Midnightuniv Community
User Info
ยินดีต้อนรับคุณ,
บุคคลทั่วไป
กรุณา
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
พฤศจิกายน 22, 2008, 05:13:52 PM
1 ชั่วโมง
1 วัน
1 สัปดาห์
1 เดือน
ตลอดกาล
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ค้นหา:
การค้นหาขั้นสูง
News Box
SMF - Just Installed!
Key Stats
4917
กระทู้ ใน
4835
หัวข้อ โดย
5588
สมาชิก
สมาชิกล่าสุด:
pienteejult
Midnightuniv Community
|
หมวดหมู่ทั่วไป
|
General Discussion
|
ร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. .... ฉบับนี้ แบ่งเป็น ๑๐ หมวด มี ๙๔ มาตรา
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
หน้า:
1
ผู้เขียน
หัวข้อ: ร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. .... ฉบับนี้ แบ่งเป็น ๑๐ หมวด มี ๙๔ มาตรา (อ่าน 772 ครั้ง)
สิทธิชุมชน
บุคคลทั่วไป
ร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. .... ฉบับนี้ แบ่งเป็น ๑๐ หมวด มี ๙๔ มาตรา
«
เมื่อ:
พฤศจิกายน 25, 2007, 06:35:39 PM »
ร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. .... ฉบับนี้ แบ่งเป็น ๑๐ หมวด มี ๙๔ มาตรา
ความยาวประมาณ 28 หน้ากระดาษ A4
..
ร่างฯ ที่ สคก. ตรวจพิจารณาแล้ว
เรื่องเสร็จที่ ๖๗๐/๒๕๕๐
บันทึกหลักการและเหตุผล
ประกอบร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ....
หลักการ ให้มีกฎหมายว่าด้วยทรัพยากรน้ำ
เหตุผล เนื่องจากปัจจุบันมีปัญหาเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น
ปัญหาน้ำขาดแคลน การแย่งชิงน้ำ การใช้น้ำอย่างฟุ่มเฟือย น้ำท่วม การก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำ
การบุกรุกและการเสื่อมโทรมของแหล่งน้ำ การดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้กระทำโดยหลายหน่วยงานตามอำนาจหน้าที่ซึ่งกำหนดไว้ในกฎหมายหลายฉบับ โดยไม่มีกฎหมายแม่บทเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ ทำให้การดำเนินงานแก้ไขปัญหาขาดความเป็นเอกภาพ ประกอบกับการจัดทำกิจกรรมและโครงการบางอย่างเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวนั้นขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน และบางครั้งยังส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นอีกด้วย ดังนั้น จึงสมควร ให้มีกฎหมายเพื่อวางหลักเกณฑ์และมาตรการในการรับประกันสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน
ในการเข้าถึงน้ำ การควบคุมการใช้น้ำ การบริหารจัดการน้ำ การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน การพัฒนา การคุ้มครอง ฟื้นฟูและอนุรักษ์แหล่งน้ำ การป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและน้ำขาดแคลน การตั้งกองทุนทรัพยากรน้ำ การกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมของประชาชนในลุ่มน้ำ ตลอดจนการจัดตั้งองค์กรที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรน้ำทั้งในระดับชาติและระดับลุ่มน้ำ รวมทั้งองค์กรผู้ใช้น้ำเพื่อให้มีการดำเนินการเป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
ร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ....
.................................
.................................
.................................
................................................................................................................................................................
โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยทรัพยากรน้ำ
พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๓ มาตรา ๔๑ และมาตรา ๖๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
................................................................................................................................................................
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ....
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ การใช้น้ำ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟูและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ในกรณีที่มีกฎหมายใดกำหนดเกี่ยวกับการใช้น้ำ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟู และการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำเรื่องใดไว้โดยเฉพาะ ก็ให้ดำเนินการไปตามกฎหมายเฉพาะนั้น
มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้
น้ำ หมายความว่า น้ำในบรรยากาศ น้ำบนผิวดิน น้ำใต้ดิน และน้ำในทะเลอาณาเขต
ทรัพยากรน้ำ หมายความว่า น้ำ แหล่งต้นน้ำลำธาร แหล่งเก็บกักน้ำไม่ว่าจะเกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือมนุษย์สร้างขึ้น คลองส่งน้ำ และสิ่งอื่นที่ใช้เพื่อการจัดการน้ำ
ทรัพยากรน้ำของรัฐ หมายความว่า
(๑) น้ำในบรรยากาศ
(๒) น้ำบนผิวดินที่ไหลตามธรรมชาติ
(๓) น้ำใต้ดิน
(๔) แหล่งต้นน้ำลำธาร
(๕) แหล่งน้ำที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
(๖) แหล่งน้ำของรัฐ
(๗) แหล่งน้ำระหว่างประเทศที่อาจนำมาใช้ประโยชน์ได้
การใช้น้ำ หมายความว่า การทำกิจกรรมในแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค เกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม การประปา การผลิตพลังงาน การรักษาระบบนิเวศ หรือเพื่อประโยชน์อื่นใด ไม่ว่าจะทำให้น้ำมีปริมาณเปลี่ยนไปหรือไม่ก็ตาม
ลุ่มน้ำ หมายความว่า พื้นที่ซึ่งมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินครอบคลุมลำน้ำธรรมชาติ ซึ่งเป็นแหล่งที่รวมน้ำให้ไหลลงสู่ลำน้ำ
พนักงานเจ้าหน้าที่ หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
หน่วยงานของรัฐ หมายความว่า ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัตินี้
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หมายความว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้ง
รัฐมนตรี หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวง กำหนดค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราท้ายพระราชบัญญัตินี้ ยกเว้นค่าธรรมเนียม และกำหนดกิจการอื่นเพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวง เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
หมวด ๑
แหล่งน้ำของรัฐ
มาตรา ๖ แหล่งน้ำของรัฐเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประกอบด้วย
(๑) แหล่งน้ำสาธารณะ ได้แก่ แหล่งน้ำของรัฐที่ให้ประชาชนใช้หรือที่สงวนไว้ให้ประชาชนใช้ หรือโดยสภาพประชาชนอาจใช้ประโยชน์ร่วมกัน และให้แหล่งน้ำดังต่อไปนี้เป็นแหล่งน้ำสาธารณะ
(ก) แม่น้ำ ลำคลอง ทางน้ำ บึง แหล่งน้ำใต้ดิน ทะเลสาบ ทะเลอาณาเขต และแหล่งน้ำธรรมชาติอื่นๆ
(ข) แหล่งน้ำที่รัฐจัดสร้างขึ้นเพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน
แหล่งน้ำสาธารณะให้หมายความรวมถึง
๑) ที่ดินที่อยู่ใต้แหล่งน้ำตาม (ก) หรือ (ข) และในกรณีที่มีน้ำขึ้นลงให้ถือจุดสูงสุดที่น้ำขึ้นถึงในหน้าน้ำปกติเป็นเกณฑ์
๒) ที่ดินรกร้างว่างเปล่าริมแหล่งน้ำตาม (ก) หรือ (ข) ที่อยู่ถัดจากที่ดินตาม ๑) ในระยะที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดให้เป็นเขตสงวนเพื่อการใช้สอยแหล่งน้ำตามความเหมาะสมของสภาพแหล่งน้ำนั้น
(๒) แหล่งน้ำที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ได้แก่ แหล่งน้ำที่รัฐจัดสร้างหรือพัฒนาขึ้นและการใช้สอยเป็นไปเพื่อประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรืออยู่ในการปกครองดูแลและควบคุมโดยตรงของหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
มาตรา ๗ ให้รัฐมีอำนาจพัฒนาแหล่งน้ำสาธารณะโดยเปลี่ยนแปลงรูปร่างของแหล่งน้ำ หรือขยายพื้นที่ของแหล่งน้ำได้ แต่ถ้าเป็นการลดพื้นที่หรือให้เลิกใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ ต้องดำเนินการถอนสภาพตามประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อประโยชน์ในการบริหารทรัพยากรน้ำของรัฐ
รัฐมนตรีอาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดให้แหล่งน้ำสาธารณะที่รัฐพัฒนาขึ้นแห่งใดเป็นแหล่งน้ำของรัฐตามมาตรา ๖ (๒) ได้ และจะกำหนดหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดเป็นผู้รับผิดชอบในการควบคุมดูแลแหล่งน้ำดังกล่าวด้วยก็ได้
