นต้น แต่หวังจิงเว่ยก็สามารถรักษาผลประโยชน์ของชาวจีนไว้ได้หลายเรื่อง อาทิ
ในเดือนตุลาคม ค.ศ. ๑๙๔๐ ญี่ปุ่นยอมให้รัฐบาลหนานจิงมีธนาคารกลางเป็นของตนเองซึ่งช่วยทำให้ระบบการเงินมีเสถียรภาพมากขึ้น ต่อมาในเดือนมกราคม ค.ศ. ๑๙๔๓ รัฐบาลหนานจิงประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกา เพื่อแลกกับการที่ญี่ปุ่นส่งมอบอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่นคืนให้ พร้อมกับยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของญี่ปุ่นในจีนที่มีมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ ๑๙ และเมื่อญี่ปุ่นกำลังจะปราชัยใน ค.ศ. ๑๙๔๕ รัฐบาลหนานจิงยังได้แอบส่งสิ่งของและทองคำให้แก่กองทัพกั๋วหมินตั่ง เพื่อใช้ในการรบกับญี่ปุ่นด้วย
และเพื่อเป็นการสร้างความชอบธรรมให้แก่ระบอบของเขา หวังจิงเว่ยจึงให้มีการจัดพิมพ์หนังสือชื่อ China and Japan, natural friends- unnatural enemies: a guide for China's foreign policy by Sun Yat-sen เพื่อเป็นการย้ำว่าเขาได้ทำตามเจตนารมณ์ของ ดร.ซุนยัดเซ็น ที่ต้องการเห็นจีนและญี่ปุ่นร่วมมือกันสร้างแนวร่วมแห่งเอเชีย (Pan-Asianism) เพื่อต่อต้านจักรวรรดินิยมตะวันตก
ประธานาธิบดีหวังจิงเว่ยถึงแก่อสัญกรรมเมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. ๑๙๔๔ หลังจากนั้นไม่ถึงหนึ่งปี รัฐบาลหนานจิงของเขาก็ถึงกาลอวสานพร้อมกับความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่น Susan H. Marsh ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ในบทความของเธอเรื่อง Zhou Fo-hai: The Making of a Collaborator ตีพิมพ์ในหนังสือ The Chinese and the Japanese: Essays in Political and Cultural Interaction เมื่อ ค.ศ. ๑๙๘๐ ว่า รัฐบาลหนานจิงของหวังจิงเว่ยน่าจะได้รับความนิยมจากประชาชนพอสมควร เพราะเมื่อรัฐบาลนี้ล่มสลายลงแล้ว กลับไม่มีการลุกฮือขึ้นของประชาชนเพื่อแสดงความโกรธแค้นต่อหวังจิงเว่ยและพรรคพวกของเขาเลย อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมาพรรคพวกของเขาต่างถูกจับยิงเป้าโทษฐานเป็นผู้ทรยศต่อประเทศ
หวังจิงเว่ยจึงเป็นบุคคลที่ควรได้รับการประเมินอย่างรอบด้านมากขึ้นในประวัติศาสตร์จีน เขามองว่าการทำสงครามกับญี่ปุ่น จะนำมาซึ่งความหายนะของชาติและประชาชนจีน อีกทั้งยังทำให้พรรคกั๋วหมินตั่งอ่อนกำลังลงจนเสียเปรียบพรรคคอมมิวนิสต์ ความคิดของเขาถูกต้องหรือไม่เป็นสิ่งที่น่าพินิจพิจารณา แต่มีความจริงอยู่อย่างหนึ่งว่า
ภายหลังจากสิ้นสุดสงครามได้เพียง ๔ ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีนของเหมาเจ๋อตง (Mao Zedong) ก็ได้รับชัยชนะในสงครามกลางเมืองและสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ค.ศ. ๑๙๔๙ ส่วนพรรคกั๋วหมินตั่งต้องถอยร่นไปยังเกาะไต้หวันตราบจนทุกวันนี้
ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I
สารบัญเนื้อหา
3
ประวัติ
ม.เที่ยงคืน
e-mail : midnightuniv@yahoo.com
หากประสบปัญหาการส่ง
e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com
ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็ปไซคทั้งหมด
กว่า 570 เรื่อง หนากว่า 7200 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา
120 บาท(รวมค่าส่ง)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่
midnightuniv@yahoo.com หรือ
midnight2545@yahoo.com
สมเกียรติ
ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็ปไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ
ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง
จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com

ในประวัติศาสตร์จีน สงครามฝิ่นและสนธิสัญญาหนานจิง (The Opium War and The Treaty of Nanjing ค.ศ. ๑๘๔๐-๑๘๔๒) ที่จีนทำกับอังกฤษ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความตกต่ำของจีนสมัยราชวงศ์ชิง หลังจากที่เคยขึ้นสู่จุดสูงสุดในรัชสมัยจักรพรรดิคังซี หย่งเจิ้ง และเฉียนหลงในศตวรรษที่ ๑๘ ข้อตกลงในสนธิสัญญาฉบับนี้นำมาซึ่งความอัปยศอดสูแก่ประเทศจีนเป็นอย่างยิ่ง จริงหรือ?
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็ปไซคทั้งหมด
กว่า 570 เรื่อง หนากว่า 7200 หน้า ในรูปของ CD-ROM ในราคา 120 บาท(รวมค่าส่ง)
สนใจสั่งซื้อได้ที่
midnightuniv@yahoo.com หรือ
ส่งธนาณัติถึง
สมเกียรติ ตั้งนโม : ไปรษณีย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 50202
กรุณาส่งธนาณัติแลกเงินไปยัง
สมเกียรติ ตั้งนโม : คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถนนสุเทพ อำเภอเมือง
จังหวัดเชียงใหม่ 50202
อย่าลืมเขียนชื่อ ที่อยู่ ของผู้รับตัวบรรจงด้วยครับ เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการจัดส่งทางไปรษณีย์

ดังที่ปรากฏในบทความของศาสตราจารย์หวางเสี่ยวชิวแห่ง มหาวิทยาลัยปักกิ่ง เรื่อง เปรียบเทียบการปฏิรูปประเทศระหว่างจีน-ไทย-ญี่ปุ่นในครึ่งหลังคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ (แปลโดย รองศาสตราจารย์อาทร ฟุ้งธรรมสาร) ว่า ชนชั้นนำของจีนมองการบุกปักกิ่งของอังกฤษและฝรั่งเศสว่าเป็น "เหตุร้ายที่ไม่เคยปรากฏในรอบหลายพันปี" และทำให้กลุ่มผู้นำจีนหลัง ค.ศ. ๑๘๖๑ เช่น พระองค์เจ้าชายกง (Prince Gong) เจิงกั๋วฟาน (Zeng Guofan) จั่วจงถัง (Zuo Zongtang) หลี่หงจาง (Li Hongzhang) ตระหนักในสถานะอันอ่อนแอของจีน และนำไปสู่การดำเนินนโยบายที่เรียกว่า การสร้างตนเองให้เข้มแข็ง (Self-Strengthening Movement)