



บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ลำดับที่ 475 หัวเรื่อง
กรณีความรุนแรงที่ตากใบ
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
นักวิชาการอิสระ (นศ. ป.เอก) มหาวิทยาลัยฮาวาย สหรัฐอเมริกา
The
Midnight University

Website
ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
สร้างขึ้นมาเพื่อผู้สนใจในการศึกษา
โดยไม่จำกัดคุณวุฒิ
หากต้องการติดต่อกับ
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ส่ง mail ตามที่อยู่ข้างล่างนี้
midnight2545@yahoo.com


คลิกไปหน้า homepage มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

บทความแสดงทัศนะ
ความเกลียดชังทางโครงสร้างที่อันตราย
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
นักวิชาการอิสระ : กำลังศึกษาในระดับ
ป.เอก ที่ มหาวิทยาลัยฮาวาย
บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ลำดับที่ 475
หมายเหตุ : เว็ปเพจหน้านี้ เป็นการรวบรวมบทความของศิโรตม์
๒ ชิ้นคือ
๑. ความเกลียดชังทางโครงสร้างที่อันตราย และ
๒. ความเงียบเอ่ยเอื้นความตาย
ซึ่งเป็นงานเขียนแสดงทัศนะเกี่ยวกับกรณีความรุนแรงที่ตากใบทั้ง ๒ เรื่อง
(บทความชิ้นนี้ยาวประมาณ
10 หน้ากระดาษ A4)
เรื่องที่ ๑ ความเกลียดชังทางโครงสร้างที่อันตราย
ใครที่มีโอกาสสำรวจความเห็นของบุคคลนิรนามตามเว็บไซด์ต่างๆ
คงจะสังเกตเห็นว่าความเกลียดชังที่คนไทยมีต่อคนต่างเชื้อชาติต่างศาสนา ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน
ดังปรากฎว่าได้เกิดการโจมตีเหยียดหยามหลักคำสอน, ศาสดา, ศาสนา และอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของคนบางกลุ่มขึ้นอย่างกว้างขวาง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
น่าสนใจว่าการโจมตีเหล่านี้ ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่คนกลุ่มซึ่งมีความแตกต่างทางเชื้อชาติและศาสนาแต่เพียงอย่างเดียว หากแม้แต่คนที่มีคุณสมบัติครบถ้วนทุกประการของความเป็นคนไทย ก็ยังมีโอกาสจะตกเป็นเหยื่อของการโจมตีเหล่านี้ได้ด้วย ถ้าได้แสดงความเห็นท้วงติงความเกลียดชังระหว่างเชื้อชาติและศาสนาเอาไว้ให้เห็นอย่างชัดเจน
อ.จอน อึ๊งภากรณ์ หนึ่งในวุฒิสมาชิกอิสระที่มีบทบาทน่ายกย่องที่สุดในรัฐสภาชุดปัจจุบัน ให้ความเห็นเอาไว้สั้นๆ ทว่ากินใจความว่า "ไม่มีรัฐบาลไหนสร้างการแบ่งแยกในหมู่คนไทยได้เท่ารัฐบาลนี้" แต่ก็ไม่มีที่ไหนในโลกอีกเช่นกันที่ลำพังรัฐบาลจะมีสมรรถภาพมากพอจะทำให้เกิดสถานการณ์อันอาจนำไปสู่ "สงครามระหว่างชาติพันธุ์"
ขณะที่ฝ่ายเสรีนิยมในวุฒิสภาเห็นว่า รัฐบาลคือสาเหตุของความเกลียดชังเหล่านี้ ฝ่ายทหารและหน่วยข่าวกรองกลับเห็นว่าการแบ่งแยกในชาตินั้น เกิดจาก "จอมบงการ" ผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ไม่สงบรายวัน จึงนำไปสู่ปฏิบัติการไล่ล่าจอมบงการโดยวิธีการต่างๆ อย่างกว้างขวาง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการเปิดโปง "จอมบงการ" แม้แต่ครั้งเดียว
น่าสังเกตว่าผู้ถูกสงสัยว่าคือ "จอมบงการ " ล้วนเป็นบุคคลซึ่งเป็นที่นับถือของคนเชื้อสายมลายูมุสลิม จนกล่าวได้ว่าผู้นำทางการเมืองและศีลธรรมของคนมลายูมุสลิมล้วนเผชิญประสบการณ์กล่าวหา, จับกุม, อุ้มฆ่า, ประทุษร้าย ฯลฯ มาแล้วทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ส.ส., ส.ว., โต๊ะครู, ปอเนาะ, ด๊อกเตอร์วัน, พ่อเฒ่าอายุ 65 หรือแม้แต่เด็กนักเรียนอายุ 18 ปี
