online pharmacy uk
20mg cialis dosage
buy cialis next day delivery
buy viagra with paypal
buy generic viagra online
order cialis on line
purchase cialis online without prescription
viagra in us
viagra generic
order generic viagra online overnight
buy cialis canadian pharmacy
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2012010

จังหวัดจัดการตนเอง: ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมฯสู่การปฏิรูปประเทศไทย

Filed under : POLITICS

ฯ”ปัจจุบันโครงสร้างการบริหารและปกครองในรูปแบบเดิมเริ่มเกิดปัญหาขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายต่อหลายรัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาโดยการปรับลักษณะของโครงสร้างการบริหารราชการไทย แต่ก็ยังไม่สามารถลดปัญหาที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นของประเทศไทยได้”

“จังหวัดจัดการตนเอง” ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ สู่การปฏิรูปประเทศไทย

พลศักดิ์  ชัยศรี

นักศึกษาชั้นปีที่ 4 โครงการศึกษาศิลปศาสตรบัณฑิต สหวิทยาการสังคมศาสตร์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง

1.  บทนำ

นับตั้งแต่การปฏิวัติเปลี่ยนระบอบการปกครองมาเป็นประชาธิปไตย ในปี พ.ศ.2475 ประเทศไทยก็มีการกระจายอำนาจ การบริหารและการปกครองสู่ท้องถิ่นมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการบริหารราชการถูกแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ คือการบริหารราชการส่วนกลาง การบริหารราชการส่วนภูมิภาคและการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น แต่ปัจจุบันโครงสร้างการบริหารและปกครองในรูปแบบเดิมเริ่มเกิดปัญหาขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายต่อหลายรัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาโดยการปรับลักษณะของโครงสร้างการบริหารราชการไทย แต่ก็ยังไม่สามารถลดปัญหาที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นของประเทศไทยได้ ซึ่งเกิดจากการบริหารราชการแผ่นดินไทยนั้น เน้นไปที่การรวมศูนย์มากกว่าการกระจายอำนาจ เนื่องจากต้องการรักษาความมั่นคงของชาติจึงทำให้เกิดปัญหาตามมา ดังจะเห็นได้ชัดเจนจากปัญหามากมายในระดับท้องถิ่นนั้นไม่สามารถแก้ไขได้อย่างเบ็ดเสร็จภายในท้องถิ่น ซึ่งเกิดจากลักษณะการบริหารราชการไทยดังกล่าวสร้างปัญหาให้กับการปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่

1)  ปัญหาทางด้านโครงสร้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น ปัญหาทางด้านอํานาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซ้อนทับกับการบริหารราชการส่วนภูมิภาค ทั้งเรื่องอำนาจ ภารกิจ งบประมาณและการประสานงาน ปัญหาด้านการกํากับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากเกินไป มีความพยายามของฝ่ายการเมืองและฝ่ายปกครองที่จะเข้าไปกํากับดูแลการดําเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะปัญหาทางด้านการกําหนดนโยบายและแผนที่ไม่สอดคล้องกับสภาพของปัญหาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ หรือปัญหาการไม่สามารถนํานโยบายไปปฏิบัติได้จริง

2) ปัญหาทางด้านการบริหารการเงินการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและการดําเนินภารกิจต่างๆ ซึ่งมักจะไม่เพียงพอที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะนําไปใช้จ่ายในการจัดทําบริการสาธารณะให้แก่ประชาชนได้ครบถ้วนตามภารกิจที่กฎหมายกําหนด

3) ปัญหาทางด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยังไม่มีประสิทธิภาพและไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างเต็มที่

4) ปัญหาทางด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน หัวใจหลักของการปกครองส่วนท้องถิ่นก็คือ เป็นการปกครองตนเองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนในท้องถิ่นนั้นๆ แต่ในทางปฏิบัติจะพบว่า การมีส่วนร่วมในการปกครองท้องถิ่นของประชาชนมีค่อนข้างน้อย คงมีเพียงแต่การไปใช้สิทธิเลือกตั้งสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเท่านั้น หลังจากนั้นประชาชนจึงไม่ค่อยมีส่วนร่วมอย่างอื่น ซึ่งทําให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขาดพลัง ขาดความร่วมมือ ขาดความสนใจจากประชาชนอันเป็นผลให้การปกครองท้องถิ่นซึ่งเป็นการปกครองของคนในท้องถิ่นเองไม่ค่อยประสบความสําเร็จเท่าที่ควร ซึ่งไม่มีทางที่จะก้าวข้ามปัญหาที่เกิดขึ้นโดยที่ยังคิดอยู่ในกรอบเดิม

บทความนี้มุ่งที่จะทำความเข้าใจและนำเสนอแนวทางในการปฏิรูปประเทศไทยรูปแบบหนึ่ง เป็นรูปแบบการปกครองท้องถิ่นระดับจังหวัดที่ลดการปกครองและบริหารจากส่วนกลางลงมารวมศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่จังหวัด ที่เรียกว่า “จังหวัดจัดการตนเอง” เคลื่อนไหวภายใต้กรอบคิดขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่  ซึ่งเป็นขบวนการเคลื่อนไหวที่ไม่ใช้ความรุนแรงหรือปฏิบัติอันขัดต่อกฏหมาย แต่ดำเนินยุทธศาสตร์เคลื่อนไหวโดยวิธีการของภาคประชาชน ขับเคลื่อนโดยมีเป้าหมายที่สำคัญคือ การสร้างให้ประชาชนสำนึกต่อความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย เกิดการตื่นตัวลุกขึ้นมาสนใจแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และร่วมกันขยายแนวความคิดให้สามารถขับเคลื่อนในเชิงรูปธรรมได้

ซึ่งถ้าสามารถจัดตั้ง “จังหวัดจัดการตนเอง” ได้จริงจะเป็นรูปธรรมที่ทำให้ เปลี่ยนวิธีคิดของคนในชาติ เมื่อประชาชนได้รู้สึกว่าตนเองได้เป็นเจ้าของท้องถิ่นของตนอย่างแท้จริงจะทำให้มีความรักท้องถิ่นของตนเองมากขึ้น เปลี่ยนบทบาทตัวตนของประชาชน เมื่อประชาชนสัมผัสได้ถึงประชาธิปไตยที่ใกล้ตัวจะทำให้เกิดสำนึกในความเป็นพลเมืองได้อย่างชัดเจน เปลี่ยนวิธีการจัดการและบริหารท้องถิ่น ภาคประชาชนที่อยู่ในแต่ละท้องถิ่นจะเข้าไปมีอำนาจ มีบทบาทในการกำหนดทิศทางการพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง เมื่อเกิดปัญหาขึ้นคนในท้องถิ่นก็จะลุกขึ้นมาต่อสู้ แก้ไขกันในระดับท้องถิ่นของตนเอง เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจเดิมที่มีมาอย่างยาวนานนาน  จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองท้องถิ่นไทย สร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้าซึ่งจะเป็นการปฏิรูปประเทศไทยครั้งสำคัญ

บทความนี้แบ่งเป็น 4 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย 1) การทำความเข้าใจในกรอบคิดขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม 2) อธิบายถึงรากฐานและพัฒนาการของแนวคิด “จังหวัดจัดการตนเอง” 3) วิเคราะห์ถึง “จังหวัดจัดการตนเอง” ว่าเป็นขบวนการเคลื่อนไหวรูปแบบใหม่ที่นำไปสู่การปฏิรูปประเทศไทย ได้อย่างไร?  4) นำเสนอแนวทางพัฒนาไปสู่ “จังหวัดจัดการตนเอง”

2.  กรอบคิด : แนวคิดขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ (New Social Movement)

แนวคิดขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ (New Social Movement) เป็นกรอบนำทางในการศึกษา “จังหวัดจัดการตนเอง” ซึ่งเป็นรูปแบบความเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบหนึ่งซึ่งนำไปสู่การปฏิรูปประเทศไทย แนวคิดขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ จึงสามารถเป็นกรอบแนวคิด นำทางในการอธิบายและวิเคราะห์ ว่ารูปแบบการเคลื่อนไหว “จังหวัดจัดการตนเอง” มีความหมายและลักษณะ ปัจจัยเคลื่อนไหว โครงสร้าง เป้าหมายและกระบวนการในการขับเคลื่อนอย่างไร

นิยาม ความหมายและลักษณะของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ว่าคือ การเคลื่อนไหวเรียกร้องที่ต้องการสร้างนิยามหรือความหมายชุดใหม่ให้กับสิ่งที่เคลื่อนไหวเรียกร้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิยามหรือความหมายของสิ่งที่เรียกว่า “การเมือง” ให้กว้างไกลไปจากเดิมที่ดำรงอยู่ ด้วยการชี้ชวนให้เห็นว่าชีวิตประจำวันนั้นเป็นเรื่องของการเมืองและเป็นเรื่องของสังคมด้วย (ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร, 2540) ยิ่งไปกว่านั้นแนวคิดนี้ยังปฏิเสธวิธีการที่ใช้ความรุนแรงและเป้าหมายของการต่อสู้เรียกร้องก็ไม่ใช่เพื่อการช่วงชิงอำนาจรัฐ ดังที่นิยมคิดหรือกระทำกันในแวดวงของการเมืองแบบเก่า ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่คือ ตัวอย่างรูปธรรมหนึ่งของการเมืองแบบใหม่หรือการเมืองภาคประชาชนในฐานะที่เป็นตัวแสดงหรือผู้กระทำทางการเมือง ไม่นิยมใช้ความรุนแรง

ลักษณะที่สำคัญของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ คือ การสร้างวัฒนธรรมการต่อต้าน ขัดขืน โดยมีวัตถุประสงค์ที่หลากหลายมาก เช่น เพื่อระดมความรู้ ยกระดับจิตสำนึก การรับรู้ของประชาชนในเคลื่อนไหว หรือเพื่อสร้างแนวคิดใหม่ เพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐรับทราบหรือรับผิดชอบต่อการกระทำที่มีผลกระทบต่อประชาชนหรือสังคมในวงกว้างมิใช่ทำตามอำเภอใจหรือล่วงละเมิดอำนาจของตนเอง เป็นการเคลื่อนไหวที่ต้องการจะอุดช่องว่างในส่วนที่รัฐและองค์กรระหว่างประเทศทำไม่ได้หรือไม่มีความต้องการจะทำหรือการเรียกร้องให้ประชาชนเข้าไปมีบทบาทในระดับของการตัดสินใจในองค์กรและสถาบันที่จัดระเบียบสังคม

โครงสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่คือ ผู้เข้าร่วม ผู้ประสานงานและผู้สนับสนุนขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่มีระดับหลากหลายในสังคม เช่น แรงงานกรรมมาชีพ แรงงานนั่งโต๊ะ(แรงงานมีฐานะ) ประชาชนทั่วไป พนักงานรัฐวิสาหกิจและเอกชน นักเรียนนักศึกษา นักวิชาการ NGOs นักพัฒนา องค์กรพัฒนา รวมไปถึงองค์กรสนับสนุนงบประมาณต่างๆ ซึ่งตัวโครงสร้างขบวนการขับเคลื่อนจะเปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะและรูปแบบของประเด็นในการขับเคลื่อน

เป้าหมายที่สำคัญของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่คือ กระตุ้นความตื่นตัวและจิตสำนึกทางการเมืองของผู้เข้าร่วมจากกิจกรรม เกิดการกระตุ้นให้เกิดจิตสำนึกและการตื่นตัวเรื่องนั้นๆ เกิดความหวงแหนท้องถิ่นและเกิดสำนึก “ความเป็นเจ้าของ” เปลี่ยนแปลงในเรื่องความเข้าใจของสังคมหรือสถาบันพื้นฐานของสังคมซึ่งส่งผลกระทบ ระหว่างรัฐกับประชาชน ที่สำคัญการเข้าร่วมขบวนการก็ส่งผลต่อตัวผู้เข้าร่วมได้อย่างสำคัญและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานบางอย่างในประเทศหรือท้องถิ่น ซึ่งเปลี่ยนแปลงทั้งทางสังคมและวัฒนธรรมรวมถึงการเมืองการปกครอง

กระบวนการของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ รูปแบบและหลักการเคลื่อนไหว ดังเช่นการใช้ยุทธวิธีการขัดขวาง ดังที่ประภาส ปิ่นตบแต่ง (2552) ได้กล่าวไว้ว่า วิธีการนี้เป็นการเข้าไปขัดขวางการตัดสินใจทางการเมืองและฝ่ายตรงข้าม เช่น การบอยคอตคือการเข้าไปขัดขวาง การดำเนินกิจการรัฐหรือฝ่ายตรงข้าม มีลักษณะเป็นการก่อตัวของประชาชนอย่างเหนียวแน่น เพื่อนำไปสู่การเจรจาต่อรองและการนั่งประท้วง คือการบุกเข้าไปนั่งประท้วงในสถานที่เฉพาะเพื่อให้เกิดการเจรจาอย่างเหมาะสมและพอใจทั้ง 2 ฝ่าย

รูปแบบดังกล่าวถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม ซึ่งใช้มานานในสังคมไทย แต่ยังมีรูปแบบและลักษณะที่เพิ่มขึ้นมาในปัจจุบัน เช่น การจัดเวทีและการประชุมหารือ เกิดขึ้นในทุกระดับจากประชาชนและนักวิชาการ รวบรวมภาคีจากผู้สนใจในประเด็นต่างๆ เพื่อที่จะกำหนดแนวทางในการขับเคลื่อนต่อไป การใช้สื่อเพื่อกระจายข่าวสารและขยายองค์ความรู้ เกิดจากการคิดค้นแนวคิดเพื่อพัฒนาสังคม การเมืองและเศรษฐกิจและนำไปขยายองค์ความรู้ให้ประชาชนในระดับต่างๆ และพื้นที่ต่างๆ เข้าใจและใช้เป็นเครื่องมือนำไปสู่การรวบรวมแนวร่วมในอุดมการณ์เดียวกัน ความเชื่ออุปถัมภ์คือการกล่อมเกลา โน้มน้าวและเกลี่ยกล่อมจากผู้อุปถัมภ์ เช่น ผู้นำชุมชน ผู้อาวุโส ผู้มีอำนาจในท้องถิ่นหรือนายทุน เพื่อจัดตั้งมวลชนให้มีความคิดเห็นที่คล้อยตามกัน กลุ่มคนเหล่านี้มีผลประโยชน์กับประชาชนรากหญ้าซึ่งทำให้ประชาชนรากหญ้าคล้อยตามไป

ปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่เกิดขึ้นและขับเคลื่อนได้ เนื่องจากปัจจัยหลัก 2 ประการ กล่าวคือ ปัจจัยภายในของตัวผู้ขับเคลื่อนเอง ได้แก่ จิตสำนึกของความเป็นพลเมืองของประชาชนทั่วไป พฤติกรรมการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองและการมีความตื่นตัวทางการเมือง รวมถึงพร้อมที่จะทำการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิและการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมและการเชื่อมโยงและการสร้างเครือข่าย เช่น ภาคประชาสังคม ในกลุ่มที่ประสบปัญหาหรือกลุ่มที่เรียกร้องสิทธิต่างๆ เพื่อทำการต่อสู้กับการครอบงำของระบบรัฐหรือระบบตลาดและถึงปัจจัยภายนอก ได้แก่ บริบททางสังคมของประเทศหรือท้องถิ่นนั้นๆ ระบบเศรษฐกิจของประเทศหรือท้องถิ่นนั้นๆ ระบบการปกครองของประเทศหรือท้องถิ่นนั้นๆ ซึ่งคนส่วนมากในพื้นที่สามารถแสดงความต้องการและเคลื่อนไหวเพื่อปรับเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองในประเทศหรือท้องถิ่นที่ตนเป็นเจ้าของได้

