



บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ลำดับที่ 469 หัวเรื่อง
รัฐกับการใช้ความรุนแรงที่ภาคใต้
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
นักวิชาการอิสระ
มหาวิทยาลัยฮาวาย
The
Midnight University

Website
ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
สร้างขึ้นมาเพื่อผู้สนใจในการศึกษา
โดยไม่จำกัดคุณวุฒิ
หากต้องการติดต่อกับ
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ส่ง mail ตามที่อยู่ข้างล่างนี้
midnight2545@yahoo.com


คลิกไปหน้า homepage มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

วาทกรรมความรุนแรงทางการเมือง
การสร้างปีศาจวิทยาแห่งการก่อการร้าย
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
นักวิชาการอิสระ มหาวิทยาลัยฮาวาย
บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ลำดับที่ 469
หมายเหตุ : บทความชิ้นนี้ได้รับการเผยแพร่
บนเว็ปไซท์ของ ม.เที่ยงคืน เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๗
(บทความชิ้นนี้ยาวประมาณ
4 หน้ากระดาษ A4)
อย่าให้รัฐนำเราเข้าสงคราม
นับตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา
สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้แปรสภาพเป็นพื้นที่ซึ่งรุนแรงอย่างไม่เคยมีมาก่อน ดังปรากฎว่าได้เกิดการเข่นฆ่าไม่เว้นแต่ละวัน
และในขณะเดียวกัน ก็เกิดการอุ้มฆ่าและหายสาปสูญของราษฎรไม่เว้นวันด้วย นำไปสู่ความไม่พอใจของราษฎรต่อรัฐบาลอย่างกว้างขวาง
ส่วนรัฐบาลก็ไม่ไว้วางใจประชาชนสูงขึ้นด้วยเช่นกัน
หากเชื่อคำที่หมอประเวศ วะสี กล่าวไว้ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็กำลังดำเนินเข้าสู่สถานการณ์สงครามจรยุทธ์โดยตรง เฉพาะจากตัวเลขที่รัฐบาลประกาศไว้ ภายในช่วงเวลาเพียง 10 เดือน ได้เกิดเหตุการณ์ "ความไม่สงบ" ขึ้นในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ทั้งสิ้นถึง 906 ครั้ง ยังผลให้มีผู้เสียชีวิต 270 ราย และบาดเจ็บ 423 คน โดยมีผู้เสียชีวิตเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐถึง 46 ราย และมีเจ้าหน้าที่ผู้บาดเจ็บอีก 91 ราย
อย่างไรก็ดี ตัวเลขของทางการนั้นแสดงยอดรวมของผู้เสียชีวิตในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่ำกว่าความจริงไปมาก เพราะไม่ได้รวมผู้เสียชีวิตในวันที่ 28 เมษายน ทั้งที่ในบริเวณมัสยิดกรือเซ๊ะและบริเวณอื่น ดังมีกรณีเด็กนักเรียน 12 คน จากอำเภอสะบ้าย้อย เป็นตัวอย่าง รวมทั้งไม่ได้รวมผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมและจับกุมที่อำเภอตากใบในวันที่ 25 ตุลาคม
หากคำนึงถึงคนตายในกรณีเหล่านี้ ก็สรุปได้ว่าในรอบไม่ถึงหนึ่งปี สามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีผู้เสียชีวิตจาก "ความไม่สงบ" ไปแล้วอย่างน้อย 467 ราย โดยเป็นพลเรือนจำนวนไม่ต่ำกว่า 416 คน การเสียชีวิตของผู้คนจำนวนนี้เป็นเรื่องน่าเศร้า แต่ความจริงที่น่าเศร้ายิ่งไปกว่านั้นก็คือ ตัวเลขนี้ยังไม่ได้รวมผู้คนที่เสียชีวิตจากการ "อุ้มฆ่า" และ "หายสาปสูญ" เอาไว้ด้วย ทั้งที่คนกลุ่มนี้มีปริมาณมาก จนทำให้รองนายกรัฐมนตรีผู้หนึ่งยอมรับว่า เป็นต้นตอของการขยายตัวของความรุนแรงในพื้นที่โดยตรง
ทนายสมชาย นีละไพจิตร
เป็น ตัวอย่างของบุคคลที่เชื่อได้ว่าเสียชีวิตด้วยเหตุจากการ "อุ้มฆ่า"
และ "หายสาปสูญ" แบบนี้ แต่นอกจากทนายสมชายแล้ว ยังมีบุคคลที่ประสบชะตากรรมแบบเดียวกันนี้อีกมาก