ถ้าครึ่งหนึ่งของคนที่ถูกกล่าวหานั้นเป็นจอมบงการจริง ความไม่สงบในภาคใต้ก็คงเบาบางกว่านี้ไปมาก แต่มองในทางกลับกัน ถ้าเพียงแค่ร้อยละสิบของผู้ที่ถูกกล่าวหานั้น เป็นผู้บริสุทธิ์ ก็น่าคิดเหมือนกันว่าทฤษฎีจอมบงการจะทำให้สถานการณ์ภาคใต้เลวร้ายลงไปเพียงใด
นักวิชาการ 144 คน ไม่ได้ตอบคำถามว่าการแบ่งแยกและเกลียดชังระหว่างคนไทยเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ให้ความเห็นว่า รัฐบาลทำให้ความเกลียดชังในชาติรุนแรงขึ้น รวมทั้งกระตุ้นให้การแบ่งแยกดินแดนขยายตัวขึ้นด้วย ทำให้ต้องเจรจาให้รัฐบาลอ่อนน้อมถ่อมตน และมีท่าทีนุ่มนวลขึ้น จึงจำเป็นที่นายกรัฐมนตรีต้องออกมาขอโทษประชาชน
ข้อเรียกร้องเชิงการเมืองแบบนี้น่าสนใจ เพระทำให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมีโอกาสแสดงบทบาททางการเมืองต่อมาได้อีกมาก แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้เข้าใจสาเหตุของความเกลียดชังในชาติได้มากนัก ซ้ำยังสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้การเสียชีวิตของพลเรือนหลายร้อยคนโดยปราศจากหลักฐาน กลายเป็นเรื่องที่มีสถานะเท่ากับการขยับริมฝีปากของนายกรัฐมนตรีเพียง 1 นาที
จริงอยู่ว่าความเกลียดชังระหว่างผู้คนนั้นเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ไม่ง่าย แต่หากพิจารณาข้อเท็จจริงว่ามีคนมุสลิมเสียชีวิตในกรณีตากใบ 84 ราย ซ้ำยังตายจากการอุ้มฆ่าและไล่ล่าโดยปราศจากหลักฐานอีกมาก ขณะที่มีเจ้าหน้าที่และพลเรือนเสียชีวิตจากการลอบฆ่ารายวันอยู่มากด้วยเช่นกัน ก็ถือว่าความเคลื่อนไหวของความตายเหล่านี้ เป็นดัชนีชี้วัดระดับความเกลียดชังระหว่างผู้คนในชาติได้พอสมควร
เราจะทำความเข้าใจความเกลียดชังอย่างรุนแรงที่ขยายตัวขึ้นในเวลาอันรวดเร็วนี้ว่าอย่างไรดี?
อันดับแรกสุด ความเกลียดชังไม่ได้เกิดขึ้นโดยปราศจากสาเหตุ แต่ความเกลียดชังเป็นผลผลิตของความรับรู้ที่เรามีต่อโลกของความเป็นจริงในบางลักษณะ ซึ่งหากพูดให้ถึงที่สุดแล้ว ความรับรู้ก็สัมพันธ์กับโครงสร้างความรู้สึก และ ระบบการให้ความหมายต่อข้อมูลข่าวสารที่ไหลเวียนอยู่ในสังคม
บทความของ คุณกวี จงกิจถาวร ในหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ประจำวันที่ 8 พฤศจิกายน 2547 เปิดเผยรัฐบาลแทรกแซงและควบคุม "ข่าวสาร" ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับกรณีตากใบ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกเก็บภาพเหตุการณ์ที่สถานีโทรทัศน์ต่างๆ บันทึกไว้ รวมทั้งสั่งห้ามไม่ให้เผยแพร่ภาพถ่ายที่แสดง "ความจริง" ว่าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจงใจใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้ชุมนุม
อันที่จริงควรระบุด้วยว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ควบคุมข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ทั้งหมดอย่างต่อเนื่อง ทำให้สื่อนำเสนอภาพข่าวและคำอธิบายตามที่รัฐป้อนให้ นั่นก็คือคนมุสลิมภาคใต้เป็นพวกหัวรุนแรง ฆ่าพระ ฆ่าคนแก่ ติดยาเสพติด คลั่งศาสนา ฝักใฝ่การก่อการร้าย มีแผนก่อการจลาจล รวมทั้งมุ่งหวังแบ่งแยกดินแดน
ด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาลและสื่อดังนี้ สังคมไทยทั้งหมดจึงมองปัญหาภาคใต้ภายใต้ข้อมูลและคำอธิบายที่รัฐผูกขาดอย่างเต็มที่ จนสูญเสียสติปัญญาและวิจารญาณในการตั้งคำถามง่ายๆ เช่น ถ้าผู้ชุมนุมที่ตากใบมีอาวุธสงคราม ทำไมไม่มีเจ้าหน้าที่บาดเจ็บแม้แต่รายเดียว
