



บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ลำดับที่ 501 หัวเรื่อง
ชาติ เชื้อชาติ และการตั้งคำถาม
ศิโรตม์
คล้ามไพบูลย์ (อเมริกา)
ชลนภา อนุกูล (เยอรมันนี)
The Midnight 's article

Website
ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
สร้างขึ้นมาเพื่อผู้สนใจในการศึกษา
โดยไม่จำกัดคุณวุฒิ
หากต้องการติดต่อกับ
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ส่ง mail ตามที่อยู่ข้างล่างนี้
midnight2545@yahoo.com


คลิกไปหน้า homepage มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

บทความทางด้านรัฐศาสตร์
บทความจากคนไทยในต่างแดน ๒ เรื่อง
ศิโรตม์
คล้ามไพบูลย์ (สหรัฐอเมริกา)
ชลนภา อนุกูล (เยอรมันนี)
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ (กำลังศึกษาอยู่ที่
มหาวิทยาลัยฮาวาย สหรัฐอเมริกา)
ชลนภา อนุกูล (University
of Saarland, Saarbrucken, Germany)
หมายเหตุ: บทความชิ้นนี้ได้รับมาจากผู้เขียน
ส่งมาให้ ม.เที่ยงคืนผ่านจดหมายอิเล็คทรอนิค
เป็นการรวบรวมงานเขียน ๒ เรื่อง ประกอบด้วย
๑. ชาติ เชื้อชาติ และดินแดน. ๒. คำถาม - กุญแจสู่สังคมความรู้
(บทความทั้งหมดยาวประมาณ 7 หน้ากระดาษ A4)
๑. ชาติ, เชื้อชาติ
และดินแดน
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
นับตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา
เราต้องยอมรับความจริงว่าสถานการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ได้มาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด
เพราะได้เกิดการเข้าพบนายกรัฐมนตรีโดยนักวิชาการ 22 ราย, มีพระราชเสาวนีย์ในวันที่
16 พฤศจิกายน, มีโครงการพับนกแห่งชาติ, เกิดการประกาศตั้งค่าหัวให้ผู้ก่อการร้าย,
ล่าสุด ลูกเสือชาวบ้านในสามจังหวัดภาคใต้เตรียมจัดการชุมนุมใหญ่ที่จังหวัดยะลา โดยคาดว่าจะมีผู้ร่วมชุมนุมหนึ่งแสนราย ในขณะที่รัฐบาลก็มีดำริจะออกกฎหมายพิเศษเพื่อต่อต้านผู้ก่อการร้ายโดยตรง
ถ้าเปรียบเทียบสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ในช่วงนี้ กับสถานการณ์ในช่วงหลังกรณีตากใบ ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ ความตายในกรณีตากใบกระตุ้นให้สาธารณะแสดงความเห็นในเรื่องภาคใต้อย่างเต็มที่ ขณะที่หลังกลางเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นมา รัฐกลับเป็นฝ่ายควบคุมญัตติสาธารณะเกี่ยวกับสามจังหวัดภาคใต้อย่างสมบูรณ์
