



บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ลำดับที่ 473 หัวเรื่อง
งานวิจัยกฎหมายแก้ความยากจน
ไพสิฐ พาณิชย์กุล และคณะ
สาขานิติศาสตร์ ภาควิชารัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
The
Midnight University

Website
ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
สร้างขึ้นมาเพื่อผู้สนใจในการศึกษา
โดยไม่จำกัดคุณวุฒิ
หากต้องการติดต่อกับ
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ส่ง mail ตามที่อยู่ข้างล่างนี้
midnight2545@yahoo.com


คลิกไปหน้า homepage มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

กฎหมายแก้ปัญหาความยากจน
บทสังเคราะห์
กฎหมายเพื่อความเป็นธรรมและแก้ปัญหาความยากจน
ไพสิฐ พาณิชย์กุล
และ คณะผู้วิจัย
สาขานิติศาสตร์ ภาควิชารัฐศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ลำดับที่ 473
หมายเหตุ : ไพสิฐ พาณิชย์กุล ผู้ประสานงานชุดโครงการการวิจัยเกี่ยวกับ
"กฎหมายเพื่อความเป็นธรรมและแก้ปัญหาความยากจน" (ระยะที่ 1) สกว.
การสังเคราะห์เบื้องต้นนี้เป็นการกระทำโดยผู้สังเคราะห์ในฐานะที่เป็นผู้รับผิดชอบประสานงานวิจัย
ดังนั้นบรรดาความไม่ครอบคลุมทั้งหลายที่เกิดขึ้น หรือ ทัศนะมุมมองว่าอะไรเป็นหรือไม่ป็นปัญหาจึงเป็นทัศนะส่วนตัวของผู้สังเคราะห์
และการสังเคราะห์ในเบื้องต้นครั้งนี้ เป็นการสังเคราะห์ในเชิงที่เป็นการประมาณคาดการณ์
เพื่อรายงานถึงภาพกว้างๆที่จะเป็นฐานในการที่จะนำไปสู่การศึกษาตั้งคำถามในเชิงเจาะลึกในโอกาสต่อไป
(บทความชิ้นนี้ยาวประมาณ
12 หน้ากระดาษ A4)
บทนำ
สกว. ได้สนับสนุนการดำเนินการเพื่อพัฒนาชุดโครงการวิจัยเกี่ยวกับ " กฎหมายเพื่อความเป็นธรรมและแก้ปัญหาความยากจน"
(ระยะที่ 1) ในระยะแรกนี้มีวัถตุประสงค์เพื่อต้องการที่จะพัฒนาโจทย์วิจัยที่จะสนับสนุนการวิจัยในลำดับต่อๆไป
จุดเริ่มต้นของการพัฒนาชุดโครงการวิจัยนี้ให้ความสำคัญหรือมีจุดเน้นที่ ต้องการที่จะพัฒนาระบบกฎหมายทั้งระบบที่เกี่ยวข้องกับ "ชุมชน" ในความหมายอย่างกว้างทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับชุมชนเอง และทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ที่มิได้มุ่งหมายความเฉพาะกฎหมายที่เป็นตัวบทกฎหมายเท่านั้น แต่รวมถึงกฎเกณฑ์ทั้งหลายที่มีผลใช้บังคับในสังคม ทั้งระบบซึ่งครอบคลุมไปถึงระบบกฎหมายที่สังคมในระดับชุมชนใช้กันจริงๆด้วย นอกจากระบบกฎหมายของรัฐหรือกล่าวเฉพาะเจาะจงก็คือของราชการ
ดังนั้น ในการเริ่มต้นวางตัวแบบของชุดโครงการ เนื้องานส่วนหนึ่งจะเป็นการต่อยอดจากงานวิจัยที่ สกว.ฝ่าย4 (ฝ่ายชุมชน) ได้สนับสนุน โดยระยะแรกของการพัฒนาโจทย์การวิจัย ได้เลือกงานวิจัยที่ทำเสร็จแล้วบางส่วนของฝ่ายสี่ ที่เห็นว่าจะเป็นความจำเป็นที่จะต้องได้คำตอบจากการวิจัย เพื่อนำไปสู่การเสนอเป็นแนวทางในการป้องกันหรือแก้ปัญหาอันจะเกิดขึ้น ซึ่งสามารถที่จะคาดการณ์ได้จากข้อมูลต่างๆที่ได้จากงานวิจัยและพอที่จะบอกถึงนัยในทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง สำหรับในส่วนนี้ตั้งใจจะสะท้อนปัญหาที่จะเป็นโจทย์ในด้านต่างๆสี่ด้านด้วยกัน โดยจะดึงจากกลุ่ม/ชุดงานวิจัยที่จะหยิบขึ้นมาสังเคราะห์ในเบื้องต้น ดังต่อไปนี้ คือ
กลุ่มงานวิจัยเกี่ยวกับ "ชุมชนกับการบริหารจัดการท้องถิ่น"
กลุ่มงานวิจัยเกี่ยวกับ "ชุมชนกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม"
กลุ่มงานวิจัยเกี่ยวกับ "ปัญหาในการใช้สิทธิต่างๆตามรัฐธรรมนูญ ของชุมชนหรือของกลุ่มต่างๆ"
กลุ่มงานวิจัยเกี่ยวกับ " ระบบการจัดสวัสดิการสำหรับคนจนและคนด้อยโอกาสในสังคมไทย"