วุฒิสมาชิก ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ตั้งถามคำถามได้สนุกกว่านี้ เพราะเมื่อแม่ทัพภาค 4 ชี้แจงต่อวุฒิสภาว่าผู้ชุมนุมที่ตากใบซุกซ่อนอาวุธสงครามเอาไว้ ไกรศักดิ์ได้ถามกลับไปว่า คนเหล่านั้นซุกปืนเอ็ม 16 , เอชเค และปืนไร้แรงสะท้อน ไว้ในโสร่งหรืออย่างไร
อันดับที่สอง ความเกลียดชังแบบนี้เกิดขึ้นในช่วงของรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากในสภาอย่างไม่เคยมีมาก่อน จึงเป็นรัฐบาลที่เป็นภาพสะท้อนความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวทางการเมืองในหมู่ประชาชนในระดับที่รุนแรงอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเปรียบเทียบกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในช่วงหลังปี 2531 เป็นต้นมา
แน่นอนว่าความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวอย่างรุนแรงนั้น เป็นผลผลิตของเงื่อนไขหลายข้อ เช่นการโฆษณาชวนเชื่ออยู่เป็นนิจ นโยบายประชานิยม การจูงใจและปลุกปั่นความเห็นสาธารณะ ฯลฯ แต่หนึ่งในปัจจัยที่มีความสำคัญที่สุด ก็คือ สภาวะที่อัตลักษณ์รวมหมู่แบบชาตินิยมเชิงชาติพันธุ์ (ethno-nationalism) เติบโตทางการเมืองอย่างสูงสุดในปัจจุบัน
นับตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เป็นต้นมา ได้เกิดปรากฎการณ์ทางวัฒนธรรมหลายอย่าง ที่แสดงให้เห็นการปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ความเป็นชาติในกำกับของสมมติทัศน์ทางสังคม (social imaginary) แบบโลกาภิวัตน์ ตัวอย่างเช่น "สุริโยทัย" ที่ประดิษฐ์สร้างอดีตเพื่อตอกย้ำความสำคัญของชาติ หรือ "บางระจัน" ที่อธิบายความเป็นไทยในแง่มุมของ "ชีวะอำนาจ" (bio-power) ว่าด้วยการสละชีวิตของประชาชน
ปฏิพากย์ (interplay) ระหว่างความเป็นชาติและความเป็นไทยเป็นเรื่องเยิ่นเย้อเกินกว่าจะกล่าวในที่นี้ แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคืออัตลักษณ์แบบที่ผูกชาติกับเชื้อชาติแน่นแฟ้นกว่าที่ผ่านมา
ในทางการเมืองนั้น บรรยากาศแบบนี้กระตุ้นให้เกิดการต่อสู้เคลื่อนไหวที่อิงแอบกับความเป็นชาติ จึงปรากฎการโจมตีรัฐบาลในอดีตว่าขายชาติ ขณะที่อีกฝ่ายก็นำเสนอตัวเองว่าเป็น "ไทย" รัก "ไทย" ซึ่งแสดงให้เห็นโลกทัศน์ว่าความเป็นไทยคือคำตอบของความเป็นชาติ ส่วนการเกิดรัฐบาลชุดปัจจุบัน ก็เป็นหลักฐานว่าสมการทางอัตลักษณ์ข้อนี้ได้เดินทางมาถึงจุดสูงสุดทางการเมือง
"คนไทยหรือเปล่า" เป็นคำถามยอดนิยมของสภาวะลุ่มหลงความเป็นไทยเช่นนี้ และโดยตัวคำถามนี้ ก็เผยให้เห็นความมืดบอดต่อการมีอยู่ของความ "ไม่ไทย" ซึ่งนำไปสู่ชาตินิยมเชิงชาติพันธุ์อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
มักเข้าใจว่าอิสลามคือปฐมเหตุแห่งความเกลียดชังที่ "คนไทย" มีต่อผู้คนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่แท้จริงแล้ว ความเป็นอิสลาม ไม่ได้เป็นปัญหาต่อสังคมไทยในแง่ไหนทั้งนั้น ยกเว้นแต่จะคิดถึงอิสลามในฐานะอัตลักษณ์ทางศาสนาของคนชาติพันธุ์มลายู จึงกล่าวได้ว่าความเป็นมลายูต่างหากที่เป็นปฐมเหตุของความเกลียดชังข้อนี้ เพราะเมื่อเป็นมลายู ก็เท่ากับ "เป็นอื่น" ถึงขั้นที่ไม่มีทางทำให้เป็นไทย
ชาตินิยมเชิงชาติพันธุ์และข้อมูลข่าวสารเป็นตัวอย่างของมูลเหตุที่ทำให้ "คนไทย" เกลียดชังผู้คนร่วมประเทศในระดับไร้สติอย่างในปัจจุบัน และหากคิดใคร่ครวญต่อไป ก็คงค้นพบมูลเหตุของสภาวะเช่นนี้อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นกระแสโลก ผลพวงจากการครอบงำทางอุดมการของอเมริกา ฯลฯ
