order cialis
viagra 50 mg price
cheap generic cialis 2010
cialis cheap
canadian pharmacy cialis 5 mg
canadian pharmacy viagra
generic viagra online reviews
viagra england
cheap cialis
where to buy cialis online forum
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai

About

ความเป็นมา

ก่อนที่จะมาเป็นมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนนั้น ได้มีกลุ่มกิจกรรมต่างๆซึ่งมีอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มของอาจารย์สมเกียรติ ตั้งนโม (คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) ซึ่งมี”โครงการสนทนาปัญหาศิลป ปรัชญา และวิทยาศาสตร์” เป็นแกนในการทำกิจกรรม โดยได้เรียนเชิญอาจารย์นิธิ มาเป็นที่ปรึกษา.

กลุ่มของอาจารย์วารุณี ภูริสินสิทธิ์ ภาควิชาสังคมวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้จัดให้มีกิจกรรม”เสวนานักวิชาการ” เป็นตัวเชื่อมอาจารย์จากหลายๆคณะฯในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้มีโอกาสมาสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดข้ามสาขาวิชากัน คล้ายกับกลุ่มของอาจารย์สมเกียรติ(แต่ไม่เปิดให้นักศึกษาเข้าฟัง รับเฉพาะอาจารย์ด้วยกันเท่านั้น) โดยกิจกรรมจะจัดกันขึ้นตามบ้านของอาจารย์แต่ละคน เวียนกันไปสนทนาแลกเปลี่ยนในช่วงวันหยุดต่างๆ กลุ่มนี้ก็ได้เรียนเชิญอาจารย์นิธิ ไปร่วมแสดงความคิดเห็นตามบ้านด้วย

กลุ่มต่อมาคือ กลุ่มของอาจารย์ชัชวาล ปุญปัน ซึ่งปักหลักทำกิจกรรมอยู่ที่ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีกิจกรรมสอดประสานไปกับกิจกรรมที่เป็นทางการของคณะวิทยาศาสตร์ โดยได้เชิญอาจารย์นิธิ เข้าร่วมอยู่อย่างสม่ำเสมอ

และ กลุ่มสุดท้าย เป็นกลุ่มของอาจารย์วัลลภ แม่นยำ และอาจารย์สุชาดา จักรพิสุทธิ์ เป็นกลุ่มนักวิชาการอิสระด้านสื่อ และอาจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กลุ่มนี้มีความสัมพันธ์กับอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์มาก่อน โดยเชิญอาจารย์สุลักษณ์และเพื่อนชาวต่างประเทศมาอภิปรายร่วมกับกลุ่มอื่นๆ ต่อมาภายหลังได้เข้ามาผนวกกับกลุ่มของอาจารย์สมเกียรติใกล้ชิดมากขึ้น (หลังจากนั้น เมื่อความสัมพันธ์เริ่มรัดแน่นเข้าไปมากขึ้น ที่บ้านของอาจารย์วัลลภและอาจารย์สุชาดา จึงกลายมาเป็นที่พบปะสังสรรค์กันในช่วงเย็น ย่ำค่ำ และเที่ยงคืน)

แต่ไม่ใช่ว่ามหาวิทยาลัยเที่ยงคืน จะเกิดขึ้น ณ ที่นั้น

จากกิจกรรมอันหลากหลาย ซึ่งเกิดขึ้นกับกลุ่มต่างๆภายในหลายๆคณะฯ ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่นี้ ได้ค่อยๆมาเชื่อมต่อกันโดยผ่านคณาจารย์ที่รู้จักกันข้ามกลุ่ม ด้วยการชักชวนให้ไปทำกิจกรรมแลกเปลี่ยนกันอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้คณาจารย์เหล่านี้รวมถึงอาจาย์นิธิ รู้จักกันมากขึ้น จากนั้นได้มีการพบปะ สังสรรค์ และพูดคุยกันในประเด็นปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมกันมาโดยตลอด

การรวมตัวกันนี้ ได้เริ่มกระชับตัวเข้ามามากขึ้น ทั้งนี้เนื่องมาจากเหตุการณ์เกี่ยวกับการณรงค์ให้รัฐบาลในเวลานั้น รับร่างรัฐธรรมนูญใหม่(ฉบับประชาชน) โดยมีอาจารย์ชยันต์ วรรธนะภูติเป็นแกนนำ และมีอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เป็นที่ปรึกษา, ส่วนคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นที่ประชุมนักวิชาการและนักเคลื่อนไหวภาคประชาชนเกี่ยวกับเรื่องนี้. นอกจากนี้ คณาจารย์และนักศึกษาหลายคนของคณะวิจิตรศิลป์ ได้เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว โดยเข้ามามีส่วนในการผลิตสื่อ ทั้งธงเขียว ป้ายผ้า ประติมากรรม และการแสดงกลางท้องถนน

จากกิจกรรมความเคลื่อนไหวทางการเมืองดังกล่าว ทำให้กลุ่มต่างๆเหล่านี้ได้มีโอกาสร่วมงานกันอีกหลายครั้ง อันเป็นกิจกรรมนอกรั้วมหาวิทยาลัยที่ไปสัมพันธ์กับปัญหาระดับชาติ และระดับท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ วิกฤตเศรษฐกิจ(การลดค่าเงินบาท) และปัญหาสังคม เช่น มลพิษสิ่งแวดล้อมในเชียงใหม่ (มีการรวบรวมเงินจากนักวิชาการไปซื้อแผ่นกรองอากาศให้กับตำรวจจราจร เชียงใหม่) เป็นต้น

ความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด ที่เริ่มประสานตัวกันอย่างกลมเกลียวเพิ่มขึ้นในช่วงเวลานี้ ราวปี 38, 39, 40 ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น ทั้งหมดมีอาจารย์นิธิ เป็นแกนกลางความสัมพันธ์ดังกล่าวอย่างหลวมๆ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ที่ถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนแห่งทศวรรษ ในวงวิชาการเล็กๆของพวกเรา ซึ่งอยากจะเรียกเหตุการณ์นั้นว่า”จุดเปลี่ยนที่ร้านหมูจุ่ม”. คำถามในที่นี้ก็คือ แล้วมันเกิดอะไรขึ้นล่ะ และมันสำคัญอย่างไร ?