และจากโจทย์ที่จะได้จากการสังเคราะห์ต่อยอดจากงานวิจัยดังกล่าว ได้วางกรอบแนวทางที่จะสามารถนำไปสู่ การแก้ไข ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือมีนวัตกรรมใหม่ๆในระบบกฎหมาย ที่จะทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของระบบกฎหมาย ในส่วนหนึ่งส่วนใดหรือหลายๆส่วนในโครงสร้างของระบบกฎหมายดังต่อไปนี้
1. ระบบความคิด/ความเชื่อ/อุดมการณ์ในทางกฎหมาย
2. ระบบองค์กร สถาบัน ในทางกฎหมาย
3. กลไก /ขบวนการ /ขั้นตอน ในทางกฎหมาย
4. ระบบการพัฒนาวิจัยระบบและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
5. กระบวนการในการกล่อมเกลาทางกฎหมาย ( social learning )
สำหรับในการสังเคราะห์เบื้องต้นนี้
จะสังเคราะห์สรุปจากงานสามชิ้นหลักคือ งานวิจัย ชุมชนกับการบริหารจัดการท้องถิ่น
สังเคราะห์โดย ผศ.อิทธิพล ศรีเสาวลักษณ์ งานวิจัยเรื่อง
วิถีชีวิต วิธีสู้ ขบวนการประชาชนร่วมสมัย สังเคราะห์โดย ผศ.
มาลี พฤกษ์พงศาวลี และงานวิจัยเรื่อง ชุมชนหมู่บ้านลุ่มน้ำขาน สังเคราะห์โดย
อ. สันติพงษ์ ช้างเผือก
อนึ่ง สำหรับการสังเคราะห์ในมิติทางกฎหมายในเรื่อง ระบบการจัดสวัสดิการสำหรับคนจนและคนด้อยโอกาสในสังคมไทย
ยังไม่สามารถที่จะทำการสังเคราะห์ได้ในขณะนี้ เนื่องจากยังไม่สามารถหานักวิจัยที่จะทำการสังเคราะห์ในมิติทางกฎหมาย
และควรที่จะกล่าวไว้ ณ ที่นี้ด้วยว่า สำหรับในประเด็นที่ต้องการที่จะศึกษาอีกส่วนหนึ่งคือ ปัญหาในการใช้สิทธิต่างๆตามรัฐธรรมนูญของชุมชนหรือของกลุ่มต่างๆ โดยตั้งใจจะศึกษาจากการใช้สิทธิและการร้องเรียนความเดือดร้อน หรือปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับประชาชน และมีการร้องเรียนเข้าสู่ระบบต่างๆที่ทางราชการเปิดช่องทางไว้ โดยหวังว่าจะเป็นข้อมูลที่จะช่วยสะท้อนปัญหาเรื่องความไม่เป็นธรรมและปัญหาความยากจนได้ แต่เนื่องจากข้อจำกัดในข้อกฎหมายที่ห้ามมิให้นำเรื่องที่ร้องเรียนหรือเรื่องร้องเรียนที่ยังดำเนินการแก้ไขยังไม่แล้วเสร็จออกไปเผยแพร่ จึงทำให้ไม่สามารถที่ใช้ประโยชน์จากเรื่องร้องเรียนต่างๆในฐานะข้อมูลที่ส่งเข้ามาในระบบการร้องเรียนเพื่อทำให้เกิดการแก้ไขปัญหาในเรื่องการเข้าถึงสิทธิในการที่จะได้รับการคุ้มครองเมื่อได้รับความไม่เป็นธรรมได้
ผลเบื้องต้นที่ได้จากการสังเคราะห์
งานชุดโครงการวิจัยกฎหมายเพื่อการบริหารจัดการในท้องถิ่น ซึ่งดำเนินการศึกษาโดยคณะวิจัยที่ทำการสำรวจสภาพปัญหาจริงๆในทุกๆด้าน
ที่เกิดขึ้นในชุมชนท้องถิ่นในช่วงระยะเวลา 6 เดือน เราได้พบปัญหาเป็นจำนวนมากมายมหาศาล
และเป็นฐานข้อมูลที่เป็นระบบซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมาก(ดังปรากฏตัวอย่างปัญหาในภาคผนวก)
ซึ่งสามารถที่จะประมวลภาพเพื่อทำการศึกษาวิจัยในทางกฎหมาย (หรือการวิจัยในลักษณะที่เป็นสหสาขาวิชาร่วมกับกฎหมาย)
ภายใต้เทคนิควิธีที่หลากหลายได้
แต่อย่างไรก็ตาม ในการวิจัยในมิติทางกฎหมายและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อต้องให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาความยากจน และความไม่เป็นธรรมที่เกิดจากระบบกฎหมาย ที่ไปเกิดเป็นปัญหาของคนในระดับรากหญ้าที่มีประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ ภูมิรู้ วัฒนธรรมประเพณีทั้งหลายที่ไม่สามารถที่จะเข้าเป็นเนื้อเดียวกันได้กับ วิถีชีวิตของความเป็นเมืองและระบบของกฎหมายที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้น ในเชิงยุทธศาสตร์ของการวิจัยจึงมีข้อเสนอที่จะต้องใช้กระบวนการวิจัยในลักษณะที่เป็น Action Research โดยต้องให้ความสำคัญแก่ผู้ที่มีส่วนได้เสียซึ่งก็คือ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากระบบกฎหมายได้เข้ามามีส่วนร่วม โดยดำเนินการควบคู่ไปกับกระบวนการวิจัยที่นำไปสู่การแก้ไข บรรดาบทบัญญัติกฎหมาย กฎระเบียบ และ แนวปฎิบัติต่างๆ ที่เป็นปัญหา