ให้หน่วยงานของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รับผิดชอบตามวรรคสอง มีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์การเข้าใช้สอยแหล่งน้ำนั้นตามที่เห็นสมควรได้ หลักเกณฑ์ดังกล่าวเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
หมวด ๒
สิทธิในน้ำ
มาตรา ๘ น้ำเป็นของส่วนรวม บุคคลมีสิทธิใช้น้ำได้เท่าที่จำเป็นแก่ประโยชน์ ในกิจกรรมหรือที่ดินของตน โดยไม่เป็นเหตุให้เกิดความเดือดร้อนหรือเสียหายแก่บุคคลอื่น
มาตรา ๙ บุคคลมีสิทธินำน้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะในปริมาณพอสมควรแก่ความจำเป็นมาใช้หรือเก็บกักได้เท่าที่ไม่เป็นเหตุให้เกิดความเดือดร้อนหรือเสียหายแก่บุคคลอื่นซึ่งอาจใช้น้ำนั้น ทั้งนี้ เว้นแต่พระราชบัญญัตินี้ หรือกฎกระทรวง หรือประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎหมายอื่นบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
มาตรา ๑๐ เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินซึ่งมีน้ำพุเกิดขึ้นหรือมีน้ำไหลผ่านตามธรรมชาติไม่ว่าบนดินหรือใต้ดิน ย่อมมีสิทธิเก็บกักหรือใช้น้ำนั้นได้เท่าที่จำเป็นแก่ประโยชน์ในที่ดินของตน
มาตรา ๑๑ ในกรณีที่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งหรือหลายท้องที่ รัฐมนตรีหรือผู้ที่รัฐมนตรีมอบหมายมีอำนาจสั่งให้บุคคลซึ่งเก็บกักน้ำไว้ตามความจำเป็นตามพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎกระทรวง หรือประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้ หรือตามกฎหมายอื่น ต้องเฉลี่ยน้ำเพื่อประโยชน์สาธารณะตามปริมาณและวิธีการที่กำหนด ในกรณีเช่นว่านี้ให้ผู้เก็บกักน้ำดังกล่าวมีสิทธิได้รับค่าทดแทนตามความเป็นธรรมจากการที่ต้องสูญเสียน้ำที่เก็บกักไว้ แต่ถ้าบุคคลใดเก็บกักน้ำไว้เกินกว่าความจำเป็น ให้รัฐมนตรีหรือผู้ที่รัฐมนตรีมอบหมายมีอำนาจสั่งตามที่เห็นสมควรเพื่อนำน้ำส่วนที่เกินมาใช้สอยเพื่อประโยชน์สาธารณะโดยผู้นั้นจะเรียกร้องค่าทดแทนหรือค่าเสียหายใดๆ มิได้
หมวด ๓
องค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
ส่วนที่ ๑
คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
มาตรา ๑๒ ให้มีคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เรียกโดยย่อว่า กนช. ประกอบด้วย
(๑) นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ
(๒) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นรองประธานกรรมการ
(๓) ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงพลังงาน ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม อธิบดีกรมชลประทาน อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ และอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เป็นกรรมการ
(๔) กรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำหกคน ซึ่งได้รับการคัดเลือกมาจากกรรมการผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำสองคน กรรมการผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสองคน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสองคน เป็นกรรมการ
(๕) ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำสามคน เป็นกรรมการ
ให้อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำเป็นเลขานุการคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
มาตรา ๑๓ ให้กรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำตามมาตรา ๑๒ (๔) มาจากการคัดเลือกทุกสองปี ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๑๔ ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งตามมาตรา ๑๒ (๕) มีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสามปีและจะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้
มาตรา ๑๕ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการตามมาตรา ๑๒ (๔) และ (๕) พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) นายกรัฐมนตรีให้ออกเพราะบกพร่อง ไม่สุจริตต่อหน้าที่ มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือหย่อนความสามารถ
(๔) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(๕) พ้นจากการเป็นกรรมการลุ่มน้ำ
(๖) ถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุด เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
มาตรา ๑๖ ในกรณีที่กรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำตามมาตรา ๑๒ (๔) พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระตามมาตรา ๑๕ ให้เริ่มดำเนินการตามมาตรา ๑๓ ภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันที่กรรมการนั้นพ้นจากตำแหน่ง และให้ผู้ได้รับการคัดเลือกอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งตนแทน แต่ถ้าวาระที่เหลืออยู่ไม่ถึงหนึ่งร้อยยี่สิบวัน จะไม่ดำเนินการคัดเลือกกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่างก็ได้ และในระหว่างที่ยังไม่มีการคัดเลือกกรรมการเข้ามาแทน ให้ถือว่า กนช. มีองค์ประกอบเท่าที่เหลืออยู่
มาตรา ๑๗ ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งตามมาตรา ๑๒ (๕) พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระตามมาตรา ๑๕ ให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างลงภายในหกสิบวันนับแต่วันที่กรรมการนั้นพ้นจากตำแหน่ง และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งตนแทน แต่ถ้าวาระที่เหลืออยู่ไม่ถึงหนึ่งร้อยยี่สิบวันจะไม่แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างก็ได้ และในระหว่างที่ยังไม่มีการแต่งตั้งกรรมการเข้ามาแทน ให้ถือว่า กนช. มีองค์ประกอบเท่าที่เหลืออยู่
มาตรา ๑๘ ในกรณีที่กรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำตามมาตรา ๑๒ (๔)หรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งตามมาตรา ๑๒ (๕) ดำรงตำแหน่งครบวาระแล้ว ให้กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการคัดเลือกหรือแต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่
มาตรา ๑๙ การประชุม กนช. ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุมในการประชุมคณะกรรมการ ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุม หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ถ้ารองประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาดในการประชุม ถ้ามีการพิจารณาเรื่องที่กรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติผู้ใดมีส่วนได้เสียโดยตรง กรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติผู้นั้นไม่มีสิทธิเข้าประชุมพิจารณาเรื่องนั้น
ในการปฏิบัติหน้าที่ กนช. อาจมอบหมายให้กรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้รับผิดชอบในกิจการด้านต่างๆ ตามอำนาจหน้าที่ของ กนช. เพื่อเสนอรายงานต่อ กนช. หรือดำเนินการตามที่ กนช. มอบหมายก็ได้
มาตรา ๒๐ กนช. มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยทั่วไป รวมทั้งให้มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) เสนอนโยบาย แผนงาน และแผนปฏิบัติการเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรน้ำต่อคณะรัฐมนตรี
(๒) เสนอแนะและประสานแผนงานหรือโครงการต่างๆ ของหน่วยงานของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายและแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม และนโยบายตาม (๑) เพื่อเป็นแนวทางในการจัดงบประมาณแผ่นดิน
(๓) พิจารณาและให้ความเห็นชอบแผนแม่บทการพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟูและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำต่างๆ ตามที่คณะกรรมการลุ่มน้ำนำเสนอตามมาตรา ๓๒ (๑)
(๔) ควบคุม กำกับ ติดตาม เร่งรัดและตรวจสอบการดำเนินการตามนโยบาย แผนงาน และแผนปฏิบัติการเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรน้ำ และการดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการตาม (๒) และรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบ
(๕) กำหนดกรอบและแนวทางการปฏิบัติงานของคณะกรรมการลุ่มน้ำ และกำหนดลำดับความสำคัญของการใช้น้ำสำหรับกิจการประเภทต่างๆ เพื่อให้คณะกรรมการลุ่มน้ำนำไปพิจารณาในการจัดสรรน้ำ
(๖) ให้ความเห็นชอบแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วมของคณะกรรมการลุ่มน้ำต่างๆ
(๗) ให้ความเห็นชอบการอนุญาตใช้น้ำประเภทที่สาม ตามมาตรา ๔๘
(๘) ไกล่เกลี่ยและชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างคณะกรรมการลุ่มน้ำ
(๙) พิจารณาการจัดสรรเงินส่วนแบ่งค่าใช้น้ำ ค่าธรรมเนียมการขออนุญาตใช้น้ำ และค่าปรับให้แก่กองทุนทรัพยากรน้ำตามมาตรา ๓๘ วรรคสอง (๓) และ (๔)
(๑๐) เสนอแนะเกี่ยวกับการออกหรือการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัตินี้
(๑๑) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ หรือที่กฎหมายอื่นกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ กนช. หรือตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย
มาตรา ๒๑ ให้ กนช. จัดทำนโยบาย แผนงาน และแผนปฏิบัติการเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรน้ำตามมาตรา ๒๐ (๑) ทุกห้าปี ในการจัดทำนโยบาย แผนงาน และแผนปฏิบัติการเกี่ยวกับการบริหาร
ทรัพยากรน้ำตามวรรคหนึ่ง ให้ กนช. จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน องค์กรผู้ใช้น้ำ ผู้มีส่วนได้เสีย หน่วยงานของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ กนช. กำหนดนโยบาย แผนงาน และแผนปฏิบัติการเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรน้ำ ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ และให้หน่วยงานของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับการใช้น้ำ การพัฒนา การบริหารจัดการ
การบำรุงรักษา การฟื้นฟูและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำปฏิบัติตามนโยบาย แผนงาน และแผนปฏิบัติการเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรน้ำดังกล่าว
มาตรา ๒๒ ในระหว่างที่นโยบาย แผนงาน และแผนปฏิบัติการเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรน้ำตามมาตรา ๒๐ (๑) มีผลใช้บังคับอยู่ ให้ กนช. ติดตามและประเมินผลการดำเนินการ รวมทั้งพิจารณาทบทวนหรือปรับปรุงนโยบาย แผนงาน และแผนปฏิบัติการเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรน้ำดังกล่าวให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงที่มีการเปลี่ยนแปลง และรายงานต่อคณะรัฐมนตรีทุกปี
ในกรณีที่มีการปรับปรุงนโยบาย แผนงาน และแผนปฏิบัติการเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรน้ำ ให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบ และให้นำความในมาตรา ๒๑ วรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๒๓ ให้ กนช. มีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติหน้าที่แทน กนช. หรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่ กนช. มอบหมาย
ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๙ มาใช้บังคับกับการประชุมของคณะอนุกรรมการด้วยโดยอนุโลม
มาตรา ๒๔ ในการปฏิบัติหน้าที่ให้ กนช. หรือคณะอนุกรรมการที่ กนช. มอบหมายมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำหรือให้ส่งเอกสารหรือวัตถุใดๆ มาเพื่อประกอบการพิจารณาได้ตามความจำเป็น
มาตรา ๒๕ ให้กรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติและอนุกรรมการตามมาตรา ๒๓ ได้รับเบี้ยประชุม ค่าพาหนะ ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเช่าที่พัก และค่าใช้จ่ายอย่างอื่น ตามระเบียบที่กระทรวงการคลังกำหนด
มาตรา ๒๖ ให้กรมทรัพยากรน้ำทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการ กนช. โดยให้มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) ประสานงานกับหน่วยงานธุรการต่างๆ ของคณะกรรมการลุ่มน้ำ และคณะอนุกรรมการลุ่มน้ำประจำสาขา เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
(๒) รวบรวมและจัดเตรียมข้อมูล ศึกษา วิเคราะห์ และริเริ่มกิจกรรมหรือโครงการใดๆ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินงานของ กนช.
(๓) ช่วยเหลือและให้คำแนะนำแก่หน่วยงานของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ รวมทั้งการดำเนินงานของคณะกรรมการลุ่มน้ำ คณะอนุกรรมการลุ่มน้ำประจำสาขา ตามที่ได้รับการร้องขอ
(๔) ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของคณะกรรมการลุ่มน้ำและคณะอนุกรรมการลุ่มน้ำประจำสาขา
(๕) ศึกษา วิจัย เกี่ยวกับการพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟูและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ และเสนอความเห็นเกี่ยวกับการจัดทำแผนและโครงการพัฒนา บริหารจัดการ บำรุงรักษา ฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ต่อ กนช.
(๖) พัฒนาระบบสารสนเทศทรัพยากรน้ำและระบบเตือนภัย
(๗) ส่งเสริมสนับสนุนให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในด้านการอนุรักษ์ การพัฒนา การใช้ และการดำเนินการอื่นใดเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ
(๘) จัดทำงบประมาณรายจ่ายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของ กนช. และคณะกรรมการลุ่มน้ำ
(๙) พิจารณาและเสนอแนะเกี่ยวกับเรื่องการจัดทำหรือปรับปรุงแก้ไขระเบียบ ข้อบังคับหรือกฎหมายเกี่ยวกับการอนุรักษ์ การพัฒนา การใช้ และการดำเนินการอื่นใดเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ
(๑๐) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่ กนช. มอบหมาย
ส่วนที่ ๒
ลุ่มน้ำและคณะกรรมการลุ่มน้ำ
มาตรา ๒๗ การกำหนดลุ่มน้ำให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงสภาพอุทกวิทยา สภาพภูมิศาสตร์ ระบบนิเวศน์ วัฒนธรรม จารีตประเพณี และวิถีชีวิตของประชาชนด้วย
พระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่ง ให้มีแผนที่แสดงเขตลุ่มน้ำแนบท้ายพระราชกฤษฎีกา แผนที่ดังกล่าวให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของพระราชกฤษฎีกา
มาตรา ๒๘ เมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำตามมาตรา ๒๗ แล้ว ให้ กนช. แต่งตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำประจำลุ่มน้ำนั้น ประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานของรัฐสิบคน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตลุ่มน้ำนั้นสามคน ผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำในเขตลุ่มน้ำนั้นเจ็ดคน และผู้ทรงคุณวุฒิสี่คน เป็นกรรมการ
ให้คณะกรรมการลุ่มน้ำเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ และเลือกกรรมการอีกสองคนเป็นรองประธานกรรมการ ให้ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำภาคเป็นกรรมการและเลขานุการ
มาตรา ๒๙ กรรมการลุ่มน้ำมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี แต่อาจได้รับแต่งตั้งใหม่ได้อีก
มาตรา ๓๐ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการลุ่มน้ำตามมาตรา ๒๘ พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) กนช. มีมติให้ออกเพราะบกพร่อง ไม่สุจริตต่อหน้าที่ มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือหย่อนความสามารถ
(๔) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(๕) พ้นจากการเป็นผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
(๖) ถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุด เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
มาตรา ๓๑ ให้นำมาตรา ๑๖ และมาตรา ๑๘ มาใช้บังคับกับคณะกรรมการลุ่มน้ำด้วยโดยอนุโลม
มาตรา ๓๒ คณะกรรมการลุ่มน้ำมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยทั่วไปในเขตลุ่มน้ำ รวมทั้งให้มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) จัดทำแผนแม่บทการพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟูและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำเสนอต่อ กนช.
(๒) พิจารณาปริมาณการใช้น้ำ การจัดสรรน้ำ และจัดลำดับความสำคัญในการใช้น้ำในเขตลุ่มน้ำ และควบคุมการใช้น้ำให้เป็นไปตามที่ได้รับการจัดสรรจาก กนช.