เย็นวันนั้น(หากจำไม่ผิด ราวเดือนกันยายน 2540) หลังจากที่มีการประชุมกันเกี่ยวกับ “วิกฤตเศรษฐกิจการลดค่าเงินบาท” ซึ่งทำให้ไทยเป็นหนี้เพิ่มขึ้นจำนวนเท่าตัวทันที ที่ห้องประชุม สำนักเลขาฯ คณะวิจิตรศิลป์ โดยบรรดานักวิชาการมหาวิทยาลัยเชียงใหม่. หลังจากนั้นพวกเราจำนวนหนึ่ง ได้ไปทานข้าวเย็นกันที่ร้านหมูจุ่ม ริมคลองชลประทาน (ข้างตลาดพยอม) ใกล้กับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

ในระหว่างนั้น อาจารย์อุทิศ อติมานะ ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการศิลปะสาธารณะ”เชียงใหม่จัดวางสังคม” ได้เรียนเชิญให้อาจารย์นิธิ คณาจารย์ และนักวิชาการ ไปเปิดวงสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันกับชาวบ้าน ที่จะจัดให้มีขึ้นในราวเดือนธันวาคม 2540 ณ ข่วงประตูท่าแพ เชียงใหม่ ในรายการ”โสกราตีสเที่ยงคืน” อันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเชียงใหม่จัดวางสังคม ข้างต้น.

อาจารย์นิธิ เมื่อได้ฟังคำอธิบายและเรียนเชิญเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ จึงโพล่งขึ้นมาทันทีว่า “ไปเปิดมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน”กันเลยไม่ดีกว่าหรือ ไม่ต้องโสกราโต๊ด โสกราตีสอะไรหรอก. นับจากบรรยากาศวินาทีนั้นเป็นต้นมา วงสนทนาที่ร้านหมูจุ่ม ก็เปลี่ยนไปเป็นเรื่องของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน โดยดับรัศมีเรื่องอื่นๆทั้งหมดก่อนหน้านั้นไปสิ้น

ปรัชญาของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน จากจุดเริ่มต้นที่ร้านหมูจุ่ม จึงเป็นที่มาของคำว่า”มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน” และไอเดียเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ค่อยได้รับการถ่ายทอดจากอาจารย์นิธิ และสั่งสมจากพวกเราขึ้นมาตามลำดับ พร้อมจินตนาการถึงกิจกรรมต่างๆที่จะเข้าไปมีส่วนสร้างไอเดียนี้ให้เป็นจริงขึ้นมา

เริ่มด้วยการมองว่ามหาวิทยาลัยกลางวันทั้งหมด มุ่งตอบสนองความรู้ให้กับชนชั้นกลางเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีอยู่จำนวนน้อยของประเทศ แต่ไม่ได้ให้คำตอบแก่คนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นคนจนที่ควรได้รับประโยชน์จากมหาวิทยาลัยอย่างเต็มที่ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจึงมีเจตจำนงที่จะทำในสิ่งที่มหาวิทยาลัยกลางวันได้ละเลยมาโดยตลอด

อีกทั้งมหาวิทยาลัยกลางวัน เป็นมหาวิทยาลัยที่เข้าถึงได้ยาก ทั้งนี้เป็นเพราะการวางเงื่อนไขของระบบการศึกษาของเรา ทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งไม่ได้รับการศึกษาในระบบโรงเรียนไม่สามารถเข้าถึงมหาวิทยาลัยได้ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจึงเปิดโอกาสให้กับคนทุกระดับชั้น และทุกระดับการศึกษา เพื่อเข้ามาเรียนกับมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้

มหาวิทยาลัยกลางวัน มุ่งผลิตบัณฑิตออกไปรับใช้หน่วยงานขนาดใหญ่ของประเทศเป็นหลัก เป็นการผลิตแรงงานสมอง มุ่งไปรับใช้ราชการ รัฐวิสาหกิจ ธุรกิจเอกชน อุตสาหกรรม ฯลฯ กิจกรรมเหล่านี้ มองดูแล้ว ไม่ต่างอะไรไปจากโรงเรียนฝึกลูกจ้าง มากกว่าที่จะเป็นมหาวิทยาลัย ที่ควรจะผลิตคนให้รู้จักกับความรู้ เพื่อไปพัฒนาชีวิต สังคม และบุคคลให้มีความสุข

ดังนั้นมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจึงมุ่งกระทำในสิ่งที่แตกต่างไปจากมหาวิทยาลัยกลางวัน

จะเห็นได้ว่า ทั้งหมดที่มหาวิทยาลัยกลางวันกำลังทำอยู่ เป็นไปตามวาทกรรมของแนวคิดแบบวิทยาศาสตร์อุตสาหกรรม และการพัฒนา โดยมีฐานคิดมาจากสังคมทุนนิยมตะวันตกที่เป็นกระแสหลักอยู่ในเวลานี้ ดังนั้น มหาวิทยาลัยกลางวันจึงนำพาสังคมไทยไปสู่แนวทางของทิศทางนั้นโดยไม่ได้ตั้งคำถามอะไรเลยมากว่า 50 ปี. แล้วผลลักพธ์ที่เราประสบอยู่เป็นเช่นไร ? มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน กำลังตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ กำลังเดินออกนอกกระแส และค้นหาหนทางใหม่ขึ้นมา