หากคิดทบทวนให้ดี ความตายในกรณีตากใบเป็นชนวนให้เกิดเผชิญหน้าและขัดแย้งระหว่างคนหลายฝ่ายอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ, องค์กรประชาธิปไตย , วุฒิสมาชิก, ลูกเสือชาวบ้าน, ทหาร, กลุ่มสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ, หอการค้า, พระสงฆ์ , จุฬาราชมนตรี, ผู้ก่อความไม่สงบ, ประเทศเพื่อนบ้าน, สหประชาชาติ , cyber soldiers ตามเว็บบอร์ด ฯลฯ
แต่ถึงตอนนี้ ความขัดแย้งแนวราบระหว่างผู้คนอันหลากพวกหลายกลุ่มเหล่านี้ถูกแยกสลายให้หมดไป กลายเป็นความขัดแย้งเชิงเดี่ยวที่ทั้งหมดรวมศูนย์อยู่ที่รัฐและคนกลุ่มที่รัฐเรียกว่า "ผู้ก่อความไม่สงบ" โดยตรง
พูดในเชิงเปรียบเปรยแล้ว ตากใบนำไปสู่ "บทสนทนาสาธารณะ" เรื่องสามจังหวัดภาคใต้ แตกต่างจากสภาวะการณ์ในปัจจุบันนี้ ที่มีแต่ "รัฐ" ซึ่งผูกขาดนโยบายแก้ปัญหาภาคใต้อยู่เพียงฝ่ายเดียว
น่าสนใจว่าขณะที่นายกรัฐมนตรีประกาศว่า ท่านรับฟังความเห็นทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นพนักงานขับรถแท๊กซี่หรืออาจารย์มหาวิทยาลัย 22 ราย แต่ภายใต้กระบวนการรับฟังความเห็นนั้นเองที่เป็นต้นกำเนิดของ "ความเงียบ" ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
มองอย่างถี่ถ้วนแล้ว รัฐใช้อุบายหลายอย่างเพื่อกำจัดบทสนทนาสาธารณะเรื่องสามจังหวัดภาคใต้ เช่นพับนก, ตั้งกรรมการสมานฉันท์ , ให้ข่าวเกี่ยวกับเครือข่ายก่อการร้าย รวมทั้งอุบายอื่นๆ ที่สรุปโดยรวมแล้วก็คือการหันกลับไปหยิบยืมอาวุธทางถ้อยคำและความคิดที่ทรงพลังและมีประสิทธิภาพที่สุดของรัฐ นั่นก็คือความคิดเรื่องความเป็นชาติไทย
ชาติในความหมายปัจจุบันเป็นแนวคิดว่าด้วยการรวมกลุ่ม ซึ่งเกิดขึ้นในสังคมมนุษย์เมื่อไม่กี่คริสตศตวรรษที่ผ่านมา และย้อนหลังไล่ไปได้ไม่เกินร้อยปีกว่าๆ ในสังคมไทย จึงไม่ใช่การรวมกลุ่มที่เกิดขึ้นเองจากความจำเป็นตามธรรมชาติของมนุษย์ ไม่ใช่การรวมกลุ่มที่สืบทอดเป็นเส้นตรงมาแต่อดีต แต่เป็นการรวมกลุ่มที่เกิดจากความเปลี่ยนแปลงในโลกสมัยใหม่เอง
ชาติมีองค์ประกอบพื้นฐานที่หลากหลาย หมายถึงชาติ, ศาสนา และพระมหากษัตริย์ก็ได้ และในบางช่วงเวลา ก็อาจประกอบด้วยรัฐธรรมนูญก็ได้อีก ชาติเป็นแนวคิดนามธรรม จึงจับต้องไม่ได้ แต่ฆ่าคนได้ สั่งคนให้ไปตายได้ และปรากฎตัวในรูปสิ่งประดิษฐ์ทางวัฒนธรรมหลายชนิดในชีวิตประจำวัน เช่นเพลง, ธง, กีฬา, กองทัพ, สถาบันการศึกษา , เครื่องดื่มชูกำลัง, หนังโป๊ ฯลฯ
ด้วยเหตุดังนี้ โลกทรรศน์ที่สังคมไทยมีต่อกรรมการสมานฉันท์แห่งชาติ และวีซีดีน้องแน๊ท จึงทำงานบนตรรกะความเป็นชาติแบบเดียวกัน นั่นคือกรรมการสมานฉันท์เป็นตัวแทนของ "สถาบันการศึกษาแห่งชาติ" จึง "เป็นกลาง" จนทุกฝ่ายต้องรับฟัง ขณะที่น้องแน๊ทนั้นถ่ายหนังกับนักแสดงต่างชาติมากเกินไป จึงเป็นอันตรายต่อ "วัฒนธรรมแห่งชาติ" ของไทย
