2011051

ยิ่งลักษณ์ การเมือง เพศสภาพ: สมชาย ปรีชาศิลปกุล

Filed under : INTEGRATED SCIENCE > POLITICS

ข้อวิจารณ์จำนวนไม่น้อยที่พุ่งเป้าไปยังเรื่องของความสามารถในด้านการบริหารงาน แต่ไม่เพียงเท่านั้นความเห็นจำนวนมากกลายเป็นเรื่องของ “เสื้อผ้าหน้าผม” และ “ลูกผัว” ของคุณยิ่งลักษณ์ หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งก็ได้ว่าเพศสภาพได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมา”

ยิ่งลักษณ์ในการเมืองเรื่องเพศสภาพ

สมชาย ปรีชาศิลปกุล

ตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 22 ธันวาคม 2554

เมื่อคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้หญิงคนแรกของประเทศนั้น ดูจะไม่ปรากฏเสียงคัดค้านในการดำรงตำแหน่งดังกล่าวด้วยเหตุแห่งการเป็นเพศหญิงเกิดขึ้นกว้างขวางมากนัก

ซึ่งอาจทำให้ดูราวกับว่าสังคมไทยได้เปิดกว้างต่อการยอมรับให้ผู้หญิงสามารถดำรงตำแหน่งในพื้นที่สาธารณะได้ แม้กระทั่งกับตำแหน่งผู้นำสูงสุดในทางการเมืองที่อยู่ในความครอบครองของผู้ชายมาโดยตลอด อันอาจนับเป็นความก้าวหน้าของแวดวงผู้หญิงไทย (อย่างน้อย) ก็ในเชิงสัญลักษณ์ได้ประการหนึ่งในการยืนยันถึงความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย

อย่างไรก็ตาม การปรากฏตัวของคุณยิ่งลักษณ์ในทางการเมืองนับตั้งแต่ถูกคาดหมายว่าจะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาจวบจนกระทั่งในการปฏิบัติหน้าที่นับตั้งแต่ภายหลังเป็นนายกรัฐมนตรีมาเป็นระยะเวลาเกือบครึ่งปี ได้มีคำถามและข้อวิจารณ์เป็นจำนวนมากเกิดขึ้นซึ่งอาจช่วยให้ทำความเข้าใจได้ถึงสถานะของผู้หญิงในสังคมไทยได้มากขึ้น

แน่นอนว่ามีข้อวิจารณ์จำนวนไม่น้อยที่พุ่งเป้าไปยังเรื่องของความสามารถในด้านการบริหารงาน แต่ไม่เพียงเท่านั้นความเห็นจำนวนมากกลายเป็นเรื่องของ “เสื้อผ้าหน้าผม” และ “ลูกผัว” ของคุณยิ่งลักษณ์ หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งก็ได้ว่าเพศสภาพได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญไม่น้อยไปกว่าความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี

ตัวอย่างของความเห็นที่มีต่อคุณยิ่งลักษณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าการเลือกตั้ง เช่น คุณบุญยอด สุขถิ่นไทย ผู้สมัคร ส.ส. จากพรรคประชาธิปัตย์ได้ตั้งคำถามถึงกรณีการไม่จดทะเบียนสมรสกับนายอนุสรณ์ อมรฉัตร (10 พฤษภาคม 2554), การลงภาพคู่ระหว่างคุณยิ่งลักษณ์ กับอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ทางอินเตอร์เน็ท (ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2554) เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสนิทสนมเป็นพิเศษระหว่างบุคคลทั้งสอง