เราไม่สำรวจตรวจสอบทุกอย่างด้วยวิธีการทางตัวเลข เราไม่คิดถึงคำตอบที่เป็นวัตถุ เราไม่ต้องการความชัดเจนแบบสมองซีกซ้าย อันมีวิทยาศาสตร์แบบนิวตันเป็นผู้นำ เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้มนุษย์ลดค่าลงมาเหลือเพียงวัตถุ. แต่เรามุ่งไปสู่มิติของความเป็นมนุษย์ที่มีจินตนาการ คิดแยกออกไปจากการครอบงำ

การเรียนของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน พยายามมุ่งเน้นปัญหาเป็นตัวตั้ง(problem oriented) ไม่ใช่เอาศาสตร์เป็นตัวตั้ง ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาระดับโลก ปัญหาระดับประเทศ และปัญหาท้องถิ่น ล้วนอยู่ในความสนใจของเรา สิ่งเหล่านี้ทำให้เราได้คิดและแก้ปัญหาที่มากระทบกับผู้คนจริง. ในขณะที่มหาวิทยาลัยกลางวัน มุ่งเอาศาสตร์เป็นตัวตั้ง ดังนั้นนักศึกษาจึงไม่เคยรับรู้อะไรเลยเกี่ยวกับปัญหาสังคมรอบตัวพวกเขา

ในส่วนของกระบวนวิชาต่างๆ ที่เปิดให้มีการเรียนรู้กันของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนนั้น จะมีระหัส 101 เท่านั้น ซึ่งหมายความว่า เป็นเรื่องพื้นๆง่ายๆ ที่เราหัดมาตั้งคำถามกัน และเปิดโอกาสให้ทุกๆคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ โดยไม่จำเป็นต้องพยายามคิดจะสะท้อนสิ่งที่ตนคิดเห็นออกมาในแง่มุมที่ต้อง ฉลาด เก่ง และดีกว่าคนอื่นๆ. ทั้งนี้เพราะมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเชื่อว่า คำวิเศษเหล่านี้มันมีอำนาจของการข่มขู่ในตัวมันเองต่อผู้อื่น.

ประสบการณ์ชีวิตที่เรียบง่าย ความรู้ที่ธรรมดาซึ่งมีการไตร่ตรองอย่างช้าๆ และสั่งสมมาอย่างเข้าใจ คือสิ่งที่มีคุณค่ากว่าการอวด ความผยอง และความภาคภูมิ. ดังนั้น กระบวนวิชา 101 จึงเป็นฐานของการให้คนอื่นแสดงความคิดเห็นได้อย่างไม่ขัดเขิน ซื่อๆ และเป็นของตัวเองได้ทุกคน. และเมื่อรู้ว่าคนอื่นคิดอะไรแล้ว ควรนำไปคิดต่อเอาเองให้ลึกซึ้ง โดยไม่มีการสรุปให้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง (ความรู้ต้องนำไปขบคิดกันให้แตกเอาเอง.)

บรรยากาศการเรียนในมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

จากแนวความคิดซึ่งค่อยๆสั่งสมมาอย่างช้าๆ จากคณาจารย์หลายคนที่มีประสบการณ์กับมหาวิทยาลัยกลางวัน ซึ่งแต่ละคนได้เฝ้าตรวจตราดูและตั้งคำถามเป็นเวลานานปี อันเป็นที่มาของปรัชญามหาวิทยาลัยเที่ยงคืนข้างต้น จึงทำให้ความคิดดังกล่าวที่เป็นนามธรรมถูกแปรออกสู่ความเป็นรูปธรรมขึ้นมา โดยการสร้างบรรยากาศของการเรียนขึ้นมาใหม่

ในชั้นเรียนของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน จะไม่แบ่งออกเป็นคณะฯ หรือสาขาวิชา เพราะเราเห็นว่าทุกศาสตร์มีความสัมพันธ์กันในการแก้ปัญหา และการบรรยายในชั้นเรียน มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนก็มุ่งเน้นให้มีการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ในลักษณะ dialogue มากกว่าที่จะเป็น monologue แบบในชั้นเรียนของมหาวิทยาลัยกลางวัน(โดยการให้ผู้สอนครอบครองเวลาเรียนคน เดียวทั้งหมด).

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน จะจัดให้มีผู้บรรยายนำเพียง 15 นาทีเท่านั้น และหลังจากบรรยายเสร็จแล้ว ก็จะคืนชั้นเรียนให้กับทุกๆคนได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสนทนากัน ใครมีความรู้สาขาใด ใครมีประสบการณ์อย่างไร ซึ่งจะมาช่วยแก้ปัญหาได้ สามารถแสดงความคิดเห็นของตนออกได้อย่างเต็มที่

ทั้งนี้เพราะ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนไม่เชื่อในระบบการสอน เราไม่คิดว่าความรู้ได้มาจากการบอกเล่า แต่ได้มาโดยการคิด การตั้งคำถาม การไตร่ตรอง และการสั่งสม ค่อยๆเรียนรู้ไปอย่างช้าๆ เพื่อรู้จริงมากกว่ารู้จำ, เพื่อทำมากกว่าพูด. ดังนั้นบรรยากาศจึงเต็มไปด้วยการสนทนา ถกเถียง และการคิดแย้ง. ผลสรุปของชั้นเรียน จึงไม่จำต้องเป็นไปในลักษณะ(convergent)ที่มาบรรจบกัน ณ จุดๆหนึ่ง แต่เป็นไปในลักษณะที่แตกต่างและหลายหลาย(divergent)