การเดินงานวิจัยในลักษณะคู่ขนานเช่นนี้ จะทำให้หลุดพ้นไปจากงานวิจัยที่ผ่านๆมาในทางกฎหมาย ที่ส่วนใหญ่จะนำไปสู่การแก้ไขเฉพาะในส่วนที่เป็นตัวบทกฎหมาย ในฐานะที่เป็นตัวอักษร ซึ่งเป็นการปรับระบบกฎหมายในลักษณะที่เป็น Law in Book เท่านั้น รูปธรรมที่ชัดเจนที่สุดที่ทำให้ยุทธศาสตร์งานวิจัยจะต้องประเมินและสรุปบทเรียนคือ กรณีรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ดังนั้น ในส่วนของ Action Research จะเป็นส่วนที่จะทำให้เกิดการปรับโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของสังคมในการที่จะส่งผลไปเปลี่ยนแปลงกฎหมายจาก Law in Book ไปเป็น Law in Action ได้
จากการวางตัวแบบของชุดโครงการเพื่อสังเคราะห์ และสะท้อนภาพของปัญหาต่างๆที่เกิดจากระบบของกฎหมาย เพื่อสะท้อนภาพกระบวนการของกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมว่ามีส่วนในการผลักในคนในระดับรากหญ้า คนจน คนด้อยโอกาส ไปตกอยู่ในสภาพของคนจนได้อย่างไร สามารถที่จะสรุปได้ดังต่อไปนี้
1.
ในส่วนที่ว่าด้วยกลุ่มงานวิจัยเกี่ยวกับ " ปัญหาในการใช้สิทธิต่างๆตามรัฐธรรมนูญของชุมชนหรือของกลุ่มต่างๆ
"
ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการที่จะสะท้อนภาพให้เห็นว่า ณ สถานการณ์หนึ่งๆ ในช่วงเวลาหนึ่งๆ
มีระบบของกฎหมายที่สามารถชี้ให้เห็นถึงผลกระทบก็ดี สภาพที่ระบบกฎหมายไปสร้างภาระ
สร้างความเป็นธรรมอย่างไรบ้าง ฯลฯ การมีระบบที่สามารถบ่งชี้ถึงผลกระทบที่เป็นสภาพความเดือนร้อนความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นจริง
ณ เวลาหนึ่งๆ และสามารถสะท้อนภาพที่เป็นองค์รวมของปัญหาได้ จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ระบบกฎหมายสามารถที่จะ
monitor ระบบกลไกของกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมได้
จากการเข้าไปเก็บรวบรวมข้อมูล
การสัมภาษณ์ เพื่อวางระบบในการดึงเอาข้อมูลที่มีการร้องเรียนในด้านต่างๆที่เป็นความเดือนร้อนของประชาชน
ซึ่งมีหน่วยงานจำนวนไม่มากที่ทำหน้าที่ในการรับเรื่อง สิ่งที่พบในเบื้องต้นก็คือ
ระบบดังกล่าวที่มีอยู่ยังไม่สามารถที่จะเป็นระบบการชี้เตือนที่ดีพอ ที่จะทำให้การแก้ไขปัญหาในทางกฎหมายเป็นไปอย่างทันท่วงทีได้
อีกทั้งระบบที่มีอยู่ก็ยังไม่ครอบคลุมถึงหลายๆเรื่องของปัญหา และที่สำคัญก็คือ
ยังเป็นระบบปิด จึงไม่สามารถที่จะนำข้อมูลที่เป็นการร้องเรียนดังกล่าวมาเป็นประโยชน์ในฐานะที่เป็นฐานข้อมูลปัญหาจริงๆที่เกิดขึ้นเพื่อการวิจัย
วางและสร้างระบบในการป้องกันไม่ให้คนจนตกเป็นเหยื่อของระบบได้
อีกทั้งยังเป็นปัญหาของระบบราชการเองด้วย ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการแก้ปัญหา
แต่ยังขาดระบบการประมวลผลที่ต้องอาศัยเครื่องในการวิจัยที่หลากหลายเพื่อหาทางออกกับปัญหาดังกล่าว
ดังนั้นผลที่ตามมาก็คือ เมื่อมีการร้องเรียนปัญหาความไม่เป็นธรรมจึงมักจะใช้ระบบการทำงานตามสายงานของราชการ
มักจะให้คำตอบที่ชัดเจนไม่ได้แก่ประชาชน และมักจะจบลงที่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษา
และสรุปว่า เป็นความผิดความไม่รู้หรือการไม่รักษาสิทธิหรือแม้กระทั้งการไม่มีสิทธิของประชาชน
สภาพเช่นนี้สั่งสมกันมาเป็นเวลานาน และจะต้องสะสางและวางระบบกันใหม่
ระบบดังกล่าวนี้เป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้คนที่ตกอยู่ในเงื่อนไขทางสังคมที่เสี่ยง (เช่น ไม่มีความรู้ความเข้าใจในกฎหมาย ไม่ได้รับการเปิดเผยข้อมูลจากทางราชการ ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลที่ต้องพึ่งพิงระบบราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ การอยู่ในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย หรือการประกอบอาชีพที่เสี่ยงต่อการขาดทุนหรือไม่มีอำนาจในการต่อรองในระบบเศรษฐกิจแบบทุน ฯลฯ) ไม่ตกไปอยู่ในฐานะที่เป็นคนจน และยากที่จะหลุดพ้นจากวงจรความไม่เป็นธรรมดังกล่าว
2.