(๓) กำหนดหลักเกณฑ์และระเบียบการใช้น้ำ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟูและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำ ทั้งนี้ ภายใต้กรอบและแนวทางที่ กนช. กำหนด
(๔) ให้ความเห็นชอบการอนุญาตใช้น้ำประเภทที่สอง ตามมาตรา ๔๗
(๕) พิจารณาและให้ความเห็นในการผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำ
(๖) ให้ข้อคิดเห็นต่อ กนช. เกี่ยวกับแผนงานและโครงการในการดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำของหน่วยงานต่างๆ
(๗) รับเรื่องร้องทุกข์ ไกล่เกลี่ยและชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างผู้ใช้น้ำ
(๘) ประสานงานกับหน่วยงานของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับการใช้น้ำ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟูและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ และกฎหมายเกี่ยวกับมลพิษทางน้ำ ในเขตลุ่มน้ำนั้น
(๙) ส่งเสริมและพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำ
(๑๐) ส่งเสริมและรณรงค์การสร้างจิตสำนึกแก่ประชาชนในการใช้น้ำ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟูและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำ
(๑๑) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นที่กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการลุ่มน้ำ หรือตามที่ กนช. มอบหมาย
มาตรา ๓๓ ให้คณะกรรมการลุ่มน้ำมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการลุ่มน้ำประจำสาขาเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในเขตท้องที่ที่คณะกรรมการลุ่มน้ำกำหนดในเขตลุ่มน้ำที่ตนรับผิดชอบได้ตามที่เห็นสมควร
จำนวน องค์ประกอบ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่ กนช. กำหนด
มาตรา ๓๔ ให้คณะอนุกรรมการลุ่มน้ำประจำสาขามีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) เสนอแผนงานและโครงการเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำสาขาต่อคณะกรรมการลุ่มน้ำ เพื่อนำไปพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทการพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟูและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำ
(๒) ประสานงานกับหน่วยงานของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการใช้น้ำ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟูและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ และกฎหมายเกี่ยวกับมลพิษทางน้ำ ในเขตลุ่มน้ำสาขา
(๓) ให้ความเห็นชอบการอนุญาตใช้น้ำประเภทที่สอง ในเขตลุ่มน้ำสาขา ตามที่คณะกรรมการลุ่มน้ำมอบหมาย
(๔) ส่งเสริมและรณรงค์การสร้างจิตสำนึกแก่ประชาชนในการใช้น้ำ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟูและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำสาขา
(๕) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่คณะกรรมการลุ่มน้ำมอบหมาย
มาตรา ๓๕ ให้นำมาตรา ๑๙ มาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๕ มาใช้บังคับกับการประชุมและการดำเนินการของคณะกรรมการลุ่มน้ำและคณะอนุกรรมการลุ่มน้ำประจำสาขาด้วยโดยอนุโลม
ส่วนที่ ๓
องค์กรผู้ใช้น้ำ
มาตรา ๓๖ บุคคลซึ่งใช้น้ำในบริเวณใกล้เคียงกันและอยู่ในเขตลุ่มน้ำเดียวกันมีสิทธิรวมตัวกันจดทะเบียนก่อตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำเพื่อประโยชน์ร่วมกันเกี่ยวกับการใช้น้ำ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟูและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ในหมู่สมาชิกขององค์กรผู้ใช้น้ำ
วัตถุประสงค์ สถานะ อำนาจหน้าที่ การดำเนินงาน ระบบบัญชีและการเงินขององค์กรผู้ใช้น้ำ รวมทั้งหลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธีการก่อตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๓๗ กฎกระทรวงตามมาตรา ๓๖ จะกำหนดสถานะ หลักเกณฑ์การจัดตั้ง ภารกิจ อำนาจหน้าที่ขององค์กรผู้ใช้น้ำให้แตกต่างกันในแต่ละลุ่มน้ำก็ได้ ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงสภาพอุทกวิทยา สภาพภูมิศาสตร์ ระบบนิเวศน์ วัฒนธรรม จารีตประเพณี วิถีชีวิตของประชาชน และความจำเป็นในการบริหารจัดการด้วย
หมวด ๔
กองทุนทรัพยากรน้ำ
มาตรา ๓๘ ให้จัดตั้ง กองทุนทรัพยากรน้ำ ขึ้นในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนา ฟื้นฟู คุ้มครอง และอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ รวมทั้งการศึกษา วิจัย และการวางแผนแม่บทเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
กองทุนทรัพยากรน้ำประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้
(๑) ทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้
(๒) เงินอุดหนุนจากรัฐบาล
(๓) ส่วนแบ่งค่าใช้น้ำและค่าธรรมเนียมการขออนุญาตใช้น้ำตามพระราชบัญญัตินี้ ตามอัตราที่ กนช. กำหนด
(๔) ส่วนแบ่งค่าปรับตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ ตามอัตราที่ กนช. กำหนด
(๕) เงินอุดหนุนจากภาคเอกชนหรือองค์กรอื่น รวมทั้งจากต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ และเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้
(๖) ดอกผลหรือผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินหรือทรัพย์สินของกองทุน
เงินของกองทุนทรัพยากรน้ำตามวรรคสอง ให้นำส่งเข้าบัญชีกองทุนทรัพยากรน้ำโดยไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน
การรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การจ่ายเงิน การจัดหาผลประโยชน์ และการจัดการกองทุน ให้เป็นไปตามระเบียบที่ กนช. กำหนด โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง
มาตรา ๓๙ เงินกองทุนทรัพยากรน้ำให้ใช้จ่ายเพื่อกิจการดังต่อไปนี้
(๑) สนับสนุนและส่งเสริมการศึกษา วิจัยเพื่อพัฒนา ฟื้นฟู คุ้มครอง และอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ
(๒) สนับสนุนและส่งเสริมการสร้างจิตสำนึก ฝึกอบรม และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนา ฟื้นฟู คุ้มครอง และอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ
(๓) สนับสนุนชุมชนหรือองค์กรผู้ใช้น้ำในการร่วมพัฒนา ฟื้นฟู คุ้มครอง และอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ
(๔) ช่วยเหลือและสนับสนุนกิจการใดๆ ที่เกี่ยวกับการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามที่คณะกรรมการบริหารกองทุนเห็นสมควร และโดยความเห็นชอบของ กนช.
(๕) ค่าใช้จ่ายในการบริหารกองทุน
การใช้จ่ายเงินกองทุนทรัพยากรน้ำตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามนโยบาย แผนงาน และแผนปฏิบัติการเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรน้ำตามมาตรา ๒๐ (๑) ที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบแล้ว
มาตรา ๔๐ ให้มีคณะกรรมการบริหารกองทุนทรัพยากรน้ำ ประกอบด้วยปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธาน อธิบดีกรมชลประทาน อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำซึ่งคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติแต่งตั้งสามคน เป็นกรรมการ
ให้อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำเป็นกรรมการและเลขานุการ
มาตรา ๔๑ ให้นำมาตรา ๑๓ มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ และมาตรา ๑๘ มาใช้บังคับกับกรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำตามมาตรา ๔๐ ด้วยโดยอนุโลม
มาตรา ๔๒ ให้คณะกรรมการบริหารกองทุนทรัพยากรน้ำมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) บริหารกองทุนให้เป็นไปตามระเบียบที่ กนช. กำหนด
(๒) ควบคุมการใช้จ่ายเงินหรือทรัพย์สินของกองทุนทรัพยากรน้ำให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในมาตรา ๓๘
(๓) เสนอรายงานการดำเนินงานของกองทุนทรัพยากรน้ำต่อ กนช.
(๔) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นที่กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารกองทุนทรัพยากรน้ำ หรือตามที่ กนช. มอบหมาย
มาตรา ๔๓ ให้กองทุนทรัพยากรน้ำจัดทำงบดุล งบการเงิน และบัญชีทำการส่งผู้สอบบัญชีภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี
ในทุกรอบปี ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้สอบบัญชี และประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินของกองทุนทรัพยากรน้ำ เพื่อเสนอบันทึกรายงานผลการสอบบัญชีต่อ กนช.