โดยที่มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนปฏิเสธการใช้อำนาจครอบงำแบบสมองซีกซ้าย ซึ่งแปรมาเป็นวินัย และเส้นตรง ดังที่ปรากฎในชั้นเรียนตามปกติ ตั้งแต่ในระดับโรงเรียนจนกระทั่งถึงมหาวิทยาลัย. มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจึงส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศของการเรียนรู้ในทางตรงข้าม ในชั้นเรียน. ใครที่ต้องการนอนฟัง ก็นอนได้, ใครอยากจะเอกเขนกพิงหมอนอิงที่เตรียมมาก็ทำได้ ใครอยากจะกินขนมก็กินไป โดยเฉพาะคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะเป็นผู้นำมาเอง หรือผู้เรียนจะนำมาแบ่งปันก็ไม่มีใครว่า บรรยากาศจึงเต็มไปด้วยความรื่นรมย์ และผ่อนคลายในการเรียนรู้

ใบปริญญาเป็นสิ่งที่รับรองอะไรไม่ได้ ดังที่เราพบเห็นคนที่ครอบครองวุฒิบัตรเหล่านี้ มิได้พิสูจน์อะไรมากกว่า การไม่ได้แสดงภูมิธรรมความรู้ของตัวเขาตามที่เป็นจริง หลายคนโง่หรือฉลาดกว่าที่ใบรับรองเหล่านั้นเสมอ (เช่นเดียวกับคนที่ครอบครองใบขับขี่ โดยที่ยังไม่มีรถสักคัน) ดังนั้น ปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจึงไม่เคยมี แต่หากจะมี เราก็จะให้ผู้เรียนเป็นผู้กรอกเองว่าเขาเป็นคนที่มีความรู้แค่ไหน ?

ทุกครั้งที่มีการเรียน เราจะมีการบันทึกเทปเอาไว้ เพื่อนำมาถอดเป็นตัวหนังสือ ใช้อ่านกันในโอกาสต่างๆ และเผยแพร่ออกไปสู่วงกว้าง. ส่วนผู้มาเรียน มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะไม่มีการแบ่งแยกไปตามวัย อายุ อาชีพ หรือความเชี่ยวชาญ ดังนั้นห้องเรียนจึงเต็มไปด้วยความรู้ความคิดและประสบการณ์ที่กันอย่างหลากหลาย มีตั้งแต่เด็ก คนหนุ่มสาว และคนแก่,มีตั้งแต่คนซ่อมรถจักรยาน นักศึกษา นักวิชาการ และคนที่เกษียรอายุ, และมีตั้งแต่นักวิทยาศาสตร์สุขภาพ นักประวัติศาสตร์ นักสังคมศาสตร์ นักกฎหมาย และศิลปิน. บรรยากาศอย่างนี้ กับประเด็นหรือปัญหาหนึ่งที่ยกขึ้นมา จึงถูกมองผ่านและพิจารณาใคร่ครวญอย่างหลากมิติ

เวลาเรียน มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนก็เลือกเอาเวลาที่ทุกคนสะดวก เช่นวันเสาร์ หรืออาทิตย์ วันหยุดพักผ่อนที่ใครๆอยากจะนอนอยู่บ้าน หรืออยากจะมาพบปะพูดคุยกันก็แล้วแต่เลือก ถ้าอยากมาเรียนแบบนอนๆ ก็มากันได้เวลาตั้งแต่บ่ายสองเป็นต้นไป จนถึง 5 โมงเย็น. สถานที่เรียน บางทีก็เป็นใต้ต้นไม้ใหญ่ หรือใต้ถุนเรือนไทลื้อ ของสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. 00000000 ส่วนการแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการเปิดชั้นเรียนของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ก็ทำเป็นโปสเตอร์ และแผ่นพับ กระจายไปตามร้านหนังสือ ปั๊มน้ำมัน องค์กรพัฒนาเอกชน ห้องสมุดในจังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งในบริเวณมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อีกทั้งมีการโฆษณาผ่านสื่อวิทยุด้วยเป็นบางครั้ง

บทบาทของอาจารย์นิธิ กับ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน นับตั้งแต่ชื่อมหาวิทยาลัย ปรัชญา และบรรยากาศที่ออกแบบขึ้นมาเพื่อการเรียนรู้ข้างต้น, ถือได้ว่า อาจารย์นิธิเป็นผู้ปักหลักกิโลเมตรแรกและเป็นผู้ปูทางแนวคิดและการดำเนินงาน ให้กับมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนที่สำคัญมาก ให้มีบทบาทขึ้นมาในสังคมไทย.

ด้วยเหตุดังนั้น เมื่อมีการแต่งตั้งตำแหน่งผู้บริหารมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน หลายคนจึงมอบตำแหน่งอธิการบดีฯให้กับอาจารย์ แต่อาจารย์กลับพอใจที่จะแต่งตั้งตัวเองเป็นภารโรงของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน โดยให้อาจารย์อุทิศเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัย อาจารย์สมเกียรติเป็นรองอธิการบดี และนอกนั้น คณาจารย์ต่างๆเป็นคณบดีที่ไม่มีคณะฯอะไรให้บริหาร เพราะมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนไม่ได้แบ่งเป็นคณะใดๆทั้งสิ้น

(แต่อันที่จริงแล้ว เราทุกคนต่างรู้อยู่แก่ใจว่า อาจารย์คือนายกสภามหาวิทยาลัยเที่ยงคืน หรือ นาย ก. ของงานอุดมศึกษาทางเลือกนี้)

จากการรับตำแหน่งภารโรงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน. แนวคิดนี้สืบเนื่องมาจาก อาจารย์นิธิเห็นว่า มหาวิทยาลัยกลางวัน มักจะละเลยคนในระดับล่างที่ทำงานให้กับมหาวิทยาลัยเสมอ ทั้งๆที่คนเหล่านี้ทำงานหนัก นับตั้งแต่ภารโรง ไปจนกระทั่งถึงอาจารย์ตัวเล็กๆในสาขาวิชาต่างๆ บุคคลเหล่านี้เป็นตัวจักร์ที่ขับเคลื่อนให้กิจกรรมในมหาวิทยาลัยกลางวันทั้งหลายดำเนินไปได้ แต่ไม่ค่อยได้รับการพูดถึง ดังนั้น อาจารย์จึงล้อเลียนสิ่งเหล่านี้ในมหาวิทยาลัยกลางวัน โดยทำให้มันเป็นเรื่องที่ไร้ความหมายอย่างสิ้นเชิงสำหรับมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