เพียงแต่เขาเหล่านั้นเป็นพลเรือนที่ปราศจากชื่อเสียง อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ทำให้การหายสาปสูญและล้มตายของเขาไม่มีค่าพอจะเป็นข่าวในสังคม
(แต่แม้การหายสาปสูญของทนายสมชายจะเป็นข่าวใหญ่ในสังคม เขาก็ไม่ได้มีชะตากรรมแตกต่างจากพลเรือนที่เป็นเหยื่อของการ
"อุ้มฆ่า" รายอื่นมากนัก เพราะรัฐไม่สนใจจะจับกุมผู้อยู่เบื้องหลังมาดำเนินคดีได้
ซ้ำยังปราศจากความละอายต่อบาป ถึงขั้นมอบรางวัลข้าราชการดีเด่นให้แก่นายตำรวจที่เป็นจำเลยของคดีนี้ไป
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา)
ไม่มีใครรู้ชัดว่ามีผู้คนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ถูก "อุ้มฆ่า" และ "หายสาปสูญ" ไปแล้วเท่าไร เพราะทางราชการไม่เคยยอมรับว่ามีปัญหานี้ จึงไม่มีตัวเลขในเรื่องดังกล่าวออกมาอย่างเป็น "ทางการ" ถึงแม้ตัวนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีจะรับรู้และแถลงอยู่บ่อยครั้งว่ามีปัญหานี้ในอัตราที่สูงมากก็ตามที
หากเชื่อตามที่หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งระบุไว้ เฉพาะในรอบปีนี้ ก็มีคนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้หายตัวโดยลึกลับไปแล้วไม่น้อยกว่า 2,000 ราย อย่างไรก็ดี ถ้าไม่เชื่อข้อมูลนี้ แล้วลองสมมติว่ามีผู้คนเผชิญชะตากรรมแบบนี้อย่างน้อยที่สุดวันละหนึ่งราย ก็หมายความว่าถึงตอนนี้ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีพลเรือนที่เสียชีวิตโดยทุกสาเหตุ รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 720 คน คำถามคือรัฐคิดอย่างไรต่อความตายของผู้คนทั้ง 720 คน?
หากพิจารณาท่าทีของรัฐในช่วงที่ผ่านมา ก็จะเห็นว่ารัฐมุ่ง "จัดการ" แต่ความตายซึ่งเกิดจาก "ความไม่สงบ" จนนำไปสู่การตั้งหน่วยเฉพาะกิจ เพื่อปราบปรามผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับความตายเหล่านี้ขึ้นอย่างกว้างขวาง โดยอาศัยกำลังพลของกองทัพ, ตำรวจท้องที่ , หน่วยข่าวกรอง และการจัดตั้งชุดเฉพาะกิจของพลเรือนขึ้นในพื้นที่ห่างไกล แต่ "ความตาย" จาก "ความไม่สงบ" เป็น "ความตาย" ที่ครอบคลุมชีวิตผู้คนเพียงส่วนเดียว เพราะสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีผู้เสียชีวิตในปริมาณที่กว้างขวางกว่านั้นไปมาก
การมุ่งแก้ปัญหาแต่ "ความตาย" อันเกิดจาก "ความไม่สงบ" จึงหมายความว่ารัฐจงใจ"เพิกเฉย" ความตายของคนอีกกลุ่ม ทำให้แม้ผู้ตายจะเป็นพลเมืองของรัฐเดียวกัน อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน แต่ก็ได้รับการปฏิบัติจากรัฐผิดแผกไปจากกัน
สำหรับรัฐแล้ว ปฏิกริยาต่อ "ความตาย" ของผู้คน ดูจะสัมพันธ์กับ "ผู้กระทำ" ความตายนั้น กล่าวคือรัฐสนใจแต่ความตายที่เกิดจากบุคคลซึ่งรัฐเห็นว่าเป็นศัตรูของความสงบเรียบร้อย แต่ไม่สนใจความตายที่เจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม
ความตายของผู้คนในวันที่ 28 เมษายน เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นสภาวะข้อนี้ เพราะแม้จะมีหลักฐานที่ชวนให้เห็นความบริสุทธิ์ของผู้ตาย ดังปรากฎในนิตยสาร "ฟ้าเดียวกัน" ว่าหลายคนเป็นเพียงนักเรียนมัธยมปลาย บ้างเป็นเยาวชนดีเด่น และบ้างคือชายชราอายุกว่า 60 ปี แต่ถึงบัดนี้ คนเหล่านี้ก็ตายไปโดยที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองไม่ต้องรับผิดชอบแต่อย่างใด