ในส่วนที่ว่าด้วย ระบบการจัดสวัสดิการสำหรับคนจนและคนด้อยโอกาสใน สังคมไทย
งานในส่วนนี้ต้องการที่จะชี้ให้เห็นว่า ระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและกฎหมาย
กำลังขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ผูกติดกับกระแสโลกกาภิวัตน์ และอยู่ภายใต้กติกาของระบบเศรษฐกิจแบบทุนเสรีที่ไร้พรมแดน
และอำนาจรัฐในการที่จะปกป้องคุ้มครองให้ความเป็นธรรม
ดังนั้น ระบบสวัสดิการสำหรับคนจนและคนด้อยโอกาสที่จำเป็น จะต้องจัดทำขึ้น จึงเป็นเสมือนกับการสร้างระบบเศรษฐกิจพอเพียงที่ทำให้คนจนคนด้อยโอกาสมีที่พึ่งพิง ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับคนจน คนด้อยโอกาส คนในระดับรากหญ้าที่จะเข้าใจระบบเศรษฐกิจแบบทุนหรือระบบเศรษฐกิจแบบเงินตราเสียก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเข้าไปในระบบเศรษฐกิจแบบทุนหรือจะถอยออกมาอยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง
ภายใต้ชุดงานวิจัยที่ว่าด้วย ระบบสวัสดิการสำหรับคนจนและคนด้อยโอกาส มีประเด็นปัญหาหลายประการที่ระบบกฎหมายปัจุบันยังไม่ได้เตรียมการ หรือปรับระบบเพื่อสร้างกลไกในทางกฎหมายที่รับรองหรือสร้างหลักประกันเกี่ยวกับระบบสวัสดิการสำหรับคนจน และคนด้อยโอกาส ทั้งนี้ยังไม่ต้องกล่าวถึง ปัญหาอุปสรรคในเชิงท่าทีและทัศนะของข้าราชการและประชาชนด้วยกันเองที่ตั้งคำถามต่อระบบสวัสดิการคนจนและคนด้อยโอกาส ว่าเป็นภาระของสังคม
กล่าวโดยเฉพาะสำหรับประเด็นทางกฎหมาย เพื่อแก้ปัญหาความยากจนและความไม่เป็นธรรมในสังคม จะต้องสร้างกฎหมายที่สนับสนุน รับรอง และให้หลักประกันแก่ระบบสวัสดิการที่เป็นการสนับสนุนช่วยเหลือคนจนในภาคชนบท(และมีผลต่อคนจนในเมืองด้วย) ซึ่งยังไม่มีการรับรอง 3 รูปแบบหลักคือ การรับรองการจัดสวัสดิการฐานทรัพยากร การจัดสวัสดิการฐานวัฒนธรรม และการจัดสวัสดิการฐานงานพัฒนา
ระบบสวัสดิการทั้งสามรูปแบบนี้เรียกว่าระบบสวัสดิการภาคชุมชน ซึ่งจะต้องทำควบคู่ไปกับ ระบบสวัสดิการภาครัฐ และระบบสวัสดิการภาคเอกชน ซึ่งในปัจจุบันมีข้อจำกัดต่างๆมากมายที่ทำให้คนที่อยู่ในภาวะเสี่ยงโดยเงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ และกฎหมาย ไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการดังกล่าวได้ ระบบสวัสดิการภาคชุมชนจะเข้ามาอุดช่องว่างดังกล่าว ดังจะเห็นได้จากในหลายๆพื้นที่ที่ดำเนินการอยู่ และที่เป็นรู้จักในระยะหลังก็คือ กรณีของคุณครูประยงค์ ที่ได้รับรางวัล แมกไซไซ ในปีนี้
3.