ในส่วนของกิจกรรมที่เกิดขึ้นมามากมายของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหัวข้อที่จะเปิดชั้นเรียนของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน การทำรายการโทรทัศน์”ทีทรรศน์ท้องถิ่น”ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนร่วมกับสำนักประชาสัมพันธ์ เขต 3 ลำปาง เพื่อเผยแพร่ประเด็นปัญหาสังคมไทย ในมุมมองของท้องถิ่น เผยแพร่ไปทั่วประเทศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ก็เกิดขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของอาจารย์นิธิ ทั้งสิ้น. รวมไปถึง website ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน(www.geocities.com/midnightuniv) ก็เป็นผู้ร่วมผลักดันให้เกิดมีขึ้นมา พร้อมทั้งวางแผนการจัดการและงานบริการในรูปของสื่อชนิดนี้ให้กว้างขวางออกไปยิ่งขึ้น

ในด้านของการประชาสัมพันธ์ อาจารย์ได้เขียนถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนหลายครั้ง รวมทั้งให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ต่างๆหลายฉบับ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่สนใจการดำเนินงานและปรัชญาของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน โดยยืนอยู่บนหลักการของการทำให้มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเป็นมหาวิทยาลัยนอกกระแส เป็นมหาวิทยาลัยที่คนส่วนใหญ่เข้าถึงได้ง่าย และเป็นคำตอบที่เป็นทางเลือกอีกทางเลือกหนึ่งของประชาชน ที่สำคัญที่สุดก็คือ ต้องการประกาศกับทุกๆคนว่า ใครๆก็ตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นมาได้ ไม่จำเป็นต้องผูกขาดโดยรัฐ หรือเอกชนที่มีเงินทุนขนาดใหญ่

ทุนดำเนินงานของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

อาจารย์นิธิพูดเสมอว่า ถ้าเราคิดที่จะทำอะไรสักอย่างขึ้นมา สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ อย่าไปนึกถึงเรื่องเงินเป็นที่ตั้ง หรือคิดว่าว่าจะหาทุนมาทำได้อย่างไร. ถ้าเราตั้งต้นที่เงินทุน เมื่อเราพบว่าเราไม่มีทุน แสดงว่าเราจะลงมือทำอะไรไม่ได้กระนั้นหรือ ? ดังนั้น มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจึงเกิดขึ้นจากต้นทุนในรูปตัวเงินที่เป็นศูนย์ และได้ดำเนินกิจกรรมมาจากความว่างเปล่านั้น…

หลายๆชุมชนที่มีความเชื่อในทางศาสนา ซึ่งมีศรัทธาในอุดมการณ์เดียวกัน ต่างรวมตัวกันได้อย่างเหนียวแน่น ดังที่เราได้พบเห็นกันมาแล้วในประวัติศาสตร์ โดยไม่มีเรื่องเงินทุนเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง หรือต้องพึ่งพาทุนชนิดนี้เลย. มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเปรียบแล้วก็เหมือนกับกำลังถอยหลังเข้าคลองอย่างนั้นหรือ… ที่คิดก่อตั้งสถาบันของตนเองขึ้นมาอย่างทวนกระแสและทวนความรู้สึกในความเป็นไปได้. ถ้าหากว่านี่คือการถอยหลังเข้าคลอง เราก็กำลังถอยหลังเข้าคลองที่เป็นคลอง”ธรรม” และธรรมที่หมายถึงนี้ก็คือ”ธรรมะและธรรมชาติ”ของมนุษย์มากกว่า (เป็นไง เชยดีไหม ?)

แต่อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าเราจะปฏิเสธทุนไปเสียทั้งหมด แต่ทุนที่เราปฏิเสธก็คือทุนที่เป็นรูปตัวเงินต่างหาก ส่วนทุนในมิติอื่นๆที่เรามีอยู่อย่างเหลือเฟือและมีอยู่กับเรามาในอดีต เรากลับมองไม่เห็นมัน อันนี้อาจารย์นิธิได้บอกให้พวกเราได้รับรู้ นั่นคือทุนทางความรู้ ทุนทางสังคมที่เรามี รวมทั้งทรัพยากรอื่นๆที่ทุกคนมีต่างกัน

เริ่มต้นจากอาจารย์หลายคนมีความสามารถทางศิลปะ บางคนมีเครื่องถ่ายเอกสารอยู่ที่บ้าน คนนั้นบริจาคกระดาษ คนนี้ทำอาหารเก่ง คนโน้นมีความรู้อย่างกับนักปราชญ์ และคนนั้นรู้จักแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างรอบด้าน และคนนู๊นเป็นคนที่เคยทำสื่อ ทั้งหมดได้รวมเอาต้นทุนที่ตัวเองมีมาผสมกัน จนทำให้มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนดำเนินงานขึ้นมาได้

เริ่มต้นจากการกำหนดหัวเรื่อง การผลิตโปสเตอร์และแผ่นพับ การนำไปเผยแพร่ การขอยืมใช้สถานที่ การเปิดชั้นเรียน การเตรียมอาหาร และการบันทึกเทป และเงินเดือนของตนเองซึ่งได้มาจากการทำงานในมหาวิทยาลัยกลางวัน ที่ช่วยอำนายความสะดวกได้อีกเล็กน้อย ทุกอย่างก็เกิดขึ้นมา และเป็นไปได้