แน่นอนว่าทุรวาจาของนายกรัฐมนตรีมีส่วนให้คนในชาติแบ่งแยกกันรุนแรงขึ้น แต่ลำพังปากและหัวคิดของนายกนั้นเล็กเกินกว่าจะสร้างผลเลวร้ายได้ถึงขั้นนี้ การเรียกร้องให้ขอโทษจึงเป็นมาตรการที่ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น นอกจากทำให้ทุกฝ่ายเป็นข่าวมากขึ้น เพราะความเกลียดชังในชาติในขณะนี้ได้หยั่งลึกเกินกว่าจะแก้ด้วยมธุรสวาจาเพียงประโยคเดียว
ถึงที่สุดแล้ว ประเด็นที่ควรเป็นจุดเริ่มต้นในการพิจารณาปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็คือ การตระหนักถึงสถานการณ์ที่คนต่างเชื้อชาติต่างศาสนาได้เสียชีวิตไปในระดับหลายร้อยคน โดยเฉพาะในกรณีตากใบกรณีเดียว ก็มีผู้เสียชีวิตมากกว่าจำนวน "คนไทย" ที่ตายไปในการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งสำคัญๆ
ในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ความตายของผู้คน 70 คน ทำให้เกิดแรงเหวี่ยงทางการเมืองที่มีอิทธิพลไม่น้อยกว่า 3 ปี ส่วนความตายของคน 41 ราย ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ก็นำไปสู่การขยายตัวของสงครามจรยุทธในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน ขณะที่เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ก็เป็นปัจจัยสำคัญของการปฏิรูปการเมืองและรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
ณ บัดนี้ ความตายของ 84 ศพ ที่ตากใบ รวมทั้งอีกหลายร้อยศพของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ได้พัดพาความรู้สึกนึกคิดและจินตนาการทุกอย่างเกี่ยวกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาสู่จุดที่ยากจะเยียวยาได้ จึงถึงเวลาแล้วที่จะต้องเผชิญความจริงว่าเรากำลังอยู่ในสภาวการณ์ที่ต้องคิดถึงรัฐประชาชาติไทยในบริบทของการมีอยู่ของชาติพันธุ์มลายูให้มากขึ้น ไม่ใช่รัฐประชาชาติของคนเชื้อชาติไทยล้วนๆ อีกต่อไป
เรื่องที่
๒ ความเงียบเอ่ยเอื้อนความตาย
ความตายของผู้คน
84 ราย ที่ตากใบ ได้พัดพาให้กระแสความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้พุ่งสู่จุดที่คุระอุที่สุดอย่างไม่เคยมีมาก่อน
นำไปสู่ความขัดแย้งทางความคิดและการเผชิญหน้าทางการเมืองระหว่างคนกลุ่มต่างๆ
อย่างกว้างขวาง จนยิ่งคิดไป ก็ยิ่งมองเห็นโอกาสที่จะเกิดความรุนแรงในบ้านเมืองมากขึ้นทุกที
แน่นอนว่ามนุษย์เกิดมาก็ต้องตาย แต่ไม่มีสังคมที่มีอารยธรรมสังคมไหน ที่จะยอมรับว่าความตายจากน้ำมือของมนุษย์ด้วยกันนั้นเป็นเรื่องปกติ ทำให้แม้ในความเป็นจริงแล้ว ทุกสังคมจะกำเนิดขึ้นจากสงคราม, ความรุนแรง และความตาย หากทุกสังคมก็ล้วนมีกระบวนการจัดการกับความตายด้วยวิธีต่างๆ นานา
อนุสาวรีย์เป็นตัวอย่างของการจัดการความตาย เพราะอนุสาวรีย์คือถาวรวัตถุที่จารึกชื่อเสียงเรียงนามและใบหน้าของผู้คน ซึ่งได้ทำในเรื่องยากที่คนทั่วไปจะทำได้ นั่นก็คือการตายในนามของเป้าหมายที่สูงส่งบางอย่าง คนตายในอนุสาวรีย์จึงเป็นคนตายที่สมควรตาย เพราะความตายของเขาเป็นสัญลักษณ์แห่งการสละชีวิตเพื่อความใฝ่ฝันของสังคม
ข้อความในย่อหน้าที่แล้วแสดงให้เห็นความจริงที่น่าเศร้า เพราะคนตายที่ได้รับการจารึกในอนุสาวรีย์คือคนตายที่ปัจเจกภาพของเขาไม่มีความสำคัญอีกต่อไป ไม่มีใครสนใจว่าคนตายเหล่านี้เป็นใคร มาจากไหน มีความใฝ่ฝันอย่างไรในชีวิต และ ณ วินาทีที่ลมหายใจใกล้แตกดับนั้น เขามีความคิดและความรู้สึกอย่างไร