สืบเนื่องจากข้อ 1. และ 2.
มีความพยายามของ คนจน คนด้อยโอกาส รวมกับองค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรภาครัฐบางหน่วยงานที่เข้าใจสภาพปัญหาในเชิงโครงสร้างที่เบียดขับ
และกดทับลงบนวิถีชีวิตของผู้จนจำนวนมาก ภายใต้แผนพัฒนา กลุ่มคนต่างๆเหล่านั้นได้ร่วมกลุ่มกันและออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องตามสิทธิที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองและคุ้มครอง
แต่ปรากฏว่า มีน้อยรายมากที่ได้รับการแก้ไขเยียวยา หรือได้รับการช่วยเหลือ ในทางกลับกัน
กลุ่มที่ลุกขึ้นมาใช้สิทธิตามกฎหมายดังกล่าวกลับตกเป็นเหยื่อของการใช้อำนาจรัฐ
หรือกลับตกเป็นเบี้ยล่างของผู้มีอิทธิพล ของระบบทุนในกลไกตลาด ที่ระบบกฎหมายให้การคุ้มครองอย่างเป็นเนื้อเดียวกันกับการใช้อำนาจรัฐ
ดังนั้น แม้ในฐานะประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนา จากกระแสทุนโลกาภิวัตน์ และจากโครงการของรัฐ จะลุกขึ้นมารวมกลุ่มผนึกกำลังเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาและเยียวยาความเสียหาย แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควรที่จะทำให้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้รับการแก้ไข ประเด็นที่น่าสนใจในทางกฎหมายในส่วนนี้ก็คือ จะทำอย่างไรที่จะทำให้ปัญหาที่แสดงออกมาชัดเจน มีประชาชนจำนวนที่เดือดร้อนจากผลการกระทำของนโยบายของรัฐและ/จากผู้ที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งกว่าแต่เข้ามาเอาเปรียบ อย่างไม่เป็นธรรม และชอบธรรม แม้จะถูกต้องตามบทบัญญัติกฎหมาย มีระบบในกระบวนการยุติธรรมทุกๆด้านให้หลักประกันและอำนวยความเป็นธรรมที่รวดเร็วให้กับประชาชนในส่วนนี้
4.
สำหรับเฉพาะในส่วนที่ว่าด้วย "ชุมชนกับการบริหารจัดการท้องถิ่น "และ
" ชุมชนกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม"
ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าได้มีการรวบรวมปัญหาทั้งในเชิงที่เป็นปรากฏการณ์ข้อเท็จจริง
ทั้งในเชิงที่เป็นการสะท้อนรูปแบบกลไกการเกิดขึ้นของปัญหาและข้อเสนอแนะที่เป็นทางออกที่เกิดจากกฎหมายรายฉบับ
ทั้งในเชิงที่เป็นการสังเคราะห์จากปรากฎการณ์ขึ้นมาเป็นหลักการ ในส่วนดังกล่าวนี้สำหรับในประเด็นปัญหาของระบบกฎหมาย
ผศ.อิทธิพล ศรีเสาวลักษณ์ ในฐานะผู้ทำการวิจัยและในฐานะของผู้ที่ทำการสังเคราะห์ได้สรุปไว้อย่างสมบรูณ์แล้วจึงใคร่ที่จะยกมากล่าวไว้
ณ ที่นี้ ว่ามีประเด็นปัญหาอย่างไรบ้าง
1. ปัญหาเรื่องสิทธิชุมชนในการเข้าถึงทรัพยากร ยังเป็นไปในลักษณะรวมศูนย์อำนาจ
2. กฎหมายที่ใช้ในปัจจุบันล้าสมัย ไม่ยืดหยุ่น แม้กฎหมายที่ตราขึ้นในระยะหลัง ก็ยังคงมีปัญหาของแนวคิดการจัดการแบบแยกส่วน
3. กฎหมายของไทยไม่สนับสนุนการจัดการเชิงซ้อน แต่เป็นลักษณะการจัดการเชิงเดี่ยว
4. ปัญหาเกี่ยวกับการจัดการป่าไม้ เช่น การประกาศเขตป่าทับที่ดินที่มีผู้คนอาศัยอยู่ ก่อให้เกิดความขัดแย้งตลอดมาทั้ง ๆ ที่นโยบายของรัฐในอดีตสนับสนุนหรือเปิดช่องให้คนบุกรุกป่า
5. ปัญหาประชาชนไม่มีสิทธิจัดการพื้นที่ป่า
6. ปัญหาเรื่องที่ดินพบว่าประชาชนไม่มีสิทธิ์ในการจัดการเรื่องที่ดิน ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนเคยมีสิทธิของชุมชน สิทธิของเอกชน และสิทธิของรัฐในการจัดการ ในระยะหลังเหลือเพียงแต่สิทธิของเอกชนและสิทธิของรัฐเท่านั้น ส่วนสิทธิชุมชนถูกละเลย โดยรัฐเข้าไปกำกับดูแลแทน
7. ปัญหาการเก็งกำไรในที่ดิน
8. ทรัพยากรประมง มีปัญหาเรื่องการจัดการทรัพยากรชายฝั่งที่รัฐมีอำนาจในการกำหนดช่วงฤดูกาลจับปลา และกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ให้กับชุมชน โดยชุมชนไม่มีสิทธิ์ในการดูแลด้วยตนเอง
9. ปัญหาด้านการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม พบปัญหาการกำกับดูแล เช่น การตรวจสอบคุณภาพน้ำ อากาศ และของเสียที่ปล่อยจากโรงงานอันเป็นประเด็นขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชน ไม่สามารถหาข้อสรุปได้เนื่องจากกฎหมายไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าจะให้ประชาชนมีสิทธิในการจัดการอย่างไร