ถามว่าแล้วทุนในรูปตัวเงิน ไม่มีความสำคัญบ้างเลยหรือ หรือมีบ้างไหม ? คำตอบก็คือ สำคัญ แล้วก็มีด้วย, แต่มันไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุดไปเสียแล้วเหมือนกับที่ทุกๆคนในสังคมทุนนิยม คิด(ว่ามันเป็นตัวตั้งต้นของกิจกรรมทุกอย่างที่มีขึ้นมาได้ในสังคมนี้) ถ้ามันจะมี มันก็มีได้ แต่ถ้ามันไม่มี กิจกรรมของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนก็ไม่ได้ล้มคว่ำไป เราจึงยืนหยัดอยู่ได้ ด้วยต้นทุนที่มีอยู่ในรูปอื่นที่มาประสานกันอย่างมีพลัง

สถานที่ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

เนื่องจากเราปฏิเสธบรรยากาศแบบในชั้นเรียนของมหาวิทยาลัยกลางวัน ดังนั้น ห้องเรียนของเราจึงเป็นสถานที่เปิดโล่ง ไม่มีฝา ไม่มีเพดาน ไม่มีโต๊ะเก้าอี้ เราเรียนกันใต้ร่มไม้ขนาดใหญ่ ปูเสื่อ และวางหมอนเอาไว้กระจัดกระจาย แล้วล้อมกันเป็นวงกลมตามสะดวก คนมาเรียนหากต้องการจะลุกไปไหน หรือจะหลบแดดไปไกลหน่อยก็ทำได้ สถานที่ดังกล่าวที่พูดถึงนี้ก็คือ บริเวณใต้ต้นก้ามปู บริเวณสนามหญ้าของสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ส่วนในช่วงฤดูฝนนั้น เราก็หลบมาปูเสื่ออยู่ที่ใต้ถุนเรือนไทลื้อ บริเวณใกล้ๆกัน, ปูเสื่อกันไปเหมือนเคย และสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันตามปกติ

เราใช้สถานที่สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมฯ อยู่ประมาณเกือบ 2 ปี. อาจารย์จิตราภรณ์ ตันรัตนกุล ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมีที่ดินอยู่ผืนหนึ่งที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์. ที่ดินของอาจารย์อยู่บริเวณใกล้ๆกับวัดอุโมงค์ หลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้อนุญาตให้มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนไปใช้พื้นที่สำหรับทำกิจกรรมการเรียน และสาธารณประโยชน์ตรงนั้นได้.

ทางมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน โดยอาจารย์วัลลภ แม่นยำ จึงได้ออกแบบโรงที่ใช้สำหรับทำกิจกรรมข้างต้นขึ้น และปลูกสร้างตามงบประมาณและวัสดุที่ได้รับบริจาค ด้วยเหตุนี้ ที่ทำการอันมีหลักแหล่งจึงถือกำเนิดขึ้นมาในปี 2543 และได้เปิดทำการในวันเกิดของอาจารย์นิธิ คือวันที่ 23 พฤษภาคม 2543 เป็นต้นมา

กิจกรรมของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

ราวเดือนกันยายน 2540 ที่ได้เกิด”จุดเปลี่ยนที่ร้านหมูจุ่ม” อันทำให้เกิดคำว่า”มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนขึ้นมานั้น” ยังไม่ได้มีกิจกรรมการเรียนในชั้นเรียนแต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะ คณาจารย์หลักส่วนใหญ่ ล้วนเป็นผู้สอนอยู่ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จากหลายๆคณะฯ ดังนั้น จึงต้องติดภารกิจอยู่กับงานประจำของตนอยู่ในระหว่างภาคการศึกษา

แต่อย่างไรก็ตาม ในโอกาสพิเศษ ซึ่งมีปัญหาสังคมเร่งด่วนเกิดขึ้น ที่ต้องการความร่วมมือจากภาคประชาชนและสังคมหลายฝ่าย เพื่อรณรงค์หรือผลักดันเรื่องใดเรื่องหนึ่ง คณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนก็สามารถมารวมตัวกันทำกิจกรรมอันนั้นได้ ตัวอย่างเช่น การรวมตัวกันไปเพื่อสนับสนุนการต่อสู้ของคุณภินันท์ โชติรสเศรณี และคุณบุญส่ง จันทร์ส่องรัศมี ที่แนววางท่อก๊าส ปตท. ณ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นต้น

สำหรับการเคลื่อนไหวครั้งนี้ เราได้เช่ารถตู้เดินทางจากเชียงใหม่ไปยังกาญจนบุรี. มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้รวมตัวกันลงไปเปิดแถลงการณ์ ณ ที่นั้นร่วมกับคณาจารย์อื่นๆอีกหลายมหาวิทยาลัย และเรียนเชิญสื่อมวลชนให้ไปทำข่าวด้วย. จากผลของการณ์นี้ ทำให้เกิดมีการทำประชาพิจารณ์กันขึ้นที่กรุงเทพฯ โดยมีคุณอานันท์ ปันยารชุนเป็นประธานการทำประชาพิจารณ์

ส่วนกิจกรรมการเรียนของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนนั้น เราได้เปิดกระบวนวิชาดังต่อไปนี้ ให้ผู้สนใจทุกๆคนเข้าฟังและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันคือ

1. กระบวนวิชา”ความสุข 101″

ความสุข เป็นเป้าหมายอย่างหนึ่งของชีวิต. มหาวิทยาลัยกลางวันซึ่งมีการเรียนการสอนอยู่ในเวลานี้ ส่วนใหญ่แล้วมิได้มุ่งให้เรารู้จักความสุขในมิติต่างๆเลย นอกจากสอนให้เราเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แล้วความเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนั้น เราเอาติดตัวเราไปทำไม ? เคยตั้งคำถามกันหรือไม่ ? เพราะมันไม่ทำให้เราใช้ชีวิตของเราได้ดีขึ้น ยกเว้นบริษัทต่างๆ หรือหน่วยงานราชการที่ได้ประโยชน์จากเรา โดยเราเองไม่รู้ตัว