พูดให้ถึงที่สุดแล้ว เหตุผลเดียวที่ทำให้สังคมให้ค่ากับความตายของคนเหล่านี้ก็คือ พวกเขาตายเพื่อเป้าหมายบางอย่างที่สังคมต้องการ
แน่นอนว่าไม่มีมนุษย์คนไหนปรารถนาความตาย และความจริงข้อนี้เองที่ทำให้ผู้คนอยู่ในอนุสาวรีย์มีสถานะที่พิเศษกว่าคนปกติ เพราะการสละชีวิตเพื่อเป้าหมายบางอย่างนั้น เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าคนเหล่านี้ไม่กลัวความตาย จึงแฝงไว้ด้วยพลังอำนาจที่สูงส่งกว่าคนทั่วไป กลายเป็นตัวแบบให้ผู้พบเห็นต้องแสดงความเคารพและปฏิบัติตาม
ในขณะที่สังคมโบราณรำลึกความตายโดยเชื่อว่า ผู้ตายกลายเป็นวิญญาณที่สิงสถิตในมิติซึ่งมองเห็นไม่ได้ อนุสาวรีย์ก็เป็นวิธีการที่สังคมสมัยใหม่ทำให้ผู้ตายมี "จิตวิญญาณ" อันสิงสถิตในสิ่งก่อสร้างที่จับต้องและสัมผัสได้ทุกขณะ
ด้วยเหตุดังนี้ สายสัมพันธ์ระหว่างคนตายกับโลกจึงไม่ได้สิ้นสุดพร้อมกับอวสานของชีวิต แต่อวสานของชีวิตคือจุดเริ่มต้นของชีวิตที่เป็นนิรันดร์
ความตายของผู้คนทั้ง 84 คน ที่ตากใบ แตกต่างจากความตายในลักษณะนี้ เพราะไม่เพียงแต่คนเป็นอันมากในสังคมจะลงความเห็นว่าคนเหล่านี้สมควรตาย หากแม้แต่คนผู้ซึ่งขุดคุ้ยและเรียกร้องให้ไต่สวน "ความจริง" ในกรณีนี้ ก็ยังกลายเป็นเป้าของความเกลียดชังในระดับที่ลึกซึ้งและกว้างขวาง
ถึงบัดนี้ ความตายก็ถูกกดดันให้แปรเป็นความเงียบ และความหมายของความเงียบก็คือการทำให้ความตายของคนเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา
แน่นอนว่ามนุษย์ที่มีมโนธรรมสำนึกทุกคนย่อมรู้ว่า ปริมาณความตายขนาดนี้ถือเป็นเรื่องผิดปกติ ความตายในกรณีนี้จึงยังผลให้เกิดความเคลื่อนไหวในสังคมขึ้นอย่างมหาศาล บ้างก็สาสมใจ บ้างก็เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น บ้างแปรความเสียใจเป็นความคับแค้น และคงมีคนจำนวนไม่น้อยที่เห็นความตายของผู้คนในปริมาณนี้ยังน้อยเกินไป
ภายในเงื่อนไขทางสังคมแบบนี้ การแทนที่ความตายด้วยความเงียบไม่ได้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ เพราะความเงียบหมายความถึง การปิดปากและปิดกั้นความรู้สึกนึกคิดหลากรูปหลายแบบที่ผู้คนมีต่อความตาย โดยเหตุนี้ ตัวความเงียบจึงเป็นเครื่องหมายของอำนาจอย่างหนึ่งในสังคม
ความเงียบทำงานอย่างไร?
ในระดับผิวเผินที่สุด ความเงียบเปรียบเทียบความตายของผู้คนที่ตากใบกับความตายในกรณีอื่นๆ
เพื่อชี้ชวนให้เห็นความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างเท่าเทียมกัน (reciprocity)
ระหว่างความตายเหล่านี้
วิธีการเปรียบเทียบแบบนี้มีปัญหาอย่างน้อย 4 ข้อ
ข้อแรก สมควรหรือที่จะลดทอนชีวิตของมนุษย์ให้มีฐานะเป็นแค่ "จำนวนนับ" และ "ข้อมูล" ที่ปราศจากความหมายทางสังคมและจิตวิญญาณ
ข้อสอง ต่อให้เชื่อว่าการลดทอนชีวิตมนุษย์ให้เป็นแค่ "จำนวนนับ" และ "ข้อมูล" เป็นวิธีการคิดที่ถูกต้อง แต่จะแน่ใจได้อย่างไรว่า "จำนวนนับ" และ "ข้อมูล" ที่อาศัยเป็นฐานในการเปรียบเทียบความตายในกรณีตากใบ และในกรณีอื่นๆ วางอยู่บนการจัดระเบียบข้อมูลที่เที่ยงธรรม
ปัญญาชนหลายรายบอกว่า ตากใบตายไป 84 ราย ขณะที่ "ฝ่ายเรา" ตายไปแล้วหลายร้อย แต่วิธีการอธิบายแบบนี้วางอยู่บนกรอบเวลาที่แตกต่างกัน จนน่าตั้งข้อสงสัยถึงสติสัมปชัญญะของผู้ที่ทำการเปรียบเทียบ โดยไม่คำนึงถึงฐานคิดเรื่องเวลา