น่าสนใจว่าหลังความตายของพลเรือน 107 คน ไม่นาน รัฐบาลก็ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องนี้ แต่เมื่อกรรมการมีข้อสรุปว่าเจ้าหน้าที่กระทำการรุนแรงเกินกว่าเหตุ รัฐบาลก็ไม่ได้พิจารณาความผิดของผู้ที่เกี่ยวข้องอีกต่อไป อันเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเชื่อว่าเจ้าหน้าที่สามารถละเมิดชีวิตของราษฎรได้โดยเสรี
แน่นอนว่าในสังคมที่อยู่ในระบอบการเมืองแบบราชาธิปไตย, อำนาจนิยม หรือสังคมชนเผ่า ย่อมไม่แปลกที่รัฐจะมีอำนาจวินิจฉัยชีวิตพลเมืองในลักษณะนี้ แต่หลักการของสังคมเสรีประชาธิปไตยนั้นไม่อนุญาติให้รัฐละเมิดชีวิตพลเมืองได้แบบนี้ ยกเว้นแต่ในกรณีที่กระบวนการยุติธรรมวินิจฉัยแล้วว่าพลเมืองรายนั้น เป็นอันตรายร้ายแรงต่อส่วนรวม
อย่างไรก็ดี ในสถานการณ์ภาคใต้ในช่วงที่ผ่านมา รัฐไม่เคยแสดงหลักฐานว่าผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นบุคคลอันตรายร้ายแรง ถึงขั้นที่นายกรัฐมนตรีเองก็ไม่เคยแม้แต่จะประกาศว่าคนตายทั้งหมดเป็นกลุ่มเดียวกับขบวนการก่อการร้าย จึงพูดได้อย่างชัดเจนว่าคนเหล่านั้นตายจากการใช้อำนาจและพละกำลังโดยอำเภอใจของรัฐบาล กระบวนการทั้งหมดนี้นำไปสู่ปัญหาทางการเมืองที่สำคัญสองข้อ
ข้อแรก รัฐบาลมีความผิดทางการเมืองฐานฆาตกรรมพลเรือนในชาติ
ข้อสอง รัฐบาลล้มเหลวทางการทหารในการต่อต้านขบวนการก่อการร้ายที่มีอยู่จริง
แรงเหวี่ยงจากปัญหาทั้งสองข้อนำสังคมไปสู่สภาวะการณ์อันตราย เพราะการละเมิดชีวิตพลเรือนเป็นแรงกดดันให้รัฐต้องปกป้องตัวเองทางการเมือง จึงจำเป็นต้องทำให้คนตายกลายเป็นบุคคลผู้เป็นภัยอย่างยิ่งยวด ยังผลให้เกิดความคิดเรื่องปีศาจวิทยาแห่งการก่อการร้าย ซึ่งในท้ายที่สุด ก็นำไปสู่การสร้างความรับรู้รวมหมู่ว่าคนบางกลุ่มบางอัตลักษณ์มีสถานะเป็น "ปีศาจ" ของสังคม
สภาวการณ์ทั้งหมดนี้ไม่ได้ปรากฎให้เห็นเป็นรูปธรรมจนเห็นได้ชัด จึงไม่มีใครหรือหน่วยงานไหนทำหน้าที่ผลิตและตอกย้ำความเป็น "ปีศาจ" ของสังคม ในทางตรงกันข้าม สภาวะการณ์ทั้งหมดนี้บังเกิดและพัฒนาขึ้นในระดับของความคิดอ่านและความรับรู้ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วก็นำไปสู่การก่อรูปขึ้นของ "ระเบียบตรรกะแห่งความรุนแรง"
กล่าวอย่างรวบรัดแล้ว
"ระเบียบตรรกะแห่งความรุนแรง" ดำรงอยู่ในเชิงวิภาษเป็นสามลำดับขั้น
ขั้นตอนแรก คือความเชื่อว่าการมีอยู่ของ "ปีศาจ" นั้นเป็นอันตราย
ต่อมา จึงเริ่มเห็นว่ามีความจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องกำจัด "ปีศาจ" ไปให้หมดสิ้น และ
ขั้นตอนสุดท้าย คือยอมรับการขจัด "ปีศาจ" ด้วยกำลังและความรุนแรงชนิดที่เป็นรูปธรรม
ระเบียบตรรกะแบบนี้ส่งผลให้สังคมสนับสนุนการต่อต้าน "ปีศาจ" ด้วยวิถีทางรุนแรง และขณะเดียวกัน ก็กดดันให้ "ปีศาจ" ป้องกันตัวเองออกจากรัฐและสังคมมากขึ้น รวมตัวกันเหนียวแน่นมากขึ้น และแข็งกร้าวมากขึ้นด้วย ยังผลให้ทุกฝ่ายไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากต้องเคลื่อนไหวภายใต้ "ตรรกะแห่งความรุนแรง" ที่ยิ่งนานก็ยิ่งขยายตัว
ทั้งหมดนี้คือเงื่อนไขของสงครามที่กำลังเติบโตขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบัน เป็นสงครามที่มีความรุนแรงไม่น้อยไปกว่าสงครามระหว่างคนต่างเชื้อชาติต่างศาสนาในสังคมอื่น เป็นสงครามซึ่งอคติต่อผู้คนที่ "เป็นอื่น" ถูกขับดันให้ระเบิดออกมาอย่างเต็มที่ และเป็นสงครามที่ไม่มีฝ่ายไหนเห็นฝ่ายตรงข้ามเป็นคนและเป็นเพื่อนร่วมชาติอีกต่อไป