10. การสร้างความเข้มแข็งของชุมชน พบประเด็นปัญหาสิทธิชุมชนยังไม่ปรากฏชัดเจนแม้จะระบุไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ
11. ประเด็นทัศนคติของภาครัฐในการจัดตั้งองค์กรชุมชน โดยรัฐไม่แน่ใจว่าหากประชาชนสามารถจัดตั้งองค์กรชุมชนได้ จะส่งผลกระทบต่อภาครัฐหรือไม่อย่างไร
12. ชุมชนยังติดยึดอยู่กับระบบการพึ่งพิงภาครัฐว่ารัฐต้องมีบทบาทในการช่วยเหลือ
13. ประเด็นการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นไปในลักษณะการช่วยเหลือด้านแรงงาน การช่วยเหลือประชาสัมพันธ์ แต่มิได้เข้ามามีส่วนร่วมในขั้นตอนการคิดริเริ่ม ค้นหา และแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
14. ประเด็นโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างชนบทกับส่วนราชการท้องถิ่นและธุรกิจ มีลักษณะของการพึ่งพาสูง เช่น การพึ่งพาระหว่าง อบต. กับผู้รับเหมา ซึ่งยากต่อการแก้ไข
15. การบริหารจัดการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีลักษณะของการแก่งแย่งผลประโยชน์ เช่น กรณีเลือกตั้งคณะกรรมการ อบต. และยังส่งผลกระทบถึงความสามัคคีในชุมชนด้วย
16. การบริหารจัดการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถูกแทรกแซงโดยอิทธิพลทางการเมือง
17. ประเด็นการศึกษา แม้จะมีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2540 ที่ให้มีการปฏิรูปการศึกษา แต่การจัดการศึกษายังมีลักษณะแยกส่วน ขาดการรวมศูนย์
18. การบริหารจัดการในส่วนราชการมีขั้นตอนปฏิบัติที่ยุ่งยาก ล่าช้า และไม่ยืดหยุ่น เป็นช่องทางนำไปสู่การคอรัปชั่นและเรียกร้องผลประโยชน์
19. ประเด็นการประสานแผนงาน ส่วนราชการต่าง ๆ ไม่มีการประสานแผนงาน ต่างคนต่างทำและไม่มีการติดตามประเมินผล
20. ประเด็นการบริหารจัดการ ภาครัฐมีบทเรียนที่สำคัญ คือ ขาดระบบการจัดเก็บข้อมูลที่ดีและสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้
21. ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างอำนาจ ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชน มีลักษณะแยกส่วนทั้ง ๆ ที่ชุมชนมีหน้าที่ในการตรวจสอบการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
22. โครงสร้างอำนาจเดิมมิได้ปรับปรุงแก้ไข เช่น ประเด็นการเลือกตั้ง อบต.ที่มีบทเฉพาะกาลไว้ว่า กำนัน และผู้ใหญ่บ้านเป็นสมาชิก อบต. โดยตำแหน่ง
ภาคผนวก
ภาพรวมของปัญหาเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ปัญหาในกลุ่มการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วยปัญหาหลักคือ
- ปัญหาสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากรที่ยังไม่กระจายอำนาจในการจัดการให้กับชุมชน
- ระบบกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติทั้งระบบล้าสมัย และไม่ยืดหยุ่นไปตามสภาพของท้องถิ่น ต่างฝ่ายต่างแบ่งแยกในการจัดการ แต่ในปัจจุบันกลับมีลักษณะที่ต่างฝ่ายต่างแย่งกันดำเนินการ แย่งกันใช้อำนาจเนื่องจากจะต้องบ่งบอกถึงความสำคัญความจำเป็นของหน่วยงานและความมีประสิทธิภาพ
- ยังไม่ยอมรับระบบการบริหารการจัดการแบบจารีตที่พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า ประหยัดกว่า ยั่งยืนกว่า สร้างและยอมรับการมีส่วนร่วมของประชาชนอันเป็นรากฐานที่สำคัญของความเข้มแข็งของชุมชน
ปัญหาเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรป่าไม้
ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรป่าเป็นปัญหาดังต่อไปนี้
- ปัญหาพื้นที่ป่าไม้ลดลง
- ปัญหาเกี่ยวกับความไม่ชัดเจนในแนวเขตป่า ทั้งในทางกายภาพและในแง่ของเขตอำนาจ-สิทธิประเภทต่างๆในทางกฎหมาย ที่อนุญาตให้ประชาชนใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าได้