จะเห็นได้ว่าแนวคิดขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ (New Social Movement) คือกรอบคิดที่แสดงให้เห็นส่วนประกอบต่างๆ ของการเคลื่อนไหวทางสังคม เช่น โครงสร้าง กระบวนการและเป้าหมายในการเคลื่อนไหวสามารถนำมาวิเคราะห์ “จังหวัดจัดการตนเอง” ว่าเป็นรูปแบบและแนวทางในการปฏิรูปประเทศไทย กล่าวคือการเคลื่อนไหวทางสังคมโดยไม่ใช้ความรุนแรงเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและปรับเปลี่ยนโครงสร้างการปกครองและบริหารท้องถิ่นไทย

3.  พัฒนาการ “จังหวัดจัดการตนเอง”

แนวคิด “จังหวัดจัดการตนเอง” เริ่มต้นขึ้นใน พ.ศ. 2551 จากการนำแนวคิด “การพึ่งตนเอง” ในเรื่องเกษตรชุมชน เช่น ป่าชุมชนและเกษตรทางเลือก ซึ่งเป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นมายาวนานและกระจายอยู่ทั่วประเทศ ร่วมกับ การนำบทเรียนจากวิกฤติทางการเมืองในช่วง พ.ศ. 2547 – พ.ศ. 2549 เข้ามาเป็นประเด็นในการพูดคุยกันในเวทีย่อยๆ ของภาคส่วนต่างๆ ที่เคลื่อนไหวเพื่อพัฒนาสังคม เช่น คณะกรรมการประสานงานองคกรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ (กป.อพช) และสถาบันการจัดการทางสังคม (สจส.)[1] และ นักวิชาการอิสระต่างๆ ซึ่งแลกเปลี่ยนความคิดกันในเรื่องของการพึ่งตนเองและการแก้ปัญหาทางการเมือง

ต้นปี พ.ศ.2552 เริ่มมีการยกกระแสแนวคิด “การจัดการตนเอง” ขึ้นมาเป็นประเด็นแลกเปลี่ยนในเวที จากความร่วมมือของสถาบันการจัดการทางสังคม (สจส.) ร่วมกับคณะกรรมการประสานงานองคกรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ (กป.อพช ภาคเหนือ) และกลุ่มนักวิชาการอิสระในภาคเหนือจัดเวทีขับเคลื่อนพัฒนาการเมืองเพื่อแลกเปลี่ยนในประเด็นของการเมืองท้องถิ่น ซึ่งเวทีนั้นได้พูดถึงแนวคิดปฏิรูปประเทศเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างการปกครองท้องถิ่นขึ้น  เนื่องจากผู้ร่วมเวทีมีการแลกเปลี่ยนกันถึงการเมืองและการปกครองท้องถิ่นไทยที่มีปัญหาอย่างต่อเนื่อง จึงเกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกัน โดยนำแนวคิด การพึ่งตนเองมาบูรณาการใช้ในการแก้ปัญหาดังกล่าว แต่ยังไม่มีการเคลื่อนไหวหรือขับเคลื่อนแต่อย่างใด เนื่องจากยังไม่มีงบประมาณสนับสนุนและยังมีกลุ่มประชาชนสนใจน้อยมาก

ในช่วงปลายปี พ.ศ.2552 สถาบันการจัดการทางสังคม (สจส.) ร่วมกับคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ (กป.อพช) จัดเวทีแลกเปลี่ยนร่วมกันในภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้มีการนำเสนอเรื่อง “การจัดการตนเอง” ในประเด็นของอำนาจท้องถิ่น การกระจายอำนาจในระดับจังหวัด  รวมถึงภายในเวทีได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากนักวิชาการหลายท่าน ถอดองค์ความรู้นโยบาย “ผู้ว่า CEO” ของรัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร รวมทั้งแนวคิด “จังหวัดบูรณาการ” ขององค์กรอิสระ ซึ่งเป็นกระแสการเปลี่ยนโครงสร้างการปกครองท้องถิ่นในประเทศไทยแต่ก็ยังไม่ปฏิเสธอำนาจรัฐส่วนกลาง โดยเป็นเพียงการร่างแผนโดยท้องถิ่น เรียกว่า “แผนประชาชน” เสนอจังหวัดผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อผู้ว่าราชการหมดวาระแผนฯ นั้นก็ตกไปไม่ต่อเนื่อง ซึ่งก็ไม่เห็นเป็นรูปธรรมเท่าที่ควร แต่นโยบาย “จังหวัดบูรณาการ” ก็ทำให้เกิดกระแสการพูดถึงการปกครองท้องถิ่นในระดับจังหวัดมากขึ้น รวมทั้งมีนักวิชาการที่มีประสบการณ์การศึกษาจากต่างประเทศ  นำแนวคิดการบริหารจัดการท้องถิ่นในระบอบประชาธิปไตยจากประเทศที่มีความมั่นคงทางการบริหารจัดการ เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ฝรั่งเศสและอังกฤษ เป็นกรอบคิดในการสร้างรูปแบบที่เหมาะสมกับการบริหารท้องถิ่นของไทย ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จในระดับจังหวัด เป็นการแก้ไขปัญหาในเชิงพื้นที่มองพื้นที่เป็นตัวตั้งมากกว่าศูนย์กลาง ซึ่งในประเทศไทยก็มีแนวคิดเรื่องพื้นที่เป็นตัวตั้งในลักษณะรูปธรรมคือ ท้องถิ่นและภูมิภาค เช่น อบต. เทศบาล อบจ. เป็นต้น ซึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จน้อยมาก ผู้เข้าร่วมเวทีนั้นจึงมีความคิดเห็นตรงกันว่า ท้องถิ่นควรจะขยายอำนาจให้ใหญ่ขึ้นไปสู่ ระดับจังหวัด

หลังจากนั้น ในปี พ.ศ. 2553 เครือข่ายองค์กรที่เคลื่อนไหวจังหวัดจัดการตนเองร่วมกันจัดเวที การศึกษาและถอดองค์ความรู้ในประเด็น การจัดการสังคม การพัฒนาการเมืองและการบริหารงานท้องถิ่น ไว้อย่างต่อเนื่องหลายเวที จึงได้เสนอเรื่อง “การจัดการตนเอง” แก่ทาง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. จึงได้ตั้งชื่อโครงการว่า “จังหวัดจัดการตนเอง”  เพื่อของบประมาณในการนำร่องขับเคลื่อนประมาณ 10% ของงบประมาณที่ พอช.สามารถจัดสรรได้