มาตรา ๔๔ ให้นำมาตรา ๑๙ มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๕ มาใช้บังคับกับการประชุมและการดำเนินการของคณะกรรมการบริหารกองทุนทรัพยากรน้ำด้วย โดยอนุโลม
หมวด ๕
การจัดสรรน้ำ
มาตรา ๔๕ การใช้น้ำในแหล่งน้ำสาธารณะแบ่งเป็นสามประเภท คือ
(๑) การใช้น้ำประเภทที่หนึ่ง ได้แก่ การใช้น้ำในแหล่งน้ำสาธารณะเพื่อการดำรงชีพ การอุปโภคบริโภคในครัวเรือน การเกษตรหรือการเลี้ยงสัตว์เพื่อยังชีพ การอุตสาหกรรมในครัวเรือนและการใช้น้ำในปริมาณเล็กน้อยตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
(๒) การใช้น้ำประเภทที่สอง ได้แก่ การใช้น้ำในแหล่งน้ำสาธารณะเพื่อการเกษตรหรือการเลี้ยงสัตว์เพื่อการพาณิชย์ การอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การผลิตพลังงานไฟฟ้า การประปา และกิจการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
(๓) การใช้น้ำประเภทที่สาม ได้แก่ การใช้น้ำในแหล่งน้ำสาธารณะเพื่อกิจการขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำปริมาณมากหรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบข้ามลุ่มน้ำหรือครอบคลุมพื้นที่อย่างกว้างขวางตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๔๖ รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการลุ่มน้ำที่เกี่ยวข้องและโดยความเห็นชอบของ กนช. มีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการใช้น้ำประเภทที่หนึ่ง สำหรับแต่ละลุ่มน้ำได้
การกำหนดหลักเกณฑ์ตามวรรคหนึ่ง ให้คำนึงถึงการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นสำคัญ
มาตรา ๔๗ การใช้น้ำประเภทที่สอง ต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการลุ่มน้ำที่แหล่งน้ำสาธารณะนั้นตั้งอยู่
หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาต การออกใบอนุญาต อายุใบอนุญาต การพักใช้หรือการเพิกถอนใบอนุญาตการใช้น้ำประเภทที่สอง ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ในการพิจารณาอนุญาตการใช้น้ำประเภทที่สอง คณะกรรมการลุ่มน้ำอาจมอบหมายให้คณะอนุกรรมการลุ่มน้ำประจำสาขาในลุ่มน้ำคณะใดคณะหนึ่งหรือหลายคณะพิจารณาให้ความเห็นชอบก็ได้ ทั้งนี้ การมอบอำนาจให้กระทำเป็นประกาศคณะกรรมการลุ่มน้ำ
มาตรา ๔๘ การใช้น้ำประเภทที่สาม ต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่โดยความเห็นชอบของ กนช.
หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาต การออกใบอนุญาต อายุใบอนุญาต การพักใช้หรือการเพิกถอนใบอนุญาตการใช้น้ำประเภทที่สาม ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๔๙ ในกรณีที่แหล่งน้ำใดเปลี่ยนสถานะจากเดิมมาเป็นแหล่งน้ำสาธารณะ ภายหลังจากวันที่กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาตและการออกใบอนุญาตการใช้น้ำประเภทที่สองตามมาตรา ๔๗ หรือกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาตและการออกใบอนุญาตการใช้น้ำประเภทที่สามตามมาตรา ๔๘ ใช้บังคับแล้ว ให้ผู้ใช้น้ำในแหล่งน้ำนั้นที่เข้าลักษณะของการใช้น้ำประเภทที่สองตามมาตรา ๔๕ (๒) หรือการใช้น้ำประเภทที่สามตามมาตรา ๔๕ (๓) แล้วแต่กรณี ยื่นคำขอรับใบอนุญาตการใช้น้ำภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่แหล่งน้ำดังกล่าวเปลี่ยนสถานะจากเดิมมาเป็นแหล่งน้ำสาธารณะ และเมื่อได้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตภายในกำหนดเวลาดังกล่าวแล้วให้ใช้น้ำต่อไปได้จนกว่าพนักงานเจ้าหน้าที่จะมีคำสั่งไม่อนุญาต
มาตรา ๕๐ ให้รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของ กนช. มีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตการใช้น้ำประเภทที่สอง และค่าธรรมเนียมใบอนุญาตการใช้น้ำประเภทที่สามไม่เกินอัตราที่กำหนดในบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๕๑ รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของ กนช. มีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าใช้น้ำ สำหรับการใช้น้ำประเภทที่สองและการใช้น้ำประเภทที่สามได้
มาตรา ๕๒ ในการออกใบอนุญาตการใช้น้ำ พนักงานเจ้าหน้าที่อาจกำหนดเงื่อนไขการใช้น้ำที่ผู้ได้รับใบอนุญาตจะต้องปฏิบัติไว้ในใบอนุญาตด้วยก็ได้
การกำหนดเงื่อนไขตามวรรคหนึ่งอาจกำหนดในเรื่องเกี่ยวกับปริมาณน้ำสูงสุด ที่จะอนุญาตให้มีการใช้หรือเก็บกักไว้เพื่อใช้ กำหนดเวลาที่จะนำน้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะขึ้นมาใช้ บริเวณที่จะให้นำน้ำขึ้นมาได้ สถานที่เก็บกักน้ำ และบริเวณที่จะใช้น้ำ ตลอดจนเงื่อนไขอื่น อันจำเป็นแก่การควบคุมปริมาณและคุณภาพของน้ำ
มาตรา ๕๓ ใบอนุญาตการใช้น้ำที่ออกไปแล้วนั้นถ้าต่อมากฎหมายหรือสาระสำคัญแห่งพฤติการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป หรือมีเหตุสำคัญเพื่อประโยชน์สาธารณะ
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการลุ่มน้ำหรือ กนช. แล้วแต่กรณี มีอำนาจสั่งแก้ไขเพิ่มเติมเงื่อนไขการใช้น้ำที่ผู้ได้รับใบอนุญาตจะต้องปฏิบัติได้
มาตรา ๕๔ เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบและควบคุมการใช้น้ำ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งให้ผู้ได้รับใบอนุญาตการใช้น้ำต้องติดตั้งเครื่องมือวัดปริมาณน้ำที่ใช้และการเก็บข้อมูลที่จำเป็นเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำประกาศกำหนด
มาตรา ๕๕ เมื่อปรากฏว่าผู้ได้รับใบอนุญาตการใช้น้ำฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ หรือตามเงื่อนไขในใบอนุญาต หรือตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการลุ่มน้ำหรือ กนช. แล้วแต่กรณี มีอำนาจสั่งพักใช้ใบอนุญาตมีกำหนดเวลาตามที่เห็นสมควรแต่ต้องไม่เกินสองเดือน และถ้าเป็นกรณีสำคัญจะสั่งเพิกถอนใบอนุญาตเสียก็ได้
เมื่อมีเหตุที่จะสั่งพักใช้ใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาต พนักงานเจ้าหน้าที่อาจมีคำเตือนให้บุคคลนั้นปฏิบัติให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนดก่อน หากผู้ได้รับใบอนุญาตไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนดจึงจะสั่งพักใช้ใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาตก็ได้
มาตรา ๕๖ ในกรณีที่มีข้อมูลเพียงพอที่จะชี้ได้ว่าจะเกิดภาวะการขาดแคลนน้ำ ให้คณะกรรมการลุ่มน้ำโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดเขตขาดแคลนน้ำและกำหนดการแบ่งปันน้ำ โดยกำหนดให้กิจการใดสามารถใช้น้ำได้ในปริมาณเพียงใด
การแบ่งปันน้ำตามวรรคหนึ่งต้องเป็นไปเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวม และให้ผู้ใช้น้ำต้องเสียหายน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทั้งนี้ ให้ทำเป็นประกาศปิดไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่ายในเขตขาดแคลนน้ำตามจำนวนที่เหมาะสม
เมื่อภาวะการขาดแคลนน้ำได้พ้นไปแล้ว ให้คณะกรรมการลุ่มน้ำประกาศ ในราชกิจจานุเบกษายกเลิกเขตขาดแคลนน้ำ
มาตรา ๕๗ ในกรณีมีความจำเป็นต้องนำน้ำจากลุ่มน้ำหนึ่งไปยังอีกลุ่มน้ำหนึ่งเพื่อบรรเทาภาวะขาดแคลนน้ำ รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของ กนช. มีอำนาจสั่งให้ดำเนินการดังกล่าวได้เท่าที่จำเป็นในการบรรเทาภาวะขาดแคลนน้ำนั้น
หมวด ๖
การป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม
มาตรา ๕๘ ให้คณะกรรมการลุ่มน้ำจัดทำแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วมขึ้นไว้เป็นการล่วงหน้า โดยให้จัดทำเป็นแผนเพื่อเตรียมการรองรับทั้งกรณีปกติซึ่งสามารถคาดหมายได้ว่าจะเกิดภาวะน้ำท่วมในระยะเวลาใดเวลาหนึ่งเป็นประจำ และกรณีฉุกเฉินที่มีน้ำท่วมเกิดขึ้นโดยฉับพลัน
แผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วมตามวรรคหนึ่ง อย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการจัดเตรียมข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ในการป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม การเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนทราบ วิธีการระบายน้ำที่รวดเร็วและถูกต้องตามหลักวิชาการให้น้ำระบายไปตามแนวทางที่กำหนด วิธีการกักเก็บน้ำเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป การประสานงานกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือหน่วยงานอื่นเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่อาจได้รับภัยพิบัติจากน้ำท่วม
ในการจัดทำแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม ให้คณะกรรมการลุ่มน้ำ จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง และประชาชนในเขตลุ่มน้ำตามความเหมาะสม
มาตรา ๕๙ เมื่อคณะกรรมการลุ่มน้ำได้จัดทำแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วมขึ้นแล้วให้เสนอ กนช. ให้ความเห็นชอบ และจัดส่งแผนดังกล่าวไปยังหน่วยงานของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องเพื่อทราบและดำเนินการ ในการนี้ให้หน่วยงานของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องจัดสร้างหรือเตรียมอุปกรณ์ที่จะต้องใช้ในการป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม รวมทั้งบำรุงรักษาสิ่งก่อสร้าง หรืออุปกรณ์นั้น หรือดำเนินการใดๆ เพื่อให้เป็นไปตามแผนดังกล่าว
มาตรา ๖๐ ให้คณะกรรมการลุ่มน้ำติดตามการดำเนินการให้เป็นไปตามแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วมที่ กนช. ให้ความเห็นชอบ ทบทวนแผนให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้อยู่ในสภาพที่พร้อมจะดำเนินการได้เมื่อเกิดภาวะน้ำท่วม
มาตรา ๖๑ ในกรณีมีความจำเป็นต้องนำน้ำจากลุ่มน้ำหนึ่งไปยังอีกลุ่มน้ำหนึ่งเพื่อประโยชน์ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของ กนช. มีอำนาจสั่งให้ดำเนินการดังกล่าวได้เท่าที่จำเป็นในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมนั้น
มาตรา ๖๒ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในที่ดินของบุคคลใดๆ เพื่อทำการสำรวจ ตรวจสอบ หรือเก็บรวบรวมข้อเท็จจริงต่างๆ เพื่อการป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วมได้
ในการดำเนินการเพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วมให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจทำลายสิ่งกีดขวางหรือตัดฟันต้นไม้ ขุดดิน ปิดกั้นแนวเขตที่ดิน รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งมิใช่เป็นบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของบุคคลใดๆ หรือดำเนินการอื่นใดเท่าที่จำเป็นแก่การป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วมได้ แต่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่บุคคลนั้นตามความเป็นธรรม
มาตรา ๖๓ ในกรณีที่มีความจำเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่อาจใช้ที่ดินของบุคคลใดๆ เพื่อก่อสร้าง วางสิ่งของ สูบน้ำหรือระบายน้ำผ่านที่ดิน หรือติดตั้งอุปกรณ์ใดๆ เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วมได้ โดยแจ้งเป็นหนังสือให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามวัน ก่อนวันที่จะมีการดำเนินการ ทั้งนี้ต้องแสดงวัตถุประสงค์และลักษณะของการใช้ที่ดินและวันเวลาที่จะใช้ประโยชน์ที่ดินด้วย
ในกรณีฉุกเฉินเพื่อป้องกันภัยพิบัติสาธารณะจากน้ำท่วม ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าใช้ที่ดินเพื่อดำเนินการตามวรรคหนึ่งได้ทันทีโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
การดำเนินการตามมาตรานี้ ให้กำหนดค่าทดแทนตามความเป็นธรรมในการใช้ที่ดินและค่าเสียหายอันอาจเกิดขึ้นจากการใช้ที่ดินให้แก่เจ้าของที่ดินหรือผู้ครอบครองที่ดินด้วย
มาตรา ๖๔ การที่พนักงานเจ้าหน้าที่เข้าไปในที่ดินของบุคคลใดเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๖๒ และมาตรา ๖๓ ให้กระทำในระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก
ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่จำเป็นที่จะต้องมีการดำเนินการต่อเนื่องจากเวลาที่กำหนดตามวรรคหนึ่งหรือมีกรณีฉุกเฉิน จะดำเนินการในเวลาอื่นนอกจากเวลาดังกล่าวตามวรรคหนึ่งก็ได้
มาตรา ๖๕ ในกรณีที่เห็นสมควรให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งกำหนดให้บุคคลใดต้องปฏิบัติการใดๆ เพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วมตามหลักเกณฑ์ที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดก็ได้ ในกรณีที่บุคคลดังกล่าวต้องเสียค่าใช้จ่ายในการนี้ และการปฏิบัติการดังกล่าวมิได้เป็นไปเพื่อประโยชน์เฉพาะตนเพียงผู้เดียว ให้กำหนดค่าทดแทนตามความเหมาะสมเพื่อจ่ายให้แก่บุคคลนั้น
มาตรา ๖๖ ห้ามมิให้บุคคลใดเอาไป ยักย้าย ทำอันตราย หรือทำให้เสียหายแก่สิ่งก่อสร้าง สิ่งของหรืออุปกรณ์ใดๆ หรือละเมิดมาตรการใดๆ ที่พนักงานเจ้าหน้าที่จัดให้มีขึ้นเพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม
ในกรณีที่มีการฝ่าฝืนบทบัญญัติในวรรคหนึ่ง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ผู้กระทำแก้ไขให้กลับคืนดีดังเดิม ถ้าผู้นั้นไม่ยินยอมกระทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการ โดยผู้นั้นจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการดังกล่าว
หมวด ๗
การอนุรักษ์และการพัฒนาทรัพยากรน้ำของรัฐ
มาตรา ๖๗ ในกรณีที่ กนช. เห็นว่าพื้นที่ใดมีลักษณะเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร สมควรสงวนไว้เพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำของรัฐ ให้ กนช. เสนอรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการให้พื้นที่นั้นเป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
มาตรา ๖๘ รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของ กนช. มีอำนาจออกกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ที่ดินที่มีเขตติดต่อหรืออาจส่งผลกระทบกับแหล่งน้ำสาธารณะ เพื่อมิให้เกิดอันตรายหรือความเสียหายต่อทรัพยากรน้ำของรัฐในแหล่งน้ำสาธารณะ หรือเพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์หรือพัฒนาทรัพยากรน้ำของรัฐให้เป็นไปโดยเหมาะสมได้
หลักเกณฑ์การใช้ที่ดินที่กำหนดในกฎกระทรวงตามวรรคหนึ่งจะกำหนดให้เรื่องใดเรื่องหนึ่งใช้บังคับเป็นการทั่วไปทุกท้องที่ หรือให้ใช้บังคับเฉพาะท้องที่ใดท้องที่หนึ่งก็ได้
ในกรณีที่มีกฎกระทรวง ประกาศ หรือข้อบัญญัติท้องถิ่นซึ่งออกตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง หรือกฎหมายอื่นกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ที่ดินในบริเวณเดียวกันหรือในเรื่องเดียวกัน ขัดหรือแย้งกับกฎกระทรวงตามวรรคหนึ่ง ให้บังคับตามกฎกระทรวงตามวรรคหนึ่ง เว้นแต่กฎกระทรวง ประกาศ หรือข้อบัญญัติท้องถิ่นซึ่งออกตามกฎหมายดังกล่าวจะมีขึ้นเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะที่สำคัญยิ่งกว่า