ธงชัย วินิจจะกูล เคยกล่าวไว้ในคำบรรยายสำคัญของเขา เรื่อง "เรื่องราวจากชายแดน : สิ่งแปลกปลอมต่อตรรกะทางภูมิศาสตร์ของประวัติศาสตร์แห่งชาติไทย" ว่าชาติไทยวางอยู่บนฐานคติว่าความรู้และตรรกะทางภูมิศาสตร์บางแบบ เป็น "ความจริง" อย่างไม่ต้องสงสัย และหากตั้งข้อสงสัยกับความรู้แบบนี้ ประวัติศาสตร์ก็จะถูกสงสัยท้าทายไปด้วย
ธงชัยเรียกความรู้ทางภูมิศาสตร์แบบนี้ว่า "ตรรกะทางภูมิศาสตร์ของประวัติศาสตร์ไทย" (The Geographical Logic of Thai National History) ซึ่งแม้จะไม่ใช่ตรรกะชุดเดียวที่กำหนดประวัติศาสตร์ แต่ก็มีตรรกะชุดอื่นไม่มากนักที่มีบทบาทในลักษณะแบบเดียวกัน เพราะฉะนั้น ความคิดเรื่องความเป็นชาติไทยจึงมีทำงานภายใต้การคิดถึงชาติโดยกรอบคิดเรื่องอาณาเขตดินแดน
อย่างไรก็ดี ดินแดนไม่ได้เป็นฐานคิดเพียงอย่างเดียวของความเป็นชาติไทย เพราะฐานคติที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่า "ดินแดน" ก็คือการยอมรับว่าชาติไทยเป็นของคนเชื้อชาติไทยอย่างไม่มีทางเป็นอื่นไปได้ ถึงขั้นที่หากคิดถึงชาติโดยออกไปจากกรอบอ้างอิงเรื่องเชื้อชาติแบบนี้ ความเป็นชาติไทยก็จะถูกสั่นคลอนและท้าทายอย่างรุนแรง
ทั้งหมดนี้ทำให้ความเป็น "เชื้อชาติ" เป็นปัญหาใหญ่ของชาติไทยตลอดเวลา จนกล่าวได้ว่าชีวิตประจำวันของคนไทยนั้น ส้องเสพ และพัวพันกับวาทกรรมความเป็นเชื้อชาติไทยไปทั้งหมด ทำให้คาราบาวแดงขายได้ เพราะพูดถึงปัญหาสำคัญของสังคมไทยเรื่องความเป็น "คนไทยหรือเปล่า" ของคนทั่วไป
แน่นอนว่าสังคมไทยไม่มีประวัติเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เหมือนหลายสังคม จึงไม่ได้เป็นสังคมที่คลั่งเชื้อชาติ จนถึงแก่ฆ่าคนที่ผิดแปลกทางเชื้อชาติได้ เชื้อชาติที่ "ไม่ไทย" จึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องถูกกำหราบปราบปรามให้หมดสิ้นไป หากมีแต่เชื้อชาติที่เป็นภัยคุกคามดินแดนเท่านั้น ที่ถูกถือว่าเป็นอันตรายร้ายแรง
ถึงจุดนี้ ความเป็นชาติไทยจึงทำงานอยู่บนตรรกะที่สำคัญสองชนิด ตรรกะแรกคือตรรกะทางภูมิศาสตร์แห่งชาติ และตรรกะที่สองคือตรรกะเรื่องความเป็นเชื้อชาติแห่งชาติไทย นำไปสู่การคิดถึงชาติไทยในแบบแผนซึ่งเป็นพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ซึ่งมีลักษณะทางเชื้อชาติอย่างชัดแจ้ง (ethno geographical territorial space) ไม่ใช่ชาติซึ่งปราศจากลักษณะทางเชื้อชาติในแบบหลายสังคม