ในเดือนมกราคม ปี พ.ศ. 2554 ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานคร พ.ศ…. ฉบับแรกเกิดขึ้นจากเครือข่ายองค์กรต่างๆ ที่ขับเคลื่อนจังหวัดจัดการตนเองรวมถึงนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายโดยมี นายชำนาญ จันทร์เรือง[2] เป็นประธานร่าง พ.ร.บ. และนำเสนอร่าง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานครฯ เพื่อร่วมกันระดมความคิดและเสนอความคิดเห็นในการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานครฯอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นการสร้างตัวแบบในการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรมของจังหวัดจัดการตนเอง ในขณะเดียวกันคณะกรรมการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ หรือ สช. ก็ได้จัดเวทีขยายการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถ่ายทอดประสบการณ์แนวความคิดเรื่องการกระจายอำนาจในประเด็นสาธารณะสุข ในเรื่องสุขอนามัยภายในครัวเรือนที่จังหวัดเชียงใหม่ จึงได้ทำการแลกเปลี่ยน พูดคุยระหว่างกัน ซึ่งเครือข่ายเคลื่อนไหว จังหวัดจัดการตนเองที่นำโดย สถาบันการจัดการทางสังคม หรือ สจส. หารือแลกเปลี่ยนกันในประเด็นของการจัดการตนเองกับเรื่องสาธารณะสุขท้องถิ่น จึงเกิดเป็นร่างแบบแผนเพื่อนำไปเสนอกับสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ในระเบียบวาระ “พื้นที่จัดการตนเองเพื่อสังคมสุขภาวะ” ซึ่งสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ได้ทำการคัดเลือกระเบียบวาระในการขับเคลื่อนมากมายกว่า 100 ประเด็น ให้เหลือเพียง 9 ประเด็น เพื่อสนับสนุนและขับเคลื่อนต่อไป ซึ่งประเด็น “พื้นที่จัดการตนเองเพื่อสังคมสุขภาวะ” ผ่านมติ สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ โดยได้รับการคัดเลือกให้เป็นประเด็นเคลื่อนไหวโดย สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ  ซึ่งคณะกรรมการได้ปรับเปลี่ยนประเด็นเคลื่อนไหวให้ครอบคลุมและทั่วถึงมากขึ้น จึงเปลี่ยนเป็นประเด็น “นโยบายสนับสนุนพื้นที่จัดการตนเองเพื่อสังคมสุขภาวะ” ซึ่งเคลื่อนไหวในระดับพื้นที่ ลักษณะการเคลื่อนไหว ไม่จำกัดระดับเขตการปกครองว่าจะต้องเป็นจังหวัด อำเภอหรือตำบล  หลังจากนั้น แนวคิดการจัดการตนเองเริ่มเป็นที่รู้จักของท้องถิ่นในวงกว้างมากขึ้น ในเรื่องของการจัดการตนเองในเรื่องของสาธารณะสุขและเรื่องการจัดการตนเองในเองในรูปแบบของจังหวัดและท้องถิ่น จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการขยายแนวความคิดไปทั่วประเทศ รวมทั้งการสนับสนุนด้านงบประมาณกิจกรรมจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพแห่งชาติ(สสส.) ซึ่งสถาบันการจัดการทางสังคม(สจส.) เป็นเจ้าของโครงการขับเคลื่อน การเข้ามาสนับสนุนด้านงบประมาณของ สสส. เพราะเล็งเห็นว่าโครงการดังกล่าวสอดคล้องกับการจัดการสังคมและการพัฒนาท้องถิ่น

ต่อมาในเดือนเมษายนปี พ.ศ. 2554 คณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) โดยมีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานกรรมการปฏิรูป และคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป (คสป.) โดยมีศาสตราจารย์ประเวศ วะสี เป็นประธานกรรมการสมัชชาปฏิรูปและมีสำนักงานปฏิรูปหรือ สปร.[3] ทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการ จึงได้มีการเสนอเรื่อง “จังหวัดจัดการตนเอง” สู่ สำนักงานปฏิรูป ซึ่งมีแนวทางสอดคล้องและเป็นช่องทางในการปฏิรูปประเทศ ซึ่งได้ออกหนังสือปกสีส้ม “ข้อเสนอการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ” เรื่องจังหวัดจัดการตนเอง จึงได้ถูกบรรจุลงเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือปกสีส้ม ในประเด็นการเสริมอำนาจในการจัดการตนเองของท้องถิ่น หัวข้อ การกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่น ซึ่งได้เป็นประเด็นข้อเสนอในการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ ต่อมาคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป (คสป.) ได้นำประเด็นจังหวัดจัดการตนเองมาเป็นประเด็นในการเสนอมติและผ่านมาเป็นมติของสำนักงานปฏิรูป คำว่า “จังหวัดจัดการตนเอง” จึงกระจายไปในวงกว้างมากขึ้น รวมถึงสถาบันการจัดการทางสังคม(สจส.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดสรรงบประมาณสนับสนุนการเคลื่อนไหวให้ด้วย เป็นการเพิ่มแนวทางขยายแนวความคิด โดยการดำเนินการจัดเวทีเพื่อขยายแนวความคิดและระดมภาคีในระดับภูมิภาคจนถึงระดับท้องถิ่น

ในเวลาเดียวกัน เกิดกระแสการแสดงความไม่เห็นด้วยกับแนวคิด “จังหวัดจัดการตนเอง” เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด และสมาคมนักปกครองแห่งประเทศไทย ได้ออกแถลงการตอบโต้แสดงความไม่เห็นด้วยกับ แนวคิดนี้และหนังสือปกส้ม ฯ เพราะเล็งเห็นว่า ทำให้ขาดเอกภาพในการปกครองประเทศและอาจนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดนได้

ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกิดปัญหาทางการเมืองภายในมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นจุดที่เหมาะสมและสำคัญที่สุด ในการกระจายและขยายแนวความคิด “จังหวัดจัดการตนเอง” ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวทำให้ประชาชนสามารถมองภาพแนวคิดนี้ได้ชัดเจนมากขึ้น โดยยกประเด็นความขัดแย้งเป็นประเด็นตัวอย่างในการที่จะใช้ “จังหวัดจัดการตนเอง” เป็นประเด็นในการปฏิรูปประเทศไทย เพื่อที่จะก้าวข้ามประเด็นปัญหาทางการเมืองภายในไป ซึ่งแนวคิด “จังหวัดจัดการตนเอง” ได้รับการตอบรับอย่างดีโดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ จึงได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายขับเคลื่อนทางการเมืองที่สำคัญคือ เครือข่ายบ้านชุ่มเมืองเย็น ซึ่งทำหน้าที่วิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน เป็นเครือข่ายที่สำคัญในการรวบรวมเครือข่ายและประสานงานขับเคลื่อนเรื่องจังหวัดจัดการตนเอง ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จึงสามารถจัดเวทีประสานภาคส่วนต่างๆในการแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้น เช่น ภาคธุรกิจท้องถิ่น กลุ่มเสื้อเหลือง กลุ่มเสื้อแดง จึงสามารถไกล่เกลี่ยกันให้คลี่คลายสถานการณ์ในพื้นที่ไปได้บางส่วน