ขณะที่ภายหลังการเลือกตั้ง มีการแสดงความเห็นต่อการใช้ชื่อเล่นเรียกตัวเอง ภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีเขียนข้อความในเฟสบุ๊คว่า “ปูขอขอบคุณทุกกำลังใจและการสนับสนุนค่ะ” (8 สิงหาคม 2554), คุณเอกยุทธ อัญชันบุตร ตั้งข้อสังเกตผ่านสื่อสมัยใหม่ถึงผู้หญิงเหนือที่ด้อยการศึกษาว่าไม่คู่ควรกับตำแหน่งผู้นำประเทศ (2 พฤศจิกายน 2554), และเมื่อคุณยิ่งลักษณ์ต้องน้ำตาคลอเบ้าจากกรณีวิกฤตน้ำท่วมก็ได้ปรากฏข้อเรียกร้องอันน่าสนใจเกิดขึ้นโดยกลุ่ม ส.ส. หญิงจากพรรคประชาธิปัตย์ขอให้นายกรัฐมนตรี “หยุดร้องไห้” (8 พฤศจิกายน 2554)

จากตัวอย่างที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าความเป็นผู้หญิงกลายเป็นเรื่องสำคัญที่ถูกนำมาใช้เป็นประเด็นในการวิจารณ์ถึงคุณยิ่งลักษณ์กับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อันเป็นประเด็นที่นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้ชายอาจไม่ต้องเผชิญกับการตั้งคำถามในลักษณะดังกล่าว

ในแง่นี้จึงอาจช่วยให้เข้าใจได้มากขึ้นถึงท่าทีของสังคมไทยต่อผิวหน้าที่ทำดูราวกับว่าไม่ปฏิเสธผู้หญิงในสถานะของผู้นำประเทศ แต่ในความเป็นจริงเมื่อต้องประเมินวัดหรือวิจารณ์การทำงานของนายกรัฐมนตรีหญิง เพศสภาพก็จะมีความหมายสำคัญขึ้นมา

แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกประเด็นซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาจะถูกขยายให้เป็น “เรื่องใหญ่” ได้ทุกเรื่อง ในหลายประเด็นที่ในอดีตอาจเป็นเรื่องสำคัญแต่ในห้วงเวลาปัจจุบันก็อาจกลายเป็นเรื่องซึ่งปฏิบัติกันโดยไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ดังเช่นกรณีการใช้ชีวิตคู่อยู่ร่วมกันของหญิงชายโดยไม่จดทะเบียนสมรส ความพยายามจับผิดในเรื่องนี้จึงแป๊กไปอย่างสิ้นเชิง

นอกจากใช้ประเด็นเรื่องเพศสภาพในการตรวจสอบนายกรัฐมนตรีหญิงแล้ว ในอีกด้านหนึ่งก็ช่วยสะท้อนถึงความเข้าใจต่อความสำคัญของประเด็นเรื่องเพศสภาพในความขัดแย้งการเมืองไทยได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหลายประเด็นเป็นเสียงมาจากกลุ่มที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นเฟมินิสต์ที่มีบทบาทในทางสาธารณะไม่น้อย

ในสภาพที่การเมืองไทยแบ่งออกเป็นสีเป็นฝ่ายอย่างเข้มข้นและเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ในสังคมการเมือง การขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศก็ตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขนี้เช่นเดียวกัน

ดังจะเห็นได้ว่าหากมีข้อวิจารณ์เรื่องผู้หญิงส่วนใหญ่โง่และควรประกอบอาชีพโสเภณี คำกล่าวสิ้นคิดในลักษณะเช่นนี้ย่อมคาดหมายได้ว่าควรถูกตอบโต้อย่างรุนแรงจากทุกฝ่ายโดยเฉพาะกลุ่มสตรีนิยม แต่ด้วยเหตุที่ข้อความนี้พุ่งเป้าไปที่หญิงแดงเป็นสำคัญจึงเป็นผลให้ปฏิกิริยาส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากบรรดาแม่หญิงชาวเหนือเท่านั้น ในขณะที่แทบไม่ได้ยินเสียงจากสตรีนิยมนอกกลุ่มแดงหรือจากกลุ่มสีอื่นๆ แม้แต่น้อย