ในตรรกะแบบนี้ ความผิดแปลกทางเชื้อชาติและดินแดนเป็นเรื่องอันตราย จนอาจทำให้ถูกฆ่าได้อย่างโหดร้าย ตัวอย่างเช่นการฆ่าและทำร้ายศพในวันที่ 6 ตุลา 2519 รวมทั้งความตายของคนเชื้อสายมลายูที่ตากใบ ซึ่งทั้งหมดนี้ตายโดยถูกถือว่า "ไม่ไทย" และเป็นตัวแทนของคนต่างเชื้อชาติที่หมายคุกคามดินแดนไทย
อย่าลืมว่าเนื้อหาส่วนแรกของเพลงชาติไทยนั้นประกาศไว้อย่างชัดเจนว่า "ประเทศไทย รวมเลือดเนื้อ ชาติเชื้อไทย" ขณะที่เนื้อหาท่อนอื่นก็เชิดชูความสำคัญของการรบพุ่ง ถึงขั้นเรียกร้องให้คนเชื้อชาติไทยทั้งมวลนั้น "สละเลือดเป็นชาติพลี" ในกรณีที่เผชิญกับศัตรูผู้คิดร้ายคุกคามอาณาเขตและดินแดนทางภูมิศาสตร์ของไทย อนึ่ง น่าสนใจว่าไม่มีท่อนไหนในเพลงชาติที่พูดถึงคำสำคัญอื่นๆ เช่น เสรีภาพ, ความเท่าเทียม, และสิทธิ แม้แต่นิดเดียว
กลับไปที่กรณีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อีกที นับตั้งแต่เกิดเหตุรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วงต้นปี และเกิดการเสียชีวิตของพลเรือนในกรณีตากใบ ความขัดแย้งระหว่างคนทุกฝ่ายก็ขยายตัวอย่างกว้างขวาง โดยที่เมื่อรัฐล้มเหลวในการจรรโลงสภาวะสันติต่อไปได้ ความขัดแย้งก็กลายเป็นความตื่นตระหนกอันเกิดจากความไม่รู้ว่าจะอธิบายเหตุการณ์ทั้งหมดว่าอย่างไรดี
สถานการณ์เหล่านี้คือสถานการณ์ที่ผิดปกติอย่างยิ่งยวด จึงเป็นสถานการณ์ที่เปิดโอกาสให้ความเห็นและทรรศนะทุกแบบเผยตัวออกมาได้อย่างเต็มที่ ทำให้มีการพูดถึงการแบ่งแยกดินแดนมากขึ้น รวมทั้งมีการพูดถึงการแทรกแซงโดยฝ่ายอเมริกามากขึ้น และแน่นอนว่ามีการเล่าลือข่าวสารและพงศาวดารฉบับกระซิบไปต่างๆ นานา
มองในแง่นี้ สถานการณ์ในช่วงหลังตากใบเป็นต้นมา ทำให้สังคมการเมืองไทยแทบจะตกอยู่ในสภาวะฉุกเฉิน (state of emergency) ซึ่งรัฐไม่อาจแสดงอำนาจปกครองอย่างสมบูรณ์ได้ต่อไป
อย่างไรก็ดี ด้วยการประกาศอย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรกว่ากลุ่มก่อการร้ายคือฝ่ายที่อยู่เบื้องหลังความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ ความขัดแย้งในสังคมระหว่างคนหลากกลุ่มหลายฝ่ายอันเนื่องมาจากปัญหาภาคใต้ก็หมดไป กลายเป็นความขัดแย้งเชิงเดี่ยวที่รวมศูนย์อยู่ที่ชาติไทยกับอิสลามหัวรุนแรงข้ามพรมแดน
จริงอยู่ว่ามุสลิมก่อการร้ายนั้นอันตราย แต่ความรุนแรงในภาคใต้มีลักษณะเฉพาะที่น่าจะเป็นอิสระจากการก่อการร้ายในความหมายสากลอยู่มาก ด้วยเหตุผลอย่างน้อยสี่ข้อ
ข้อแรก ความรุนแรงเกิดขึ้นในพื้นที่ซึ่งไม่มีประวัติศาสตร์ของความขัดแย้งทางศาสนาที่รุนแรงอย่างเห็นได้ชัดแบบโลกตะวันตก
ข้อสอง ความรุนแรงเกิดขึ้นในพื้นที่ ซึ่งเต็มไปด้วยองค์ประกอบทางสังคมที่ส่งผลให้ผู้คนไม่ได้แบ่งแยกฝักฝ่ายตามความแตกต่างทางศาสนาอย่างตายตัว แต่อาจแบ่งแยกด้วยเหตุผลอื่น และรวมกลุ่มโดยเหตุผลอื่นได้ด้วย เช่น ความยากจน ชาติพันธุ์ ความเป็นละแวก ฯลฯ