ข้อสาม ความตายในกรณีตากใบนั้นเป็นความตายที่มีรัฐเป็นผู้กระทำให้เห็นอย่างชัดแจ้ง ขณะที่ความตายในกรณีอื่นนั้น ยังไม่ปรากฎว่าใครคือบุคคลผู้กระทำเลยแม้แต่น้อย ผู้กระทำในกรณีอื่นจึงเป็นไปได้ที่จะมาจากคนหลายฝ่าย ซึ่งหมายความต่อไปว่า คนตายที่ตากใบอาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับความตายในกรณีอื่นแต่อย่างใด
ข้อสี่ ถ้าถือว่าความตายในกรณีอื่น เกิดจาก "พวกมัน" ซึ่งได้แก่ผู้ก่อการร้าย การเปรียบเทียบวิธีนี้ย่อมเท่ากับเห็นว่า รัฐและผู้ก่อการร้ายมีระดับขันติธรรม ศีลธรรม สติปัญญา และความรู้สึกนึกคิดในระดับที่เท่าเทียมกัน
ในระดับที่ลึกซึ้งขึ้นไป ความเงียบทำงานบนความรู้สึกนึกคิดสาธารณะว่า ตากใบเป็นความตายที่สัมพันธ์กับความผิดปกติในหลากมุมหลายแง่ เช่น เสพยาเสพติด รับเงินต่างชาติ มีชื่อตนเป็นมลายู ชุมนุมไม่สิ้นสุด ฯลฯ จึงเป็นคนกลุ่มที่เต็มไปด้วยคุณลักษณะของความผิดแปลก และเบี่ยงเบนในหลายลักษณะ ทำให้สมควรตาย
ในกรณีแบบนี้ ความเงียบสัมพันธ์กับสภาวะของการครอบงำและบิดเบือนข้อมูลข่าวสารโดยรัฐ เพราะประมุขของรัฐบาล คือผู้ที่ประกาศตลอดเวลาถึงความผิดแปลกเบี่ยงเบนของผู้คนที่ตากใบในลักษณะต่างๆ ส่งผลให้เกิดการตีตราประทับภาพลักษณ์ทางสังคมเหนือคนเหล่านั้นว่า เป็นอาชญากรวิกลจริต จึงชอบด้วยเหตุผลที่จะถูกปราบด้วยวิธีการรุนแรง
อย่างไรก็ดี ถึงบัดนี้ ก็ปรากฎหลักฐานว่าคำประกาศเกือบทั้งหมดนั้นเป็นเท็จ เพราะพบสารเสพติดเพียง 14 ราย จากผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุมราว 1,300 ราย ขณะที่ในกรณีพบเงินต่างชาตินั้น ก็เพียงพราะคนเหล่านั้นเป็นแรงงานข้ามชาติที่ไปทำงานรับจ้างในประเทศใกล้เคียง
โดยปกติของการกล่าวหานั้นต้องแสดงหลักฐานให้ปรากฎ แต่ในกรณีตากใบนั้น ผู้นำของประเทศได้กล่าวหาคนทั้งหมดโดยไม่ได้แสดงหลักฐานผ่านสื่อสาธารณะเลยแม้แต่น้อย คำกล่าวหาจึงมุ่งปลุกปั่นความคิดเห็นเพื่อจูงใจให้สาธารณะละทิ้งมโนธรรมสำนึก รับรองวิธีอนารยะว่าถูกต้อง รวมทั้งเห็นความตายของคนบางกลุ่มเป็นสภาวะปกติธรรมดา
แต่ในกรณีตากใบนั้น ความเงียบไม่ได้ทำงานด้วยวิธีปลุกระดมความเห็นแบบนัก
การเมืองการตลาดเพียงอย่างเดียว หากยังทำงานบนปฏิบัติการที่ลึกซึ้ง เยือกเย็น
และแนบเนียนกว่านั้นอีกมาก
หนึ่งในวิธีสำคัญซึ่งทำให้คนตายกลายเป็นตัวแทนของความผิดแปลกเบี่ยงเบนมากที่สุด จึงสมควรตาย ก็คือการทำให้คนเหล่านั้น "ไม่ไทย" เมื่อมองจากกรอบคิดเรื่องความ "เป็นไทย"
ในเงื่อนไขของสังคมและวัฒนธรรมแบบไทยๆ นั้น ความ "ไม่ไทย" เป็นคำคุณศัพท์ที่ห่อหุ้มความหมายซ่อนเร้นเอาไว้หลายแง่ เพราะ "ไม่ไทย" แสดงตำแหน่งแห่งที่ของผู้พูดซึ่งถือว่าตัวเอง "เป็นไทย" และทึกทักอย่างแน่นแฟ้นว่าผู้ฟังต้องคิดถึงความ "เป็นไทย" ในความหมายเดียวกับที่ผู้พูดเข้าใจด้วย
มองในแง่นี้ "เป็นไทย" จึงเป็นคำคุณศัพท์ที่มาพร้อมกับอำนาจเชิงกดบังคับระหว่างผู้พูดที่ "เป็นไทย" กับผู้ฟังที่ "ไม่ไทย" อยู่ตลอดเวลา
กล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว ความ "เป็นไทย" ในที่นี้มีความหมายซ่อนเร้นที่สำคัญอย่างน้อย 2 ลักษณะ นั่นคือ
หนึ่ง "เป็นไทย" ในความหมายของเชื้อชาติ
สอง "เป็นไทย" ในความหมายของศาสนา / วัฒนธรรม
พูดง่ายๆ ปฏิบัติการที่จะ "เป็นไทย" หมายถึงการมีเชื้อชาติไทยแต่กำเนิด รวมทั้ง ยอมรับวัฒนธรรมที่มีศูนย์กลางอยู่ที่จารีตทางศาสนาแบบพุทธเถรวาท ขณะที่ความ "ไม่ไทย" ก็หมายความถึงการประกาศว่าตนเองไม่ได้มีเชื้อชาติไทยมาตั้งแต่ต้น แต่มีเชื้อชาติอื่น เช่นมลายู และไม่ต้องการปฏิบัติตามระบบวัฒนธรรมแบบพุทธเถรวาทของสังคมไทย