ดังนั้น แม้ในทางทฤษฏีของสตรีนิยมจะให้คำอธิบายว่า “เราเกิดเป็นผู้หญิงก่อนเป็นชนชั้น” แต่สำหรับสังคมไทย แม้อุดมการณ์ทางการเมืองจะมาทีหลังแต่ก็สำคัญไม่น้อยไปกว่าความเป็นผู้หญิง หรือหากกล่าวให้ตรงมากขึ้นคือแม้สีเสื้อจะมาที่หลังแต่ก็ดังกว่าเพศสภาพ

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวคุณยิ่งลักษณ์เป็นสำคัญ หากอยู่ที่ความเข้าใจของสังคมต่อการให้ความหมายของเพศสภาพกับสถานะในทางการเมืองที่แตกต่างไปจากการดำรงตำแหน่งของผู้ชาย จึงทำให้หลายเรื่องกลายเป็นปัญหาที่ต้องถูกจัดการ

ไม่ว่าจะสนับสนุนหรือคัดค้านคุณยิ่งลักษณ์ก็ตาม แต่การขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยในการเมืองปัจจุบัน ได้ช่วยทำให้ความเข้าใจที่มีต่อความหมายของเพศสภาพในสังคมไทยมีความชัดเจนมากขึ้น อันน่าจะเป็นคุณูปการต่อแวดวงสตรีนิยมไม่น้อยหากยังตระหนักในมุมมองและพลังของแนวคิดสตรีนิยมอยู่ เว้นเสียแต่ว่าจะใส่เสื้อสีจนทาบสนิทกับร่างกายและสมองทำให้ไม่อาจมองเห็นถึงความสำคัญของเพศสภาพได้อีกต่อไป

ความอ่อนแอข้างหลังยิ่งลักษณ์

สมชาย ปรีชาศิลปกุล

พิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 24 พฤศจิกายน 2554

ในห้วงเวลาแห่งอุทกภัยครั้งใหญ่ของสังคมไทย คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้ถูกวิจารณ์อย่างรุนแรงว่าขาดภาวะความเป็นผู้นำในการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น

ดูเหมือนว่าการขาดภาวะผู้นำนั้นถูกให้ความหมายในหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเสียน้ำตาหลายครั้งที่เกิดขึ้นในที่สาธารณะ ความไร้ประสิทธิภาพของการสั่งการและรวมถึงการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่างๆ ภายใต้อำนาจ อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นนี้จะมุ่งกล่าวถึงในส่วนของการนำที่ต้องสัมพันธ์กับองค์กรและสถาบันต่างๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแอจนกลายเป็นข้อครหาอย่างกว้างขวาง

ความไร้น้ำยาของการสั่งการจากนายกรัฐมนตรีอันนำมาซึ่งความล้มเหลวในการเผชิญหน้ากับวิกฤตน้ำท่วมนั้นเห็นได้อย่างตำตา ข้อมูลจากหน่วยงานที่ไม่สอดคล้องกัน การคาดการณ์ถึงผลกระทบที่ห่างไกลจากความจริง การปฏิบัติหน้าที่อันเชื่องช้าและไม่ทันการณ์ ล้วนที่เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้อย่างแน่นอน

แต่จะโยนความผิดพลาดทั้งหมดนี้ให้เป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้หญิงที่ชื่อยิ่งลักษณ์กระนั้นหรือ

แม้พรรคเพื่อไทยจะสามารถได้คะแนนเสียงข้างมากจนสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ผลของการเลือกตั้งก็เป็นเพียงการสร้างความชอบธรรมทางและอำนาจนำในการเมืองให้กับรัฐบาลเท่านั้น การเลือกตั้งไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่อำนาจเด็ดขาดของรัฐบาลเหนือระบบราชการในชั่วข้ามคืน ระบบราชการซึ่งเป็นกลไกในการปฏิบัติงานของรัฐบาลยังคงมีความเป็นอิสระในบางระดับอันเป็นผลมาจากโครงสร้างทางการเมืองของไทยในห้วงเวลาปัจจุบัน