- การขยายตัวของการเข้าทำกินของทุน ผู้ประกอบการรายใหญ่ หรือประชาชนที่พอจะพึงตนเองได้ที่เข้าไปเบียดขับให้คนจนที่ไม่มีที่ดินทำกิน จะต้องเข้าไปบุกรุกที่ดินเพิ่ม ทำให้เกิดความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่ของรัฐเรื่องแนวเขตพื้นที่ ขัดแย้งกับทุน และประชาชนด้วยกันเอง
- ปัญหาสิทธิในที่ดิน ในขณะที่ประชาชนเองเห็นว่าตนควรจะมีสิทธิในการดูแล จัดการ และได้ประโยชน์ จากพื้นที่ป่าที่ตนเองปกป้องรักษามาเป็นเวลานาน
ปัญหาเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรดิน
ปัญหาที่เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรที่ดิน มีปัญหาสรุปได้ดังนี้
- ปัญหาเกี่ยวกับการใช้ที่ดินที่ไม่เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพของที่ดิน ไม่มีกฎหมายผังเมืองและผังการใช้ที่ดิน
- ปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพของดินที่ไม่เหมาะสมกับการเกษตร อันเนื่องมาจากสภาพทางกายภาพ หรือการใช้ที่ดินที่ไม่ถูกต้อง
- ปัญหาการรุกเข้ามาของอุตสาหกรรมในพื้นที่อุตสาหกรรม
- ปัญหาการกว้านซื้อที่ดินเพื่อการเก็งกำไรที่ดิน
- การทอดทิ้งที่ดินไม่ทำประโยชน์
- ปัญหาสิทธิและการถือครองที่ดิน
- และปัญหาที่ระบบกฎหมายในปัจจุบันยังไม่ยอมรับสิทธิของชุมชนในการเข้าไปมีส่วนในการจัดการที่ดิน
ปัญหาเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรน้ำ
และทรัพยากรทางทะเล
ปัญหาเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรน้ำและทรัพยากรทางทะเล มีปัญหาพอสรุปได้ดังต่อไปนี้
- ปัญหาเกี่ยวกับ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรอันเนื่องมาจากสภาพตามธรรมชาติ และการใช้ประโยชน์ที่เกินกว่าขีดจำกัดที่มีอยู่
- ปัญหาการขาดระบบในการจัดการน้ำทิ้งน้ำเสียที่ถ่ายเทจากกระบวนการผลิต ทั้งในภาคการเกษตรเชิงอุตสาหกรรม ในภาคอุตสาหกรรม และจากครัวเรือนลงสู่แหล่งน้ำดี
- ปัญหาการจัดสรรทรัพยากรน้ำให้ทั่วถึงและเป็นธรรม
- ปัญหาการจัดการทรัพยากรชายฝั่งที่เน้นการใช้อย่างเข้มข้น
- ปัญหาการทำลายฐานของชุมชนที่ทำหน้าที่ในการปกป้อง บำรุงรักษา ดูแลและใช้ประโยชน์ โดยรูปแบบและวิธีการต่างๆทำให้ชุมชนที่มีความเข้มแข็งพึ่งตนเองได้ในระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง กลายไปเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย
- ปัญหาการจัดการที่ไม่ยอมรับการจัดการแบบมีส่วนร่วมของประชาชน
ปัญหาการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน
ปัญหาเกี่ยวกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน มีประเด็นปัญหาที่สำคัญดังต่อไปนี้
- ประเด็นเกี่ยวกับความไม่ชัดเจนของ สิทธิของชุมชน ตามมาตรา 46 และมาตราอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
- ปัญหาเกี่ยวกับทัศนคติของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ที่มีต่อการรวมตัวจัดตั้งองค์กรชุมชน
- ปัญหาในภาคประชาชนเองที่ยังไม่มั่นใจ และยังเคยชินกับการพึ่งพาภาครัฐ
- ปัญหารูปแบบวิธีการของการมีส่วนร่วม ในกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการชุมชนท้องถิ่น ที่ไม่ได้เริ่มต้นจากการมีส่วนร่วมและเป็นความต้องการของประชาชนที่ประสบปัญหา และอยากที่จะเข้ามาแก้ปัญหาแบบมีส่วนร่วมจริงๆ
- ปัญหาที่เกิดจากระบบความสัมพันธ์ในชุมชนที่เปลี่ยนแปลงจากพึ่งพาเอื้ออาทรไปเป็นความสัมพันธ์แบบแข่งขัน แก่งแย่ง ช่วงชิง แบ่งแยก เพื่ออำนาจและความมั่งคั่ง
- ปัญหาที่เกิดจากการจัดตั้งกลุ่มต่างๆที่มีอยู่ในชุมชน ไม่ได้เป้นกลุ่มที่รวมกันตามธรรมชาติ แต่เป็นกลุ่มที่อิงอยู่กับผลทางการเมืองหรือประโยชน์ทางราชการ ที่ไม่ได้ให้อิสระที่แท้จริงแก่กลุ่มต่างๆเหล่านั้น
- ปัญหาที่เกิดจากระบบการศึกษาที่ยังรวมศูนย์ และดูแคลน ไม่ยอมรับ ศักยภาพของชุมชนท้องถิ่นว่ามีภูมิปัญญาที่มีคุณค่า และสามารถที่จะพึ่งตนเองได้
ปัญหาเกี่ยวกับองค์กรและการบริหารจัดการ