ความ "เป็นไทย" นำไปสู่ความเงียบ เพราะหากถูกจัดระเบียบว่า "ไม่ไทย" ย่อมหมายความถึงการถูกผลักไสให้เป็นอื่นจากผู้คนในชาติอย่างอุกฉกรรจ์ ถึงขั้นที่พูดได้ว่าความ "ไม่ไทย" เป็นปทัสถานเบื้องต้นอันอาจนำไปสู่อันตรายถึงแก่ชีวิต ดังเคยเกิดในกรณี 6 ตุลา และเคยปรากฎมาแล้วในกรณี กรือเซ๊ะ , ตากใบ, ทนายสมชาย และการอุ้มฆ่ารายวัน
ที่รุนแรงโหดร้ายก็คือผู้คนมากหลายซึ่ง "เป็นไทย" กระทำนาฏกริยาว่าด้วยความ "เป็นไทย" โดยไม่อ่อนไหวถึงนัยเหล่านี้ เพราะเขาเหล่านั้น "เป็นไทย" มีเชื้อสายไทย และนับถือพุทธมาแต่กำเนิด จึงไม่ตระหนักว่าชาติไทยประกอบไปด้วยคนที่ "ไม่ไทย" และไม่ได้นับถือพุทธเถรวาทแบบนี้อีกมาก
กิจกรรมพับนกทำงานบนความคิดว่าความ "เป็นไทย" นั้นมีแบบเดียว คือแบบคนเชื้อชาติไทยที่นับถือพุทธเถรวาท จึงไม่คำนึงถึงความรู้สึกนึกคิดของผู้คนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชาติไทย แต่ "ไม่ไทย" ในความหมายแบบนี้ ทำให้มองไม่เห็นว่าความรุนแรงและความตายในสามจังหวัดภาคใต้นั้น เป็นความรุนแรงที่มี "โจทก์" ชัดเจนอย่างน้อยสองฝ่าย ฝ่ายแรกคือฝ่ายรัฐบาล-ทหาร-ตำรวจ กับฝ่ายหลัง "ผู้ก่อการร้าย" ที่เรายังไม่เคยรับรู้ว่าคือใคร
ความหมายของการพับนกคือการให้อภัย และโดยปกติของการให้อภัยนั้น ผู้ให้อภัยคือฝ่ายเหยื่อซึ่งมีขันติธรรมและความอดกลั้นเหนือกว่าอีกฝ่าย จึงเห็นว่าการให้อภัยคือสัญญาณให้ฝ่ายตรงข้ามตระหนักในความเป็นมนุษย์ของคนเหล่านี้ หรืออย่างน้อย ก็เตือนให้เห็นความโหดร้ายของการฆ่าฟัน
ในกรณีของสังคมไทย คำประกาศให้อภัยถูกเอ่ยเอื้อนจากฝ่ายซึ่งเป็นเหตุแห่งความตายของคนที่ "ไม่ไทย" จำนวนมาก ทำให้ความหมายของอภัยกลับตาลปัตรจากเดิมอย่างสมบูรณ์ กลายเป็นการลืมเลือนและยอมรับความตายซึ่งรัฐเกี่ยวข้อง เพราะถ้าไม่ยอมรับ ก็เท่ากับ "ไม่ไทย" และกลายเป็นคนกลุ่มที่ "มันเป็นใครมาจากไหนไม่ทราบ" ซึ่งเป็นเหตุให้ตกเป็นเป้าหมายของความเกลียดชังและประทุษร้ายทางการเมือง
ในนามของความเงียบและสันติภาพ เรากำลังรับรองการทำลายชีวิตและความตายของคนอีกกลุ่มในทางการเมือง
ข้อความข้างล่างนี้ คัดลอกมาจากกระดานข่าว ม.เที่ยงคืน
นกกระดาษ..สันติภาพจากฟากฟ้า..หรือหมดสิ้นท่าแล้วรัฐไทยอะไรหว่าตกมาจากฟากฟ้า
ตากูฝ้าหรือเปล่าให้สงสัย
ลูกเห็บตกหมอกลงหรืออะไร
ก็ไม่ใช่ทั้งนั้นไปไปดูที่ใหนได้นี่มันนกกระดาษ
ช่างประหลาดใครบ้าส่งมานี่
ท่วมท้องนาสวนยางที่เคยดี
ไม่มีปีมีขลุ่ยท่วมบ้านเราเห็นเขาบอกรวมใจช่วยคนใต้
จะได้ไม่รู้สึกถูกทอดทิ้ง
ว่าคนเมืองที่เหลือห่วงจริงๆ
เลยมอบสิ่งนี้ให้มาแทนใจที่ว่าห่วงกูก็พอจะรู้อยู่
ทั้งตัวกูปู่ย่าไทยทั้งหลาย
ทุกวันนี้รอบตัวนั้นอันตราย
ไม่มีคลายแถมหนักเข้าทุกวันแต่พวกมึงส่งนกมาทำไม
ไม่เข้าใจว่าอะไรมาเข้าสิง
ส่งมาให้เกะกะเลอะเทอะจริง
กูต้องวิ่งกวาดเก็บจนหมดวันที่พวกกูเจออยู่ทุกวันนี่
ไม่มีที่ให้ดูสนุกสนาน
พวกมึงโปรยนกมาลงกระบาล
ดูสำราญซาบซึ้งสุดหัวใจขอขอบใจที่อุตส่าหพับนก
ฝนมันตกพอดีที่มาถึง
ก็เลยเละไม่เป็นนกเลยล่ะมึง
ดูแล้วทึ่งเป็นขยะเรานี่เองถ้าคราวหน้าพวกมึงคิดจะช่วย
ของชำร่วยแบบนี้ไม่เข้าท่า
ส่งนายกฯ ลงมาอยู่ตรวจตรา
ตลอดเวลาดีกว่าเป็นแน่นอนจะได้รู้หัวอกคนไทยใต้
ว่าไม่ได้เรียกร้องขอสวรรค์
ขอเพียงอยู่พร้อมหน้ากันทุกวัน
ไม่กีดกันใครทั้งนั้นตลอดมาทุกวันนี้เรียนผูกควรเรียนแก้
ลิงแก้แหที่เป็นอยู่วันนี้
ก็เพราะท่านอวดเก่งและถือดี
อีกสี่ปีไทยล่มจมท่านเจริญลอกมาโดยผู้ใช้นามว่า "นี่หรือคือความห่วงใย" จาก http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9470000084220