มาตรา ๖๙ เมื่อได้มีกฎกระทรวงตามมาตรา ๖๘ ใช้บังคับแล้ว ห้ามมิให้ผู้ใดใช้ประโยชน์ที่ดินแตกต่างหรือขัดกับข้อกำหนดในกฎกระทรวงนั้น
ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่กรณีเจ้าของหรือผู้ครองครองที่ดินที่ได้ใช้ประโยชน์ที่ดินมาก่อนที่จะมีกฎกระทรวงตามวรรคหนึ่งใช้บังคับ และจะใช้ประโยชน์ที่ดินเช่นนั้นต่อไป แต่ถ้ารัฐมนตรีเห็นว่าการใช้ประโยชน์ที่ดินเช่นนั้นต่อไปอาจมีผลกระทบกระเทือนต่อทรัพยากรน้ำของรัฐ รัฐมนตรีมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือถึงเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดิน
ให้แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือระงับการใช้ประโยชน์ที่ดินตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และภายในระยะเวลาที่เห็นสมควรได้ แต่ถ้าการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวทำให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินนั้นต้องเสียหาย หรือขาดประโยชน์ที่เคยได้รับเกินสมควร ให้ผู้นั้นมีสิทธิได้รับค่าทดแทนตามความเป็นธรรมด้วย
มาตรา ๗๐ เมื่อมีเหตุฉุกเฉินหรือมีภยันตรายใดที่อาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรน้ำของรัฐอย่างรุนแรง ซึ่งจำเป็นต้องมีการป้องกันหรือแก้ไขโดยเร่งด่วน ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปดำเนินการใดๆ ในที่ดิน หรือใช้ประโยชน์ในที่ดินของบุคคลอื่นเพื่อป้องกัน ระงับ หรือบรรเทาเหตุนั้นได้ โดยให้นำมาตรา ๖๒ มาตรา ๖๓ มาตรา ๖๔ มาตรา ๖๕ และมาตรา ๖๖ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๗๑ เว้นแต่จะเป็นกรณีที่มีกฎหมายอื่นบัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของ กนช. มีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อคุ้มครองสภาพแหล่งน้ำสาธารณะ และอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำของรัฐในเรื่องดังต่อไปนี้ได้
(๑) การใช้ประโยชน์ทรัพยากรน้ำของรัฐหรือทรัพยากรธรรมชาติที่เกี่ยวข้อง
(๒) กำหนดห้ามการกระทำใดๆ ที่มีผลเป็นการเสื่อมสภาพแหล่งน้ำหรือเสื่อมประโยชน์ต่อการใช้น้ำ
(๓) กำหนดให้ผู้ใช้น้ำซึ่งมีที่ดินติดต่อหรือใกล้เคียงกับแหล่งน้ำสาธารณะจัดให้มีสิ่งปลูกสร้าง ติดตั้งอุปกรณ์หรือเครื่องมือ หรือใช้กรรมวิธีใดตามที่กำหนดเพื่อตรวจสอบแหล่งที่ก่อให้เกิดอันตรายหรือความเสียหายแก่คุณภาพน้ำ หรือเพื่อป้องกัน หรือแก้ไขอันตรายหรือความเสียหายแก่คุณภาพน้ำ
(๔) กำหนดมาตรการอื่นอันสมควรและเหมาะสมแก่การคุ้มครองและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำของรัฐ
กฎกระทรวงตามวรรคหนึ่ง จะกำหนดให้กรณีใดกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการลุ่มน้ำกำหนดก็ได้
มาตรา ๗๒ ห้ามมิให้บุคคลใดเท ทิ้ง หรือระบายสิ่งใดๆ ให้ปะปนไปในน้ำ หรือลงในที่ดินที่มีผลโดยตรงไปยังแหล่งน้ำสาธารณะ อันอาจเป็นเหตุทำให้เกิดภาวะมลพิษแก่น้ำ หรือทำให้น้ำมีสภาพเป็นพิษจนน่าจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของบุคคล
การเท ทิ้ง หรือระบายสิ่งใดๆ ที่มีค่ามลพิษต่ำกว่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ให้เท ทิ้ง หรือระบายลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะได้ ให้ถือว่าเป็นการกระทำที่ทำให้เกิดภาวะมลพิษแก่น้ำตามวรรคหนึ่ง
มาตรา ๗๓ ในกรณีที่เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรน้ำของรัฐ หน่วยงานของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รับผิดชอบในการดูแลทรัพยากรน้ำของรัฐในบริเวณที่เกิดความเสียหายนั้น อาจมีหนังสือขอความร่วมมือให้ผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายนั้นดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อขจัดความเสียหายและทำให้ทรัพยากรน้ำของรัฐกลับคืนสู่สภาพเดิมหรือสภาพที่ใกล้เคียงกับสภาพเดิมหรือเหมาะสมจะใช้ประโยชน์ภายในระยะเวลาที่กำหนดได้
ถ้าความเสียหายต่อทรัพยากรน้ำของรัฐเป็นกรณีฉุกเฉินจำเป็น และอาจก่อความเสียหายอย่างร้ายแรง ให้หน่วยงานของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รับผิดชอบมีอำนาจออกคำสั่งแทนหนังสือขอความร่วมมือตามวรรคหนึ่งก็ได้
หมวด ๘
การควบคุมและตรวจตราทรัพยากรน้ำ
มาตรา ๗๔ เพื่อประโยชน์ในการควบคุมและตรวจตราทรัพยากรน้ำ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในที่ดินของบุคคลใด เพื่อตรวจตราแหล่งน้ำ สำรวจ หรือเก็บข้อมูลที่จำเป็นในการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ในเวลาระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตกได้
มาตรา ๗๕ ในกรณีที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในที่ดิน อาคาร สถานที่ หรือยานพาหนะของบุคคลใดในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตกเพื่อตรวจค้น กัก ยึดหรืออายัดเอกสาร หรือสิ่งใดที่เกี่ยวข้องได้
การเข้าไปดำเนินการตามวรรคหนึ่ง หากมีความจำเป็นให้พนักงานเจ้าหน้าที่ มีอำนาจทำลายสิ่งกีดขวางอันเป็นอุปสรรคในการที่จะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่จะต้องใช้ความระมัดระวังให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด
มาตรา ๗๖ ในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แสดงบัตรประจำตัวต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง และให้ผู้ที่เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกตามสมควร บัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวง
หมวด ๙
ความรับผิดทางแพ่งในกรณีที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรน้ำของรัฐ
มาตรา ๗๗ ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อกระทำโดยผิดกฎหมายทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรน้ำของรัฐ หรือใช้ทรัพยากรน้ำของรัฐโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย ผู้นั้นต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
ถ้าความเสียหายต่อทรัพยากรน้ำของรัฐเกิดจากวัตถุหรือสิ่งอื่นใดที่อาจทำให้เกิดอันตรายหรือเป็นพิษ ผู้ครอบครองหรือควบคุมวัตถุหรือสิ่งอื่นใดนั้นต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้นแม้จะมิได้เกิดขึ้นโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อก็ตาม เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้นเกิดจากเหตุสุดวิสัย หรือเป็นการกระทำตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่
ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรานี้ให้รวมถึง
(๑) ค่าใช้จ่ายที่รัฐได้จ่ายไปในการกำจัด เคลื่อนย้ายสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสียหาย หรือกระทำให้สิ่งนั้นหมดสภาพความเป็นอันตรายหรือความเป็นพิษ ตลอดจนการนำเอาของนั้นมาเก็บ กัก หรือรักษาไว้
(๒) ค่าใช้จ่ายที่รัฐได้จ่ายไปในการทำให้ทรัพยากรน้ำของรัฐกลับคืนสู่สภาพเดิม
(๓) ค่าใช้จ่ายที่รัฐได้จ่ายไปในการช่วยเหลือบุคคล หรือทรัพย์สินของบุคคลอื่นเนื่องในความเสียหายนั้น
(๔) ค่าดำเนินงานต่างๆ ของรัฐในการประเมินความเสียหายและประเมินค่าใช้จ่ายในการเยียวยาผลกระทบต่อทรัพยากรน้ำของรัฐ สิ่งแวดล้อมและสุขภาพของบุคคล