ข้อสาม การเผชิญหน้ากับรัฐไม่ได้ปรากฎแต่ในรูปของวินาศกรรมและเข่นฆ่า หากในหลายกรณียังแสดงออกในรูปของการชุมนุมและรวมกลุ่มในลักษณะต่างๆ จึงมีผู้คนที่เกี่ยวข้องโดยกว้างขวางและเปิดเผยเกินกว่ากลุ่มก่อการร้ายข้ามพรมแดนไม่กี่ราย
ข้อสี่ เป็นไปได้มากที่กลุ่มก่อการร้ายจะได้รับความสนับสนุนข้ามพรมแดนจากเครือข่ายก่อการร้ายสากล แต่คุณลักษณะทางชาติพันธุ์ของเครือข่ายก่อการร้ายสากล ก็เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวในสามจังหวัดภาคใต้อยู่มาก จนต่อให้แม้จะมีความเคลื่อนไหวของผู้ก่อการร้ายในความหมายสากล คนกลุ่มนี้ก็มีอิทธิพลได้แต่คนในแวดวงจำกัดเท่านั้น
แน่นอนว่าการก่อการร้ายเป็นอันตราย เพราะมุ่งทำลายระเบียบของสังคมโดยไม่สนใจว่าใครคือ "เหยื่อ" ของการก่อการร้ายนั้น รัฐจึงมีหน้าที่พื้นฐานในการต่อต้านการกระทำนี้ แต่ขณะเดียวกัน ก็ต้องตระหนักว่าการก่อการร้ายไม่เคยมีประสิทธิผลถึงขั้นผลักดันให้มวลชนต้านรัฐอย่างกว้างขวาง อันเป็นปรากฎการณ์สำคัญของสามจังหวัดภาคใต้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
กล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว ต้นตอของความรุนแรงในภาคใต้ไม่ได้อยู่ที่การแทรกตัวของกลุ่มก่อการร้าย แต่อยู่ที่ความล้มเหลวในการสร้างชาติที่เป็นอิสระจากการผูกขาดทางชาติพันธุ์
๒. คำถาม - กุญแจสู่สังคมความรู้
ชลนภา อนุกูล
ความเห็นนั้นต่างจากความรู้ในข้อที่ว่า
แม้คนโง่เขลาก็อาจแสดงความเห็นได้ แต่ความรู้นั้นคือรู้ว่าจะต้องรู้เรื่องอะไรบ้างเพื่อจะสังเคราะห์เป็นความเห็นออกมา
ข้อนี้เองจึงทำให้การตั้งคำถามมีความสำคัญมาก คำถามที่ดีนั้นต้องตั้งให้ถูกกับบุคคล
ถูกกับสถานที่ ถูกกับกาล จึงจะได้ความเห็นที่เป็นความรู้ขึ้นมา
ยกตัวอย่างกรณีปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ สื่อมวลชนควรจะตั้งคำถามกับตนเองก่อนว่า ควรจะไปสัมภาษณ์ถามใครบ้าง จึงจะเรียกว่าได้ความเห็นที่เป็นภาพรวมของสังคม หรือได้รับมุมมองข้อเสนอแนะอย่างรอบด้าน การสัมภาษณ์บุคคลทั้งในและนอกพื้นที่ ดังเช่น นักคิด นักเขียน กวี ศิลปิน ผู้นำทางศาสนา เกษตรกร คนหาเช้ากินค่ำ แม่ค้าในตลาด ย่อมได้คำตอบแตกต่างจากข้าราชการของรัฐ นักการเมือง ทหาร และตำรวจ อย่างแน่นอน ยิ่งในสถานการณ์สงคราม กองทัพยิ่งเป็นแหล่งสุดท้ายที่ควรจะเข้าไปสอบถามความคิดเห็นด้วยซ้ำไป