ข้อความต่อมาบนกระดานข่าว ม.เที่ยงคืน
เป็นเรื่องสัญลักษณ์ เพื่อเป็นภาพให้เห็นว่ามีความห่วงใย คุณค่าอยู่ที่ใจต่างหาก
มีคนไทยทั่วประเทศตั้งใจพับนกแสดงถึงความปรารถนาดีและกำลังใจ
ส่งให้แค่นี้ก็ซึ้งแล้วพับกันบ้างหรือยังล่ะ หรือมัวแต่พ่นน้ำลายเน่าๆออกจากปากให้นกเปียกจะได้บินไปถึงทางใต้ไม่ได้
(โดยผู้ใช้นามว่า "คน")
สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ
ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I
สารบัญเนื้อหา
3
ประวัติ
ม.เที่ยงคืน
e-mail : midnightuniv@yahoo.com
หากประสบปัญหาการส่ง
e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com
ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็ปไซคทั้งหมด
กว่า 450 เรื่อง หนากว่า 5000 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา
120 บาท(รวมค่าส่ง)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่
midnightuniv@yahoo.com หรือ
midnight2545@yahoo.com
สมเกียรติ
ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็ปไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ
ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง
จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com

อนุสาวรีย์เป็นตัวอย่างของการจัดการความตาย
เพราะอนุสาวรีย์คือถาวรวัตถุที่จารึกชื่อเสียงเรียงนามและใบหน้าของผู้คน ซึ่งได้ทำในเรื่องยากที่คนทั่วไปจะทำได้
นั่นก็คือการตายในนามของเป้าหมายที่สูงส่งบางอย่าง
คนตายในอนุสาวรีย์จึงเป็นคนตายที่สมควรตาย เพราะความตายของเขาเป็นสัญลักษณ์แห่งการสละชีวิตเพื่อความใฝ่ฝันของสังคม
14 ตุลาคม 2516 ความตายของผู้คน
70 คน ทำให้เกิดแรงเหวี่ยงทางการเมืองที่มีอิทธิพลไม่น้อยกว่า 3 ปี ส่วนความตายของคน
41 ราย ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ก็นำไปสู่การขยายตัวของสงครามจรยุทธในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน
ขณะที่เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ก็เป็นปัจจัยสำคัญของการปฏิรูปการเมืองและรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
ณ บัดนี้
ความตายของ 84 ศพ ที่ตากใบ รวมทั้งอีกหลายร้อยศพของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
ได้พัดพาความรู้สึกนึกคิดและจินตนาการทุกอย่างเกี่ยวกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาสู่จุดที่ยากจะเยียวยาได้
จึงถึงเวลาแล้วที่จะต้องเผชิญความจริงว่าเรากำลังอยู่ในสภาวการณ์ที่ต้องคิดถึงรัฐประชาชาติไทยในบริบทของการมีอยู่ของชาติพันธุ์มลายูให้มากขึ้น
ไม่ใช่รัฐประชาชาติของเชื้อชาติไทยล้วนๆ อีกต่อไป
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็ปไซคทั้งหมด
กว่า 450 เรื่อง หนากว่า 5000 หน้า ในรูปของ CD-ROM ในราคา 120 บาท(รวมค่าส่ง) สนใจสั่งซื้อได้ที่
midnightuniv@yahoo.com หรือ
ส่งธนาณัติถึง
สมเกียรติ ตั้งนโม : ไปรษณีย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 50202
กรุณาส่งตั๋วแลกเงินไปยัง
สมเกียรติ ตั้งนโม : คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถนนสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
50202
อย่าลืมเขียนชื่อ ที่อยู่ ของผู้รับตัวบรรจงด้วยครับ
เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการจัดส่งทางไปรษณีย์