ดังนั้น การที่เราจะเรียนรู้เพื่อเป็นแรงงานฝีมือ และแรงงานสมองที่คุณภาพของหน่วยงานราชการ หรือธุรกิจเอกชน จนเรากลายเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือหรือเครื่องจักรมนุษย์ในโรงงาน มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกลับคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไร้สาระและไร้ความหมายโดย สิ้นเชิง. อันที่จริงแล้ว เราทุกคนต่างต้องการความสุขกันถ้วนหน้า แล้วทำไมเรื่องราวเหล่านี้ จึงไม่มีการเรียนรู้กันในมหาวิทยาลัยกลางวัน

ความสุข 101 จึงเป็นการพยายามแจกแจงเรื่องของความสุขออกมาในทุกๆมิติ ตั้งแต่ความสุขในมิติและความเข้าใจของศาสนาต่างๆ ความสุขในแนวคิดของนักปรัชญา ความสุขในมิติของนักเศรษฐศาสตร์ นักการแพทย์ และนักวัฒนธรรม ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้

1.1 ค้นหาความสุข : (2 พค. 41 / สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มช.) เริ่มต้น เรามาตั้งคำถามกันว่า ความสุขคืออะไร ? ทั้งในมิติของปัจเจกชนและสังคม. ผู้คนส่วนใหญ่ มักจะเข้าใจผิดและนำเอา”เครื่องมือ”มาเป็น”ตัวความสุข” และให้ความสนใจกับความสุขกันน้อยมาก ร้ายยิ่งไปกว่านั้น ยังจำกัดเครื่องมือที่นำไปสู่ความสุขให้เหลือเพียงแค่”เงิน” เพราะเงินแสดงอำนาจภายนอกในสังคมได้ ทั้งที่จริงแล้ว มันไม่ใช่ตัวความสุขแต่อย่างใดเลย

1.2 สุขภาพ : (9 พค. 41) เราเคยมองสุขภาพ ที่ไกลไปกว่าที่หมอบอกเราบ้างหรือไม่ สุขภาพใช่เพียงแค่การปลอดโรค หากแต่เป็นเรื่องของ กาย จิต สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่มีส่วนสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นและรอบด้าน

1.3 พื้นฐานทางเศรษฐกิจของความสุข (16 พค. 41) มาค้นหากันว่า เราจะดำรงชีวิตอย่างมีความสุขในสังคมบริโภคได้อย่างไร ? และเราควรมีท่าทีอย่างไรต่อคนในครอบครัว เพื่อนบ้าน เพื่อนฝูง ฯลฯ ในเมื่อวิถีชีวิต งานอาชีพของเราแตกต่างกันไป

รายได้คืออะไร รายจ่ายคืออะไร ?

1.4 พื้นฐานทางสังคมของความสุข (30 พค. 41) พื้นฐานทางสังคมของความสุขมีอะไรบ้าง ? ความปลอดภัย ความยุติธรรม ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งและการได้รับการยอมรับทางสังคมและชุมชน คุณภาพของสิ่งแวดล้อมฯลฯ และเราในฐานะเอกบุคคลทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร ?

1.5 ท่าทีต่อชีวิตและความตาย (6 มิย. 41) มุมมองทางศาสนา ปรัชญา และวัฒนธรรรม ซึ่งมีต่อชีวิตและความตาย อะไรคือชีวทัศน์ที่เราควรยึดถือเพื่อความสุขที่แท้ และไม่ต้องหวาดกลัวมากจนเกินไป. เรื่องโลกนี้และโลกหน้าเป็นอย่างไร ?

1.6 ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความสุข (13 มิย. 41) สภาวะทางสังคมรอบตัวเราที่เกิดขึ้น เราจัดการและบริหารมันอย่างไร เราเข้าใจความซับซ้อนของมันมากแค่ไหน และมันมีผลกระทบอย่างไรกับเรา ทางออกที่เหมาะสมคืออะไร ?

1.7 ปัญหาที่ทำให้เกิดทุกข์ในปัจจุบัน (20 มิย. 41) ความเทียมหน้าเทียมตา การครอบครองทางวัตถุ ความงามของร่างกาย ความสัมพันธ์เชิงอำนาจกับคนอื่นๆในสังคม สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดทุกข์หรือไม่ อย่างไร ?

สำหรับ กระบวนวิชา”ความสุข 101″นี้ เป็นเรื่องแรกที่มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้เปิดเรียน โดยไม่ได้เล็งผลเลิศอะไรมากไปกว่าการเป็นบททดสอบบทหนึ่งของการเริ่มต้นเท่า นั้น เรารับนักศึกษาชุดแรกเพียง 50 คน และส่วนใหญ่แล้ว คนที่มาเรียนเป็นชนชั้นกลางที่อยู่ในเมืองที่รักในการเรียนรู้. ส่วนชาวบ้าน ชนชั้นล่างซึ่งเราหวังว่าจะได้เข้ามาเรียนรู้ร่วมกันกลับมีน้อยมาก ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากปัจจัยหลายอย่างที่ไม่พร้อมเท่ากับชนชั้นกลาง นับจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ จนกระทั่งไปถึงการประชาสัมพันธ์ได้ไม่มากเท่าที่ควร

แต่อย่างไรก็ตาม หัวเรื่องดังกล่าว เราได้มีการบันทึกเทปเก็บเอาข้อมูลดังกล่าวไว้ เพื่อรอการเผยแพร่ออกไปในสื่อรูปอื่นๆต่อไป อันหวังว่าจะได้เข้าถึงชาวบ้านบ้างในอนาคต