ต่อมาสถาบันการจัดการทางสังคม(สจส.) ร่วมกับเครือข่ายขับเคลื่อน ประกอบไปด้วยสภาพัฒนาการเมือง(สพม.) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.) และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ(กป.อพช.ภาคเหนือ) รวมทั้งองค์กรอิสระในพื้นที่ เช่น เครือข่ายบ้านชุ่มเมืองเย็น ภาคีคนฮักเชียงใหม่ สภาองค์กรชุมชนและสถาบันส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ร่วมกันผลักดันประเด็นจังหวัดจัดการตนเอง เพื่อประสานงานในการจัดเวทีขยายความรู้ ขยายความคิด แลกเปลี่ยนความรู้และขยายไปยังภาคต่างๆ ของประเทศไทยจังหวัดจัดการตนเองจึงขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งเมื่อมีการขยายองค์ความรู้และแนวความคิดมาโดยตลอด ก็เริ่มมีกลุ่มประชาชนและเครือข่ายที่เห็นด้วยกับแนวคิดจังหวัดจัดการตนเองนำไปประยุกต์แลกเปลี่ยนในรูปแบบต่างๆ เช่น พื้นที่จัดการตนเอง จังหวัดปฏิรูป เกิดการขยายองค์ความรู้ไปยังภาคต่างๆ เช่น เวทีประชุมเชิงปฏิบัติการ ในประเด็น “แนวคิด ยุทธศาสตร์การกระจายอำนาจให้ จังหวัดจัดการตนเอง” ภาคอีสาน ในปลายพฤษภาคม 2554 ซึ่งรวมไปถึง ปัตตานีมหานคร ซึ่งก่อนหน้านี้ แนวคิดปัตตานีมหานคร เป็นแนวคิดการรวมตัวกันของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นเมืองเดียวกันและเกิดขึ้นมานานมาก แต่เนื่องจากแนวคิดดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการแบ่งแยกดินแดนและเสี่ยงต่อการเสียดินแดน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไป จึงไม่มีการเคลื่อนไหวในเชิงรูปธรรมมากนัก ในเดือน มิถุนายน  แนวคิดจังหวัดจัดการตนเองได้นำเข้าไปเป็นประเด็นในรายการ เสียงประชาชน เปลี่ยนประเทศไทย ช่อง Thai PBS ซึ่งนำผู้นำท้องถิ่นและกลุ่มผู้เคลื่อนไหวมาถกกันในประเด็น “จังหวัดจัดการตนเอง” ซึ่งรวมถึงผู้นำชุมชน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงได้แลกเปลี่ยนแนวคิดระหว่างกันรวมทั้ง การขยายเวที “แนวคิด ยุทธศาสตร์การกระจายอำนาจให้ จังหวัดจัดการตนเอง” ไปถึงภาคใต้ จึงมีการแลกเปลี่ยนแนวคิดและรูปแบบระหว่าง แนวคิดจังหวัดจัดการตนเองกับแนวคิดปัตตานีมหานครมากขึ้น ต่อมาในเดือนกรกฏาคม 2554 เกิดเวทีการประชุมเชิงปฏิบัติการในประเด็นจังหวัดจัดการตนเองในภาคกลางหลายๆ จังหวัดทั่วประเทศ โดยได้นำแนวความคิดจังหวัดจัดการตนเองไปต่อยอดความคิดเพื่อสร้างรูปแบบการจัดการตนเองในรูปแบบที่เหมาะสมกับจังหวัดหรือท้องถิ่นของตนเอง

4. บทวิเคราะห์: จังหวัดจัดการตนเอง ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่สู่การปฏิรูปประเทศไทย

ปัจจุบันแนวคิด “จังหวัดจัดการตนเอง” เป็นการเคลื่อนไหวของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ในประเทศไทยที่ขยายวงกว้างไปกว่า 45 จังหวัดทั่วประเทศไทย ซึ่งจังหวัดที่ยกขึ้นให้เป็นตัวแบบหรือ Model  แนวคิด “จังหวัดจัดการตนเอง” คือ จังหวัดเชียงใหม่ถูกยกให้เป็นตัวแบบ (Model) จังหวัดจัดการตนเอง เพื่อเป็นแบบแผนในการขับเคลื่อนแนวคิดและเป็นรูปแบบที่จะทำให้ภาคประชาสังคมทั่วประเทศ ตื่นตัวในประเด็นดังกล่าวตั้งแต่ พ.ศ. 2552 โครงการเชียงใหม่จัดการตนเองเกิดขึ้นพร้อมกับการขับเคลื่อนตัวแบบเชียงใหม่จัดการตนเองให้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย โดยการรวมภาคีภาคส่วนต่างๆ ซึ่งปัจจุบันได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์กรต่างๆ มากมาย[4] ต่อมาในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2554 นำโดยเครือข่ายบ้านชุ่มเมืองเย็นร่วมกับเครือข่ายขับเคลื่อนจังหวัดจัดการตนเอง องค์กรขับเคลื่อนและสนับสนุนต่างๆ จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อร่างพระราชบัญญัติจังหวัดจัดการตนเองขึ้น โดยเกิดเวทีการประชุมเชิงปฏิบัติการ ซึ่งก็ได้เครือข่ายขับเคลื่อนรวมถึงนักวิชาการเข้าร่วมในการเวทีอย่างต่อเนื่อง เช่น นายชำนาญ จันทร์เรือง เป็นประธานในการร่าง, ศาสตราจารย์ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง[5] ซึ่งมีแนวคิดในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดมายาวนาน จึงได้ผนวกแนวคิดดังกล่าวเข้ากับแนวคิดจังหวัดจัดการตนเองขึ้น โดยนำการเลือกตั้งผู้ว่าราชการบรรจุลงในร่างพระราชบัญญัติจังหวัดจัดการตนเองด้วย เรียกว่า “ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานคร” ซึ่งร่างพระราชบัญญัตินี้อยู่ในกระบวนการปรับปรุงและเมื่อสมบูรณ์แล้ว จะเข้าสู่กระบวนการทำประชาพิจารรวบรวมรายชื่อจำนวนไม่น้อยกว่า 10,000 รายชื่อเพื่อยกร่าง พ.ร.บ. เสนอให้เป็นกฎหมายตามกระบวนการสภาต่อไป

การเคลื่อนไหวเพื่อให้จังหวัดเชียงใหม่เป็น Model “จังหวัดจัดการตนเอง” สามารถวิเคราะห์ได้ตามองค์ประกอบของการเคลื่อนไหวตามกรอบคิดขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม รูปแบบใหม่ ดังนี้

โครงสร้างการขับเคลื่อน ได้แก่ องค์กร NGOs ในระดับชาติ เช่น สำนักงานปฏิรูป (สปร.) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) สภาพัฒนาการเมือง (สพม.) สถาบันการจัดการทางสังคม (สจส.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ(กป.อพช.ภาคเหนือ) เป็นต้น ซึ่งให้งบประมาณและความร่วมมือในการจัดเวที รวมถึงองค์กรเคลื่อนไหวทางการเมืองระดับท้องถิ่น เช่น สถาบันส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สภาองค์กรชุมชนจังหวัด บ้านชุ่มเมืองเย็น ภาคีคนฮักเจียงใหม่และสถาบันส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นต้น ซึ่งให้ความร่วมมือในเวทีขับเคลื่อนและให้การสนับสนุนงบประมาณในบางกิจกรรม สื่อมวลชน เช่น วิทยุชุมชนเชียงใหม่ หนังสือ VCDและแผ่นพับให้ความรู้เรื่อง “จังหวัดจัดการตนเอง” เว็ปไซต์ www.p-power.org  เป็นต้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบจ. อบต. เทศบาล เป็นต้น และภาคธุรกิจ เช่น หอการค้าและผู้ประกอบการเอกชน

เป้าหมายของการขับเคลื่อน ได้แก่ การสร้างความตื่นตัวและสนใจให้กับชาวเชียงใหม่ในเรื่องของการจัดการตนเอง เข้าร่วมเวทีและการประชุมเชิงปฏิบัติการของจังหวัดจัดการตนเอง เพื่อสามารถนำเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อสร้างรูปแบบของ จังหวัดจัดการตนเอง จนนำไปสู่การยกร่างพระราชบัญญัติเพื่อจัดตั้ง “เชียงใหม่มหานคร”ต่อไป

กระบวนการการขับเคลื่อน ได้แก่ การประสานพลังเครือข่าย ยกระดับองค์ความรู้เพื่อการจัดการตนเองและขับเคลื่อนทางนโยบายโดยใช้วิธีการ การจัดเวทีขยายองค์ความรู้และความคิดไปในระดับต่างๆทั่วพื้นที่โดยการจัดเวทีขยายความรู้ในระดับจังหวัดและระดับอำเภอเพื่อกระจายแนวคิดไปทั่วพื้นที่เชียงใหม่  การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการในจังหวัดเชียงใหม่เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางและแนวทางการขับเคลื่อนรวมถึงร่วมแก้ไข พรบ.ให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น การใช้สื่อต่างๆในการกระจายองค์ความรู้ เช่น การประชาสัมพันธ์ในวิทยุท้องถิ่น อินเตอร์เน็ต จัดทำหนังสือ แผ่นพับและโปสเตอร์กระจายแนวคิด และเมื่อรวบรวมพลังขับเคลื่อนได้แล้ว สุดท้ายคือการรวบรวมความคิดข้อเสนอทั้งหลายขึ้นมาประกอบการยกร่างเป็นพระราชบัญญัติเพื่อสร้างการขับเคลื่อนทางนโยบาย

ปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้ขบวนการเกิดขึ้นและขับเคลื่อนได้ ได้แก่ ปัจจัยภายในตัวประชาชน เช่น พฤติกรรมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเชียงใหม่ที่มีการรวมกลุ่มเพื่อพัฒนาสังคมในรูปแบบ NGOs มีการเข้าร่วมเวทีแลกเปลี่ยนความคิด มีการจัดตั้งสภาท้องถิ่นขึ้นและเข้าร่วมโครงการพัฒนาการเมืองในจังหวัดเชียงใหม่จำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงความสำนึกความเป็นพลเมืองของประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ ปัจจัยภายนอก เช่น สภาพสังคมเชียงใหม่ที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาถึง 715 ปี และมีความพร้อมและศักยภาพการเคลื่อนไหวและบริหารจัดการภายในท้องถิ่นได้ เช่น โครงสร้างพื้นฐานที่มีความพร้อมสูง จำนวนประชากร ความเข้มแข็งของสื่อสาธารณะและสถาบันการศึกษาที่มีจำนวนมาก สภาพทางวัฒนธรรมเชียงใหม่ ซึ่งมีอัตลักษณ์แบบล้านนาทั้ง ภาษาเหนือ วัฒนธรรมและประเพณีเฉพาะ สภาพทางเศรษฐกิจมีผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดสูง เป็นอันดับ 1 ของภาคเหนือ สภาพการปกครองของเชียงใหม่มีทั้งหมด 25 อำเภอ 204 ตำบล ซึ่งเป็นโครงสร้างการปกครองที่มีขนาดใหญ่

นอกจากนี้ยังมีจังหวัดที่มีความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนอยู่อีกมากมาย เช่น เชียงราย นครปฐมแม่ฮ่องสอน น่าน และขอนแก่น ดังนี้

จังหวัดเชียงราย เคลื่อนไหวในรูปแบบเดียวกันกับเชียงใหม่ คือ มีการจัดเวทีกระจายความรู้โดย NGOs ระดับชาติเช่นเดียวกัน มีการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อกำหนดแผนและมีการประชาสัมพันธ์ในจังหวัดเชียงรายเช่นเดียวกัน แต่มีความแตกต่างกันที่ภาคประชาชนระดับท้องถิ่นในเชียงราย เช่น สมัชชาสุขภาพ สภาองค์กรชุมชน ปฏิรูปที่ดิน บ้านมั่นคง สวัสดิการชุมชน หมอเมือง ศิลปินพื้นบ้าน ลุ่มน้ำ กลุ่มแม่ญิงกับการพัฒนา สื่อชุมชน สภาพัฒนาการเมือง ผู้สูงอายุ ชมรมผู้พิการ อสม. และกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นต้น เป้าหมายของการเคลื่อนไหว คือ การกำหนดประเด็นเป้าหมายในการเคลื่อนไหว จำนวน 6 ประเด็น ประกอบด้วยประเด็น การจัดการที่ดินทำกิน, ประเด็นการจัดการลุ่มน้ำ 7 ลุ่มน้ำเชียงราย, ประเด็นจังหวัดจัดการตนเอง โดยชุมชนสวัสดิการ, ประเด็น สุขใจ ไม่คิดสั้น, ประเด็นการเฝ้าระวังทางวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่น และประเด็นสื่อภาคชุมชนท้องถิ่นเพื่อการปฏิรูป ซึ่งในขณะที่ผู้เขียนได้เขียนบทความชิ้นนี้ เชียงรายอยู่ในช่วงสรรหาประเด็นในการขับเคลื่อนจังหวัดจัดการตนเอง และกำหนดให้เกิด พรบ. “มหานครเชียงราย” ไม่เกิน พ.ศ.2556

จังหวัดแม่ฮ่องสอน เคลื่อนไหวเช่นเดียวกันกับเชียงใหม่ แต่มีความแตกต่างกันของ NGOs ระดับท้องถิ่น เช่น เครื่อข่ายเสริมสร้างความเข้มแข็งองค์กรชุมชน จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นแกนนำในการจัดเวทีสัมมนาขยายองค์ความรู้ ประกอบกับเป้าหมายของจังหวัดแม่ฮ่องสอนคือ จัดทำร่างโครงการรณรงค์และส่งเสริมการกระจายอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นจังหวัดจัดการตนเองโดยภาคประชาสังคม จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยจะนำเสนอต่อสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อขอรับการสนับสนุนตั้งแต่เดือนตุลาคม 2554  เนื่องจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีความพร้อมที่จะบริหารจัดการตนเองภายในจังหวัดได้ เนื่องจากมีทุนทางวัฒนธรรม ธรรมชาติ และทางสังคมที่เข้มแข็งอยู่แล้ว

จังหวัดน่าน เคลื่อนไหวเช่นเดียวกันกับเชียงใหม่ เช่นเดียวกันแต่มีความแตกต่างกันของ NGOs ระดับท้องถิ่น นำโดยกลุ่มฮักเมืองน่าน เครือข่ายแผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเองตำบลต่างๆ ศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ ของจังหวัดน่านและเครือข่ายลุ่มน้ำน่านและการดำเนินการสมานฉันท์กับฝ่ายต่างโดยการลงนามความร่วมมือ เช่น การร่วมมือของผู้ว่าราชการจังหวัดและเทศบาลเมืองน่านร่วมการลงนามบันทึกความร่วมมือโครงการเสริมสร้างขีดความสามารถให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ปี 2554 จังหวัดน่าน เป็นต้น เป้าหมายของการเคลื่อนไหว มีด้วยกัน 4 ประเด็น คือ ความมั่นคงทางอาหาร, ทรัพยากรธรรมชาติที่ครอบคลุม ดิน น้ำ ป่า และสิ่งแวดล้อม, การท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ซึ่งจังหวัดน่านจะยังคงจัดเวทีขยายแนวคิดและถอดบทเรียนจากจังหวัดต่างๆ เช่นนี้อย่างต่อเนื่องให้ครอบคลุมเพื่อหาแนวทางในการเคลื่อนไหวต่อไป

จังหวัดนครปฐม เคลื่อนไหวเช่นเดียวกันกับเชียงใหม่ เช่นเดียวกันแต่มีความแตกต่างกันของ NGOs ระดับท้องถิ่น เช่น สภาเด็กและเยาวชน สภาองค์กรชมชน กลุ่มเรารักแม่น้ำท่าจีน โรตารี่นครปฐม เป็นต้น แต่มีเครือข่ายของภาคการศึกษาและเยาวชน จำนวนมาก เช่น มหาวิทยาลัยนครปฐม มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม มหาวิทยาลัยมหิดลและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล เนื่องจากเป้าหมายของนครปฐมคือ การจัดการตนเองให้เป็น นครแห่งการอ่านและวิชาการ ซึ่งเริ่มมาจากระดับตำบล เช่น ตำบลผาสุก และกระจายไปยังทุกตำบลของ นครปฐม เพราะเนื่องจากนครปฐมมีมหาวิทยาลัยจำนวนมากและมีทุนทางวัฒนธรรมสูง ปัจจุบันอยู่ในช่วงขับเคลื่อนโดยการจัดเวทีขยายแนวคิด “นครแห่งการอ่าน” ไปในระดับอำเภอต่างๆ

