viagra online generic
cialis buy paypal
cialis online uk
buy cialis
buy viagra online legally
cialis online canada reviews
buy viagra in australia
cialis by mail
generic propecia vs propecia
buy cialis in usa
viagra free trial pack
discounted cialis online
viagra for sale cheap
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2011023

“ถอดรื้อ”ความเป็นสมัยใหม่ของอัลเคด้าและโอซามาบิน ลาเด็น: ฑภิพร สุพร

Filed under : POLITICS > SOCIAL SCIENCE

“ขณะที่เขากำลังประณามอเมริกาและประเทศพันธมิตรผ่านไมโครโฟน ข้อมือของเขาได้เผยให้เห็นนาฬิกา โดยนักข่าวที่สังเกตเห็นเครื่องประดับราคาแพงนี้ต่างสงสัยถึงที่มาของมัน และต่างเห็นพ้องว่ามันคือผลิตภัณฑ์ของไทม์เม็กซ์”

“ถอดรื้อ”ความเป็นสมัยใหม่ของอัลเคด้าและโอซามาบิน ลาเด็น[1] 

ฑภิพร สุพร
นิสิตชั้นปีที่ 4  คณะสังคมศาสตร์ ภาควิชารัฐศาสตร์ฯ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

 

 การถอดรื้อความเป็นสมัยใหม่ของอัลเคด้า 

 แม้จะมีความเข้าใจกันว่าการก่อการร้ายในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการก่อการร้าย 9/11 เป็นการก่อการร้ายที่ฉีกกรอบจากแบบแผนการก่อการร้ายที่เคยมีมา โดยเป็นการปฏิวัติรูปแบบของการก่อการร้ายซึ่งมิได้ยึดโยงอยู่กับอุดมการณ์หรือมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกับการก่อการร้ายในอดีต ในแง่ที่ว่าเป็นการก่อการร้ายที่ปราศจากขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นภายในหรือภายนอกประเทศ และมีลักษณะข้ามชาติ (Transnational) มากยิ่งขึ้น ที่สำคัญมีการใช้เทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสาร/แลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านเซลล์(Cells) ลักษณะของเซลล์เป็นเครือข่ายอัจฉริยะ(Intelligent Networks) สามารถควบคุม ตรวจตรา ถอดรหัสหรือจารกรรมข้อมูลจากฐานข้อมูลของระบบราชการได้[2] 

 แต่หากพิจารณาถึงความสำเร็จขององค์กรอัลเคด้า เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าอัลเคด้า(Al Qaeda)เป็นผลพลอยได้จากการผลิต (by product) ของกระบวนการโลกาภิวัตน์ (globalization)[3] แม้ว่าฝั่งโลกตะวันตกจะมองว่าอัลเคด้าเป็นมรดกตกทอดจากความขัดแย้งทางศาสนาตั้งแต่ยุคกลางที่ต่อต้านตะวันตก (Anti-Western) หรืออัลเคด้าเองก็ปฏิเสธมิได้ว่าได้รับอิทธิพลทางความคิดจากตะวันตกพอๆ กับประเพณี(tradition) แบบอิสลามดั้งเดิมของตนเอง (Islamic Fundamentalist) โดยกลุ่มอุดมการณ์อิสลามหัวรุนแรง(Radical Islam) นี้ก็มิได้แตกต่างจากพวกมาร์กซิสต์หรือเสรีนิยมใหม่ซึ่งเชื่อมั่นว่าอุดมการณ์ของตนสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ และสิ่งนี้เองคือมายาคติความคิดแบบสมัยใหม่[4]  

ผู้เขียนคิดว่าการใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยีสมัยใหม่ของกลุ่มอัลเคด้าสะท้อนให้เห็นได้จากความคิดของ แมนเฟร็ด สเตเกอร์(Manfred Steger)[5] ซึ่งเสนอว่าเทปบันทึกภาพการปรากฏตัวของบินลาเด็นซึ่งออกอากาศเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2001 หนึ่งเดือนหลังจากตึกแฝดในแมนฮัตตันตอนล่างถล่ม จังหวะเวลาในการปล่อยเทปได้ถูกวางแผนมาเป็นอย่างดีนั่นคือ วันที่สหรัฐอเมริกาเริ่มทิ้งระเบิดฐานทัพตาลีบันและอัลเดค้าในอัฟกานิสถาน โดยกลุ่มอัลเคด้าใช้เครื่องมือทันสมัยในการบันทึกแถลงการณ์อยู่ในมือ นอกจากนี้สมาชิกอัลเคด้ายังสามารถเข้าถึงเครือข่ายโทรคมนาคมและข้อมูลข่าวสารที่ก้าวหน้า สะท้อนให้เห็นว่าแม้บินลาเด็นและองค์กรอัลเคด้าจะประณามโลกตะวันตกและโลกาภิวัตน์ แต่เพื่อการปฏิบัติการอันคล่องตัวขององค์กรพวกเขาจำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคโลกภาวิภัตน์ด้วยเหมือนกัน   

 ความเกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้งในระดับโลกของโลกาภิวัตน์ทำให้แม้แต่คนที่ต่อต้านโลกาภิวัตน์ก็ไม่อาจแยกตัวออกจากกระบวนการโลกาภิวัตน์ที่กำลังต่อต้านได้อย่างเด็ดขาด โดยบรรดา“ผู้ต่อต้านโลกาภิวัตน์”เองก็จำเป็นต้องฉวยใช้ประโยชน์จากเครื่องมืออันทันสมัยในยุคนี้เพื่อใช้เผยแพร่ข้อความและดึงดูดผู้สนับสนุนหน้าใหม่[6] 

  

การถอดรื้อโอซามา บินลาเด็น 

ผู้เขียนคิดว่าเป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งถ้าพิจารณาลงไปที่ตัวของโอซามา บินลาเด็น (ดูภาพที่ 2) จะเห็นได้ว่าเขาเองก็ยังอาศัย “ความเป็นสมัยใหม่” เครื่องแต่งกายของบินลาเด็นซึ่งสวมใส่เครื่องแบบทหารร่วมสมัยแทนที่จะเป็นชุดตามประเพณีของชาวอาหรับ[7] ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการผสมทางวัฒนธรรม(hybridization)[8] แท้จริงแล้ว ชุดลายทหารของบินลาเด็นก็มีต้นกำเนิดของในรัสเซีย เขาสวมใส่แจ็คเก็ตตัวนี้เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์เตือนใจที่เขาและทหารอิสลามได้ร่วมกันต่อต้านการเข้ายึดอัฟกานิสถานโดยรัสเซียช่วงทศวรรษ 1980

เช่นเดียวกับปืนเอเค-47 คาลาชนิคอฟ( AK-47 Kalashnikov) (ดูภาพที่3) ซึ่งมักปรากฏข้างกายบินลาเด็นเสมอ ซึ่งคาดว่าถูกผลิตในรัสเซียก็ได้รับอิทธิพลจากกระบวนการโลกาภิวัตน์ขององค์กรอาชญกรรมในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา เชื่อได้ว่าปืนไรเฟิลของบินลาเด็นได้มาจากการค้าอาวุธผิดกฏหมายซึ่งถูกออกแบบและดำเนินการโดยองค์การอาชญากรรมข้ามชาติอันทรงอิทธิพลอย่างกลุ่มอัลเคด้าและมาเฟียรัสเซีย

เป็นไปได้ว่าปืนไรเฟิลกระบอกนี้ถูกส่งเข้าอัฟกานิสถานผ่านการค้าอาวุธใต้ดินคล้ายกับกรณีที่ตำรวจซานฟรานซิสโกยึดปืนเอเค-47 จำนวน 2,000 กระบอก ซึ่งผลิตในจีนและถูกนำเข้าอย่างผิดกฎหมายในเดือนพฤษภาคม 1996

 

ภาพที่ 1 ภาพจากเทปบันทึกวีดีโอแสดงการปรากฏตัวของโอซามา บินลาเด็น
ที่มา : http://www.malaspalabras.com/wp-content/subid/binladen.jpg

 

 

ภาพที่ 2 ภาพปืนเอเค-47 คาลาชนิคอฟ( AK-47 Kalashnikov)
ที่มา : http://www.gunnerairsoft.com/newgun/chinese/army-ak47/army-ak47-01.jpg

 

หากพิจารณาที่ข้อมือขวาของบินลาเด็นก็เผยให้เห็นถึงพลังแห่งโลกาภิวัตน์เช่นเดียวกัน[9] (Manfred Steger, 2553: 31) ขณะที่เขากำลังประณามอเมริกาและประเทศพันธมิตรผ่านไมโครโฟน ข้อมือของเขาได้เผยให้เห็นนาฬิกา โดยนักข่าวที่สังเกตเห็นเครื่องประดับราคาแพงนี้ต่างสงสัยถึงที่มาของมัน และต่างเห็นพ้องว่ามันคือผลิตภัณฑ์ของไทม์เม็กซ์ (Timex)[10] (ดูภาพที่ 3)