(๕) ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่รัฐได้จ่ายในการดำเนินการใดๆ เพื่อให้ได้รับค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมาย เช่น ค่าใช้จ่ายที่รัฐจ่ายเป็นค่าทำงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ค่าใช้จ่ายในการรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินคดีในศาล และค่าธรรมเนียมศาล
(๖) มูลค่าของทรัพยากรน้ำของรัฐที่ต้องเสียหายหรือถูกใช้ไปโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย
(๗) ค่าเสียหายที่เกิดจากการใช้งบประมาณของรัฐหรือจากแหล่งเงินทุนอื่นเพื่อใช้ในการบำบัดฟื้นฟูและบูรณะความเสียหายของทรัพยากรน้ำของรัฐให้คืนกลับสู่สภาพเดิม
(๘) ค่าเสียโอกาสในการนำงบประมาณหรือเงินทุนที่ใช้ตาม (๗) ไปลงทุนในโครงการอื่นของรัฐเพื่อสังคมโดยรวม
(๙) ค่าเสียหายต่อเนื่องอื่นๆ อันพึงจะเกิดในอนาคต ให้กรมทรัพยากรน้ำเป็นผู้รับผิดชอบในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน
ความเสียหายต่อทรัพยากรน้ำของรัฐตามมาตรานี้ โดยให้พนักงานอัยการมีอำนาจและหน้าที่ดำเนินคดีในศาลตามที่กรมทรัพยากรน้ำมีคำขอ
มาตรา ๗๘ ในกรณีที่ความเสียหายต่อทรัพยากรน้ำของรัฐเกิดจากการกระทำของลูกจ้าง ตัวแทน หรือผู้รับจ้าง ให้นายจ้าง ตัวการ หรือผู้ว่าจ้างของบุคคลนั้นต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายตามความในหมวดนี้ด้วย ทั้งนี้ ให้นำหลักเกณฑ์ความรับผิดของนายจ้าง ตัวการ และผู้ว่าจ้างในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ในกรณีที่ผู้ที่ต้องรับผิดในความเสียหายต่อทรัพยากรน้ำของรัฐเป็นนิติบุคคล ให้ผู้แทนนิติบุคคล กรรมการผู้มีอำนาจ หรือผู้จัดการของนิติบุคคลนั้นต้องร่วมรับผิดกับนิติบุคคลดังกล่าวด้วย ถ้าการกระทำของผู้นั้นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมมีส่วนทำให้นิติบุคคลนั้นกระทำการดังกล่าว
มาตรา ๗๙ ในกรณีที่ผู้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรน้ำของรัฐได้กระทำตามหนังสือขอความร่วมมือหรือตามคำสั่งตามมาตรา ๗๓ และมีผลเป็นการขจัดหรือบรรเทาความเสียหายและทำให้ทรัพยากรน้ำของรัฐกลับคืนสู่สภาพเดิมหรือสภาพที่ใกล้เคียงกับสภาพเดิมหรือเหมาะสมจะใช้ประโยชน์ ให้มีผลเป็นการลดจำนวนค่าสินไหมทดแทนตามส่วนที่ได้กระทำ
หมวด ๑๐
บทกำหนดโทษ
มาตรา ๘๐ ผู้ใดฝ่าฝืนหลักเกณฑ์การเข้าใช้สอยแหล่งน้ำตามมาตรา ๗ วรรคสาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๘๑ ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งที่ออกตามมาตรา ๒๔ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๘๒ ผู้ใดฝ่าฝืนกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา ๔๖ ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๘๓ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๔๗ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๘๔ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๔๘ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๘๕ ผู้ใดขัดขวางหรือไม่อำนวยความสะดวกตามสมควรแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๖๒ มาตรา ๖๓ มาตรา ๗๔ หรือมาตรา ๗๕ หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๖๕ หรือไม่ดำเนินการตามหนังสือขอความร่วมมือตามมาตรา ๗๓ วรรคสอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๘๖ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๖๖ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๘๗ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๖๙ หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา ๗๑ วรรคหนึ่ง (๑) หรือ (๒) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๘๘ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๗๒ ต้องระวางโทษ ดังนี้
(๑) ในกรณีที่ทำให้เกิดภาวะมลพิษแก่น้ำ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(๒) ในกรณีที่ทำให้น้ำมีสภาพเป็นพิษจนน่าจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของบุคคลต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๘๙ ผู้ใดครอบครอง รุกล้ำหรือปลูกสร้างสิ่งใดในแหล่งน้ำสาธารณะโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๙๐ ในกรณีที่นิติบุคคลกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ผู้แทน นิติบุคคล กรรมการผู้มีอำนาจ หรือผู้จัดการของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นๆ ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนรู้เห็นหรือยินยอมในการกระทำความผิดนั้น
มาตรา ๙๑ บรรดาความผิดตามมาตรา ๘๐ มาตรา ๘๑ มาตรา ๘๒ มาตรา ๘๓ และมาตรา ๘๕ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษามีอำนาจเปรียบเทียบ และเมื่อได้เสียค่าปรับตามที่เปรียบเทียบแล้วให้ถือว่าคดีเลิกกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
บทเฉพาะกาล
มาตรา ๙๒ ในระหว่างที่ยังมิได้มีการกำหนดลุ่มน้ำตามมาตรา ๒๗ หรือยังมิได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำตามมาตรา ๒๘ ให้คณะกรรมการลุ่มน้ำตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ ปฏิบัติหน้าที่ตามเดิมในลุ่มน้ำนั้นไปพลางก่อน ทั้งนี้ ไม่เกินสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ
มาตรา ๙๓ ในระหว่างที่ยังมิได้มีการคัดเลือกผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำตามมาตรา ๑๒ (๔) และยังมิได้มีการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๑๒ (๕) ให้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ ปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติตามพระราชบัญญัตินี้จนกว่าจะมีการคัดเลือกผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำตามมาตรา ๑๒ (๔) และแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๑๒ (๕)
มาตรา ๙๔ เมื่อกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาตและการออกใบอนุญาตการใช้น้ำประเภทที่สองตามมาตรา ๔๗ หรือกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาตและการออกใบอนุญาตการใช้น้ำประเภทที่สามตามมาตรา ๔๘ ใช้บังคับแล้ว ให้ผู้ใช้น้ำที่เข้าลักษณะของการใช้น้ำประเภทที่สองตามมาตรา ๔๕ (๒) หรือการใช้น้ำประเภทที่สามตามมาตรา ๔๕ (๓) แล้วแต่กรณี ยื่นคำขอรับใบอนุญาตการใช้น้ำภายในหกสิบวันนับแต่วันที่กฎกระทรวงดังกล่าวมีผลบังคับ และเมื่อได้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตภายในกำหนดเวลาดังกล่าวแล้วให้ใช้น้ำต่อไปได้จนกว่าพนักงานเจ้าหน้าที่จะมีคำสั่งไม่อนุญาต
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
..............................
นายกรัฐมนตรี
อัตราค่าธรรมเนียม
๑. คำขอ ฉบับละ ๑๐ บาท
๒. ใบอนุญาตการใช้น้ำประเภทที่สอง ฉบับละ ๑๐,๐๐๐ บาท
๓. ใบอนุญาตการใช้น้ำประเภทที่สาม ฉบับละ ๕๐,๐๐๐ บาท
๔. ใบแทนใบอนุญาต ฉบับละกึ่งหนึ่งของค่าธรรมเนียมใบอนุญาต
๕. การต่ออายุใบอนุญาต ครั้งละเท่ากับค่าธรรมเนียมใบอนุญาต
๖. การโอนใบอนุญาต ครั้งละเท่ากับค่าธรรมเนียมใบอนุญาต
28 หน้า
บันทึกการเข้า
หน้า:
1
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
กระโดดไป:
เลือกหัวข้อ:
-----------------------------
ธนาคารนโยบายประชาชน - People Policy Bank (PPB)
-----------------------------
=> ธนาคารนโยบายประชาชน - People Policy Bank
-----------------------------
หมวดหมู่ทั่วไป
-----------------------------
=> General Discussion