จังหวัดขอนแก่น เริ่มเคลื่อนไหวจากระดับท้องถิ่นก่อนโดยเริ่มจากการจัดการตนเองเรื่องของทรัพยากรป่าไม้ ภายหลัง NGOs ระดับชาติ ได้เข้ามาขยายแนวความรู้ในเวที “เสวนาสถานการณ์ปฏิรูปประเทศไทยสู่แนวความคิดยุทธศาสตร์จังหวัดจัดการตัวเอง ภาคอิสาน” จึงรับแนวคิดนี้ไปเคลื่อนไหวต่อ โดยมี NGOs เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เช่น กลุ่ม กรีนพีซภาคอิสาน ร่วมขับเคลื่อนด้วยเพื่อต้องการให้ขอนแก่นเป็นจังหวัดทรัพยากรและอุตสาหกรรมการเกษตรตามธรรมชาติของประเทศไทย

กรอบคิดขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ ได้กล่าวถึง โครงสร้างการเคลื่อนไหวที่ต้องเกิดขึ้นจากภาคประชาชนหรือองค์กรอิสระที่ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐ เป้าหมายของการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ ต้องเป็นการขับเคลื่อนของภาคประชาชนที่ต้องการให้เกิดสำนึกความเป็นพลเมืองของพื้นที่นั้นๆ และก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวเพื่อที่จะใช้พลังของประชาชนเปลี่ยนแปลงหรือปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือสถาบันพื้นฐานทางสังคม กระบวนการเคลื่อนไหว ที่ต้องไม่ใช้ความรุนแรงหรือวิธีการที่ผิดกฏหมาย แต่ต้องใช้ยุทธศาสตร์ในการเคลื่อนไหวที่มีแบบแผนและแนวทางในการรวบรวมประชาชนให้มีแนวคิดหรือเจตนารมณ์ร่วมกัน อีกทั้งยังต้องอาศัยปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อการขับเคลื่อน เช่น ปัจจัยภายในตัวผู้ขับเคลื่อนซึ่งมีสำนึกความเป็นพลเมืองสูงและปัจจัยภายนอก เช่น สภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สอดคล้องกับการเคลื่อนไหว “จังหวัดจัดการตนเอง” ต้องการให้ประชาชนในทุกๆ ระดับในสังคม มีสำนึกพลเมืองในการแสดงความ “เป็นเจ้าของ” ท้องถิ่นของตนเองมากขึ้น ไม่เพียงแต่การเสนอความคิดเห็นหรือถกเถียงกันในกลุ่มย่อย แต่ต้องผลักดันฐานความคิดของประชาชนทุกระดับให้มีพลังในการขับเคลื่อน  เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดและกลั่นกรองแนวทางในการแก้ปัญหาที่ภาคประชาชนท้องถิ่นได้ตระหนักมาโดยตลอด  ขบวนการเคลื่อนไหว “จังหวัดจัดการตนเอง” ได้แสดงให้เห็นรูปธรรมของการเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขปัญหาการบริหารและปกครองท้องถิ่นได้ชัดเจนที่สุด และเมื่อภาคประชาชนเข้มแข็งและมีองค์ความรู้ความคิดที่หลากหลาย รอบด้านแล้วนั้น จะก่อให้เกิดพลังในการขับเคลื่อนซึ่งเป็นพลังที่สามารถจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครองและบริหารราชการไทย โดยสามารถขับเคลื่อนเพื่อจัดตั้ง “จังหวัดจัดการตนเอง” ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นและสามารถสร้างประชาธิปไตยให้มีความเข็มแข็งมากขึ้นในประเทศไทย

หลักคิดของจังหวัดจัดการตนเอง คือ ต้องการจะลดบทบาทของรัฐส่วนกลางลงและเพิ่มอำนาจให้ท้องถิ่น เป็นการ“ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน” และประชาชนสามารถบริหารจัดการท้องถิ่นนั้นๆได้เอง โดยการ ยุบการปกครองส่วนภูมิภาค นำไปรวมกับ การปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับจังหวัด ซึ่งจะคงเหลือไว้แต่ราชการส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น แต่ส่วนกลางสามารถส่งบุคลากรมายังหน่วยราชการระดับจังหวัดได้ตามปกติ ซึ่งจะถือว่าเป็นบุคลากรของส่วนกลาง จัดให้มีการเลือกตั้งในส่วนของสภาจังหวัดหรือฝ่ายบริหารหรือปกครองตามแต่จังหวัดนั้นๆ ต้องการเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมืองในระดับท้องถิ่นมากขึ้น  การปรับขั้นตอนจัดเก็บงบประมาณแผ่นดินซึ่งจากเดิมจังหวัดจัดเก็บภาษีในท้องถิ่นได้แล้วนำส่งให้ส่วนกลาง 100% เต็มจำนวนและรัฐจึงจัดแบ่งสัดส่วนงบประมาณลงมายังจังหวัด ประมาณ 25-30% ปรับเปลี่ยนเป็น ภาษีที่จังหวัดจัดเก็บได้นั้นนำส่งให้ส่วนกลาง 30% และจังหวัดจัดเก็บไว้เป็นงบประมาณจังหวัด 70% เพื่อบริหารจัดการและจัดสรรงบประมาณภายในจังหวัดเองทั้งหมด เช่น ด้านทรัพยากร สิ่งแวดล้อม ด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุข ด้านการท่องเที่ยว ด้านศาสนาและวัฒนธรรม ด้านความปลอดภัยและตำรวจ ด้านสวัสดิการและการจัดบริหารสังคม ด้านการกีฬา เป็นต้น โดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับภารกิจของส่วนกลาง 3 เรื่อง คือ กำลังทหาร ระบบเงินตราและการต่างประเทศและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเดียวกัน เพื่อดำรงไว้ซึ่งความเป็นชาติ  รูปแบบการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างดังกล่าวจะทำให้ประชาชนในท้องถิ่นสามารถเข้าถึงการอำนาจอธิปไตยได้มากขึ้น ดึงประชาธิปไตยให้เข้ามาใกล้ตัวประชาชนมากขึ้น จะทำให้ประชาชนรับรู้ถึงผลกระทบจากการบริหารท้องถิ่นหรือจากการกระทำใดๆ ในท้องถิ่นของตน เช่น การเลือกตั้งฝ่ายบริหารท้องถิ่น ถ้าประชาชนเลือกผู้แทนที่ทุจริตหรือไม่มีประสิทธิภาพ ประชาชนจะได้รับผลกระทบชัดเจนกว่าการเลือกตั้งระดับประเทศหรือการเลือกตั้งเพียงบางฝ่ายของราชการท้องถิ่นในปัจจุบัน และการก่อสร้างหรือรื้อถอนสิ่งใดในจังหวัดประชาชนจะรับรู้ถึงผลกระทบมากกว่าในปัจจุบันเพราะงบประมาณในจังหวัดคืองบประมาณของตนเองอย่างชัดเจน จึงกล่าวได้ว่า “จังหวัดจัดการตนเอง” ดึงเอาอำนาจการบริหารและการปกครอง รวมถึงความเป็นประชาธิปไตยเข้ามาใกล้ตัวประชาชนมากขึ้น ทำให้ประชาชนจึงเกิดความสำนึกความเป็นประชาธิปไตยและตื่นตัวกับหน้าที่พลเมืองที่ทุกคนต้องปฏิบัติ

ด้วยเหตุนี้จึงควรจัดตั้งการปกครองส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัดขึ้นมาใหม่ ดังเช่น “จังหวัดจัดการตนเอง” ซึ่งจะเป็นการปฏิรูปประเทศไทย ในเรื่องของโครงสร้าง การปกครองในประเทศไทย ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่น วิธีคิดของประชาชนในทุกระดับและปฏิรูปตัวตนของประชาชนให้มีพลังและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นมากมายในท้องถิ่น ที่มี “เจ้าของ” คือประชาชนในท้องถิ่นนั้นเอง

5.  แนวทางพัฒนาไปสู่ “จังหวัดจัดการตนเอง”