หน่วยงานบางส่วนอาจมีความเป็นอิสระสูงจากอำนาจทางการเมืองแม้จะเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้งก็ตาม ดังเช่นหน่วยงานทหารซึ่งสามารถดำรงตนเป็นอิสระจากนักการเมืองได้อย่างมาก ซึ่งปรากฏให้เห็นตั้งแต่ภายหลังการรัฐประหารทั้งด้วยอำนาจนอกระบบและอำนาจตามกฎหมายที่เพิ่งบัญญัติขึ้น เช่น พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกลาโหม

ดังนั้น ต่อให้มีการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะสามารถสั่งการให้หน่วยงานเช่นทหารปฏิบัติการตามที่รัฐบาลมีความต้องการได้ในทุกเรื่อง

หรือหน่วยงานบางแห่งแม้อยู่ภายใต้อำนาจของนักการเมืองแต่ก็เป็นนักการเมืองที่สังกัดอยู่กันคนละพรรค กรมชลประทานเป็นตัวอย่างหนึ่งของหน่วยงานราชการที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของพรรคการเมืองเดียวมาอย่างต่อเนื่องแม้จะมีรัฐบาลต่างขั้วสลับเปลี่ยนกันมาดำรงตำแหน่งก็ตาม

หากลองพิเคราะห์ถึงโครงสร้างทางการเมืองของไทยภายหลังการรัฐประหาร จะพบว่ามีความตั้งใจที่จะทำให้รัฐบาลจากการเลือกตั้งมีความสามารถในการนำที่อ่อนแอลง ฝ่ายบริหารจะถูกตรวจสอบและรวมทั้งถูกแทรกแซงได้มากขึ้นจากอำนาจหลายด้าน ทั้งอำนาจของระบบราชการ อำนาจตามจารีต อำนาจนอกระบบ

การสร้างความอ่อนแอนี้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ด้วยผลพวงจากความหวาดกลัวต่อรัฐบาลที่เข้มแข็งในยุคสมัยของคุณทักษิณ ชินวัตร การออกแบบโครงสร้างการเมืองที่เกิดขึ้นจึงพยายามทำให้รัฐบาลจากการเลือกตั้งไม่สามารถสร้างความเข้มแข็งได้อย่างง่ายดาย ระบบเลือกตั้งที่ทำให้เกิดการกระจายตัวของคะแนนเสียง การย้ายพรรคที่สะดวกมากขึ้น อำนาจของฝ่ายบริหารที่ถูกจำกัดลงเมื่อเทียบกับฝ่ายตุลาการ ฯลฯ ก็ล้วนแต่เป็นความมุ่งหวังของผู้มีอำนาจในการออกแบบระบบการเมืองของไทย

ภายใต้โครงสร้างในลักษณะดังกล่าว รัฐบาลที่มีอำนาจเด็ดขาดในการบริหารสั่งการต่างๆ จึงเป็นไปได้ค่อนข้างลำบาก แต่ทั้งนี้ก็ยังสามารถเป็นไปได้หากรัฐบาลนั้นถือกำเนิดขึ้นภายใต้ความเห็นชอบร่วมกันของกลุ่มต่างๆ ซึ่งกุมความชอบธรรมและอำนาจเหนือหน่วยงานรัฐ ความเข้มแข็งในการทำงานร่วมกับฝ่ายทหารของรัฐบาลภายใต้การนำของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะในการใช้กำลังทางทหารกับกลุ่มคนเสื้อแดงก็เป็นภาพสะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลจากการเลือกตั้งต้องการสร้างความเข้มแข็งให้บังเกิดขึ้นก็สามารถกระทำได้ ด้วยการใช้ความชอบธรรมในทางการเมืองในการริเริ่มดำเนินการด้านต่างๆ ไม่ว่าการแต่งตั้งโยกย้ายเอาบุคคลที่ไว้วางใจเข้ามาสู่ตำแหน่ง การแก้ไขกฎหมายเพื่อลดทอนความอิสระของหน่วยงานรัฐ เป็นต้น แต่ทั้งหมดต้องอาศัยระยะเวลาและเงื่อนปัจจัยอื่นอีกไม่น้อย