หรือลองจินตนาการดูว่า หากเราได้มีโอกาสเข้าไปสัมภาษณ์ หรือพบปะพูดคุยกับบุคคลสำคัญของโลก ดังเช่น บิลล์ เกต, จอร์จ บุช, แกร์ฮาร์ด ชโรเดอร์, วลาดิเมียร์ ปูติน, พระสันตปาปา, ทะไลลามะ, สมเด็จพระสังฆราช, บิน ลาเดน ฯลฯ เราจะเตรียมคำถามอะไรไว้บ้าง จึงจะทำให้การสัมภาษณ์หรือการพบปะพูดคุยนี้เป็นประโยชน์ขึ้นมา
คำถามนั้นสำคัญยิ่งกว่าคำตอบ เพราะทุกคำถามย่อมมีคำตอบ แต่หากตั้งคำถามไม่เหมาะสม ก็ไม่อาจจะได้คำตอบที่นำไปสู่ความรู้หรือปัญญาใหม่ได้ แม้พระพุทธเจ้าก็ยังทรงปฏิเสธที่จะตอบคำถามบางคำถาม เพราะไม่เห็นประโยชน์ ไม่นำไปสู่ปัญญา ไม่นำไปสู่สัจจะความจริง
สิ่งที่ยืนยันได้ดีถึงความสำคัญของคำถามก็คือ คาถาหัวใจนักปราชญ์ สุ จิ ปุ ลิ - ฟัง คิด ถาม เขียน เราจะมองเห็นการเคลื่อนไหลของความรู้ โดยผ่านการเรียนรู้ทั้งการฟัง การอ่าน การสังเกต (สุตตะ) พิจารณาไตร่ตรอง (จิตตะ) ตั้งคำถามกับความรู้เพื่อสังเคราะห์เป็นความรู้ใหม่ (ปุจฉา) และถ่ายทอดความรู้ให้ผู้อื่น (ลิขิต)
และจะเห็นได้ว่า หากปราศจากการตั้งคำถามแล้ว การสังเคราะห์ความรู้ใหม่ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ และหากตั้งคำถามสะเปะสะปะ เป็นคำถามที่ไม่เป็นประโยชน์ ก็ไม่อาจนำไปสู่คำตอบที่เป็นความรู้หรือนำไปสู่คำถามเพื่อเข้าใกล้ความรู้ความจริงยิ่งขึ้น การตั้งคำถามจึงสำคัญมากโดยเหตุนี้ เพราะต้องใช้สติปัญญามาก
แม้ในทางวิชาการเอง ปัญหาทุกปัญหา การวิจัยทุกประเภท จะถูกตั้งคำถามกำกับไว้เสมอว่าจะค้นคว้าวิจัยด้วยเหตุผลอะไร การตั้งคำถามเกี่ยวกับเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของความรู้จึงมีความสำคัญมากด้วยเหตุนี้
นีล โพสต์แมน อาจารย์ทางด้านนิเวศน์วิทยาสื่อ ได้ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจว่า ระบบการศึกษาร่วมสมัยมุ่งผลิตนักเรียนที่ตอบคำถามเสียยิ่งกว่านักเรียนที่ตั้งคำถาม นักเรียนถูกฝึกให้ตอบคำถามของครูผ่านการสอบการเก็บคะแนน แต่มิได้ถูกฝึกให้ตั้งคำถามกับครูเลย เราจึงไม่มีนักเรียนที่ตั้งคำถามกับวิชาประวัติศาสตร์เลยว่า ประวัติศาสตร์ที่เราเรียนเป็นของใคร ใครเป็นคนเขียน เชื่อถือได้เพียงใด ฯลฯ
ตัวอย่างรูปธรรมเรื่องนี้ก็คือ อาจารย์สาขาวิศวกรรมศาสตร์อย่างด็อกเตอร์วรภัทร ภู่เจริญ ออกข้อสอบ ให้นักศึกษาเขียนข้อสอบพร้อมเฉลยเอง ก็มีคนสอบตกกว่าค่อนห้อง เพราะตั้งคำถามไม่เป็น ส่วนใหญ่ตั้งคำถามง่าย ๆ และตอบง่าย ๆ ไม่บ่งถึงความรู้ และไม่แสดงสติปัญญา