จากการเคลื่อนไหว “จังหวัดจัดการตนเอง” ที่แพร่กระจายไปยังจังหวัดต่างๆ กว่า 45 จังหวัดในปัจจุบัน ทำให้ยิ่งเพิ่มความเป็นรูปธรรมมากขึ้นของการเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารและการปกครองของไทย ผู้เขียนจึงเสนอแนะแนวทางในการขับเคลื่อนเพื่อส่งเสริมให้ขบวนการเคลื่อนไหวมีความเข้มแข็งและก่อให้เกิดการปฏิรูปประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนและเกิดขึ้นจริงในประเทศไทย ดังนี้

(1)  ขบวนการเคลื่อนไหว “จังหวัดจัดการตนเอง” ควรเสนอของบประมาณจากองค์กรอิสระ หรือ NGOs ระดับชาติให้มากขึ้นรวมทั้ง NGOs ทั่วประเทศ ควรหันมาสนใจในประเด็นดังกล่าวและร่วมกันระดมทุนสนับสนุนการเคลื่อนไหว เพื่อก่อให้เกิดการจัดเวทีและการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการในระดับตำบล ซึ่งเป็นระดับย่อยของท้องถิ่นเพื่อขยายแนวคิดและองค์ความรู้ให้ทั่วถึงทุกพื้นที่ของจังหวัด ควรเริ่มจากจังหวัด เชียงใหม่ซึ่งเป็นตัวแบบของแนวคิด “จังหวัดจัดการตนเอง”

(2)  ควรจัดเวทีรวบรวมเครือข่ายที่เคลื่อนไหว “จังหวัดจัดการตนเอง” ทั่วประเทศมารวมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการสร้างพลังเครือข่ายให้เข้มแข็งมากขึ้น และปรับแนวทางการเคลื่อนไหวให้สามารถจัดตั้งจังหวัดจัดการตนเองให้เกิดขึ้นจริง

(3)  ควรจัดเวทีแลกเปลี่ยนแนวความคิดกับฝ่ายปกครองในระดับจังหวัดหรือระดับชาติ รวมทั้งสมาคมนักปกครอง เพื่อเจรจาแลกเปลี่ยนความรู้และปรับทัศนคติเพื่อลดปัญหาในขั้นตอนการขับเคลื่อนของ “จังหวัดจัดการตนเอง”ได้

(4)  จัดทำโฆษณาและประชาสัมพันธ์ลงในสื่อกระแสหลัก เช่น ช่องโทรทัศน์ฟรีทีวี คลื่นวิทยุส่วนกลางและหนังสือพิมพ์ส่วนกลาง เพื่อกระจายแนวความคิดให้คนทั่วประเทศได้รับทราบและเข้าใจในเป้าหมายของการเคลื่อนไหว

(5)  เร่งจัดทำร่าง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานครฯ ให้สมบูรณ์ เพื่อที่จะสร้างความเป็นรูปธรรมในการเคลื่อนไหว รวมทั้งสร้าง Model จังหวัดจัดการตนเองให้เป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การเคลื่อนไหวที่เข้มแข็งขึ้นกว่าเดิมและเกิดขึ้นในจังหวัดอื่นๆ ต่อไป

จังหวัดจัดการตนเองเป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นจากภาคประชาชน ก่อตัวขึ้นเกิดเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการกระจายอำนาจไปยังประชาชนอย่างแท้จริง เสริมสร้างความเป็นประชาธิปไตยให้แก่พลเมืองภายในประเทศ เกิดสำนึกความเป็นพลเมืองไทยและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารและการปกครองท้องถิ่นไทย ซึ่งปัจจุบัน เกิดปัญหาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างอำนาจดังกล่าวเพื่อก้าวข้ามปัญหาต่างๆ เหล่านี้ ด้วยวิธีการของประชาชนและเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน จึงควรตื่นตัวกับความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ลุกขึ้นมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นำเสนอแนวทางและผลักดันเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนของภาคประชาชน เพื่อให้การปฏิรูปเกิดขึ้นจริงในประเทศไทย

บรรณานุกรม

หนังสือทั่วไป

โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์. (2546). อำนาจและคอร์รัปชั่น. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์อมรินทร์

คณะกรรมการดำเนินการจัดสมัชชาปฏิรูป. (2554). รูปแบบ ระบบ และแนวทางการจัดสมัชชาปฏิรูป.     กรุงเทพมหานคร: บริษัท วิกิ จำกัด.

คณะกรรมการปฏิรูป. (2553). ข้อเสนอการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ. กรุงเทพมหานคร : บริษัท ที คิว พี จำกัด

ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร. (2540). รัฐศาสตร์ การบริหารรัฐกิจ ทฤษฏี: หนึ่งทศวรรษรัฐศาสตร์แนววิพากษ์.           กรุงเทพมหานคร : ศูนย์วิจัยและผลิตตำรา มหาวิทยาลัยเกริก

ธีรยุทธ บุญมี. (2544). ประชาคม. กรุงเทพมหานคร: สายธาร.

ประภาส ปิ่นตบแต่ง. (2552). แนวการวิเคราะห์การเมืองแบบขบวนการทางสังคม. กรุงเทพมหานคร:     มูลนิธิ ไฮน์ริค เบิลล์.

ประเวศ วะสี. (2553). ปฏิรูปประเทศไทย รายการเรื่องที่ควรปฏิรูป. กรุงเทพมหานคร: บริษัท ที คิว พี จำกัด.

ผาสุก พงษ์ไพจิตร. (2552). เศรษฐศาสตร์ การเมือง(ลุกขึ้นสู้). กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. (2552). รายงานผลการศึกษาความก้าวหน้าของการกระจายอำนาจในประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สวิง ตันอุด. (2554). คู่มือเปลี่ยนประเทศไทยให้จังหวัดจัดการตนเอง. เชียงใหม่: วนิดาการพิมพ์.

วิทยานิพนธ์หรืองานวิจัย

พรศิริ ชีวาพัฒนานุวงศ์. (2548). ขบวนการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม กรณีศึกษา กรีนพีชเอเชียตะวันออกเฉียงใต้          (ประเทศไทย).  วิทยานิพนธ์สังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,       บัณฑิตวิทยาลัย, สาขาสังคมวิทยา.

มัทนา โกสุมภ์. (2549). กระบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมของการเมืองภาคประชาชน ในกรณีสวนสัตว์  กลางคืนจังหวัดเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์ ศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, บัณฑิต          วิทยาลัย, สาขาวิชาการศึกษานอกระบบ.

วีรศักดิ์ ทิพย์มณเฑียร. (2548). การวิเคราะห์ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมต่อปัญหาการดำเนินการ     โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อน “หินกรูด”. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต,          มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, บัณฑิตวิทยาลัย, สาขาการใช้ที่ดินและการจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืน.

ศิริพร โคตะวินนท์. (2543). ผู้หญิงในขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชนชายขอบ กรณีศึกษาฝ่ายราษีไศล          : หมู่บ้านแม่มูนมั่นยืน 2 และ 3. วิทยานิพนธ์ปริญญาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต,      มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, บัณฑิตวิทยาลัย, สาขาสังคมวิทยา.


[1]สถาบันการจัดการทางสังคม (สจส.)  เปลี่ยนจาก  วิทยาลัยการจัดการทางสังคม (วจส.) ในปี พ.ศ.2551

[2] ประธานเครือข่ายบ้านชุ่มเมืองเย็นและนักวิชาการด้านกฏหมาย มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

[3] เป็นหน่วยงานภายในของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.) ทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการปฏิรูปและคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป มีหน้าที่ในการติดตามสถานการณ์ ศึกษา และรวบรวมข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการฯ รวมทั้งการประสานกับหน่วยงาน องค์กรทุกภาคส่วนและสาธารณชนเพื่อร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูป

[4] กล่าวถึงในส่วนของ โครงสร้างการขับเคลื่อน หน้าถัดไป

[5] คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่