ปัญหาเกี่ยวกับองค์กรและระบบการบริหารจัดการที่ดูแลทรัพยากรธรรมชาติ มีปัญหาที่พอจะสรุปได้ดังต่อไปนี้
- องค์กรและระบบการจัดการ ยังเน้นที่ระบบราชการมีอำนาจ และยังเน้นการรวมศูนย์กลางทางอำนาจ ทำให้มีขั้นตอนการทำงานที่ยุ่งยาก ล่าช้า
- ปัญหาการมีหลายหน่วยงานที่ทำหน้าที่แก้ปัญหาแบบแยกส่วน ทำให้ขาดข้อมูลพื้นฐานพื้นฐานที่จำเป็นและได้ภาพรวมทั้งหมด
- ระบบการบริหารจัดการไม่มีการประเมินประสิทธิภาพ และขาดการประสานงานทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ
- ปัญหาการจัดความสัมพันธ์เชิงโครงสร้าง-อำนาจ ยังไม่มีความชัดเจน และไม่กระจายไปสู่องค์กรท้องถิ่นและชุมชน
- มี กฎ ระเบียบมากมายที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมธุรกิจชุมชนและองค์กรชุมชน ในการทำให้ประชาชน ชุมชน องค์กรปกครองท้องถิ่นสามารถที่จะพึ่งตนเองได้จริง
สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ
ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I
สารบัญเนื้อหา
3
ประวัติ
ม.เที่ยงคืน
e-mail : midnightuniv@yahoo.com
หากประสบปัญหาการส่ง
e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com
ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็ปไซคทั้งหมด
กว่า 450 เรื่อง หนากว่า 5000 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา
120 บาท(รวมค่าส่ง)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่
midnightuniv@yahoo.com หรือ
midnight2545@yahoo.com
สมเกียรติ
ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็ปไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ
ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง
จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com

เมื่อมีการร้องเรียนปัญหาความไม่เป็นธรรมของประชาชน
หน่วยราชการมักจะใช้ระบบการทำงานตามสายงานของราชการ และจะให้คำตอบที่ชัดเจนไม่ได้แก่ประชาชน
ส่วนมากมักจะจบลงที่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษา และสรุปว่า เป็นความผิด
ความไม่รู้ หรือการไม่รักษาสิทธิ หรือแม้กระทั้งการไม่มีสิทธิของประชาชน สภาพเช่นนี้สั่งสมกันมาเป็นเวลานาน
และจะต้องสะสางและวางระบบกันใหม่
แต่อย่างไรก็ตาม ในการวิจัยในมิติทางกฎหมายและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อต้องให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาความยากจน และความไม่เป็นธรรมที่เกิดจากระบบกฎหมาย ที่ไปเกิดเป็นปัญหาของคนในระดับรากหญ้าที่มีประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ ภูมิรู้ วัฒนธรรมประเพณีทั้งหลายที่ไม่สามารถที่จะเข้าเป็นเนื้อเดียวกันได้กับ วิถีชีวิตของความเป็นเมืองและระบบของกฎหมายที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้น ในเชิงยุทธศาสตร์ของการวิจัยจึงมีข้อเสนอที่จะต้องใช้กระบวนการวิจัยในลักษณะที่เป็น Action Research โดยต้องให้ความสำคัญแก่ผู้ที่มีส่วนได้เสียซึ่งก็คือ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากระบบกฎหมายได้เข้ามามีส่วนร่วม โดยดำเนินการควบคู่ไปกับกระบวนการวิจัยที่นำไปสู่การแก้ไข บรรดาบทบัญญัติกฎหมาย กฎระเบียบ และ แนวปฎิบัติต่างๆ ที่เป็นปัญหา
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็ปไซคทั้งหมด
กว่า 450 เรื่อง หนากว่า 5000 หน้า ในรูปของ CD-ROM ในราคา 120 บาท(รวมค่าส่ง) สนใจสั่งซื้อได้ที่
midnightuniv@yahoo.com หรือ
ส่งธนาณัติถึง
สมเกียรติ ตั้งนโม : ไปรษณีย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 50202
กรุณาส่งตั๋วแลกเงินไปยัง
สมเกียรติ ตั้งนโม : คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถนนสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
50202
อย่าลืมเขียนชื่อ ที่อยู่ ของผู้รับตัวบรรจงด้วยครับ
เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการจัดส่งทางไปรษณีย์