แต่ทั้งหมดนี้ยังไม่ได้เกิดขึ้นแต่อย่างใด เมื่อน้ำไหลบ่าเข้ามาจ่ออยู่ที่ทางเข้ากรุงเทพฯ รัฐบาลเพิ่งจะตั้งขึ้นยังไม่ทันครบสองเดือน ต่อให้ฮิตเลอร์ หรือจอมพลสฤษดิ์หากกลับชาติมาเกิดก็คงหลีกไม่พ้นจากสภาวะนี้เช่นกัน

ความอ่อนแอของรัฐบาลจึงไม่ได้เป็นเรื่องส่วนตัวแต่เพียงอย่างเดียวและที่สำคัญก็ไม่ใช่เป็นสิ่งที่จะเพิ่งบังเกิดขึ้น รัฐบาลหลายชุดในยุคก่อนหน้านี้ก็ได้ประสบปัญหาความไร้น้ำยาในการปฏิบัติการ แต่ก็ไม่ได้ตกอยู่กับความยุ่งยากเช่นที่คุณยิ่งลักษณ์ต้องเผชิญ

ไม่มีข้อกล่าวหาถึงภาวะผู้นำของคุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เมื่อไม่ได้รับการตอบสนองอย่างจริงจังจากฝ่ายทหารในการป้องกันสนามบินสุวรรณภูมิ เช่นเดียวกันกับกรณีคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ไม่ได้เกิดการตั้งข้อสงสัยอย่างรุนแรงถึงภาวะผู้นำในกรณีไม่สามารถควบคุมการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพจนกระทั่งนายทหารหลายนายและผู้สื่อข่าวญี่ปุ่นต้องเสียชีวิต หรือกรณีที่กลุ่มเสื้อแดงชุมนุมอย่างยาวนานท่ามกลางย่านธุรกิจ

ดูเหมือนว่าการขาดภาวะผู้นำจะเหมาะสำหรับโยนไปให้กับเฉพาะกับคุณยิ่งลักษณ์เท่านั้น

เมื่อภาวะผู้นำไม่ใช่เรื่องเฉพาะบุคคลหากมีความสัมพันธ์กับโครงสร้างการเมืองอย่างมาก สังคมไทยอยากให้เกิดระบบการเมืองในรูปแบบใดกันแน่ โครงสร้างทางการเมืองแบบที่สร้างรัฐบาลเข้มแข็งซึ่งเคยปรากฏขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 และแปรมาเป็นรูปธรรมด้วยรัฐบาลที่นำโดย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ได้ถูกปฏิเสธอย่างกว้างขวางในหมู่ชนชั้นนำและหลายฝ่าย จนทำให้เกิดรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งยากจะปรากฏรัฐบาลที่เข้มแข็งภายขึ้นได้

แต่เมื่อเผชิญกับสภาวะวิกฤตครั้งสำคัญ คนจำนวนมากกลับออกมาเรียกร้องถึงรัฐบาลที่เข้มแข็งทั้งที่ระบบการเมืองเพื่อสนับสนุนนายกรัฐมนตรีที่มีภาวะผู้นำไม่ได้หลงเหลืออยู่แล้ว ข้อกล่าวเรื่องการไร้ภาวะผู้นำจึงไม่ได้พุ่งตรงไปที่ตัวนายกรัฐมนตรีเท่านั้น หากไตร่ตรองให้รอบคอบแล้วข้อกล่าวหานี้ก็ย้อนกลับมาสู่สังคมไทยเองในฐานะที่เป็นผู้อนุญาตให้เกิดระบบการเมืองซึ่งจะมีแต่รัฐบาลที่ไร้ความสามารถ

หากต้องการรัฐบาลที่มีภาวะผู้นำ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างของระบบการเมือง การจัดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลจากการเลือกตั้งกับระบบราชการ อันมีความหมายไปถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายหลายฉบับก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้