ซึ่งมันก็ดูเป็นตลกร้ายที่ผู้นำอัลเคด้าเลือกเป็นเจ้าของนาฬิกายี่ห้อนี้ โดยในปัจจุบันไทม์เม็กซ์ได้กลายเป็นบริษัทข้ามชาติที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับธุรกิจในเครือและมีสำนักงายขาย 65 ประเทศทั่วโลก มีการจ้างงานกว่า 7,500 ชีวิตใน 4 ทวีป โดยมีคนงานหลายพันคนที่ส่วนมากอาศัยอยู่ในประเทศที่มีค่าแรงต่ำในซีกโลกใต้ได้ช่วยสร้างพลังขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลังกระบวนการผลิตในระดับโลก นอกจากนี้ยังปรากฏภาพของบิน ลาเด็นสวมนาฬิกา Casio รุ่น f-91w ด้วย(ดูภาพที่ 4 และ 5)

 

 

 

 

  

  

  

ภาพที่ 3 ภาพนาฬิกาไทม์เม็กซ์(Timex) รุ่นที่ปรากฏบนข้อมือของโอซามา บินลาเด็นที่มา : http://www.malaspalabras.com/wp-content/subid/timex.jpg

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพที่ 4  ภาพนาฬิกาคาสิโอ(Casio) รุ่น f-91w บนข้อมือของโอซามา บินลาเด็นที่มา : http://www.malaspalabras.com/wp-content/subid/timex.jpg

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพที่ 5  ภาพนาฬิกาคาสิโอ(Casio) รุ่น f-91wที่มา : http://en.wikipedia.org/wiki/File:Casio_F-91W.jpg

 

แม้ตัวบินลาเด็นเองที่เป็นหนึ่งในนักรบมูจาฮีดีน (Mujahideen) ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกก็ยังอยู่ในพลวัตรของโลกาภิวัตน์ ซึ่งผู้เขียนคิดว่าบิน ลาเด็นเองก็คงมิได้เฉลียวใจว่าเสื้อผ้าอาภรณ์เครื่องประดับ และอาวุธคู่กายของเขาจะเป็นประดิษฐกรรมสมัยใหม่แห่งโลกตะวันตกโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นผลิตภัณฑ์ซึ่งทำขึ้นในสหรัฐอเมริกา (Made in USA.) กล่าวโดยสรุปแล้วบิน ลาเด็นก็ยังหลีกหนีไม่พ้นพลวัตรแห่ง
โลกาภิวัตน์และวิถีความเป็นสมัยใหม่ที่ติดตามเขาไป แม้ว่าเขาจะหลบอยู่ในซอกหลืบของถ้ำอันลึกลับในอัฟกานิสถานก็ตาม

อีกประการหนึ่งที่ผู้เขียนต้องการเสนอในการ “ถอดรื้อ” อัลเคด้านักรบกลุ่มมูจาฮีดีน โดยเฉพาะ
โอซามา บินลาเด็น ตลอดจนผู้ที่ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไปสู่ความเป็นอิสลามแบบดั้งเดิม (Islamlic fundamentalist) ซึ่งหนีไม่พ้นการรับการศึกษาแบบตะวันตกผสมกับหลักศาสนาอิสลาม โดยมิได้ปฏิเสธองค์ความรู้สมัยใหม่ตามแบบตะวันตก แต่ปรับและประยุต์ความทันสมัยใหม่ให้เข้ากับความเป็นมุสลิม พิจารณาได้จากวัยเด็กของบินลาเด็น ซึ่งเรียนที่โรงเรียนอัลทาเกอร์โมเดล (Al-Thager Model School)
ในระดับชั้นมัธมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย ในช่วงปี 1968–76 โดยโรงเรียนอัลทาเกอร์โมเดลนี้เป็นโรงเรียนที่มิได้เป็นโรงเรียนศาสนา (secular school)[11] ประกอบกับมีเครื่องแบบนักเรียนที่เป็นแบบตะวันตกด้วย ในระดับอุดมศึกษา บินลาเด็นเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยคิงอับดุลลาซิส (King Abdulaziz University) และคาดว่าเขาได้ปริญญาวิศวกรรมโยธาในปี 1979 หรือสาขาบริหารรัฐกิจ (public administration) ในปี 1981[12]