พูดให้ถึงที่สุดแล้ว สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้มีความเป็นไปได้ทางตรรกะเป็นอย่างมากที่จะนำไปสู่สงครามระหว่างชาติพันธุ์ (ethnic war)
บทความเดิมเรื่องนี้ชื่อว่า
"อย่าให้รัฐนำเราเข้าสงคราม"
พิมพ์ครั้งแรกใน
A-DAY WEEKLY ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน 2547
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ส่งมาให้เผยแพร่บนเว็ปไซท์
ม.เที่ยงคืน วันที่ 12 พฤศจิกายน 2547
สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ
ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I
สารบัญเนื้อหา
3
ประวัติ
ม.เที่ยงคืน
e-mail : midnightuniv@yahoo.com
หากประสบปัญหาการส่ง
e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com
ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็ปไซคทั้งหมด
กว่า 450 เรื่อง หนากว่า 5000 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา
120 บาท(รวมค่าส่ง)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่
midnightuniv@yahoo.com หรือ
midnight2545@yahoo.com
สมเกียรติ
ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็ปไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ
ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง
จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com

แรงเหวี่ยงจากปัญหาทั้งสองข้อนำสังคมไปสู่สภาวะการณ์อันตราย เพราะการละเมิดชีวิตพลเรือนเป็นแรงกดดันให้รัฐต้องปกป้องตัวเองทางการเมือง จึงจำเป็นต้องทำให้คนตายกลายเป็นบุคคลผู้เป็นภัยอย่างยิ่งยวด ยังผลให้เกิดความคิดเรื่องปีศาจวิทยาแห่งการก่อการร้าย ซึ่งในท้ายที่สุด ก็นำไปสู่การสร้างความรับรู้รวมหมู่ว่าคนบางกลุ่มบางอัตลักษณ์มีสถานะเป็น "ปีศาจ" ของสังคม
ระเบียบตรรกะแบบนี้ส่งผลให้สังคมสนับสนุนการต่อต้าน
"ปีศาจ" ด้วยวิถีทางรุนแรง และขณะเดียวกัน ก็กดดันให้ "ปีศาจ"
ป้องกันตัวเองออกจากรัฐและสังคมมากขึ้น รวมตัวกันเหนียวแน่นมากขึ้น และแข็งกร้าวมากขึ้นด้วย
ยังผลให้ทุกฝ่ายไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากต้องเคลื่อนไหวภายใต้ "ตรรกะแห่งความรุนแรง"
ที่ยิ่งนานก็ยิ่งขยายตัว
ทั้งหมดนี้คือเงื่อนไขของสงครามที่กำลังเติบโตขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบัน
เป็นสงครามที่มีความรุนแรงไม่น้อยไปกว่าสงครามระหว่างคนต่างเชื้อชาติต่างศาสนาในสังคมอื่น
เป็นสงครามซึ่งอคติต่อผู้คนที่ "เป็นอื่น" ถูกขับดันให้ระเบิดออกมาอย่างเต็มที่
และเป็นสงครามที่ไม่มีฝ่ายไหนเห็นฝ่ายตรงข้ามเป็นคนและเป็นเพื่อนร่วมชาติอีกต่อไป
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็ปไซคทั้งหมด
กว่า 450 เรื่อง หนากว่า 5000 หน้า ในรูปของ CD-ROM ในราคา 120 บาท(รวมค่าส่ง) สนใจสั่งซื้อได้ที่
midnightuniv@yahoo.com หรือ
ส่งธนาณัติถึง
สมเกียรติ ตั้งนโม : ไปรษณีย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 50202
กรุณาส่งตั๋วแลกเงินไปยัง
สมเกียรติ ตั้งนโม : คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถนนสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
50202
อย่าลืมเขียนชื่อ ที่อยู่ ของผู้รับตัวบรรจงด้วยครับ
เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการจัดส่งทางไปรษณีย์