มนุษย์ที่ถูกผลิตออกมาจากโรงงานการศึกษาสำเร็จรูปแบบกระป๋องเหล่านี้ จึงมีลักษณะคล้ายคลึงกับพลเมืองของโลกอนาคต ที่อัลดัส ฮักซ์เลย์ เขียนไว้ใน โลกใหม่อันอาจอง - Brave New World คือ ปราศจากความหวาดกลัวที่หนังสือบางเล่มจะถูกห้ามพิมพ์เผยแพร่ เพราะไม่มีความจำเป็นเลย เนื่องจากผู้คนแทบจะเลิกอ่านหนังสือกันแล้ว ปราศจากความหวาดกลัวที่จะถูกปิดบังข้อมูลข่าวสารโดยผู้มีอำนาจ เพราะผู้มีอำนาจได้ป้อนข้อมูลข่าวสารจำนวนมากอย่างสม่ำเสมอตลอดเวลา ปราศจากความทุกข์ร้อนเพราะได้รับข่าวสารรายการบันเทิงตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงโดยไม่รู้ตัวว่ากำลังหัวเราะให้กับเรื่องอะไร และปราศจากความหวาดกลัวหรือขัดแย้งต่อผู้มีอำนาจ เพราะได้เป็นมิตรเชื่องเชื่อและสยบยอมต่อผู้มีอำนาจอย่างสิ้นเชิง
สังคมไทยกำลังตั้งคำถาม
ว่าด้วยการนำสังคมให้พ้นจากความเห็นอันเลวไปสู่ความรู้ดีงาม นอกเหนือจากการตั้งคำถามที่เหมาะสมแล้ว
การวิพากษ์เชิงคุณค่ายังมีบทบาทสำคัญยิ่ง เพราะจะทำให้แยกแยะคุณภาพของคำถามคำตอบตลอดจนความเห็นได้
เมื่อแยกแยะได้ กลั่นกรองได้ ก็รู้ว่าสิ่งใดเป็นแก้วเพชรสิ่งใดเป็นกรวดทราย
สมควรนำไปเจียรนัยเป็นมุกมณีประดับมหาพิชัยมงกุฏแห่งปัญญาญานได้ การวิพากษ์เชิงคุณค่า
แท้จริงแล้วก็คือการตั้งคำถามเชิงคุณค่าต่อสิ่งต่างๆ
หากมีการฝึกฝนการตั้งคำถามสร้างสรรค์อันนำไปสู่ปัญญาใหม่ ฝึกฝนการวิพากษ์คุณค่าของคำถามและคำตอบ
เราก็จะรอดพ้นจากการเป็นเหยื่อของเผด็จการทางความรู้ รอดพ้นจากการเป็นเหยื่อทางความเห็นของคอลัมนิสต์
หรือพิธีกรดำเนินรายการโทรทัศน์ รอดพ้นจากการเป็นสาวกทางความรู้ความเห็นของผู้ที่ตั้งอยู่ในความเคารพรัก
และแม้กระทั่งสัจจะสมบูรณ์ของเรา
ก็ในเมื่อปัญญาญานในตัวของเราเอง เรายังอาจหาญท้าทายได้ด้วยความรักและนับถือ สาอะไรกับอวิชชาภายนอกที่มากวักมือเชื้อเชิญในรูปของพระคัมภีร์ พระราชดำรัส ปาฐกถา การพัฒนา ทฤษฎีทางวิชาการ ความเห็นของผู้ชำนาญการ ฯลฯ
รัตนบุรุษอย่างเจ้าชายสิทธัตถะ ศาสตราจารย์ที่ยืนอยู่ทั้งฝั่งวิชาการและการเมืองอย่างไอน์สไตน์ นักเศรษฐศาสตร์และนักมนุษยนิยมอย่างชูมาร์กเกอร์ ทนายความและนักต่อสู้เรียกร้องเอกราชด้วยอหิงสธรรมอย่างคานธี ผู้คนเหล่านี้ล้วนก้าวข้ามเขตแดนแห่งความรู้เก่าไปสู่ความรู้ใหม่ของมนุษยชาติก็ด้วยปุจฉาธรรมนั่นเอง
สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ
ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I
สารบัญเนื้อหา
3
ประวัติ
ม.เที่ยงคืน
e-mail : midnightuniv@yahoo.com
หากประสบปัญหาการส่ง
e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com
ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็ปไซคทั้งหมด
กว่า 450 เรื่อง หนากว่า 5000 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา
120 บาท(รวมค่าส่ง)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่
midnightuniv@yahoo.com หรือ
midnight2545@yahoo.com
สมเกียรติ
ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็ปไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ
ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง
จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com

นีล โพสต์แมน อาจารย์ทางด้านนิเวศน์วิทยาสื่อ ได้ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจว่า ระบบการศึกษาร่วมสมัยมุ่งผลิตนักเรียนที่ตอบคำถามเสียยิ่งกว่านักเรียนที่ตั้งคำถาม นักเรียนถูกฝึกให้ตอบคำถามของครูผ่านการสอบการเก็บคะแนน แต่มิได้ถูกฝึกให้ตั้งคำถามกับครูเลย เราจึงไม่มีนักเรียนที่ตั้งคำถามกับวิชาประวัติศาสตร์เลยว่า ประวัติศาสตร์ที่เราเรียนเป็นของใคร ใครเป็นคนเขียน เชื่อถือได้เพียงใด ฯลฯ
แน่นอนว่าสังคมไทยไม่มีประวัติเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เหมือนหลายสังคม จึงไม่ได้เป็นสังคมที่คลั่งเชื้อชาติ จนถึงแก่ฆ่าคนที่ผิดแปลกทางเชื้อชาติได้ เชื้อชาติที่ "ไม่ไทย" จึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องถูกกำหราบปราบปรามให้หมดสิ้นไป หากมีแต่เชื้อชาติที่เป็นภัยคุกคามดินแดนเท่านั้น ที่ถูกถือว่าเป็นอันตรายร้ายแรง ถึงจุดนี้ ความเป็นชาติไทยจึงทำงานอยู่บนตรรกะที่สำคัญสองชนิด ตรรกะแรกคือตรรกะทางภูมิศาสตร์แห่งชาติ และตรรกะที่สองคือตรรกะเรื่องความเป็นเชื้อชาติแห่งชาติไทย นำไปสู่การคิดถึงชาติไทยในแบบแผนซึ่งเป็นพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ซึ่งมีลักษณะทางเชื้อชาติอย่างชัดแจ้ง (ethno geographical territorial space) ไม่ใช่ชาติซึ่งปราศจากลักษณะทางเชื้อชาติในแบบหลายสังคม ในตรรกะแบบนี้ ความผิดแปลกทางเชื้อชาติและดินแดนเป็นเรื่องอันตราย จนอาจทำให้ถูกฆ่าได้
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็ปไซคทั้งหมด
กว่า 500 เรื่อง หนากว่า 6000 หน้า ในรูปของ CD-ROM ในราคา 120 บาท(รวมค่าส่ง)
สนใจสั่งซื้อได้ที่
midnightuniv@yahoo.com หรือ
ส่งธนาณัติถึง
สมเกียรติ ตั้งนโม : ไปรษณีย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 50202
กรุณาส่งตั๋วแลกเงินไปยัง
สมเกียรติ ตั้งนโม : คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถนนสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
50202
อย่าลืมเขียนชื่อ ที่อยู่ ของผู้รับตัวบรรจงด้วยครับ
เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการจัดส่งทางไปรษณีย์