ผู้เขียนคิดว่าการหยิบยกความคิด/ข้อสังเกตของสเตเกอร์ในการพิจารณาความเป็นสมัยใหม่ของอัลเคด้าและบิน ลาเด็นมีความสำคัญและน่าสนใจ และช่วยทำให้เราก้าวข้ามความคิดอย่าง “การปะทะกันทางวัฒนธรรม” (The Clash of Civilization) ของฮันติงตัน ซึ่งตีกรอบความคิดของเราว่า โลกปัจจุบันเป็นการปะทะกันระหว่างวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออก แต่มุมมองของสเตเกอร์ทำให้เราเห็นถึงการผสมกลมกลืนกันทางวัฒนธรรม แม้ในกระแสเชี่ยวกรากของความเป็นสมัยใหม่และโลกาภิวัตน์ซึ่งฝังรากลึกอยู่ทั่วทุกปริมณฑลแห่งชีวิต แต่ก็มิได้ต่อสู้กับความเป็นท้องถิ่นนิยมอย่างจริงๆ จังๆ แต่อยู่ในลักษณะของความเชื่อมโยงกันระหว่างวัฒนธรรมตะวันตก/ตะวันออกมากกว่า

 กล่าวโดยสรุปแล้วองค์กรอัลเคด้าและหัวหน้าใหญ่อย่างโอซามา บินลาเด็นที่พยายามต่อต้านและประณามวัฒนธรรม วิถีชีวิตแบบตะวันตกก็ยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยี \สมัยใหม่อย่างหลีกเลี่ยงมิได้ แม้พวกเขาเหล่านี้จะพยายามประท้วงและต่อต้านความเป็นตะวันตก/ความเป็นอเมริกัน และรณรงค์ให้ชาวมุสลิมหวนกลับไปดำเนินชีวิตในหลักศาสนาอิสลามมากเพียงใดก็ตาม แต่ร่องรอยความเป็นสมัยใหม่ในตัว
บินลาเด็นและอัลเคด้ายังคงปรากฎให้เห็นได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขาต้องอาศัย “ความเป็นสมัยใหม่” ในการต่อต้าน “ความเป็นสมัยใหม่” นั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการปฏิบัติการในเหตุการณ์ 9/11 ปฏิเสธมิได้ว่า อัลเคด้าเองก็ใช้ประโยชน์จากสื่อสารมวลชนทั้งในมิติที่เป็นตัวแพร่กระจายความหวาดกลัวในสังคมอเมริกันและสังคม รวมทั้งใช้ประโยชน์จากความทันสมัยของเทคโนโลยีปัจจุบันในการก่อการร้ายในครั้งอีกประการหนึ่งด้วย


[1] บทความนี้ปรับปรุงจากงานวิจัย เรื่องวิพากษ์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ : วิวัฒน์ทรรศนะเกี่ยวกับ การก่อการร้ายหลังสมัยใหม่(Criticisms of Chaiwat Sata-anan : Evolving Viewsof the Postmodern Terrorism)  โดยในบทความนี้ ผู้เขียนจะหยิบยืมความคิดของแมนเฟร็ด สเตเกอร์ (Manfred Steger) เพื่อใช้ประกอบการวิเคราะห์ความเป็นสมัยใหม่ของอัลเคด้าและบินลาเด็นเป็นหลัก สามารถดาวน์โหลดงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ได้จาก : http://www.mediafire.com/?gf1awz74gr4pkcz

[2] Peters, Michael A. Postmodern Terror in a Globalized World” University of Glasgow.
     Retrieved on  10 Jan.2011 ,from http://globalization.icaap. org/content/v4.1/peters.html

[3] Gray, J.2003.Al Qaeda and What It Means to be Modern.London: Faber & Faber.p.1

[4] อ้างแล้ว

[5] ในการวิเคราะห์แมนเฟร็ด สเตเกอร์.2553.วรพจน์ วงศ์รุ่งเรืองกิจ(แปล). โลกาภิวัตน์ ฉบับพกพา .Globalization  A very short introduction.กรุงเทพฯ:โอเพ่นบุ๊ค

[6] อ้างแล้ว หน้า 30

[7] อ้างแล้ว หน้า 30

[8] กระบวนการผสมทางวัฒนธรรม(hybridization)หมายถึงการผสมระหว่างรูปแบบทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจในระดับโลก

[9] อ้างแล้ว หน้า 31

[10] บริษัท Timex ก่อตั้งขึ้นในปี 1854 ในชื่อบริษัทว่า Waterbury Clock Company ที่หุบเขาเนากาตัค( Naugatuck Valley) ในมลรัฐคอนเน็คติคัท(Connecticut) ประเทศสหรัฐอเมริกา

[11] Newyorker . Letter From Jedda: Young Osama- How he learned radicalism, and may have
  seen America .Retrieved on 12 feb. 201,from http://www.newyorker.com/fact/content/articles/
 051212fa_fact

[12] Pbs. A Biography of Osama Bin Laden.Retrieved on 12 feb. 201,
  from http://www.pbs.org/wgbh/pages/frontline/shows/binladen/who/bio.html