2. การเปิดชั้นเรียนมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนในช่วงปลายปี 2541 จนถึงต้นปี 2542

ในปลายปีเดียวกันนั้น ทีมงานมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ได้เปิดให้มีการเรียนการสอนในหลายๆกระบวนวิชาด้วยกัน แต่ละกระบวนวิชามีระหัสดังเดิมคือ 101 เหมือนกันหมดดังนี้

2.1 ชีวิต-สุนทรียศาสตร์ (21 พย. 41) (สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มช.) โดยคำนึงถึงการใช้ชีวิตที่มีความสุข และมีคุณภาพ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจึงเปิดให้มีการเรียนรู้ เรื่องของชีวิต ศิลปะ และสุนทรียภาพ โดยไม่จำเป็นต้องเคยมีประสบการณ์มาก่อน. ทุกคนสามารถเรียนรู้และปฏิบัติสิ่งเหล่านี้ได้ ด้วยการเน้นลงไปถึงหัวใจของความงาม ความอุตสาหะ และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เรียนรู้ได้โดยไม่จำเป็นต้องผูกขาดแต่เฉพาะศิลปินเท่านั้น

2.2 วิธีคิด (28 พย. 41) มาร่วมกันค้นหาถึง”วิธีคิด”ว่า ในสังคมโลก ตลอดเวลาอันยาวนานของประวัติศาสตร์ มนุษย์ได้สั่งสมวิธีคิดกันมาแล้วกี่แบบ และอะไรเป็นสาเหตุให้เราทั้งหลายมีวิธีคิดที่แตกต่างกัน. ในความต่างนั้น เราจำเป็นต้องทำเพื่อให้ได้มาซึ่งความลงรอยกันหรือไม่ หรือเราควรปล่อยให้มันมีความแตกต่างกันไปตามธรรมชาติและวัฒนธรรม พร้อมทั้งมีใจกว้างพอที่จะยอมรับถึงความแตกต่างและหลากหลาย

2.3 ปรัชญาฟิสิกส์ (23 มค. 42) โลกวัตถุสมัยใหม่ในเวลานี้ เกิดขึ้นมาจาก การปฏิวัติวงการวิทยาศาสตร์อย่างยิ่งใหญ่เมื่อประมาณ 200 กว่าปีมานี้ และจากพัฒนาการทางวิทยาศาสตร์แบบตะวันตกมีผลกระทบอย่างไรต่อวิถีชีวิตของเรา และผู้คนท้องถิ่นในชนบท ภูมิปัญญาดั้งเดิมของเราได้ถูกสิ่งเหล่านี้ท่วมทับไปหรือไม่ อย่างไร ? โลกทัศน์และชีวทัศน์ของผู้คนเปลี่ยนไปอย่างไร ? และคำตอบในแบบฟิสิกส์ เป็นคำตอบซึ่งจริงแท้ที่สุดใช่หรือไม่. สิ่งเหล่านี้คือความพยายามที่จะตั้งคำถามและค้นหาคำตอบร่วมกันในชั้นเรียน

2.4 ธรรมบท วิถีแห่งความดีงาม (30 มค. – 6 กพ. – 13 กพ. 43) (รวม 3 ครั้ง) ธรรมะอันงดงามที่ได้รับการเรียงร้อยเป็นกวีที่ชื่อธรรมบท เป็นสิ่งซึ่งได้รับการกล่าวขวัญกันไปทั่ว ทั้งในโลกตะวันออกและตะวันตก. ในกระบวนวิชานี้ได้นำเอาธรรมบท 423 พระคาถา ออกมาวิเคราะห์ถึงคุณค่า ธรรม ความดีงาม เพื่อค้นหาความหมายที่แท้ที่มีต่อมนุษย์ และเป็นแสงสว่างแห่งการนำชีวิต ตามหลักธรรมแห่งพระพุทธศาสนา

2.5 ศาสตร์แห่งการพึ่งตนเอง (20 กพ. – 27 กพ. – 6 มีค. – 13 มีค. 43) (รวม 4 ครั้ง) เป็นความพยายามที่จะค้นหาความเข้าใจในการพึ่งตนเอง ทั้งในความหมายของปัจเจก และสังคม (ในยุคที่เศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะถดถอยอยู่). ในเวลาเดียวกันนั้น ก็พยายามสร้างปัญญาความรู้ อันเกี่ยวเนื่องกับความเข้มแข็งแห่งตนและชุมชนทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ขึ้นมาดังนี้
– ทำความเข้าใจในสิทธิ เสรีภาพ และการมีส่วนร่วมของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
– เสริมพลังแห่งการพึ่งพาตนเอง ปลุกสำนึกชุมชน ดูแลตนเองและสังคม
– ฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่น ทุนบ้านนอก และวัฒนธรรมชุมชน
– สร้างสังคมปัญญาญาน เพื่อเข้าถึงความหมายที่แท้ของชีวิต สังคม ธรรมชาติ.
(กระบวนวิชา”ศาสตร์แห่งการพึ่งตนเองนี้ ได้มีการออกภาคสนาม 1 ครั้ง ด้วยรถยนต์ส่วนตัวของคณาจารย์ แต่ละคน พานักศึกษาไปพร้อมกัน เพื่อพบปะกับคนท้องถิ่น ภายในเขตชนบท จังหวัดเชียงใหม่)

บทสรุปของกิจกรรมครั้งนี้ ปรากฎออกมาว่า กระบวนวิชา”ศาสตร์แห่งการพึ่งตนเอง” มีระยะเวลาเรียน มากครั้งเกินไป ทำให้ผู้เรียนเบื่อหน่าย และหายไปจากชั้นเรียนในช่วงท้ายๆ

ต่อหน้าถัดไป (ประวัติความเป็นมาของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)